0 The+Predator+-+%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0+%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

The Predator - เดอะ เพรดเดเทอร์

เข้าฉาย 13 กันยายน 2561
ผู้ชม : 22,172
ผู้กำกับ : Shane Black
ความยาวหนัง : 110.00
Text Size

หนัง The Predator The Predator เป็นเรื่องราวเกิดขึ้นที่ จากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น สู่ถนนเล็กๆ ในย่านชานเมือง การไล่ล่ากลับมาอีกครั้ง ในซีรีย์เพรดเดเทอร์อันโด่งดังของเชน แบล็ค และในตอนนี้ นักล่าที่อันตรายที่สุดในจักรวาลก็แข็งแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และอันตรายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา พวกมันตัดต่อพันธุกรรมของตนเองเข้ากับดีเอ็นเอของสปีชี่อื่นๆ ในจักรวาล และเมื่อเด็กชายคนหนึ่งบังเอิญกระตุ้นให้พวกมันกลับมาที่โลกอีกครั้ง มีเพียงสมาชิกแร็กแท็กจากอดีตทหาร และอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์อีกหนึ่งคนที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่านั้น ที่จะช่วยไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องสิ้นสุดลง


A re-make of the 1987 sci-fi film "Predator"

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

20 กันยายน 2561 12:09:03

The Predator มิติใหม่ของนักล่าต่างดาว

อันดับแรกเลยที่ต้องกล่าวก่อนคือ ภาคนี้ได้มีการปรับสำเนียงการเรียก Predator จากเดิมที่บ้านเราจะเรียกว่า พรีเดเตอร์ ถูกปรับให้อ่านเป็น เพรดเดเทอร์ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักภาษา หรือการอ่านออกเสียง ทำให้หลายคนบ่นว่าจะเปลี่ยนทำไม อ่านแล้วเรียกแล้วรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นชิน ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าควรเปลี่ยนอ่ะดีแล้ว เพราะจะได้เรียกกันให้ถูกซักที คิดอีกแง่อาจจะเพราะภาคนี้เป็นภาคที่นำเนินเรื่องสไตล์ใหม่ ที่ไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว เลยเปลี่ยนคำเรียกให้ถูกต้องไม่เหมือนของเดิมซะเลย จะได้ตรง Concept

กลับมาที่ตัวหนังเอง ตามที่บอกไปก่อนหน้าว่า เป็นภาคที่ปรับเปลี่ยนโทนการเล่าเรื่องจากเดิมที่เป็นหนัง Triller-Survivor เต็มไปด้วยฉากการเอาตัวรอด และการฆ่าแบบโหดๆ จากเหล่าเพรดเดเทอร์ ให้กลายเป็นหนัง Action /Si-Fi/ Comedy ไปซะได้ตามสไตล์ผู้กำกับ เชน แบล็ค ซึ่งถ้าใครคุ้นๆ กับผลงานก่อนหน้าอย่าง Iron Man 3 ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ตัวผมเองนั้นไม่ได้ไม่ชอบสไตล์หนังแบบนี้ เพียงแต่รู้สึกเซอร์ไพรส์มากกว่า ที่ผู้กำกับเองนั้น ได้ปรับเปลี่ยนโทนหนังซีรีส์ชุดนี้ไปในแนวทางใหม่ๆ พร้อมเปิดประเด็นหลายอย่างที่ภาคก่อนๆ หน้าไม่เคยมี ซึ่งส่วนตัวผมเองชอบไอเดียที่ว่ามากมาย

เรื่องราวในภาคนี้ว่าด้วยคำถามที่ว่า ทำไมเพรดเดเทอร์ ถึงมาโลกบ่อยจัง มาทำไม และมาทำอะไร ภาคนี้จะเป็นภาคที่เฉลยปมต่างๆ ที่หลายคนเคยสงสัยมาในภาคก่อนหน้าว่า นอกจากเพรดเดเทอร์มาเพื่อล่ามนุษย์เพื่อเกมส์กีฬาหรือเป็นธรรมเนียมแล้วนั้น มันมาเพื่ออะไร อีกทั้งยังทิ้งท้ายไว้ได้แบบว่า อยากดูภาคต่อไวๆ กันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องมาลุ้นเรื่องรายได้กันต่อไป เพราะนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่หนังภาคต่อจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่แน่ๆ ผู้ชมตอนนี้แตกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน คือไม่ชอบไปเลยก็เกลียดไปเลยนั่นเอง

ส่วนที่ชอบจากหนังเรื่องนี้คงเป็นอะไรที่หลายๆ คนเกลียด นั่นก็คือการใส่มุก หรือยัดบท เขียนบทให้ตัวละครยิงมุกเยอะมาก ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งมุกบางมุกก็ต้องเป็นนักดูหนังตัวยง ถึงจะเข้าใจ ทำให้ฮาและขำได้ตลอดเรื่องจริงๆ อีกอย่างที่ต้องชมคือ Easter Egg ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธในตู้โชว์ ซึ่งบางชิ้นนั้นมาจาก Alien VS Predator 1-2 ซึ่งใครๆ หลายคนพยายามที่จะไม่นับ 2 ภาคนี้ร่วมไทม์ไลน์หนังชุดนี้เท่าไหร่ 

ส่วนที่ไม่ชอบจากหนังเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการดำเนินเรื่องที่เร่งรีบเอามากๆ เรียกได้ว่าถ้าลุกไปเข้าห้องน้ำ อาจจะกลับมาจูนต่อไม่ติดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง ที่เรียกได้ว่าแอคชั่นมันส์เกินไป หรือคนตัดต่อภาพมันส์มือเกินไปก็ไม่ทราบ จนแบบว่าบางตัวละครตาย แต่เราไม่สามารถดูทันได้เลยว่า ตายเพราะอะไร เนื่องจากตัดภาพไปฉากอื่นๆ ซะไวมากเกินไปจริงๆ

เอาเป็นว่าใครที่เป็นแฟนหนังชุดนี้ก็คงไม่พลาดที่จะไปดู เพียงแต่อยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่า The Predator เป็นหนังที่พบยายามที่จะนำพาซีรีส์ชุดนี้ไปยังมุมมองใหม่ๆ หรือโทนหนังใหม่ๆ เพื่อที่ให้สามารถขยายจักรวาลด้านเนื้อเรื่องให้ไกลออกไปได้อีกหลายภาค (ที่แน่ๆยังเหลืออีก 2 ภาค ที่วางแผนไว้ แต่ก็รอให้ภาคนี้ได้กำไรก่อนนั้นเองจึงจะได้สร้าง) ส่วนตัวผมให้ 7/10 ไปเลยสำหรับภาคนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
19 กันยายน 2561 14:36:40

The Predator 

ในที่สุดหนัง เพรดเดเทอร์ ก็สะกดได้ถูกต้องแล้วครับ (ภาคก่อนๆจะอ่านว่า พรีเดเตอร์) ภาคนี้ก็(น่าจะ)เป็นภาคต่อภาคเก่าๆ แต่เนื้อเรื่องไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องดูภาคก่อนหน้าครับ แถมภาคนี้มาแนวใหม่ครับ กลายเป็นหนังลุยแหลก หาความสมเหตุสมผลไม่ได้เลย เหมือนเอามันส์อย่างเดียว มุกตลกเกลื่อนไปหมด ถามว่าดูสนุกมั้ยก็สนุกแหละครับ แต่มันแปลกๆ เหมือนผู้สร้างจะบ้าพลังพอสมควรเลยละครับ 

บทหนัง การดำเนินเรื่อง
บทหนัง และการดำเนินเรื่องเข้าขั้นแย่พอสมควรครับ เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไร เดินเป็นเส้นตรง แต่ความบ้าของหนังนี่ยอดเยี่ยมไปเลยครับ แนวเรื่องต่างจากภาคก่อนๆ โดยสิ้นเชิง แทบไม่เครียดเลย หนังเน้นแนวตลกมุกเกลื่อน และความบ้าของนักแสดงครับ (บ้ายังไงต้องไปดูเองจริงๆ) ถ้าถามว่ามันสนุกมั้ยก็สนุกแหละครับ แต่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แถมยังไม่สมเหตุสมผลเลยทั้งเรื่อง 

คุณภาพของภาพและเสียง
ได้ไปดูในระบบ IMAX 2D มาครับ เสียงในโรงทำให้หนังสนุกขึ้นมากเลยครับ ระเบิดทีสั่นทั้งโรง รู้สึกสมจริง ด้านภาพใน IMAX ก็เฉยๆ ครับไม่ได้ว้าวเหมือนเรื่องที่ทำมาเฉพาะ IMAX  

ด้านดี
หนังมีความบ้าพอสมควรเลยละครับ (เป็นข้อดีนะ ทำให้ไม่ซ้ำแบบเดิมๆ) และเดาเนื้อเรื่องแทบไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่เนื้อเรื่องเป็นเส้นตรง แต่ก็เดาตอนจบไม่ออกสักที พอตอนจบก็ โอ้วววว ขนาดนี้เลย  เอาแบบนี้เลยหรอ 

อีกอย่างครับ ฉากแอ็คชั่นทำได้ดีมากๆ เลยนะ ฟันเป็นฟัน ระเบิดคือระเบิด เลือดคือเลือดกันเลย เด็กที่ไปดูอาจต้องได้รับคำแนะนำบางฉากนะครับ (มีฉากโหดๆอยู่พอสมควรเลยครับ) ส่วนด้านนักแสดงก็ดีนะครับ แต่ก็จะมีขาดๆเกินๆบางคนก็ล้นๆ (แต่ก็เหมาะกับเนื้อเรื่องแบบนี้ครับ)

ด้านแย่
บทหนัง การดำเนินเรื่อง และความสมเหตุสมผลของหนังเข้าขั้นแย่มากๆ แทบหาเหตุผลการกระทำของตัวละครไม่ได้เลยครับ จริงๆก็น่าหงุดหงิดอยู่พอสมควรนะ แต่ก็พยายามตัดเรื่องเหตุผลออกก็จะทำให้หนังดูสนุกขึ้นมากเลยครับ 

สรุป 
ถ้าดูเอามันส์ หรือเป็นแฟนหนังเรื่องนี้อยู่แล้วก็อย่าพลาดครับ สำหรับผมก็ดูได้ สนุกดีครับ แต่อย่าถามหาเหตุผลของหนังนะ (555) 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.4
14 กันยายน 2561 11:36:18

[รีวิว]The Predator
--- 6/10 ---
หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้ ที่มี Predator เป็นแค่ตัวประกอบ
“ความบันเทิงเดียวของหนังคือกลุ่ม พระเอก & Friend กับมุกต่างๆ เท่านั้นแหละ”

ในเรื่อง The Predator (อ่านว่าเดอะ เพรดเดเทอร์) ภาคนี้นี้ ไม่จำเป็นต้องดูภาคอื่นๆ ก็สามารถดูได้รู้เรื่องและเข้าใจได้ไม่ยาก โดยเนื้อเรื่องเล่าเกี่ยวกับการมาเยือนโลกของ Predator และผู้ที่เจอมันคือทหารมือสไนเปอร์ พระเอกของเรื่อง โดยเขาได้เก็บอุปกรณ์ของ Predator มา และส่งมันต่อให้กับลูกอัจฉริยะของเขา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นความวิบัติ เพราะ Predator ของหาย...อยากได้คืน

หนังภาคนี้ค่อนข้างแตกต่างจากภาคอื่นพอสมควร เพราะมีความคอมเมดี้สูงมาก สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือกลุ่มพระเอก & Friend เป็นจุดที่บันเทิงที่สุดของหนังละ เรียกได้ว่าทุกครั้งที่พวกเขารวมตัวกัน มักมีเสียงฮาออกมาแน่นอน ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับอย่าง Shane Black ที่เคยฝากผลงานไว้ใน Iron Man 3, The Nice Guys ทั้งสองเรื่องมีมุกตลกที่เฉียบ ยอดเยี่ยม ไม่ใช่ตลกหมูกระทะทั่วไป และเขาก็นำสิ่งดีๆ มาในเรื่องนี้ มาแต่งเติมบทพูด มุกต่างๆ ในหนังเรื่องนี้เป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ แถมยังสร้างความบันเทิงให้กับคนดูได้มากเลยทีเดียว แถมหนังทำให้เราได้กลิ่นอายของภาคแรกในปี 1987 สูงเลยแหละ กับการต่อสู้ของมนุษย์และ Predator

แต่ด้วยความที่หนังมันดู “ตลก” ไปซะหน่อย เราเลยไม่ได้ลุ้นกับการปรากฏตัวของ Predator เลยสักฉาก ไม่มีความตื่นเต้นกับการไล่ล่า ไล่ฆ่า กับทุกฉากแอ็คชั่น ของนักล่าแห่งจักรวาลในหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อย

เหล่าการแสดงของตัวละครมีดีแค่กลุ่มพระเอก & Friend เท่านั้นแหละ ที่เหลือไม่ได้ดี เล่นแข็งบ้าง แปลกๆ บ้าง รู้สึกปลอมจนไม่น่าเอาใจช่วยใครสักคนเลย (โดยเฉพาะลูกพระเอก!)

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ได้เรท R นั่นทำให้เราคิดว่าในหนังเรื่องนี้มันต้องมีฉากฆ่า หรือสู้กันแบบโหดๆ เยอะแน่นอน ซึ่งมันก็มี! แต่มันน้อยกว่าที่เราคาดไว้เยอะ! พอจะมีโหดๆ และสมควรเป็นเรท R อยู่สองสามฉากเท่านั้นเอง

ถึงแม้มันจะชื่อหนังว่า The Predator แต่หนังให้น้ำหนักไปกับฝั่งมนุษย์มากเกินไปมากๆ ทำให้ Predator เหมือนกลายเป็นตัวประกอบไปเลย อีกทั้งเราไม่ได้เห็นการไล่ล่า หรือการฆ่า แบบมีชั้นเชิงของ Predator แม้กระทั่งการโชว์อุปกรณ์เทพๆ ของพวกเขา ก็ไม่น่าประทับใจเลย ทุกฉากต่อสู้ของหนังรู้สึกมันขัดๆ ไปซะทุกฉากเลย ไม่ต่อเนื่อง ขาดๆ เกินๆ บ้าง บางฉากก็งี่เง่าเสียเหลือเกิน ไม่มีฉากเท่ๆ ให้น่าจดจำเลยแม้แต่ฉากเดียว

หนังเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล ในหลากหลายเหตุการณ์มาก แถมมีเรื่องให้น่าสงสัยเต็มไปหมด ทำไม? อะไร? ยังไง? หายไปไหน? (อยากพูดนะแต่เดี๋ยวสปอยล์ T^T) หนังมีประโยคคำถามแบบนี้อยู่ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งจบเรื่อง ไม่ใช่หนังทิ้งปมไว้นะ เพียงแต่หนังไม่ได้บอกกล่าวเหมือนบางอย่างตัดออกดื้อๆ ให้คนดูสงสัยเสียอย่างนั้น

สรุปโดยภาพรวมแล้วค่อนข้างเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้พอสมควร ยังดีที่มีกลุ่ม พระเอก & Friend ช่วยเอาไว้บ้าง แต่ก็ยังทำให้เราชอบไม่ได้อยู่ดี ถึงแม้จะตัดเรื่องความสมเหตุสมผลออกไป หนังก็ยังไม่ได้ทำให้เราชอบมากขึ้นไปกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ จะชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจ ต้องไปตัดสินกันเองในโรงหนังเลยจ้าาาา

- แอดยิ้มแย้ม

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6

ความคิดเห็น (0)

หนังภาพยนตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง