0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

12 ธันวาคม 2561 00:29:05

Mortal Engines
หนังที่มี CG สวยมากๆ ฉากอลังการ เมืองLondon ทำได้ดีมากดูยิ่งใหญ่สุดๆ แต่บทหนังดันไม่เข้าขั้น แต่ก็ไม่ถึงกับแย่นะ พอดูสนุกๆได้อยู่ 

1. หลังดูจบก็บอกไม่ถูกว่าหนังดีมั้ย ตัวหนังพยายามทำจุดพีค แต่ก็ไปไม่ถึง พอสร้างปมมาก็เฉลยง่ายๆแทบไม่ต้องลุ้นอะไร ก่อนจะถึงฉากสู้หนังก็ทำให้ดูตื่นเต้นแต่พอสู้จริงๆ กลับไม่ได้ตื่นเต้น ถามว่าหนัง 2 ชม. เราก็ดูเพลินๆ นะครับ แต่มันไปไม่ถึงจุดพีค สนุกก็สนุกไม่สุด (แอบเสียดาย)

2. ถึงแม้บทจะเข้าขั้นธรรมดามากๆ แต่งานโปรดักชั่น CG และเครื่องแต่งกายของนักแสดงทั้งหลักและตัวประกอบ ทำได้ดีมากๆ เข้าไปดูภาพก็สวยมากๆ เลย 

3. กลับมาที่บทอีกรอบ ต้องยอมรับว่าเสียดายการปูเนื้อเรื่องของหนัง ตัวหนังปูเนื้อเรื่องที่เป็นปมปัญหาได้ดีมากๆ แต่พอถึงจุดๆ นึงหนังก็เฉลย เลยรู้สึกมันไม่พีคเท่าไร ตัวละครบางตัวก็ปูมาดี แต่มาตกม้าตายตอนสุดท้าย 

4. ฉากสงครามนี่เข้าขั้นแย่เลย ไม่ได้ลุ้น ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ฉาก สี แสง CG สวยมากๆ 

5. ตัวละครที่ดีมากๆ ก็คือ Anna Fang แสดงโดย Jihae ฉากเปิดตัวนี่เท่มากๆ ฉากบู๊ก็แสดงได้ดี เป็นตัวละครที่เท่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ เลยดูดีไปหมด

6. สำหรับคู่พระนาง ก็พอจะเข้ากันแต่ตัวบทของพระเอกมันแปลกๆ บางทีก็ดูฉลาด แต่งพอฉากต่อมาตีหน้ามึนซะงั้น เลยงงไปหมดว่าพระเอกเราเก่งหรือไม่

สุดท้ายสำหรับผม ก็คิดว่าไม่ได้แย่อะไรมากมายนัก มีฉากลุ้น ฉากน่าติดตามจนจบเรื่อง (ถึงแม้จะมีบางฉากที่น่าขัดใจแต่ก็ช่างมัน) แถมไปดู CG ก็คุ้มแล้วครับ เพราะมันละเอียดและอลังมากๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.6
11 ธันวาคม 2561 10:19:37

Time Freak
--- 8/10 ---
หนังรักคอนเซ็ปเก่า ที่เล่าออกมาได้ใหม่สุดๆ
“อย่าให้โปสเตอร์หลอกคุณ ถึงแม้มันจะดูเห่ยแค่ไหน แต่เนื้อในมันดีกว่าที่คิดเยอะ!”

หนังเล่นกับประเด็นง่ายๆ พร้อมคอนเซ็ปสุดเชย ที่ถูกเล่าผ่านหนังมาแล้วหลายต่อหลายเรื่องอย่างประเด็น “ย้อนเวลา” เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต และเรื่องนี้มันมากับ “สิ่งที่หัวใจแตกสลายทุกดวงต้องการโอกาสแก้ตัว” นั่นคือย้อนเวลาเพื่อไม่ให้เสียคนที่เรารักไป

Time Freak ว่าด้วยเรื่องของ Stillman เด็กหนุ่มสุดอัจฉริยะที่เพิ่งโดนแฟนสาว Debbie หักอก แต่ประเด็นคือเขาไม่อยากเลิก เขาจึงสร้างเครื่องย้อนเวลาเพื่อไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตที่เกิดขึ้นกับชีวิตคู่ของเขา โดยมีเพื่อนเขา Evan คอยสนับสนุนการกระทำอันสุดฉลาดล้ำในครั้งนี้

แน่นอนว่าทั้งโปสเตอร์ ตัวอย่าง เรื่องย่อ ทุกอย่างมันดูเช๊ยเชย กับเรื่องราว ย้อนเวลาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต บอกตรงๆ ว่าความรู้สึกแรกว่ามันคือหนังรอมคอมดาดๆ เห่ยๆ ธรรมดาๆ แต่พอดูจบแล้วมันดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ทั้งเนื้อเรื่อง บท นักแสดง เป็นหนังรักเดินทางข้ามเวลาที่สนุก!!!

อย่างแรกเลยคือชอบที่หนังไม่พยายามยัดเยียดความเป็นวิทยาศาสตร์มากเกินไป ไม่ได้ให้คนปวดหัวกับการสูตรเดินทางข้ามเวลา หรือการประดิษฐ์ไทม์แมชชีน นั่นจึงเป็นข้อดีที่หนังไม่เสียเวลามาเล่าเรื่องที่มันเข้าใจยากขนาดนั้น

ตามมาด้วยเรื่องการแสดง ต้องบอกว่านักแสดงนำทั้งสามทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีถึงดีที่สุด โดยเฉพาะตัวพระเอกอย่าง Stillman (ที่แน่นอนว่าชื่อของเขาต้องจงใจล้อกับคอนเซ็ปย้อนเวลาในหนังแบบฮาๆ) ที่แสดงออกมาได้ดีเกินคาด โคตรจะธรรมชาติ รับบทโดย Asa Butterfield ตั้งแต่ในเรื่อง Enders Game และ A Space Betwenn us และ พ่วงด้วยเพื่อนพระเอกตัวโคตรจะแย่งซีน Evan รับบทโดย Skyler Gisondo ที่ทำให้หนังมีสีสันมากๆ ดูสองคนนี้เขาสนิทกันจริงๆ และบทของตัวละครนี้เรียกได้ว่าทำให้หนังมีเสียงหัวเราะอยู่เนืองๆ เลย เรียกได้ว่าโผล่มาฉากไหน ฉากนั้นมีฮาแน่นอน ถ้าหนังขาดตัวละครนี้ไป หนังมันจะกร่อยกว่านี้เยอะ แต่ประเด็นคือตัวละครนางเอกอย่าง Debbie ที่รับบทโดย Sophie Turner จาก Games of Thrones รู้สึกจะเคมีไม่เข้ากันกับพระเอกเท่าไหร่ การแสดงก็ไม่ได้โดดเด่น และธรรมดามาก แถมเธอยังดูแก่ไป ไม่เหมาะกับบทคู่รัก แต่มันดันไปเหมือนพี่สาวซะมากกว่า (ทั้งๆ ที่พระ-นาง อายุห่างกันแค่ปีเดียวเองนะ 555)

ถ้าคุณคิดว่ามันคือหนังรอมคอม รักข้ามเวลาธรรมดาบอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะนี่ไม่ใช่เนื้อหารักใสๆ กุ๊กกิ๊ก แต่อย่างใด ประเด็นมันลึกกว่านั้น มันฝากทั้งข้อคิดดีๆ ในเรื่องราวการใช้ชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ และชีวิตคู่ได้อย่างลงตัว กลมกล่อม อีกทั้งตอนจบยังทำออกมาได้ยอดเยี่ยม แบบน่าประทับใจกับประเด็นของเรื่องนี้สุดๆ (ชอบฉากก่อนจะจบมาก ฮาแบบตัวโยนเลย เผลอก๊ากออกมาด้วย)

ชอบกิมมิคเล็กๆ ของการย้อนเวลา ที่ทำให้เกิดภาพจำกับคนดูด้วยการ ทำท่าเจ็บปวด และภาพซ้ำๆ ให้เห็นถึงการย้อนเวลา ถือว่าเป็นสิ่งที่ฉลาดมาก เพราะหนังจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเล่าและทำให้ลำบากแฟนตาซีกับฉากย้อนเวลามากเท่าไหร่

แต่ข้อเสียของหนังเรื่องนี้คือ Butterfly Effect ที่เราจะเห็นได้ในหนังย้อนเวลาหลายๆ เรื่อง ว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีต มันก็จะส่งผลกับปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้มันก็มีแหละ เพียงแต่มันส่งผลกับตัวละครหลัก 3 ตัวเท่านั้น เลยทำให้หนังน่าเสียดายที่ไม่เล่นประเด็นนี้ให้หนักกว่านี้ และด้วยความที่เป็นหนังย้อน-ข้ามเวลา มันจึงสามารถยืดหยุ่นเนื้อหาออกไปได้อีกมากมาย จึงทำให้มันเป็นจุดอ่อน ที่หลายต่อหลายครั้ง มันเหมือนจะจบและ แต่มันก็ยังไม่จบสักที เลยทำให้กระชากอารมณ์คนดูนิดหน่อย แต่มันก็แค่นิดเดียว หนังมันยังรักษามาตรฐานตัวเองไว้ได้ ด้วยเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม

สรุป Time Freak เป็นหนังที่แนะนำให้ดูเลย อยากให้ไปดู เพราะรอบมันน้อยมากจริงๆ เป็นหนังเบาสมองอีกหนึ่งเรื่องที่ให้ข้อคิด และแง่คิดในชีวิตคู่ได้ดี แถมยังเรียกเสียงหัวเราะได้ดีอีกด้วย อยากให้ลองไปดูกันครับ ^^

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
8
8 ธันวาคม 2561 22:24:45

เฉยๆ.... 'รีวิว Mortal Engine ฉบับเด็กเดินตั๋ว'

 

หนังไซไฟฟอร์มยักษ์ที่ตกเด็กเดินตั๋วเข้าไปดูได้ด้วยชื่อ 'ปีเตอร์ แจ็กสัน' ผู้กำกับ LoTR,The Hobbit ล้วนๆ เลย คาดหวังความปัง ความเจ๋งระดับนั้นไว้มากๆ เลย ในเชิงภาพ,ซีจีก็โอเคแหล่ะ ยิ่งใหญ่อลังการเหนือจินตนาการได้อยู่ แต่ฟิลลิ่งมันไม่ได้เลย ออกจากโรงมาแบบเรียบเฉย...คือแบบเฉยมากอ่ะ เฉยๆ เลยอ่ะ รู้สึกหนังมันขนาดเสน่ห์ไปเยอะเลยแฮะ ทั้งในความลึกของตัวละคร ที่แบบ LoTR หรือ The Hobbit ปูเอาไว้มากมาย มีคาแรกเตอร์ตัวละครซับซ้อน น่าสนใจ มีชั้นเชิงการเล่าเรื่องได้เก๋ไก๋ คิวบู๊สนุกออกแบบมาอย่างว้าวเลย แต่สำหรับเรื่องนี้กลับไม่มีอะไรพวกนั้นเลย แอคชั่นไม่มัน คาแรกเตอร์ไม่จัด มุกขำๆ แบบสไตล์ LoTR หรือ The Hobbit ก็ไม่มี เพลงก็เฉยๆ ไม่รู้ว่าจะต้องเอาอะไรมาประทับใจเลยจริงๆ ดู Howl's Moving Castle หรือ Mad Max ยังจะไปสุดกว่าอ่ะ หรือ Pacific Rim หรือ TF ก็ยังน่าจะดีกว่าในแง่ความบันเทิง 

ที่ชอบสุดในเรื่องคงจะเป็นคาแรกเตอร์เจ๊คนนี้... จัดจ้านดี

 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
4
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.2
7 ธันวาคม 2561 19:13:35

[รีวิว] - Life Itself - ชีวิต...เรื่องเล็ก รักสิ...เรื่องใหญ่
--- 8.5/10 ---
ความรักในแง่มุมที่เจ็บปวด หดหู่ แต่งดงาม
“เข้าไปดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรทั้งนั้น แต่สิ่งที่ได้มากลับเกินคาด”

ท่ามกลางสัปดาห์ที่มีวันหยุดกลางสัปดาห์ เป็นวันพ่อ และเต็มไปด้วยหนังหลากหลายเรื่องหลายสไตล์ Life itself เป็นหนึ่งในหนังที่หลายๆ คนอาจมองข้ามไป คนอาจจะสนใจ Mortal Engines, Patrick หรือหนังผีอย่าง Malicious แต่อยากให้ลองไปดูเรื่องนี้จริงๆ เป็นหนังที่ทำให้เรารับรู้เกี่ยวกับความรักว่า “บางความรัก อาจไม่ได้เกิดจากความสุขเสมอไป”

หนังโรแมนติก ดราม่าเคล้าน้ำตา ว่าด้วยเรื่องของชีวิต ที่เกิดขึ้นจากความรักของคนสองคน จนเกิดเป็นสายใยความสัมพันธ์และก่อให้เกิดเรื่องราวชีวิตและความรักที่มีความหมายมากมายเลยทีเดียว

ก่อนดูก็ได้แอบแว๊ปไปดูคะแนนจากเว็บ Imdb และ Rotten Tomatoes มาก็แอบหวั่นๆ เหมือนกันว่ามันจะเวิร์คไหม แต่ถึงอย่างไรก็อยากตัดสินด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะดูจากใบปิดหรือตัวอย่างอาจจะทำให้เรานึกถึงหนังรักที่เล่าเรื่องราวความรักของหลายๆ คู่ อย่าง Love Actualy แต่มันไม่ใช่เลย มันไม่ใช่เรื่องราวความรักแบบสดใส โรแมนติก แต่มันคือเรื่องราวความรักที่สุดแสนจะเจ็บปวด ทั้งยังหดหู่ ชวนให้คนดูช็อค สะเทือนใจกับหลากหลายเหตุการณ์ แต่เมื่อรวมๆ กันแล้ว มันกลับถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ “ความรัก” ได้อย่างงดงาม

หนังเป็นผลงานกำกับของ Dan Fogelman ที่เราขอเดาอย่างไม่กลัวผิดเลยว่า ในขณะที่กำกับและเขียนเรื่องนี้เขาต้องกำลังเสพติดเพลงของ Bob Dylan อัลบั้ม Time Out of Mind ในปี 1997 อยู่แน่นอน เพราะโครงเรื่องทั้งหมด เปรียบดั่งอัลบั้มเพลงของ Bob Dylan ยังไงยังงั้น เพราะในอัลบั้มนี้ พูดถึงความรักในรูปแบบที่ค่อนข้างจะขมขื่น เศร้าๆ แต่ก็มีอยู่เพลงหนึ่งที่ออกแนวป๊อปโผล่มาท่ามกลางเพลงหดหู่ และเช่นเดียวกับเรื่องนี้เหมือนกัน ก็มีความรักที่สดใสรวมอยู่เช่นกัน ผู้กำกับอย่าง Dan Fogelman ก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นมุมมองความรักให้เราได้รับชมกันได้เป็นอย่างดี

หนังถูกเล่าผ่านช่วงเวลาและตัวละครแต่ละตัวอย่างไหลลื่น โดยแบ่งเป็นพาร์ทๆ อย่างชัดเจน โดยมีชื่อพาร์ทและตัวละครในแต่ละพาร์ท และทุกพาร์ทนั้นเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกันหมด เชื่อมโยงอย่างชาญฉลาด ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละพาร์ทจะเป็นแบบอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น เรื่องราวของความรักที่ค่อนข้างจะหม่นหมอง ไม่สิ มันหม่นมากและเจ็บปวดแบบสุดๆ ทั้งเศร้า ชวนช็อค และอึ้งกับบทสรุป ในแต่ละพาร์ทเหมือนกัน สิ่งที่ชอบมากๆ และดูทำให้หนังมันเป็นไปได้อย่างไม่ติดขัดคือช่วงเปลี่ยนผ่านเวลา ฉากการเจริญเติบโตของตัวละครต่างๆ ทำออกมาได้ดีมาก ดีแบบสุดๆ ใครได้เห็นแล้วรับรองเลยต้องบอกว่าเจ๋ง

สิ่งที่น่าชื่นชมของเรื่องนี้มีหลายอย่าง เริ่มจากเหล่านักแสดง ที่ทำหน้าที่ของตัวเองในแต่ละคนได้อย่างดีเยี่ยม ในทุกๆ ฉาก ทุกๆ อารมณ์ อีกทั้งเพลงของ Bob Dylan ที่ใส่เข้ามาในแต่ละพาร์ทของหนัง มันช่างเข้ากั๊นเข้ากันกับทุกสถานการณ์ แถมผู้กำกับก็ยังสุดยอด ด้วยความที่เขียนบท เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเปรียบดั่งบทกวีที่ทิ่มแทงความรักด้วยความเจ็ยปวดออกมาสวยงามเลยทีเดียว บวกกับงานภาพที่ดูเจ๋งไม่ใช่เล่น และสามารถทำให้เนื้อเรื่องทั้งหมดน่าติดตามโดยไม่น่าเบื่อเลย ไม่รู้ใครเป็นหรือเปล่า ตัวเราเองดูจบแล้วยังอยากไปหาเพลงของศิลปินคนนี้มาฟังเลย แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มีจุดที่คับข้องใจอยู่บ้าง คือจู่ๆ บทของตัวละครกลับหายไปดื้อๆ ทั้งที่ตัวละครนั้นๆ น่าจะสำคัญ และบทสรุปจบที่เหมือนยัดเยียดบทพูดให้สวยงามเกินไป

โดยรวมแล้ว Life itself เป็นเรื่องราวดราม่า ที่วางหมากตัวละครในทุกพาร์ทได้อย่างชาญฉลาด เกี่ยวกับในแง่มุมของความรักที่เริ่มต้นมาจากความเศร้า กลายมาเป็นความเจ็บปวด และจบด้วยความสุข ที่ถูกร้อยเรียงมาเป็นอย่างดี เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ต้นคอยส่งมาหาเราตลอด คอยสอนเราตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัดสลับไปมา ชวนให้น่าติดตาม ชวนสงสัยทุกครั้งที่จบในแต่ละพาร์ท โดยทุกอย่างนั้นมันรวมกันดูไม่ขัดและไหลลื่นมาก แถมหนังยังแฝงข้อคิดชีวิต ความรัก โดยขับเคลื่อนผ่านเพลงของ Bob Dylan ที่สะท้อนผ่านทางหนัง กลับมายังชีวิตของตัวเราได้เป็นอย่างดี

ขอให้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา ในช่วงวันหยุดนี้ อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย หากใครอยากหลีกหนีหนังแมสๆ และอยากหาหนังดราม่ารักดีๆ แล้วหล่ะก็...เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์เลยแหละ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.5
6 ธันวาคม 2561 10:38:38

[รีวิว] - Mortal Engines - สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ
--- 6/10 ---
คอนเซ็ปต์ดี งานสร้างสวย แต่นอกจากนั้นไม่มีอะไรเลย
“เป็นหนังที่มีวัตถุดิบที่ดีมากในการสร้าง โปรดักชั่นดี แต่ส่วนของเนื้อหาขาดเสน่ห์แบบสุดๆ”

Mortal Engines หนังที่ถูกดัดแปลงมาจากนิยายโดยเป็นฝีมือของ Peter Jackson ที่เคยฝากผลงานสุดตระการตามามากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Lord of the Rings หรือ Hobbit และส่งต่องานกำกับให้ Christian Rivers ทีมงานคนสนิทที่ทำฝ่าย Art ในหนังใหญ่กับเขามาโดยตลอด และด้วยเหตุนั้นก็ทำให้แฟนๆ ต่างมีหวังและเรื่องนี้ก็ดูมีแววจะปังขึ้นมาในทันที

หนังว่าด้วยเรื่องของการล่มสลายของโลก จนทำให้แผ่นดินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากสงครามที่เกิดขึ้นเพียง 60 นาที อารยธรรมต่างๆ การใช้ชีวิต ผู้คน ได้เปลี่ยนไปทั้งหมด เมืองแต่ละเมืองแยกตัวออกจากกัน และหลายๆ เมืองกลายเป็นยานพาหนะเคลื่อนที่ได้ และเรื่องราวดูเหมือนจะซับซ้อนขึ้น เมื่อมีการปรากฏตัวของสาวผู้มีแผลเป็นที่ใบหน้า ที่เธอพยายามจะฆ่าเจ้าเมือง London

ที่ชอบมากๆ คือ วัตถุดิบของเรื่องนี้ คอนเซ็ปต์เรื่อง ที่เซ็ตโลกใบใหม่ขึ้นมา หนังไม่เสียเวลากับการปูเรื่องราวโลกใบใหม่ให้วุ่นวาย เล่ารวดเร็ว กระชับ ง่ายๆ ให้คนดูเข้าใจว่าเกิดจากการทดลอง และการกระทำของมนุษย์ หนังถูกออกแบบให้ออกมาในยุคล่มสลาย เมืองแต่ละเมืองเป็นยานพาหนะ เมืองล่าเมือง เปรียบดั่งการล่าอาณานิคมในสมัยก่อน หนังเปิดเรื่องด้วยฉากล่าเมืองของมหาอำนาจ London เมืองเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ ที่กำลังไล่ล่าเมืองขุดแร่เล็กๆ เพื่อจับคนมาเป็นทาสและใช้เมืองเป็นพลังงาน ต้องบอกเลยว่าเจ๋งมากๆ ทั้งแนวทางการล่า วิธีล่า เหตุผลในการล่า มันทำให้หนังส่วนนี้สนุกขึ้นมาในทันที แต่น่าเสียดายที่เราได้เห็นฉากแบบนั้นแค่ครั้งเดียวในหนังเท่านั้น และเป็นแค่ครั้งเดียวที่เราได้สนุกกับมัน

หนังให้ความสำคัญและเก็บรายละเอียดเมืองยักษ์ London ได้อย่างยอดเยี่ยม น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก หนังพาเราไปชมหลายๆ ส่วน สภาพความเป็นอยู่ของคน เสื้อผ้าการแต่งกาย สถานที่ต่างๆ ในเมือง London ได้เกือบทุกกระเบียดนิ้ว แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เรารู้จักเมืองติดล้อ London นี้แล้ว และนอกเหนือจากเมืองเคลื่อนที่ได้ หนังยังมีทั้งเครื่องบิน ฐานลอยฟ้า หุ่นยนต์ เสื้อผ้าหน้าผม ทุกอย่างล้วนออกมาอย่างดี ไม่มีที่ติเลยจริงๆ สำหรับงานสร้างในเรื่องนี้

แต่อย่างที่บอก ถึงแม้งานคอนเซ็ปต์และงานสร้างจะดีแค่ไหน แต่หนังก็มาตกม้าตายที่บทนี่แหละ บทของตัวละครนำ สาวผู้มีแผลเป็นบนใบหน้า ที่ทั้งใบปิดและตัวอย่าง เธอช่างดูมีเสน่ห์ ลึกลับ และน่าสนใจไม่น้อย เธอมีภูมิหลังบางอย่าง ที่ทำให้เธอต้องไปฆ่าเจ้าเมือง London แต่ยิ่งหนังดำเนินไปเท่าไหร่ ภูมิหลังนั้นกลับเบาบางเสียเหลือเกิน ตัวละครขาดมิติ และความน่าสนใจไปเลย ยิ่งตัวพระเอกยิ่งเบาบางเหลือเกิน ไม่มีความรู้สึกเลยสักนิดว่านี้คือตัวละครหลักของเรื่อง กลายเป็นหนึ่งตัวละครที่น่ารำคาญโดยปริยาย ไม่ใช่เพียงแต่บทของเธอเท่านั้น ตัวละครอื่นๆ ก็ขาดมิติ หนังยังไม่สามารถพาเราไปรู้จักกับตัวละครอื่นๆ ได้ดีเท่าไหร่ และก็ยังให้ความสำคัญกับตัวละครอื่นๆ น้อยไป บางตัวหายไปดื้อๆ โผล่มาแบบงงๆ หลายตัวเลย อีกหนึ่งตัวละครที่โคตรจะน่าเสียดายเลยคือหุ่นยนต์ที่มีความแค้นต่อนางเอก ที่ทั้งดูน่ากลัว น่าเกรงขาม มีปริศนาให้ชวนสงสัย เปรียบเหมือนครึ่งซอมบี้ครึ่งจักรกลยังไงยังงั้น แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่ตัวละครที่น่าสนใจแค่ผิวเผินเท่านั้น

การดำเนินเรื่องเหมือนจะดี แต่ค่อนข้างน่าเบื่อเลยทีเดียว ถึงแม้ภาพลักษณ์มันอาจจะดูตื่นเต้น งานสร้างดีขนาดนั้น แต่การดำเนินเรื่องยังขาดความน่าสนใจอีกมาก ที่จับต้องได้และน่าสนใจมากพอก็คือ เมืองล่าเมือง แต่นอกเหนือจากนั้นพาร์ทของเรื่องราวภูมิหลังของตัวละครต่างๆ ไม่น่าสนใจเลย ชวนง่วงด้วยซ้ำ ฉากบางฉากเข้าใจว่า “ใส่มาเอาเท่” เท่านั้นแหละ

มีบางฉากทำให้เราลุ้นอยู่ตั้งนานว่ามันจะมีไหมนะ กับฉากขับเครื่องบินรบต่อสู้ และมันก็มีจริงๆ กับฉากจะบุก London กับฝูงบินที่บุกทะลวงอย่างมันส์ ทำให้นึกถึงฉากการต่อสู้บนยานของ Star Wars อยู่กลายๆ เหมือนกัน อาจไม่ดีเท่า แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับนึงเลย

สรุป หนังมันก็ชวนบันเทิงอยู่บ้าง งานสร้างสวยมากๆ คอนเซ็ปต์ดีแบบสุดๆ แต่ถ้าปรับปรุงบทให้ออกมาดีกว่านี้ นี่คงจะเป็นหนังอีกเรื่องที่น่าจะทำออกมาได้ยาวๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
6
5 ธันวาคม 2561 12:31:03

Mortal Engines " สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ "

128 min | Adventure/Fantasy | Directed by Christian River

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปียในอนาคตที่เปลือกโลกแยกและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากการก่อสงครามอาวุธนิวเคลียของมนุษย์ในอดีต ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวและสร้างเมืองที่อยู่บนเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอด เฮสเตอร์ ชอว์ เด็กสาวลึกลับได้แฝงตัวเข้ามาในเครื่องจักรเมืองลอนดอน มหานครยักษ์เคลื่อนที่ เพื่อหวังจะโจมตีเป้าหมายอย่าง ธาเดอุส วาเลนไทน์ ผู้ที่เป็นเหมือนนักวิจัยที่ประชาชนในลอนดอนเลื่อมใส ด้วยเหตุผลที่ว่าเขา เคยฆ่าแม่ของเธอ อีกทั้งวาเลนไทน์ยังดูเหมือนมีแผนการบางอย่าง แอบซ่อนอยู่อีกด้วย

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

คือตอนแรกคิดว่าหนังจะแย่กว่านี้เอามากๆ ทำให้โยนความคาดหวังที่มีกับหนังทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง แต่พอมาดูจริงๆ โอเคแหละว่าหนังมันไม่ได้ดีเลย แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายขนาดนั้น เพราะหนังมีวัตถุดิบที่ดีมากๆ คอนเซปต์โดยรวมของเรื่องมันน่าสนใจหลายจุดเลย แต่หนังเหมือนกับเป็น คนที่ไปรู้เรื่องราวสนุกมา แต่เอามาเล่าต่อไม่เป็น มันก็เลยออกมาแป้กๆ ไม่ได้สนุกเท่าที่ตัวเรื่องราวจริงๆมันควรจะเป็น โดยเฉพาะพาร์ทของตัวละครที่โคตรไม่ได้เลย แล้วหนังมันดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ไปกับสองตัวละครหลัก แต่ตรงนั้นมันไม่ได้สนุกหรือน่าติดตาม ทำให้หนังเสียแอร์ไทม์ไปเยอะกับส่วนที่น่าเบื่อๆ ตรงจุดนี้ถือว่าน่าเสียดายมากจริงๆ เพราะถ้าหนังปรับในส่วนของการเล่าเรื่องได้หนังเรื่องนี้จะสนุกและน่าสนใจกว่านี้เอามากๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ข้อดีของหนังเลยคือการที่ผู้กำกับเหมือนเป็นสายซีจี งานสร้างในส่วน วิชวลเอฟเฟค ซีจีอะไรต่างๆ มันเลยออกมาเนียน ออกมาสวยงามประมาณนึงเลย ภาพสวยมากๆ เนรมิตรโลกและเครื่องจักรออกมาได้ดูดี และตรงจุดนี้มันช่วยให้ฉากไล่ล่า และฉากในช่วงท้ายมันดูสนุกขึ้น (ซึ่งเป็นไม่กี่ช่วงของเรื่องที่สนุก) 

สรุป 

โดยรวมแล้ว Mortal Engines ก็เป็นหนังที่ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร พอดูได้ประมาณนึง ถ้าใครที่สนใจหรืออยากดูอยู่แล้วก็ลองไปชมกันได้ครับ แต่อาจจะต้องลดความคาดหวังลงไปเสียหน่อย ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าเสียดายเพราะมันไปได้สุดในหลายๆ ด้าน ได้มากกว่านี้จริงๆ ครับ  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
6.6
4 ธันวาคม 2561 11:07:26

[รีวิว] - 211 - โคตรตำรวจอันตราย
--- 1.5/10 ---
ห่วยที่สุดในปี 2018
“ฉันมาทำอะไรที่นี่...นี่มันอะไรกัน!!!”

หนังที่จ่าหน้าชื่อดาราที่หลายต่อหลายคนคุ้นเคยมาเลย อย่าง Nicolas Cage ดารารุ่นใหญ่ที่เคยโด่งดังในอดีต โดยเฉพาะแฟรนไชส์ National Treasure เลย ก่อนจะไปรับเล่นหนังเกรดบีซะหลายเรื่องเลย การกลับมาในครั้งนี้เหมือนเล็งเห็นแสงรำไร แต่พอได้ดูแล้ว แสงนี่ดับวูบในทันที หมดยุคป๋าจริงๆ แล้วหล่ะ กู่ไม่กลับแล้ว หนังไม่ได้ใกล้เคียงกับชื่อไทยเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่อันตรายคืออันตรายต่อคนดูเนี่ยแหละ

หนังว่าด้วยเรื่องของตำรวจวัยเกษียณ ที่ดันบังเอิญซวยมาเจอเหตุการณ์ปล้นธนาคาร และซวยยิ่งกว่านั้นเมื่อเขากำลังรับผิดชอบเด็กที่ถูกเข้าโครงการเพราะทำความผิดบางอย่างให้นั่งติดรถตำรวจมาด้วย เท่านั้นยังพอเด็กยังติดอยู่ท่ามการเหตุการณ์ยิงกันระหว่างตำรวจกับผู้ร้ายอีกด้วย ทำให้พระเอกอย่าง Cage ต้องรีบคลี่คลายปัญหานี้ลงให้โดยเร็ว

หนังเริ่มเรื่องด้วยเหตุการณ์ดูยิ่งใหญ่ระดับชาติ ยังกะสงคราม ถึงขนาดมีตำรวจสากลเข้ามาช่วย เปิดเรื่องด้วยการตั้งประเด็นข้อสงสัยเต็มไปหมดว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องไปที่นั่น เต็มไปด้วยคำว่าทำไมเต็มไปหมด ไร้เหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เหล่าโจรดูมีเหตุผลในการปล้น พูดซะดูยิ่งใหญ่ มีแบบแผน เท่ซะไม่มี แต่พอปล้นจริงไร้ซึ่งชั้นเชิงในทุกภาคส่วน กลายเป็นแค่โจรปล้นแบงค์ดาดๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น

แถมหนังยังมีประเด็นเยอะเสียเหลือเกิน เยอะมากเกินความจำเป็น ทั้งเรื่องปัญหาของเด็กผิวสี เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังของกลุ่มโจร ประเด็นเรื่องพ่อลูกของพระเอก ประเด็นเรื่องลูกพระเอกกับแฟนหนุ่มที่เป็นตำรวจ ประเด็นเรื่องพระเอกสูญเสียภรรยา ด้วยประเด็นที่เยอะแยะเหล่านั้น มันกลับทำให้เรื่องราวสะเปะสะปะ ไม่เน้นสักส่วน อ่อนในทุกประเด็น หนังไม่ชูประเด็นไหนสักประเด็นให้เรา จนเราไม่สามารถจับได้เลยว่าหนังมันจะสื่อถึงประเด็นไหนกันแน่ ไม่คลี่คลายในแต่ละประเด็นอีกต่างหาก

ในหนังเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ปล้นธนาคารที่ใช้กระสุนเปลืองมาก เรียกได้ว่ามียิงกันแทบตลอดเวลา ยิงกันหมดไปเป็นคลังแสง แต่ปัญหาคือยิงกันไม่โดน! แม้กระทั่งหลายๆ เหตุการณ์ที่มันควรจะยิงโดน ยืนกันที่โล่งๆ ยิงกันไม่โดน ทั้งหน่วยสวาท ทั้งตำรวจ รวมไปถึงพระเอก ยิงกันไม่โดนได้ยังไง! ตอนจบหน่วยสวาทหรือจบตำรวจเขาไม่สอนยิงปืนกันหรือยังไงห๊าาาาา!!!

แน่นอนว่าหนังแนวนี้ต้องมีพวกหน่วยสไนเปอร์ และใช่ เรื่องนี้ก็มี แต่มุมกล้องแย่มาก เหมือนเอาภาพ .png จาก Google มาแปะลงบนเฟรม บวกด้วยมุมภาพที่ไม่น่าจะเป็นมุมมองสไนเปอร์เลยแม้แต่น้อย

ถ้าคิดว่านั่นแย่แล้ว บทพูดในเรื่องนี้แย่ยิ่งกว่า เหมือนยืนท่องบท ไม่เหมือนแสดงเลย ตัวละครสองตัวพยายามต่อบทเดียวกันด้วยประโยคเดียวกัน ที่ต้องมีการขัดหรือโผงผางเถียงขึ้นมา แต่เหมือนอีกฝ่ายรออีกฝ่ายเถียงเสียมากกว่า ไม่เหมือนบทพูดเลยแม้แต่น้อย ไม่ธรรมชาติแบบสุดๆ

หนังไม่ได้มีฉากให้ดารารุ่นเก๋าอย่าง Cage ได้โชว์ฝีมือการแสดงอะไรเลยแม้แต่น้อย ถึงบทจะบอกว่าเป็นตำรวจรุ่นเก๋า คาดหวังไว้ว่าจะได้เห็นเหมือนป๋า Liam Nelson แต่ก็ไม่ได้มีฉากเท่ๆ โชว์เก๋าเลยสักฉากเดียว นับว่าน่าเสียดายอย่างที่สุด และไม่น่าให้อภัยจริงๆ

สิ่งที่พอจะชอบของหนังเรื่องนี้เลยคือความโหดของโจร คือดุจริง ยิงเป็นยิง ฆ่าเป็นฆ่า และชอบซีนอารมณ์ ซีนเดียวของป๋า Cage นั่นแหละ สรุปแล้วเป็นช่วงเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่งที่ยาวนานมาก และน่าเสียดายแบบสุดๆ ยกให้เป็นหนังยอดแย่แห่งปีเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
1
การดำเนินเรื่อง
1
ดนตรีประกอบ
1
ฝีมือนักแสดง
2
กราฟฟิก
2.5
คะแนนเฉลี่ย
1.5
30 พฤศจิกายน 2561 15:51:41

[รีวิว] - Ralph Breaks the Internet
--- 9.5/10 ---
สนุกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือโคตะระแฮปปี้
“หนังทั้งน่ารัก ตลก สนุก ดูไปยิ้มไป เป็นหนังดิสนีย์ที่ชอบที่สุดในปีนี้แล้ว”

Ralph Breaks the Internet คือการกลับของภาคต่อ Wreck-It Ralph ในปี 2012 ซึ่ง ณ ตอนนั้นหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากมายต่างๆ นานา และตัวเราเองยังชอบมันมากอีกด้วย ไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่ามันจะมีภาคต่อ ซึ่งพอมีภาคต่อก็แอบหวั่นใจว่ามันจะทำออกมาได้ดีเท่าภาคแรกไหม? และเมื่อดูจบต้องบอกเลยว่ามันทำได้ดีมากจริงๆ

ซึ่งไอเดียของภาคนี้ต้องบอกได้เลยว่าตั้งต้นมาได้เจ๋งมากๆ กับการให้ตัวละครในเกมอาเขตเข้าไปผจญภัยในโลกอินเทอร์เน็ต เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับเครื่องเล่นเกมของ Venellope พวงมาลัยพัง จึงจำเป็นต้องไปตามหาพวงมาลัยอันใหม่มาส่งให้เจ้าของร้านเพื่อซ่อมเครื่องนั้นซะ และที่แห่งเดียวที่มีคือ eBay ทำให้ Ralph และ Venellope ต้องออกไปผจญภัยในโลกอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

สิ่งที่ชอบที่สุด และชอบมากๆ ของหนังเรื่องนี้คือไอเดีย การสร้างโลกใบอินเทอร์เน็ตใบใหม่ขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม มันเป็นความรู้สึกที่ได้ดูเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องมันจะมีอารมณ์แบบ “เจ๋งหว่ะ” “เห้ย คิดได้ไง” “เออจริงด้วย” และหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้จะทำให้เรายิ้มเกือบทั้งเรื่องกับองค์ประกอบหลายๆ อย่างในเรื่องเลยทีเดียว มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งเล่นอินเทอร์เน็ต ท่องเว็บไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าทุกอย่างที่คุณได้เคยเล่น เคยทำ เคยข้องเกี่ยวกับมันบนโลกอินเทอร์เน็ต มันจะถูกตีความออกมาในรูปแบบอนิเมชั่น เช่น นกทวีตเตอร์, พวก pop-up น่ารำคาญต่างๆ ในเว็บ, การส่งเมลล์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันเจ๋งโคตรๆ แบบไอเดียดีมาก คิดได้ไง หนังมันให้รายละเอียดแม้กระทั่งให้เห็นการกระทำในโลกอินเทอร์เน็ตกับโลกแห่งความเป็นจริงของ user เช่นเน็ตหลุดเอย เว็บล่มเอย คือมันครีเอทมากๆ

ความสนุกของเรื่องนี้นอกเหนือจากไอเดียอันบรรเจิดต่างๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว สิ่งที่เราสนุกกับมันไปอีกคือการมองหา Easter Egg ต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ เช่น Youtube, Facebook, Imdb อะไรก็ตามที่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงตัวละครต่างๆ ด้วย (มีตัวละครเซอร์ไพรส์มากมายเลย) มันทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง Ready Player One อยู่กลายๆ เหมือนกัน แต่มาในรูปแบบที่ซอฟกว่า สนุกกว่า และเพลิดเพลินกว่ากันเยอะ

ต่อกันที่เรื่องของเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย จากคลิปโปรโมทและตัวอย่างเราก็ได้เห็นแล้วว่ามีเจ้าหญิงดิสนีย์ปรากฏออกมาเพียบ! และในฉากนั้นทำออกมาได้ดีมาก ดีเกินคาดจริงๆ มีการจิกกัด แขวะเจ้าหญิงได้อย่างเจ็บแสบ แบบล้อเล่นขำๆ ยังกะ Deadpool ยังไงยังงั้น แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้วสำหรับเรื่องนี้ เชื่อเลยว่าฉากนั้นคนต้องยิ้ม หัวเราะกันตลอดทั้งฉากเลย (ใครเป็นแฟนคลับเจ้าหญิงดิสนีย์ได้ฟินเต็มขั้นแน่นอน)

แน่นอนว่ามันก็มีจุดด้อยอยู่นิดหน่อยกับประเด็นความสัมพันธ์ที่อาจไม่ซึ้งเท่าภาคแรก และเรื่องราวตอนท้ายๆ ที่เหมือนกับลืมให้รายละเอียดกับโลกแห่งความจริงของ user ที่กำลังเล่นอยู่ ทั้งๆ ที่ทำแบบนั้นมาตลอดทั้งเรื่องแล้ว เลยเสียดายส่วนนี้นิดหน่อย

บอกเลยว่าต้องควรไปดู หาเวลาว่างไปดู สัปดาห์นี้ไม่ต้องมองเรื่องไหนก่อน ดูเรื่องนี้ก่อนเลย และที่สำคัญหนังเรื่องนี้มี Post/After Credit 2 ตัว ทั้งหลัง Mid Credit และ End Credit

ซึ่งต้องบอกเลยว่าตัวแรกชอบมากกกกกกก เจ๋งจริง ตลกเลย

และตัวที่สองก็ยิ่งชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกว่าตัวแรกอีก เรียกได้ว่าเฉียบ!!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.5
30 พฤศจิกายน 2561 10:05:20

My Hero Academia: Two Heroes " กำเนิดใหม่ 2 วีรบุรุษ "

96 min | Animation | Directed by Kenji Nagasagi 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากการ์ตูนอนิเมชั่น/มังงะชื่อดังจากค่าย Shonen Jump Boku no Hero Academia ที่เล่าถึงโลกในอนาคตที่ผู้คนมีพลังพิเศษ และเต็มไปด้วยเหล่าฮีโร่มากมาย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นแบบนั้น มิโดริยะ อิสึกุ คือเด็กที่ไฝ่ฝันอยากเป็นฮีโร่ แต่เขากลับเป็นคนธรรมดาไม่มีพลังอะไร จนวันนึงเขาได้พบกับออลไมท์ ฮีโร่อันดับ 1 ของโลกและได้รู้ความลับของเขา รวมไปถึงได้รับการถ่ายทอดจน มิโดริยะ ได้รับพลังนั้นมา 

ในภาคมูฟวี่นี้ มิโดริยะ และ ออลไมท์ได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงาน ไอ เอ็กซ์โป หรือเทศกาลที่เหล่าฮีโร่มารวมตัวกันบนเกาะวิทยาศาสตร์ที่เคลื่อนที่ไปมาได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่างานที่เหล่าฮีโร่รวมตัวกันชุกชุมแบบนี้ จะเกิดเหตุการณ์เหล่าร้ายมาบุกยึดเกาะและจับทุกคนเป็นตัวประกันไว้ได้ เหล่าฮีโร่มืออาชีพทั้งหลายรวมไปถึงออลไมท์เองก็เสียท่า เหล่าร้ายเหมือนต้องการเข้ามาชิงอะไรบางอย่าง แต่มันก็พลาดที่ลืมจัดการกับพวกเด็กนักเรียน ที่นำทีมโดยมิโดริยะและเพื่อนๆ จะต้องหยุดยั้งและช่วยเหลือทุกคนเอาไว้ให้ได้ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

สนุกมากกก หนังไม่ได้ทำมาแค่มาตอบสนองเอาใจแฟนคลับ แฟนบอยของการ์ตูนเรื่องนี้อย่างเดียว แต่หนังยังใส่ใจในทุกอย่าง โดยเฉพาะความสนุกสนานที่อัดแน่นตลอดชั่วโมงครึ่ง เหมือนหนังจำลองจังหวะการเล่าทั้งหมดของฉบับอนิเมะ ซีรีส์ มาไว้ในภาพยนตร์เรื่องนึง เพียงแต่ว่ามันกระชับกว่าและเข้าถึงได้ง่ายกว่ามากๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ในช่วงแรกที่หนังปูเรื่อง อาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็ไม่นาน หลังจากที่เครื่องติดปุ๊บหนังก็ดูได้อย่างสนุก สิ่งที่ชอบมากคือเสียงและดนตรีประกอบของหนังที่จริงๆแล้วมิกซ์มาดีตั้งแต่ตอนทำซีรีส์แล้ว มันกลายเป็นความมันส์และความอิ่มอีกอย่างเวลาเราดูหนังเรื่องนี้เลย แถมตรงจุดนี้อย่างสอดคล้องกับสิ่งที่ชอบมากอีกจุด นั้นก็คือฉากแอคชั่นที่โคตรมันส์ จัดเต็มมาก เพราะตัวร้ายไม่ง่อยเลย อลังการมากๆ สมน้ำสมเนื้อกับ ออลไมท์ และพระเอกของเราเลย 

สรุป 

โดยรวมแล้ว ถ้าคุณเคยดูมายฮีโร่ หลงรักในความเป็นโชเน็น+อเมริกันของการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลย รับประกันความสนุกอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่เคยดูมาก่อนอาจจะต้องไปทำการบ้านมานิดนึง เพราะหนังมีตัวละครเสริมค่อนข้างเยอะ แล้วส่วนที่อธิบายตอนต้นก็เน้นไปที่การเล่าปูแค่ออลไมท์กับพระเอก อาจจะงงเวลาเจอมุกหรือคาแรคเตอร์อื่น ๆ ก็ได้ แต่ไม่อยากให้พลาดจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้ สนุกมาก ครบรส จัดเต็มสุดๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8.9
28 พฤศจิกายน 2561 17:03:17

 

[รีวิว] - The Wrath นางอาฆาต
--- 5/10 ---
เรียกว่าหนังผี? ดีไหมนะ!
“เป็นหนังผีที่เชยชะมัด ไร้ซึ่งความน่ากลัวใดๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้จะสนุกกับมันตรงไหนเลย”

หนังรีเมคจากหนังผีในตำนานของเกาหลีกับเรื่อง Woman’s Wail (1986) ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่เคยดูหรอกเรื่องนั้น แต่เขาว่ากันมาว่าหลอนสุด น่ากลัวสุด และเมื่อเป็นผลงานรีเมคเราก็เชื่อใจได้ในระดับหนึ่งเลยว่ามันต้องดีไม่แพ้กันหรอกน่า ด้วยผลงานจากประเทศเกาหลีที่ทำออกมาได้ดีเกินคาดอย่าง Train to Busan หรือ Along with the God แต่สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ชวนให้น่าผิดหวังไม่ต่างจาก Rampant เลยทีเดียว (เพราะหวัง...จึงผิดหวัง)

The Wrath - นางอาฆาต เป็นเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่ต้องไปเป็นสะใภ้ของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับต้องเจอเรื่องราวลึกลับ กับการมาปรากฏตัวของผีร้ายที่มาหลอกหลอนตระกูลนี้อย่างไม่หยุดหย่อน

อันดับแรกเลย ถ้าพูดถึงหนังผีสักเรื่อง จะมีเสียงถามมาก่อนและหลังเสมอว่า “น่ากลัวไหม” ซึ่งเรื่องนี้ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่...ไม่เลยสักนิด” กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าคนที่กลัวผี ไม่กลัวเรื่องนี้แน่นอน อาจจะมีตกใจบ้างบางจังหวะ แต่ไม่กลัว ไม่หลอน ไม่เก็บเอาไปคิดต่อแน่นอน เพราะมันไม่มีฉากไหนเลยจริงๆ ที่ทำให้เรารู้สึกสยอง ขนลุก กลัว หรือระแวง

สิ่งแรกที่ชอบเลยก็คือเสียงของผี พวกเสียงกระซิบหรือ “เสียงร้องไห้ เสียงหัวเราะ” คือเหมือนมีผีมาวิ่งเล่นในโรงยังไงยังงั้น ตอนได้ยินครั้งแรกนี่หันขวับเลย ว่าใครมาหัวเราะข้างๆ ปะหว่า แต่ทว่าเสียงเอฟเฟค เสียงประกอบต่างๆ กลับทำออกมาได้แย่มาก เสียงกระทบของร่างกาย เสียงดาบฟัน หรือเสียงอะไรทำนองนั้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราหวาดเสียวหรือตื่นกลัว ตื่นตระหนกได้เลย อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชมคือแม่ใหญ่ของตระกูล ที่เล่นได้น่าหมั่นไส้ และเป็นคนคอยพยุงหนังให้อยู่ตลอดรอดฝั่งได้ แต่ก็น่าเสียดายแทนตัวนางเอกมากๆ ที่ไม่ได้โชว์ฝีมือในการแสดงสักเท่าไหร่ นอกเหนือจากหน้าตาที่ดูน่ารักแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไรเลย

คือจริงๆ ตัวอย่างมันน่าดูมากเลยนะ แต่ก็รู้สึกเอะใจแปลกๆ ทำไมมันเป็นหนังผีที่สว๊างสว่าง ชัดเจนในทุกส่วนขนาดนี้ ในหนังผีก็ชัดเจนเหลือเกิน คือรู้สึกว่ามันชัดเกินจะเป็นหนังผีอะ โอเคมันก็ดีที่ไม่มึดจนดูไม่รู้เรื่อง แต่ก็โจ่งแจ้งเกินป๊ายยยยย รวมไปถึงโทนและบรรยากาศของหนังมันชวนให้นึกถึงเรื่องราวอื่นๆ มากกว่าหนังผี

หนังเต็มไปด้วยฉากเชยๆ ของหนังผีในอดีต อารมณ์เหมือนหนังจีนกำลังภายในตอนบ่าย ที่ฉายทางทีวีที่นั่งดูตอนเด็กๆ ฉากเชยๆ การดำเนินเรื่องเชยๆ เรียกได้ว่าเชยทุกภาคส่วน มีการใช้ควันเอย ใช้สีแทนการปรากฏตัวของผีเอย จริงๆ ชอบนะการเคารพต้นฉบับ หรือจงใจใช้แนวทางเชยๆ ในอดีต แต่มันควรอัพเกรดและทำได้ดีกว่านี้สิ บางฉากก็ชวนให้นึกถึงหนังคลาสสิคอย่าง Evil Dead และยิ่งดูไปดูมานี่มันก็ทำให้นึกถึงพวกละครผีไทยในอดีต จังหวะการหลอกเดาทางได้หมด เรียกได้ว่าฉากไหนที่คิดว่ามันจะมา มันก็มาแน่ๆ แถมยังหลอกได้ไร้ซึ่งชั้นเชิง แถมยังมาน้อยอีก นอกเหนือจากนั้นแล้วโครงเรื่องยังโหวงๆ ไม่มีเหตุผลมารองรับเหตุการณ์ต่างๆ เท่าที่ควร เกิดคำถามคาใจเต็มไปหมด

สรุป ถ้าอยากลองพิสูจน์ต้องไปพิสูจน์เองในโรงภาพยนตร์ ใครเป็นคนกลัวผี ไม่กล้าดูหนังผี แต่อยากรู้เรื่องราวในหนัง คุณก็สามารถเข้าไปดูได้อย่างสบายๆ ไม่มีความน่ากลัวกลับมาหลังจากดูจบแน่นอน แต่ถ้าใครชอบแนวหนังผีโบราณในอดีต ก็อาจจะสนุกกับเรื่องนี้ก็ได้ไม่แน่เหมือนกัน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
5.5
กราฟฟิก
5.5
คะแนนเฉลี่ย
5
27 พฤศจิกายน 2561 12:25:55

Ralph Breaks the Internet " วายร้ายหัวใจฮีโร่ 2 "

112 min | Animation | Directed by Phil Johnston / Rich Moore

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

ภาคต่อจาก Wreck-it Ralph เมื่อจอยสติ๊กของเกมชูการ์รัชพัง ทำให้ราล์ฟ และ เวเนโลปี้ ต้องบุกสู่โลกอินเตอร์เน็ต เพื่อตามหาจอยอะไหล่เพื่อมาช่วยซ่อมแซมเกมให้กลับมาเล่นได้เหมือนเดิมอีกครั้ง 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

ตัวหนังสนุกมากกกกก ชอบมาก หนังออกแบบโลกอินเตอร์เน็ตออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างสรรค์และดึงดูดให้เราสนใจมองนู่นมองนี่ได้ดี แถมอีสเตอร์เอ้กแต่ละอย่างแต่ละอันที่ปรากฎตัวสร้างอิมแพ็คบางอย่างให้กับเราได้มากจริง ๆ จุดนี้เองเป็นเหมือนเครื่องยืนยันเลย ว่า ณ ขณะนี้ ดิสนีย์ ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อผู้ชมมากๆ แถมหนังยังตลกมาก จิกกัดเก่ง แซะเก่ง นึกว่าดูเดดพูลอยู่ เชื่อว่าน่าจะถูกจริตใครหลายคนอย่างแน่นอน

และแม้ว่าหนังจะมีเส้นเรื่องหรือโครงสร้างหลักไม่แข็งแรงเท่าภาคแรก แต่มันถูกทดแทนด้วยความสัมพันธ์ของตัวละคร ที่ดูจะลงลึกมากยิ่งขึ้น แถมยังสะท้อนสังคมยุคปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของมิตรภาพ และ โลกอินเตอร์เน็ตออกมาได้อย่างน่าสนใจ และไม่กลัวไม่กั๊ก เท่าไหร่นัก 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ถึงแม้ว่าจะพูดไปเยอะแล้วถึงข้อดีและข้อเสีย แต่ Ralph Breaks the Internet ยังมีสิ่งที่น่าชื่นชมมากกว่าที่กล่าวไป หนังยังเล่าสิ่งต่างๆ ที่ตัวผู้กำกับอยากจะนำเสนอออกมาได้อย่างลงตัว ไม่เยอะไม่เวิ่นจนเกินไป ไม่พยายามขายอีสเตอร์เอ้กจนเกินไป แล้วพอทุกอย่างมันพอดี หนังมันก็ค่อนข้างสนุกและเพลิดเพลินมาก ตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง 

สรุป 

โดยรวมแล้ว Ralph Breaks the Internet เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นจากดิสนีย์ส่งท้ายปีที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นคอดิสนีย์ สาวกมาร์เวล รักสตาร์วอร์ส รักเจ้าหญิง จะต้องถูกจริตอย่างแน่นอน หนังสนุก ซึ้ง ตลก น่าประทับใจ ครบรส และเปี่ยมไปด้วยคุณภาพถูกใจทุกคนอย่างแน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.2
26 พฤศจิกายน 2561 11:03:00

[รีวิว] - Penguin Highway
--- 8/10 ---
บางครั้งสิ่งที่เราหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์เสมอ
“หนังน่ารัก สนุก ภาพสวย ที่เต็มไปด้วยปริศนา ที่เนื้อหาผู้ใหญ่มาก ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับเด็กอย่างที่เห็นกันในตัวอย่างและใบปิดเลย”

ไม่รู้จะเรียกหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ว่าเป็นแนวไหนดี ผจญภัย ดราม่า ไซไฟ แฟนตาซี หรือ coming of age เพราะมันมีแทบทุกอย่างนี้อยู่ในหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้หมดเลย

หนังว่าด้วยเรื่องของเด็ก ป.4 ที่หลงรักผู้ช่วยทันตแพทย์สาวคนสวย เด็กหนุ่มผู้ช่างวิเคราะห์ ตั้งคำถาม และชอบวิจัยทดลองเหมือนนักวิทยาศาสตร์ยังไงยังงั้น เขาต้องมาหาคำตอบปริศนาเกี่ยวกับการปรากฏตัวลึกลับของเพนกวินในเมืองที่เขาอาศัยอยู่

ถ้าดูจากองค์ประกอบโปสเตอร์ ตัวอย่าง หรือภาพต่างๆ ของหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ อาจจะคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังอนิเมชั่นที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แต่พอได้ดูจบต้องบอกว่ามันไม่ใช่เลย หนังมันเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องคิด วิเคราะห์ ตีความ หาความหมายของหลายๆ อย่าง ผู้ใหญ่บางคนอาจจะฉงนปวดหัวกับประเด็นในหนังเลยก็ว่าได้ ถึงแม้หนังจบไปแล้วก็ยังทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดอีกมากมาย

หนังมีครบถึงความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ เรื่องราวของกลุ่มเพื่อน มีความรักกุ๊กกิ๊กในวัยเรียน เพื่อนสนิทที่ดูซื่อๆ เพื่อนตัวใหญ่ๆ ขี้แกล้ง เด็กผู้หญิงน่ารักประจำห้อง พี่สาวแสนสวย เพนกวิน ความแฟนตาซี และสัตว์ประหลาด! องค์ประกอบที่ชวนให้เรื่องราวมันมีสีสัน ต่างก็มีครบถ้วนหมดในหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้อย่างนสดใส สนุก ไม่น่าเบื่อเลย เพลินมาก ในช่วงแรกหนังจะพาเราไปให้เห็นตัวตนของตัวเอก รวมถึงเจ้าเพนกวินปริศนาที่แสนจะน่ารักได้อย่างราบรื่น ดูไปยิ้มไป และหลังจากนั้น หนังก็เริ่มทยอยใส่ปริศนา และตั้งคำถามกับคนดูเต็มไปหมด ด้วยความที่ตัวเอกของหนัง เด็ก ป.4 ที่เปรียบดั่งนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามตั้งคำถาม หาคำตอบ ทดลอง เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเจอ ทำให้คนดูต้องคิดตามตัวเอกไปโดยปริยาย และมันดันสนุกกับการหาคำตอบของสิ่งเหล่านั้นไปพร้อมกับการดำเนินเรื่องซะด้วย

ที่บอกว่ามันไม่เหมาะกับเด็ก ก็เพราะส่วนนี้แหละ ปริศนาที่มากมาย มันก็ไม่ได้เข้าใจง่าย และมันก็ไม่ได้คำตอบที่แท้จริงให้กับปริศนาเหล่านั้น พอคลี่คลายอย่างนึง มันก็มีปริศนาหรือปัญหาใหม่ผุดขึ้นมาให้หาคำตอบเรื่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่แค่เด็กหรอกที่งง ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็อึ้งไปพอควรเลยแหละ 555 และอีกอย่างที่ไม่เหมาะเพราะว่า มันมีประเด็นเกี่ยวกับหน้าอกของผู้หญิงด้วย ถ้าพาลูกหลานไปดูอาจจะตอบคำถามลูกๆ หลานๆ ยากเหมือนกันเกี่ยวกับประเด็นที่ตัวเอกในเรื่องสงสัยว่า “ทำไมหน้าอกของพี่สาวให้ความรู้ต่างจากหน้าอกของแม่”

สิ่งที่ชอบของหนังอเนิเมชั่นเรื่องนี้เลยคือภาพ ต้องบอกว่าภาพสวยมากกกกก สดใสมากถึงมากที่สุด ทำให้รู้สึกสบายตา ดูไปและสบายใจ สดใส สนุก น่ารัก ด้วยภาพแบบนั้นและเนื้อเรื่องที่ส่งเสริมกัน ยิ่งทำให้ความรู้สึกดีที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ไปเลย อีกทั้งตัวหลักของเรื่องอย่างเด็ก ป.4 ที่เป็นองค์ประกอบและตัวละครในหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ที่ดูมีมิติมากๆ ด้วยความที่ดูผู้ใหญ่ คอยหาคำตอบสิ่งต่างๆ แต่เป็นเด็ก ดูฉลาด แต่แอบทะลึ่งหน่อยๆ รวมกันแล้วมันเลยกลายเป็นตัวละครที่น่ารัก และสร้างสีสันและเสน่ห์ให้กับหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้มากๆ

ถ้าเนื้อเรื่องแบบเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั่นคนแสดง มันอาจจะไม่สนุกเท่านี้ก็ได้ ด้วยความที่เป็นภาพการ์ตูนจึงทำให้เนื้อเรื่องดูง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนแสดง เชื่อว่าหนังจะดูซับซ้อนขึ้นเยอะ

ถึงแม้บทสรุปของเรื่องราวที่เหมือนจะจบ แต่มันก็ยังไม่จบ ยังชวนให้คนดูไปขบคิดต่อกับเรื่องราวที่เป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ในส่วนนั้นมันก็ยิ่งทำให้หนังอนิเมชั่นเรื่องนี้สนุกเข้าไปใหญ่่ โดยรวมแล้วถือว่าชอบเลยทีเดียว ภาพสวย เรื่องราวสนุกกับความน่ารักต่างๆ ดูไปยิ้มไป สงสัยไป ปะปนกันได้เพลิน

บางครั้งสิ่งที่เราหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์เสมอ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8
26 พฤศจิกายน 2561 00:59:43

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald

หนังภาคสอง ในจักรวาลของ Harry Potter เล่าเรื่องถึง นิวท์ สคาแมนเดอร์ ที่ถ้าใครอ่าน Harry มาต้องรู้จักชื่อนี้ ซึงเป็นผู้เขียนตำราสัตว์มหัศจรรย์ ในภาคนี้นิวท์ ได้เดินทางไปฝรั่งเศส เพื่อตามหาทีน่า แต่ก็ต้องเจอปัญหาเมื่อกรินเดวัลล์ ได้แหกคุกออกมาและเริ่มหาพรรคพวกของตน โดยส่วนตัวภาคนี้มีดีมากๆ ที่ IMAX3D ภาพสวยมาก นูนออกมาจากจอมาก แต่บท และการดำเนินเรื่องถือว่าแย่ที่สุดในจักรวาล Harry เลย จะยังไงขอธิบายดังนี้ครับ 

1. ขอชมก่อนครับ สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ IMAX3D ที่ภาพเต็มตา และภาพ 3D ดีมากๆ สวยมาก นูนออกมาจากหน้าจอตลอดทั้งเรื่อง และฉากแรกๆนี่เหมือนเราหลุดไปในโลกเวทมนตร์เลย (แต่ภาพเคลื่อนที่ไวมากอาจจะปวดหัวนิดนึง) ในด้านนี้ยอมรับเลยว่าถือว่าเป็น IMAX3D ที่ทำภาพออกมาได้ดีที่สุดในปีนี้เลย คุ้มแน่นอนครับอยากให้ไปดู 3D กัน

2. สำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน Harry Potter ต้องบอกเลยว่าอาจดูเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง เพราะตลอดทั้งเรื่องมีเนื้อหาและชื่อตัวละครลับที่อยู่ใน Harry เยอะมาก คนที่ไปดูด้วยก็บอกว่างงไปหมด ตัวละครเยอะจนงง ชื่อก็สับสน อันนี้เตือนเลยภาคนี้สร้างไม่ค่อยเอื้อกับคนที่ไม่ค่อยได้ตาม Harry ส่วนคนที่ดู Harry ก็น่าจะฟินกับความลับตัวละครต่างๆ 

3. การดำเนินเรื่องน่าเบื่อมาก แทบไม่มีอะไรเป็นจุดพีคของหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่รู้สึกอึดอัดขนาดเราเป็นแฟนคลับแฮร์รี่ ยังรู้สึกเบื่อเลย เนื้อหาไม่ได้น่าติดตามเท่าที่ควร อีกอย่างคือสัตว์ในหนังรู้สึกว่าแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องเลย เอามาใส่ๆ แบบนั้น ไม่ได้ตื่นเต้นหรือรู้สึกว้าวอะไรทั้งนั้น 

4. ก็บอกเลยว่าไม่ค่อยชอบภาคนี้ ซึ่งมีดีแค่ภาพสวย อลังการ แต่ตัวบทไม่ได้เรื่องเลย นักแสดงก็เฉยๆ ไม่ได้ฉุดให้หนังดีขึ้น

5. ต่อจากนี้จะมีอีกสามภาค แต่ถ้าภาคที่เหลือยังเป็นแบบนี้ บอกเลยว่าน่าจะไปไม่รอด (ภาคนี้เปิดตัวสัปดาห์แรกได้รายรับน้อยสุดในจักรวาลแฮรร์รี่เลย)

6. ป้าเจเค ผู้แต่งแฮร์รี่ แล้วมาเขียนบทให้ Fantastic Beasts แต่มันไม่เข้าขั้นสองภาคที่ผ่านมารู้สึกได้เลยว่าบทและหนังธรรมดาพอสมควร แต่ยังไงแฟนคลับก็ต้องติดตามกันต่อไปแหละเนอะ

สรุป
ก็ถือว่าเป็นภาคที่รู้สึกแย่หลังดูจบ มันนานเกิน เนื้อเรื่องน่าเบื่อ จบแล้วก็รู้สึกว่าแล้วไง มันธรรมดาเกินไปจริงๆครับ แต่อย่าที่บอกแฟนคลับก็ต้องห้ามพลาด และถ้าให้แนะนำก็อยากให้ไปดู ในโรง IMAX บอกเลยว่าคุ้มมากๆครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
6
22 พฤศจิกายน 2561 18:26:55

[รีวิว] - The Travelling Cat Chronicles - ผม แมว และการเดินทางของเรา
--- 8.5/10 ---
น่ารัก อบอุ่น ดูแล้วคิดถึงแมวที่บ้านเลย
“หนังที่อาจทำให้ทาสแมวและหลายๆ คน น้ำตาซึม”

ขึ้นชื่อว่าหนังญี่ปุ่น ก็มักจะทำให้ซาบซึ้ง พยายามบีบคั้นน้ำตาเราอยู่เสมอๆ และ The Travelling Cat Chronicles ก้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้เราน้ำตาซึมได้เช่นกัน

หนังว่าด้วยเรื่องราวของความผูกพัน ความสัมพันธ์ ระหว่างแมวชื่อ “นานะ” และเจ้าทาสชื่อ “ซาโตรุ” เมื่อเขามีความจำเป็นที่เลี้ยงนานะต่อไปไม่ได้แล้ว เขาจึงออกเดินทางตามหาผู้ที่เหมาะสมจะเลี้ยงมัน แต่ระหว่างทางทำให้เขาได้นึกถึงเรื่องราว ระลึกถึงอดีต มิตรภาพ และความรัก

ดูจากตัวอย่างคงพอจะเดากันได้แล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลกเฮฮาแน่นอน มันคือหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ที่ช่วงแรกของหนังจะพาเราไปรู้จักกับนานะ และทาสที่ชื่อ ซาโตรุ โดยจะมีการเล่าเรื่องย้อนอดีตให้เราฟัง ให้เห็นถึงความน่ารักของเจ้าแมวตัวนี้ ซึ่งมันจะค่อยๆ ทวีความน่ารักของเจ้าแมวตัวนี้ไปเรื่อยๆ โดยในช่วงแรกหนังค่อนข้างจะดำเนินเรื่องย้อนอดีตได้น่าเบื่อและช้ามาก มากถึงมากที่สุด ซึ่งเข้าใจแหละส่วนนี้อยากให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวพระเอกกับเพื่อนๆ กับคนรู้จัก แต่มันช้าไป ช้าจนเกือบง่วงเลย และหนังจะดำเนินเรื่องแบบนั้นตัดสลับปัจจุบันตลอดครึ่งช่วงแรก จนเราเกือบลืมเหตุการณ์ปัจจุบันไปเลย

กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ก็ปาไปครึ่งเรื่อง แต่หนังมันเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและสนุกตรงนี้แหละ หนังเริ่มกลับมาโฟกัสกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เราจะได้เห็นความสัมพันธ์และความน่ารักของนานะกับซาโตรุมากขึ้น โดยเฉพาะนานะนี่แหละ ซึ่งมันแสดงได้เก่งมาก มันแสดงได้ตรงกับเหตุการณ์ตรงหน้าและเสียงพากย์ตรงนั้น แน่นอนว่าจะชมแมวอย่างเดียวก็ไม่ถูก ต้องชมทีมงานทุกคน ที่ทำให้มันออกมาในรูปแบบนั้นได้ หลายๆ ฉากก็น่าเหลือเชื่อว่ามันเล่นออกมาได้ขนาดนั้นเลยหรอ เจ้านานะ มันอาจได้รางวัล “นักแสดงนำแมวยอดเยี่ยม” ก็เป็นได้ (ถ้ามันมีนะ) หนังทำให้เราเชื่อความสัมพันธ์และความผูกพันของ นานะกับซาโตรุได้ดีเลยทีเดียว เราเชื่อแบบเชื่อจริงๆ เลยว่าทั้งคู่รักกัน ซึ่งฉากที่พวกเขามีความสุขเราก็ยิ้ม และฉากที่พวกเขาทุกข์เราก็เศร้าใจ เจ็บปวดไปตามๆ กัน ยิ่งฉากพีคๆ เล่นเอาเราจุกๆ น้ำตาซึมได้เลย ถึงแม้มันจะเป็นการแสดงของสัตว์ก็ตาม

สรุปคือหนังเรื่องนี้ เซอร์วิสทาสแมวไม่ใช่น้อย ดูแล้วหมั่นเขี้ยวชะมัด ประเด็นดราม่าก็ทำได้ดีและอินกับมันไม่ใช่น้อย ดูจบแล้วอยากกลับกอดแมวทุกตัวที่เจอระหว่างทางกลับบ้านเลยทีเดียว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
22 พฤศจิกายน 2561 14:16:42



Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald | David Yates

หนังภาคต่อจากจักรวาลโลกเวทย์มนตร์แห่ง แฮรี่ พอตเตอร์ ที่กำลังสร้างตำนานบทใหม่ของตัวเอง ด้วยท่าทางที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซีเรียสมากขึ้น และเต็มไปด้วย Easter Egg จำนวนมากที่จะทำให้คุณหวนละลึกไปถึงวันเก่าๆ ในขณะที่คุณอ่านหนังสือเล่มแรก ประกอบกับการที่มันถูกสร้างเป็นหนังซีรี่ขนาดยาวถึง 5 ภาคต่อกันด้วยเนื้อเรื่องขนาดยักษ์ ทำให้ถ้าคุณพลาดภาคใดภาคหนึ่ง คุณก็จะหลุดออกจากเนื้อเรื่องไปเลย หนังท้าทายให้คนทำการบ้านมาพอสมควร จึงไม่แปลกใจเลยที่หนังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันมากๆ

จริงๆ แล้วตัวหนังภาคนี้ทำตัวคล้ายกับภาค Order Of Phonix ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มีนัยยะบ่งบอกคนดูว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หนังแฮรี่ จะไม่สดใสอีกแล้ว แฮรี่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และการเป็นผู้ใหญ่มันโหดร้ายมากมายแค่ไหน” เนื่องจากผมเองเป็นแฟนบอยคนหนึ่งเหมือนกัน ก็จะได้เห็นว่า JK หมกมุ่นกับความตาย การมีชีวิติอยู่ต่อไปมากๆ การตายของซีเรียส แบล๊ค กับตอนจบของเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่แบบนั้น ภาคแรกของ Fantastic Beast ออกไปทางงดงาม น่ารักน่าชัง ไร้เดียงสามากๆ แต่ในภาคอาชญากรรมของกริมเดอวิลด์ก็มืดดำอย่างที่มันควรจะเป็น

นี่เป็นโลกสงครามเวทมนตร์ที่ถ่ายทอดอย่างรุนแรง การหักหลัง ความตาย เพื่อนพ้อง หนังยังคงมีโทนใสๆ ให้เห็นอยู่บ้าน ผ่านการแบกของนิวท์กับดับเบิลดอร์ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความอึมครึมของหนังลดลง

หนังกำกับจากลูกหม้อคนเดิม ที่ยังคงแข็งแกร่งในการเล่าเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ แต่กลับเล่าอย่างทุลักทุเลในช่วงจังหวะที่ตึงเครียด ฉะนั้นเรายังคงจะสนุกกับมุกตลกที่เสริมมาเรื่อยๆ ผ่านเจคอบ แต่ส่วนหลักที่เป็นแก่นของเรื่องอย่างครีเดนซ์ ลีตา ควีนนี่ และตัวนิวท์กลับทำได้ไม่ดีนัก ความขัดแย้งหลายๆ อย่างยังดูโหวงๆไม่น่าสนใจ

กริมเดอวิลด์นั้นเก่งมากๆ แต่วิธีการออกจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย เราเห็นความฉลาดในการจัดแจงของมันนะ แต่มันไม่ได้โดดเด่น หรือหักมุมมากมายอะไรเหมือนกับภาคเก่าๆ ตอนจบที่เพลิงสีฟ้าก็เป็นการใช้ “ท่าไม้ตาย” ที่นอนเซ็นต์เหลือเกิน รวมไปถึงการรับมือกับสาวกของมือปราบมารทั้งหลายก็ดูจะไม่ค่อยชาญฉลาดแต่อย่างใด

พอหนังไม่มีแหล่งค้นคว้าแบบนิยาย ทำให้นัยยะสำคัญที่หลากหลายทางความหมายและอารมณ์กลับไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างที่มันควรเป็น JK ชอบซ่อนนัยยะอยู่แล้ว ถ้าจะเก็บมันจริงๆ ต้องกลับไปดูอย่างน้อยสองสามรอบจริงๆ นั่นแหละ

หนังยังไม่จบบริบูรณ์ มีอะไรหลายอย่างปูไว้ให้เฉลย สำหรับแฟนๆ โลกเวทย์มนตร์ก็คงรู้สึกกลับมาเห็นเพื่อนเก่าคนเดิมจากภาคที่แล้วซึ่งกำลังเติบโตไปในทิศทางที่ซีเรียสมากขึ้นเหมือนภาคหลังๆของแฮรี่ พอตเตอร์ ซึ่งความเห็นคงต่างๆกันนั่นแหละ มีคนที่ชอบความไร้เดียงสาภาคแรก และเกลียดซีเรียสๆแบบภาคหลังก็มี แต่สำหรับแฟนๆทุกคน การเข้ามาในโลกเวทย์มนตร์กี่ครั้งมันก็มีความสุขอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นจิตนาการใหม่ๆของ JK ก็ยิ่งทำให้ในใจลุกวาวเหมือนตอนที่ได้เห็นห้องโถงของฮอกวอร์ตครั้งแรก Easter Egg ทั้งหลายก็ขนมาทำให้ฟินกันตามระเบียบ ตัวนิวท์ผู้แบกความสดใสในเรื่องก็ทำหน้าที่แบกได้จรดฝั่งจริงๆ ชื่นชมนักแสดงทุกๆ คนเลย

Fantastic Beast ทำหน้าที่หนังได้ไม่เต็มที่นัก ส่วนมหัศจรรย์ ส่วนตัวละครยังคงเสน่ห์เอาไว้ได้ แต่ตัวโครงเรื่องซีเรียสกลับไม่ได้เล่าอย่างชาญฉลาด หลายครั้งตัดต่อและใช้มุมกล้องที่แปลกประหลาดมากๆ แถมช่วงหักมุมก็ไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ กริมเดอร์วิลด์ทำแกงค์โวลเดอร์มอร์เป็นเด็กน้อยไปเลยก็จริง แต่เสกลพลังก็บ้าบอมากๆเหมือนกัน

ถ้าจะเก็บ Fantastic Beast ให้จบ และเป็นแฟนๆ จักรวาลแฮรี่ พอตเตอร์ ก็ไม่ควรจะพลาดด้วยประการทั้งปวง สำหรับคนที่ไม่เคยดูเลย อาจต้องทำการบ้านหนักหน่อยนะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.7
21 พฤศจิกายน 2561 17:07:55

[รีวิว] - Robin Hood - พยัคฆ์ร้ายโรบินฮู้ด
--- 7.5 ---
แอ็คชั่นเส้นตรง ที่ดูสนุก
“หนังแอ็คชั่นลูกสูตร เดาทางง่าย แต่เพลินชะมัด”

เรื่องราวของตำนานกว่า 800 ปี ที่ถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้ง หลังจากเคยถูกทำเป็นหนังมาแล้วหลายเรื่อง (และคะแนนไม่ค่อยดีเลยสักภาค แถมภาคนี้คะแนนยังแย่สุดเลย) แต่ในภาคได้ดาราชื่อดังอย่าง Taron Egerton, Jamie Foxx, Jamie Dornan และ Ben Mendelsohn มาแสดงนำด้วย เรียกได้ว่าฟอร์มยักษ์ไม่ใช่เล่น และแอบมีหวังเล็กๆ

โดยในเรื่องนี้เขาได้เคลมมาว่าจะเป็นเรื่องราวสดใหม่ของโรบินฮู้ดที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน ซึ่งเนื้อเรื่องมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรบินฮู้ดที่ไปร่วมรบในสงครามครูเสดเป็นเวลาหลายปี และกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ตนเองและบ้านเมือง จากเจ้าเมืองน็อตติ้งแฮม

บทและการดำเนินของเรื่องของเรื่องนี้เป็นเส้นตรงมาก และง่ายดายแบบสุดๆ ไม่ซับซ้อน ไม่วุ่นวาย ทุกอย่างถูกคลี่คลายลงง่ายมาก ความขัดแย้งของแต่ละตัวละครดูเปราะบาง ตัวละครแต่ละตัวดูไม่มีมิติ แบนๆ และเหตุผลในการกระทำหลายๆ อย่างไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย แต่...มันสนุกแหะ

สิ่งที่ชอบมากที่สุดในเรื่องนี้คือการแสดงของ Ben Mendelsohn ที่รับบทเป็นเจ้าเมืองแห่งน็อตติ้งแฮม น่าประทับใจโคตรๆ ดูร้ายจริง น่ากลัวจริง และดูเหมาะกับบทบาทนี้ชะมัด คือเฮียแกเกิดมาเพื่อเล่นบทร้ายชัดๆ ทั้งใน Rogue One, Ready Player One ต่างก็ทำได้ดีมากๆ แล้ว พอเห็นเฮียแกในเรื่องนี้ยิ่งน่าชื่นชมเข้าไปใหญ่ ส่วนทางด้านการแสดงของตัวละครอื่นๆ ยังอยู่ในระดับที่ดี อยู่ในระดับมาตรฐาน

ตามมาด้วยงานสร้างที่ยอดเยี่ยม ทั้งเอฟเฟคต่างๆ โดยเฉพาะฉากแต่ละฉาก ที่รังสรรค์เมืองน็อตติ้งแฮม ในยุคอุตสาหกรรม ออกมาสวยงามไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือฉากแอ็คชั่นบู๊สู้ด้วยธนูของ Taron Egerton ในบทของโรบินฮู้ด ที่เราดูแล้วมันทำให้เราเชื่อ และรับรู้ได้เลยว่า “เฮ้ย ไอ้นี่มันเก่งจริงว่ะ” เพราะเขาได้ฝึกฝนยิงธนูด้วยตัวเองจริงๆ แถมฉากแอ็คชั่นเหล่านั้น มันยังดูเท่ไม่ใช่เล่น กับการสโลว์ยิงลูกศรต่างๆ แต่ฉากการต่อสู้ของโรบินฮู้ดเท่ๆ ก็มีน้อยกว่าที่คาดหวังไว้พอสมควร และนอกเหนือจากการสู้ด้วยธนูแล้ว การต่อสู้ระยะประชิดอื่นๆ ก็ทำออกมาได้ไม่ดีสักเท่าไหร่

พูดถึงฉากแอ็คชั่น ก็ต้องพูดถึงฉากแอ็คชั่นในตอนใกล้จบของเรื่องที่เราได้เห็นในตัวอย่างหนัง ของการเผชิญหน้ากันระหว่างเหล่าทหารและกลุ่มกบฏ ซึ่งมันเปิดได้เท่ ยิ่งใหญ่ ดูอีปิกชะมัด มีการสโลว์โยนระเบิด แต่หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นฉากธรรมดาๆ ที่มั่วซั่วชะมัด อีกทั้งในฉากเดียวกันนั้นมันจะมีจุดดราม่า ละครน้ำเน่าอยู่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ควรด้วยประการทั้งปวง

มีอีกหลายฉากที่สงสัยเช่นกันว่า “เหล่าทหารมันไม่รู้ได้ไง ว่าโรบินฮู้ดกับลิตเติลจอห์นเป็นใคร” เพราะก็มีฉากที่ให้เห็นหน้าของทั้งสองคนอยู่ แล้วทั้งสองคนนั้นยังมาร่วมงานเลี้ยงกันอีก ทำไมเหล่าทหารไม่รู้!!! อีกทั้งหนังยังเสนอวลีหลัก “ปล้นคนรวยมาให้คนจน” ได้อย่างคลุมเคลือและยังไม่ค่อยชัดอีกด้วย…

แต่ถึงอย่างนั้นพอมันมารวมๆ กันแล้วมันก็ยังทำให้หนังเรื่องนี้สนุกอยู่ดี อาจจะเพราะด้วยความเรียบง่ายของหนัง ไม่ต้องคิดไรเยอะ ดูง่าย เข้าไปเสพแบบเพลินๆ สนุกๆ ได้สบาย (แต่ก็มีฉากโหดๆ ไม่เหมาะกับเด็กเช่นกัน) อยากรู้ต้องลองไปชมกันในโรงเลย

อ๋อ...แต่ขอบอกว่าบางฉากที่เราเห็นจากในคลิปโปรโมทหรือคลิปตัวอย่างก็อาจจะไม่มีปรากฏในหนังนะขอรับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5
18 พฤศจิกายน 2561 21:02:43

รีวิวจริง...ไม่อิงกระแส  [No Spoil]

มีกระแสวิจารณ์ไปทางเชิงลบหรือผิดหวังเสียมาก จนเด็กเดินตั๋วชักรู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ แต่ด้วยใจที่รักโลกแห่งเวทมนตร์มากๆ ทั้งอ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์และดูหนังทุกเรื่อง รีวิวนี้เขียนจากใจเด็กเดินตั๋วเลยนะ เอาความรู้สึกตรงๆ เลยคือ...สนุกมากเลย ไม่ทิ้งมาตรฐานเดิมของหนังจักรวาลนี้เลย ฟิลลิ่งอารมณ์เหมือนกำลังดูแฮร์รี่ภาคท้ายๆ ที่กำลังต่อต้านอำนาจมืดอยู่เลย อันนี้เหมือนสื่อสารทางความคิดด้านแนวคิดทางการเมืองการปกครองไว้เยอะอยู่มาก ส่วนความบังเทิง อรรถรสสนุกสนาน ความมันบอกเลยว่า...มาเต็ม! นอกจากนี้ก็ไม่ผิดหวังกับโลกเวทมนตร์ที่สรรค์สร้างได้อย่างเหนือจินตนาการจริงๆ ภาพงดงามตระการตา การออกแบบสัตว์วิเศษทำได้น่าประทับใจไม่ต่างจากภาคที่แล้ว(แต่มาน้อยกว่าประมาณครึ่งนึงเลย) แม้เนื้อเรื่องและรายละเอียดมีมากมายแต่สามารถเล่าเรื่องได้เร็วและกระชับ จังหวะหนังออกแบบมาไว้ดีมากส่งอารมณ์ได้หลากหลายตามสไตล์แฮร์รี่ พอตเตอร์เลย 

บทบาทและคาแรกเตอร์ของนิวท์ สคาแมนเดอร์ที่รับบทโดยนักแสดงดีกรีตุ๊กตาทองนำแสดงชายยอดเยี่ยมอย่างเอ็ดดี้ เรดเมนย์ก็ไม่ตกมาตรฐานการแสดงของเฮียเขาเลย บทบาทที่ได้รับในภาคนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะไปที่นิวท์มากเท่าภาคที่แล้ว เน้นกระจายไปหลายตัวละคร ทำให้ไม่ได้ชูบทนิวท์ให้เด่นกว่าบทแสดงอื่นสักเท่าไหร่ แต่สำหรับป๋าจอห์นนี่ เด็บส์ที่ภาคที่แล้วมีแอร์ไทม์น้อยเหลือเกิน... ภาคนี้มีบทบาทสำคัญและป๋าก็ถ่ายทอดตัวละครได้อย่างน่าชื่นชม มีหลายๆอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ ดัมเบอร์ดอร์ตอนหนุ่มที่รับบทโดยจัสติน ทิมเบอร์เลค ก็มีบทบาทแม้ยังไม่โดดเด่นในภาคนี้ แต่ปูทางไว้สำหรับภาคต่อไปน่าจะเยอะพอสมควร

สำหรับเด็กเดินตั๋วแล้ว ภาคนี้ไม่ตกมาตรฐานจากภาคที่แล้วสักเท่าไหร่นะ ทั้งในแง่งานสร้าง ซีจี เพลงประกอบ การแสดง อาจจะมีผิดหวังเชิงแอร์ไทม์ของเหล่าสัตว์วิเศษที่ออกมาอวดโฉมกันน้อยไปนิด แต่ออกมาแต่ละครั้งก็อิมแพ็คแรงทุกครั้งเลย แถมมีสัตว์วิเศษที่เอาใจทาสแมวด้วย เหล่าทาสแมวเห็นต้องใจละลายและประทับใจแน่นอน และสำหรับเหล่าแฟนๆ โลกเวทมนตร์รับรองว่าจะรักเรื่องนี้แน่นอน

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.5
16 พฤศจิกายน 2561 17:58:36

[รีวิว] - Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald
--- 6.5/10 ---
หนังทางผ่าน ที่ปูทางไปภาคต่อ
"กลบความสนุกของภาคแรกไปเกือบหมด เสียดายสัตว์มหัศจรรย์ แต่ยังมีเรื่องให้ชวนติดตาม"

หนังภาคต่อของ Fantastic Beasts and Where to Find Them กับเรื่องราวก่อนเหตุการณ์ใน Harry Potter โดยในภาคนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ต่อจากในภาคแรกในทันที กับการหลบหนีของ Grindelwald โดยเขาพยายามออกตามหา Credence Barebone เพื่อจะใช้ประโยชน์จากเด็กไร้เดียงสาผู้นั้น ทำให้ Newt Scamander และผองเพื่อนต้องออกตามหาและหยุดยั้ง Grindelwald

โดยหัวเรื่อง Fantastic Beasts ทางผู้แต่งอย่าง J.K. Rowling มีแพลนจะสร้างถึง 5 ภาค และแน่นอนว่าเมื่อหนังถูกปูมาเยอะขนาดนั้น โดยธรรมชาติแล้วในภาคระหว่างทางมันก็ย่อมจะดร๊อปความสนุก ลดทอนความตื่นเต้นของภาคแรกลงไปเยอะอย่างแน่นอน และนั่นแหละคือสิ่งที่ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald เป็น

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ค่อนข้างน่าเบื่อเลยทีเดียว ทั้งช้า ทั้งยืด และใส่ใจรายละเอียดรอบข้างมากเกินจำเป็น เหมือนพยายามยืดเนื้อเรื่องให้มันยาว หลายๆ ฉากมันควรจะรวบรัดตัดตอนได้มากกว่านี้ กลับทำให้มันยาวอย่างไม่จำเป็น มันเลยดูน่าเบื่อไปสำหรับเวลา 2 ชั่วโมงกว่า

ความว้าว ความตื่นเต้น ความสนุก และสเน่ห์ที่น่าดึงดูดใจของตัวสัตว์มหัศจรรย์ในภาคแรกหายไปเกือบหมด ก็เข้าใจนะที่จะเน้นเรื่อง Grindelwald แต่ก็ช่วยให้สัตว์มหัศจรรย์ต่างๆ ที่เราว้าวในภาคแรกมีบทบาทมากกว่านี้ก็ยังดี คือเรียกได้ว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นตัวประกอบไปซะหมดเลย มีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

ไม่ใช่น้อยแค่บทของสัตว์มหัศจรรย์เท่านั้นนะ ตัวละครในภาคแรกก็บทบาทน้อยลงไปตาม ด้วยความที่เนื้อเรื่องในภาคนี้เป็นภาคที่ปูทางไปสู่ภาคต่อ มีการเปิดเผยตัวละครออกมาเยอะแยะมากมาย ทำให้ลดทอนตัวละครหลักในภาคแรกไปเยอะเลยทีเดียว และตัวละครเพื่อนพระเอกที่เด่นๆ ในภาคแรก ภาคนี้ก็ดูด้อยลงไปจนลืมไปเลยว่าเขาเคยมีตัวตน และเหล่าตัวละครใหม่ๆ ก็มีบทไม่ค่อยเยอะเลย

และก็อีกนั่นแหละ ด้วยความที่เนื้อเรื่องเป็นหนังทางผ่าน เพื่อปูไปยังภาคต่อไป มันจึงเต็มไปด้วยซับพล็อตที่เต็มไปหมด คือแต่ละตัวละครก็มีเส้นเรื่อง มีเรื่องราว มีประเด็น เต็มไปหมด เหมือนหนังภาคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดูซีรีย์ คือแบบจะเนือยๆ แวะขยายความ ชมนกชมไม้ นู่นนี่นั่นไปเรื่อย แล้วมาพีคตอนใกล้ๆ จบ แล้วลงเอยด้วย “โปรดติดตามตอนต่อไป...” มันให้ความรู้สึกแบบเหมือนดูซีรีย์ไม่มีผิดเพี้ยนเลย

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือตัวละครอย่าง Grindelwald รับบทโดย Johnny Depp ที่ดูเป็นตัวร้ายที่มีมิติ การแสดงอารมณ์ ท่าทางของตัวละครตัวนี้ คือดูร้าย ตัวละครดูกลม ดูน่าหลงไหล และมีเสน่ห์ รวมทั้ง Dumbledore ที่รับบทโดย Jude Law ที่ถึงแม้ออกมาน้อยแต่ก็ยังคงแข็งแรงพอให้น่าติดตาม แล้วน่าสนใจไม่แพ้ Grindelwald เลย

สรุป ก็เพลินในระดับหนึ่งสำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้จ๋าๆ อย่างเรา และถึงแม้หนังมันจะเนือย อืดแค่ไหน มันก็ยังสามารถทำให้เราสนใจ ชวนให้เราอยากที่จะติดตามต่อได้ แถมยังมีฉากทำให้เหล่าสาวก Harry Potter คิดถึงอยู่เหมือนกัน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.5
16 พฤศจิกายน 2561 14:24:57

The Crimes Of Grindalwald จุดเริ่มต้นของสงครามโลกเวทมนตร์

เนื่องเรื่องว่าด้วยหลังจากที่กรินเดลวัลด์ถูกจับกุมในช่วงท้ายของภาคทีแล้ว ทางกระทรวงเวทมนตร์อังกฤษได้ต้องการตัวพี่แกไปตัดสินโทษ จึงได้มีการขนย้ายกรินเดลวัลด์ แล้วสุดท้ายก็หนีออกมาได้ และเริ่มรวมตัวสาวก ให้เข้าร่วมอุดมการณ์ที่ต้องการให้ผู้วิเศษปกครองทั้งโลกเวทมนตร์ และโลกของผู้ไร้เวทมนตร์ ถ้าทำสำเร็จมันจะเป็นการกดขี่ทุกคนที่ไม่มีเวทมนตร์ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งอุดมการณ์นี้เองคือสิ่งที่ลอร์ดโวลเดอมอร์ได้ยึดเป็นจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกันกับในเรื่องแฮร์รี่พอตเตอร์

ต้องยอมรับว่าภาคนี้ เจ.เค.เอาใจแฟนๆ หนังสือ และหนังแฮร์รี่เป็นอย่างมาก เพราะการเล่าเรื่องนั่นทำให้เวลาดูไม่เหมือนเราได้ดูหนัง แต่เหมือนกำลังอ่านหนังสือซะมากกว่า เพราะนอกจากเนื้อเรื่องหลักแล้ว ยังใส่รายละเอียด และผปมต่างๆ เข้ามามากมาย อิรุงตุงนังไปหมด ซึ่งปมทั้งหมดที่ใส่มาแทบไม่ได้มีการเฉลยแต่อย่างใด และทำให้แฟนๆต้องทบอกแตกตายกันไปข้าง เพราะต้องไปติดตามต่อให้ภาคที่ 3-5 นั่นเอง รวมไปถึงการใส่ Easter Egg ตามรายทางให้แฟนๆ ต้องร้องว้าวนั่นเอง

ส่วนตัวผมงว่าภาคนี้เหมือนเป็นจุดแตกหักครั้งแรกที่ คอหนัง กับแฟนหนัง+แฟนหนังสือ เห็นต่างกันอย่างมาก กลับกันถ้ามองในแง่ของนักดูหนัง ภาคนี้ขาดความกลมกล่อมเป็นอย่างมาก ชนิดที่ว่าเกือบจะคนละม้วนกับภาคที่แล้วเลยก็ว่าได้ มีหลายฉากที่สามารถตัด หรือหั่นให้กระชับมากกว่านี้ และไม่ส่งผลกับ point หลักช่วงท้ายของเรื่องด้วย ในส่วนคนที่อยู่ฝั่งนี้ ไม่แปลกที่จะไม่ชอบกัน และมีความเห็นไปในทางเดียวกันกับคะแนน RottenTomatoes

สรุปแล้วภาคนี้เป็นหนังที่ เจ.เค. เซอร์วิสแฟนๆ หนังสือและหนังแฮร์รี่เป็นหลักจริงๆจนบางครั้งมันเยอะจนล้นในความเป็นภาพยนตร์ ทำให้สามารถมองได้ว่า ภาคนี้เหมือนแค่หนังขั้นเวลาที่สามารถย่อดีเทลคัดเอาแต่เนื้อๆ ให้สั้นลงได้ แต่ที่โดนเด่นคือ CG เวทมนตร์ต่างๆ ในเรื่อง ที่สร้างความตระการตา และที่สำคัญ 3D Frame Break นั้นเพิ่มอรรถรสในการชมให้ทวีความสนุกขึ้นไปอีกกับลูกเล่น สามมิติพุ่งทะลุจอเข้าหาคนดู คอหนังสามมิติที่เน้นวัตถุพุ่งๆฟินตายแน่ 7.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5
16 พฤศจิกายน 2561 14:13:01

Overlord หนังซอมบี้สไตล์ใหม่ ที่เน้นสะใจเข้าว่า
เดิมทีโปรเจคนี้ ถูกดึงให้อยู่ในจักรวาล Cloverfield แต่หลังจากที่ Cloverfield Paradox มีวี่แววสุ่มเสี่ยงเจ๊งสูง จนค่ายหนังขายต่อให้ Netflix เอาไปฉายสตรีมมิ่งเอง ทำให้โปรเจคนี้ก็ได้ถูกถอดออกจากจักรวาลนั้นทันที

ตัวหนังเองพอหนังไม่ได้อยู่ในจักรวาลดังกล่าวแล้ว ก็มีโอกาสที่จะเล่าได้หลากหลาย ไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ ได้เหมือนก่อน ซึ่งมันน่าสนใจตรงนี้ ตัวพล๊อตเองนั้นเป็นเรื่องราวว่าด้วย หน่วยทหารอเมริกัน ต้องบินไปทำภาระกิจในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ฝรั่งเศส ซึ่งตอนนั้นถูกนาซียึดครองเป็นฐานส่งสัญญาณวิทยุ ทำให้ทหารอเมริกันต้องเข้าไปทำลายทิ้งเพื่อที่จะได้ยกพลเข้าต่อสู้ได้ง่ายๆ แต่ในฐานลับนั้นได้มีการทดลองเพื่อสร้างบางสิ่งอันน่ากลัวทำให้นอกจากภาระกิจหลักแล้วเขายังต้องป้องกันไม่ได้สิ่งทดลองอันนี้หลุดออกมาโลกภายนอกให้ได้ ไม่งั้นคงได่พ่ายแพ้สงครามแน่ๆ

ซึ่งหนังเองเน้นความเรียลของฉาก และเสียงที่สามารถเอาคนดูอยู่หมัดตั้งแต่ฉากแรก และทวีความสนุกขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าตั้งแต่ฉากแรกแทบไม่ค่อยให้คนดูได้หยุดพักหายใจเลยจนจบเรื่อง ถ้าใครเคยที่ชอบบรรยากาศการดูหนังที่ลุ้นติดต่อกันแบบ Mad Max ขอแนะนำเรื่องนี้เลยทีเดียว และต้องขอเตือนด้วยสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรที่โหดเลือดสาด เรื่องนี้มีฉากที่ว่าอยู่เต็มไปหมดจริงๆ 

สรุปแล้วเรื่องนี้พอได้ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับจักรวาล Cloverfield แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นดีๆที่สามารถใส่ลูกเล่น พล๊อตต่างๆได้ไม่ยั้งมือ ซึ่งทำให้หนังดูน่าสนใจมากขึ้น และดำเนินเรื่องได้สนุกจริงๆ ส่วนตัวผมชอบมากสำหรับเรื่องนี้ 9/10ไปเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
16 พฤศจิกายน 2561 14:03:29

The Nutcracker and the Four Realms หวนคืนสู่โลกแฟนตาซีสไตล์ดิสนีย์

จะว่าไปแล้วปีนี้เป็นปีนี้หนักสำหรับหนังแฟนตาซีค่ายดิสนีย์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น A Wrinkle In Time เมื่อต้นปีก็พังไม่เป็นท่า ทั้งคำวิจารณ์ และรายได้ รวมไปถึง Christopher Robin ที่พึงฉายไปเมื่อเดือนสิงหา ถึงแม้ว่ารายหลังจะรีวิวออกมาดี แต่ไม่ได้ถูกใจคนดู หรือดึงดูดพอให้ทำเงินแต่อย่างใด พอถึงคิวเรื่องนี้เข้าฉาย ไม่วายเหมือนค่ายหนังจะรู้ตัว ตัดงบไม่ทำพากย์ไทยเข้าฉายโรง และลดการโปรโมทในสื่อต่างๆเยอะมาก จนแทบจะไม่เห็นการโปรโมทเลยด้วยซ้ำไป ทำให้ผมเองก็รู้สึกหวั่นๆ ใจในตัวหนังเรื่องนี้จริงๆ

เนื้อเรื่องว่าด้วย คลาร่า เด็กสาวผุ้ซึ่งสูญเสียแม่ผู้เป็นทีรักไป ทำให้เธอและครอบครัวไม่ค่อยจะลงรอยเท่าไหร่ เพราะเธอมีความฉลาดเหมือนแม่ นั่นทำให้ความฉลาดเกินคนรอบข้างจะเข้าใจได้ เธอจึงชอบหมกตัวอยู่ห้องใต้หลังคา จนเธอได้รับของขวัญจากแม่ เป็นกล่องปริศนาที่ต้องใช้กุญแจพิเศษในการไขเปิดความลับ ที่เธอคิดว่าแม่ทิ้งไว้ให้ ทำให้เธอต้องไปยังบ้านพ่อทูนหัวเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งที่นั่นเองเป็นประตูเข้าสู่ดินแดนลี้ลับที่แม่ของเธอเป็นผู้สร้าง และเธอต้องช่วยกอบกู้มันจาก มาเธอร์จิงเจอร์

ในด้านการดำเนินเรื่องนั้นไม่ได้มีลูกเล่นใดๆเลย เป็นการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงฉิวตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ถือเป็นข้อด้อยของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แถมยังมีพล๊อตเรื่องที่เหมาะกับเด็กอายุไม่เกิน 12 ขวบ ทำให้ผู้ใหญ่ที่เข้าไปดูต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังมันเด็กเกินไป 

ส่วนด้านที่ประทับใจ และดึงดูดให้คนดู สามารถอยู่ดูจนจบเรื่อง นอกจาก น้องแม็คเคนซี ฟอย จาก Twilight Breaking Dawn Part 2 / Interstellar ที่สวย น่ารักโดนเด่นน่าติดตามแล้ว ยังมี CG ฉากต่างๆ ชุดต่างๆในเรื่อง เรียกได้ว่า มีดีเทล รายละเอียดอะไร ใส่มาแบบไม่ยั้ง ผลงานออกมาดูลงทุนกับเม็ดเงินไปในส่วนนี้มาก

โดยรวมแล้วเอาตรงๆเลยคือ เรื่องนี้เป็นหนังที่เหมาะกับเด็กจริงๆ หรือคนที๋ชอบดูหนังแฟนตาซีสีฉูดฉาด เน้นเสพ CG เป็นหลัก ก็สามารถเอ็นจอยไปกับเรื่องได้ไม่ยาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเองฉายในเวลาเหมาะเจาะกับเทศกาลปลายปีซะจริงๆ ได้แต่หวังว่ารายได้คงจะคืนทุนบ้าง และไม่เจ็บตัวมากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ 7/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7
14 พฤศจิกายน 2561 10:40:49

[รีวิว] - Just A Breath Away
--- 7.5/10 ---
ลุ้น ระทึก กดดัน แต่เดาทางง่ายไปหน่อย

หนังสัญชาติฝรั่งเศสที่มีชื่อภาษาฝรั่งเศสที่เราอ่านไม่ออกว่า DANS LA BRUME แปลมาเป็นสากลมากขึ้นก็กลายเป็น Just a Breath Away

โดยเป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ลูกของพวกเขาเป็นโรคเบอร์เกอร์ต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้วทั้งชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น เมื่อเกิดหมอกมรณะปกคลุมทั่วทั้งปารีส และผู้ใดที่สูดดมเข้าไปก็จะเสียชีวิตในทันที ทั้งพ่อแม่ต้องหาทางเอาชีวิตรอด โดยการพาลูกของพวกเขารอดมาให้ได้เช่นกัน

ช่วงนี้เหมือนจะเห็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสมาฉายในบ้านเรามากขึ้น และมันก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว และยิ่งได้เห็นตัวอย่างกับเรื่องย่อของเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก อีกทั้งมันเป็นหนังภัยพิบัติที่ห่างหายจากวงการหนังไปซะนาน และขอบอกเลยว่าไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ

หนังดำเนินเรื่องได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่เสียเวลาในการปูเรื่องแต่อย่างใด เล่าตรงจัด ชัดเจน หมอกมรณะนี่มาตั้งแต่ต้นๆ เรื่องเลยทีเดียว หนังมีครบทุกอย่างถึงความเป็นหนังภัยพิบัติที่ควรจะมี และเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว

จังหวะตื่นเต้นต่างๆ ของหนัง จังหวะลุ้นก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน ด้วยความที่หนังเกี่ยวกับหมอกมรณะที่คนสูดดมเข้าไปแล้วจะตาย หนังก็จับเอาประเด็นนี้มาเล่น เช่นต้องกลั้นหายใจเพื่อไปหาถังอ็อกซิเจน กลั้นหายใจเพื่อไปทำอะไรต่างๆ ด้วยเหตุการณ์เหล่านั้น ทำให้เรากลั้นหายใจตาม และลุ้นแบบสุดๆ ไปกับเรื่องราวตรงนั้นแบบเต็มๆ หนังพาเราเข้าไปกดดันในสถานการณ์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ส่วนพาร์ทดราม่าของเรื่องราวที่ไม่ถึงขนาดชวนน้ำตาตกขนาดนั้น แต่ก็สามารถทำให้เรารู้สึกจุกๆ อยู่ไม่ใช่เล่น เลย

ถึงแม้ว่าฉากชวนลุ้นจะทำได้ดี แต่เหตุการณ์เหล่านั้นมันกลับยังไม่สุด คือมันเกือบที่จะถึงจุดพีคและ หนังก็คลายเครียด หรือคลี่คลายสถานการณ์เหล่านั้นลงในทันทีอย่างรวดเร็ว อีกทั้งหนังยังไม่ได้บอกถึงเหตุผลหลายอย่างของบางเหตุการณ์ในหนังอีกด้วยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น (ไม่ใช่ประเด็นของหมอกนะ ประเด็นของหมอกเราไม่ติด) ถึงแม้เนื้อเรื่องมันจะชวนลุ้น ระทึก กดดันแค่ไหน แต่เนื้อเรื่องมันเป็นเส้นตรงและก็เดาทางง่ายไปสักหน่อย

สรุป นี่เป็นหนังอีกหนึ่งทางเลือกหลังจากใครเบื่อ Fantastic Beasts หรือไปดูมาแล้วยังว่างอยู่ คุณไปดูเรื่องนี้รับรองไม่เสียใจแน่นอน

ปล. แอดชอบฉากจบชะมัด

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.5
13 พฤศจิกายน 2561 12:08:26

[รีวิว] - The Grinch
--- 5/10 ---
“เราอาจจะแก่เกินไปที่จะดูหนังอนิเมชั่นแบบนี้แล้วก็เป็นได้”

หนังอนิเมชั่นเรื่องใหม่จากค่าย Illumination (เจ้าของเดียวกับมินเนี่ยนนั่นแหละ) แถมจากตัวอย่างแล้วก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บันเทิงและสนุกไม่ใช่เล่น หนำซ้ำยังได้ผู้ให้เสียงพากย์ตัวเอกเป็น ฺBenedict Cumberbatch อีกด้วย ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดก่อนดูแล้วมันน่าสนุก และน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

The Grinch เป็นเรื่องราวของเจ้าตัวเขียวอยู่ตัวคนเดียวสันโดดกับหมาของเขา บนเทือกเขา ที่เกลียดวันคริสมาสต์เข้าไส้ ด้วยปมอะไรบางอย่างในจิตใจ แต่เขาดันต้องมีเหตุการณ์บางอย่างให้เข้าเมืองไปเจอการเฉลิมฉลองวันคริสมาสต์ เขาจึงคิดแผนการชั่วร้าย ขึ้นมา ด้วยการที่ “เขาจะโมยคริสมาสต์” จะเป็นอย่างไรต้องไปดูในเรื่องนี้เอง

คือก่อนที่จะดูเรื่องนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากมันอยู่แล้ว แค่คิดว่าอย่างน้อยก็คงสร้างความบันเทิง ความสนุก เพลินๆ แต่สรุปหลังดูจบมันกลับทำไม่ได้เลย....

เอาที่ชอบก่อนดีกว่า ที่เห็นเด่นชัด และชอบมากๆ เลยคือการเล่าเรื่องด้วยเสียงบรรยายในหลายๆ ฉาก จะเป็นการเล่าเรื่องแบบคำกลอน ซึ่งมันฟังแล้วลื่นหูมาก บวกกับการที่ตัวเอกต่อประโยคด้วยกลอนเช่นกัน เรารู้สึกว่าตรงนี้มันเจ๋งดี มันทำให้ภาพรวมของหนังไหลลื่นแบบสุดๆ และอีกหลายๆ ฉากที่พอมีให้เราได้หัวเราะมุมปากบ้างเล็กน้อย ยิ้มบ้างนิดหน่อย และฉากตอนขโมยคริสมาสต์ก็เจ๋งดี

แต่การดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ค่อนข้างน่าเบื่อเลย เรารู้สึกเฉยๆ มาก เป็นเส้นตรงมาก ตรงแบบตรงแน่วเลย ปมดราม่าก็เบาบางเหลือเกิน นิทานอีสปยังเล่าได้สนุกกว่า คือมันเป็นหนังอนิเมชั่นที่เหมาะกับเด็กมาก มากถึงมากที่สุด ไร้ซึ่งความรุนแรง ความซับซ้อนใดใดทั้งสิ้น หนังมันไม่ทำงานกับเราในเกือบทุกภาคส่วน คือเป็นหนังอนิเมชั่นที่เราไม่สนุกกับมันเลย

มันอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ ปกติหนังอนิเมชั่นแต่ละเรื่องมันสามารถทำให้เราสนุกกับมันได้มากกว่านี้ ถึงแม้เนื้อเรื่องจะแย่แค่ไหนก็ตาม แต่เรื่องนี้ทำไม่ได้ ถ้าใครมีลูกมีหลาน เด็กๆ อยากพาไปดูก็ได้นะ เพราะเด็กๆ คงจะชอบ (แต่ในโรงที่ไปดูก็มีเด็กเยอะนะ และมันเป็นหนังเรื่องแรกที่ไม่ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะกับหนังเลยแม้แต่แอะเดียว)

ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สนุกที่สุดของหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้คือ หนังปะหน้าก่อนฉาย The Grinch (ถ้าใครอยากดูคงต้องลงทุนไปดูเรื่องนี้แล้วแหละ บอกเลยว่าสนุกกว่าหนังทั้งเรื่องอีก!!!)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
5
คะแนนเฉลี่ย
5
13 พฤศจิกายน 2561 11:59:40

[รีวิว] - Overlord
--- 7/10 ---
สนุก แต่ไม่สุดสักทาง

หนังจากค่าย Bad Robot ที่พ่วงชื่อ J.J. Abram มาด้วย โดยในตอนแรกหลายต่อหลายคนก็นึกไปเลยว่า “มันต้องเป็นหนังในจักรวาล Cloverfield แน่ๆ” เพราะค่ายนี้มักชอบเก็บเงียบ ไม่โปรโมท ไม่ปล่อยตัวอย่าง ไม่ค่อยปล่อยอะไรให้เราได้ดูกันเลย แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกี่ยวข้องกันเลย

ชื่อหนังมาจากปฏิบัติการ Overlord ในการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื้อเรื่องนำปฏิบัติการนี้มาเล่าใหม่ในมิติใหม่ รูปแบบหนังแอ็คชั่น ปนสยองขวัญ ระทึกขวัญ โดยเป็นเรื่องราวของทหารกลุ่มหนึ่งจำเป็นต้องบุกเข้าไปยังฐานที่มั่นของพวกนาซี เพื่อที่จะระเบิดหอวิทยุ และทำให้กำลังพลฝั่งตนเข้ามายึดพื้นที่นี้ได้ 

ต้องออกตัวเลยว่าชื่นชอบหนังของค่าย Bad Robot หลายๆ เรื่อง และยิ่งมีการการันตีว่าเป็นผลงานของ J.J. Abram ด้วยแล้ว ทำให้ได้กลิ่นของ Cloverfield ลอยมาแต่ไกลเลย (ยกเว้น Cloverfield Paradox นะ อันนั้นเราไม่ชอบเลย) แต่เหมือน Overlord จะเป็นหนังที่ด้อยที่สุดในบรรดาหนังที่มีชื่อ J.J. Abrams เลยก็ว่าได้

อันดับแรกขอชื่นชมบรรยากาศของหนังที่พาเราไปยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างดี ทั้งการรบต่างๆ เสื้อผ้า ฉาก มันล้วนแล้วแต่สวยงามและชวนระทึกขวัญไม่ใช่น้อย รวมถึงฉากเละเทะชวนแหวะต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดีน่ากลัว สยดสยองไม่ใช่เล่น 

การดำเนินเรื่องของหนังค่อนข้างทำได้ดี มีจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ สนุก ไม่ชวนง่วงอย่างแน่นอน มันเหมือนเป็นหนังลูกผสมระหว่างหนังสงคราม ทหาร กับหนังสยองขวัญ ระทึกขวัญ เหมือนแบบ Saving Private Ryan ผสมหนังซอมบี้ หรืออมนุษย์ คือเราจะได้เห็นการปฏิบัติหรือยุทวิธีทางการทหาร บรรยากาศ คือครึ่งเรื่องแรกมันเป็นหนังทหารเรื่องนึงเลยแหละ ซึ่งอีกครึ่งเรื่องหลังตัวหนังจะเล่าให้เห็นถึงการทดลองบางอย่างแบบลับๆ ของพวกนาซี ซึ่งก่อให้เกิดอมนุษย์ขึ้นมา (ไม่รู้จะอธิบายยังไง มันไม่ใช่ซอมบี้ ไม่ใช่ผี ไม่ใช่สัตว์ประหลาด) หนังมีจังหวะระทึก ลุ้น ตื่นเต้น อยู่เป็นระยะๆ ตลอดทั้งเรื่อง เพราะหลายๆ ฉากทั้งโหด ดิบ เลือดสาดแบบสุดๆ 

แต่หนังมันไม่สามารถพาเราไปผูกพันกับตัวละครสักเท่าไหร่ อีกทั้งนักแสดงก็ไม่ได้แสดงโดดเด่นจนน่าจดจำเลยสักคนเดียว เราไม่ได้อยากเอาใจช่วยตัวละครเลย เนื้อเรื่องเรียบง่าย เป็นเส้นตรง เดาง่ายแบบสุดๆ ไม่ซับซ้อน ไม่หักมุมใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้หนังจะดำเนินเรื่องสนุก จังหวะในการเล่าโอเค เป็นแนวลูกผสมหนังสงคราม สยองขวัญระทึกขวัญ แต่บทมันกลับทำให้มันไปไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับความเป็นทหาร ปฏิบัติการณ์ต่างๆ ที่เหมือนจะมาดีนะ แต่ก็ตกม้าตายซะดื้อๆ ทุกอย่างมันดูง่ายไปหมด เหมือนไม่มีวิกฤตที่เกิดขึ้นกับตัวละครสักเท่าไหร่ และในด้านพาร์ทสยองขวัญ ระทึกขวัญก็เช่นกัน แรกๆ ปูมาดี น่าสงสัย น่ากลัว แต่พอไปๆ มาๆ เสน่ห์ในตอนแรกหายไปหมดเลย กลายเป็นหนังแอ็คชั่นเกรดบีไปซะยังงั้น ใครที่คาดว่าจะได้เห็นแบบกองทัพซอมบี้ โผล่มาไล่พวกพระเอกต้องหนีเอาชีวิตรอดละก็ ผิดหวังแน่ๆ

โดยรวมแล้วชอบการผสมของหนังเรื่องนี้ หนังมันบันเทิงนะ สนุกแหละ แต่ก็อย่างที่บอกมันไม่สุดสักทาง ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยด้วย มันสนุกครั้งเดียวและ...จบ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
5.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
9 พฤศจิกายน 2561 10:29:09

[รีวิว] The Girl in the Spider’s Web - พยัคฆ์สาวล่ารหัสใบมรณะ
--- 6.5/10 ---
หนังสายลับจารกรรม ที่ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร

โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแฮคเกอร์สาวที่ได้รับว่าจ้างให้ไปขโมยโปรแกรมที่อันตรายกลับมา แต่ต้องมาปะทะกับแก๊งแมงมุม และน้องสาวของเธอ เธอจึงต้องขอความช่วยเหลือจากคู่หูและเพื่อนเก่าเพื่อช่วยทำภารกิจในครั้งนี้

ตัวหนังสปอยล์ผู้บงการเบื้องหลังตั้งแต่ในตัวอย่างว่าเป็นใคร โดยที่ไม่เหลือให้ลุ้นอะไรเลย และเช่นเดียวกัน ความสนุกและฉากแอ็คชั่นเกือบทั้งหมดไปอยู่ในตัวอย่างซะหมดแล้ว ส่วนในตัวหนังรู้สึกว่าดำเนินเรื่องได้ค่อนข้างจะน่าเบื่อเลยทีเดียว

สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมเลยคือตัวนางเอก ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงรางวัลจากซีรีย์ The Crown สุดสวยอย่าง Claire Foy จะมารับบทแฮคเกอร์สาวสุดพังค์ได้ดีขนาดนี้ ไล่ไปตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอก จวบไปจนถึงการแสดงของเธอ ซึ่งเธอถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาได้ดีเลยทีเดียว และด้วยความที่ตัวนางเอกของเรื่องนี้ไม่ได้เก่งเทพเหมือนอย่าง Jason Bourne หรือ James Bond มันยิ่งส่งผลให้ตัวละครนี้เข้าฉากและได้ลุ้นอยู่เป็นพักๆ เลยทีเดียว แต่ตัวละครที่ไม่ชอบเลยคือนักหนังสือพิมพ์เพื่อนของนางเอก ซึ่งที่เราเห็นกันใน The Girl with the Dragon Tattoo คือ Daniel Craig ซึ่งคนนี้ไม่เหมาะกับนักหนังสือพิมพ์ที่คร่ำวอดในวงการเลยแม้แต่น้อย ดูเรียบร้อย ดูลุคพระเอกจ๋าเกินไป และบทที่น่าหงุดหงิดใจที่สุดคือตัวร้ายที่ปูมาซะยิ่งใหญ่ น่ากลัว สุดโหด แต่ตายง่อยเหลือเกิน

ด้วยความที่หนังไม่ใช่หนังเดี่ยว มันจึงต้องเสียเวลาไปสักหน่อยกับการปูเรื่องราวของแต่ละตัวละคร ซึ่งมันก็ไม่ได้ปูนาน มันกลับใช้เวลาในส่วนนั้นได้ดีด้วยซ้ำ แต่มันทำให้งงและสับสนนิดหน่อยสำหรับคนที่ไม่เคยดูหรืออ่านแฟรนไชส์นี้มาก่อน มันเลยทำให้ส่วนนี้น่าเบื่อไปเลยถ้าเทียบกับหนังทั้งเรื่อง

จุดไคลแม็กและองค์สุดท้ายของเรื่องค่อนข้างจะเฉยเมยมาก ง่าย ไม่อีปิกเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเหล่าตัวร้ายไม่มีตัวละครไหนน่าจดจำเลยสักตัว

หนังมีฉากแอ็คชั่นมากขึ้นกว่า The Girl with the Dragon Tattoo และไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเรื่องนั้น แต่เรื่องนั้นกลับทำบรรยากาศ และดำเนินเรื่องได้สนุก และน่าลุ้นกว่าเรื่องนี้เยอะเลย

โดยภาพรวมของหนังเรื่องนี้มันไม่สนุกอย่างที่เราคาดหวังไว้ แถมยังมีฉากน่าเบื่อซะเยอะ ทำให้หนังมันดูยาวไปสักหน่อย แต่มันก็ยังมีพอมีฉากให้สนุก ให้ลุ้นได้เป็นระยะๆ อยู่บ้าง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.5
11 พฤศจิกายน 2561 05:55:45
ทำไมดูไม่ได้ล่ะ
8 พฤศจิกายน 2561 23:27:21

 

Bohemian Rhapsody | Bryan Singer

หนังชีวประวัติของเฟรดดี้ เมอร์คิวลี่ นักร้องนำวงควีน จากฝีม้ายลายมือของผู้กำกับไบรอัน ซิงเกอร์ผู้ซึ่งปลุกปั้น X-men ขึ้นมากับมือ คราวนี้เป็นหนังที่สะท้อนความนิสัยจัดเต็มของเฟรดดี้ตั้งแต่ยังเป็นแค่เด็กรับกระเป๋าโดยสารจนไปถึงหนึ่งในสุดยอดการแสดงสดตลอดกาลของ Queen ใน Live Aid ที่เต็มไปด้วยการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย สนุกสนาน และมันส์ไปกับเสียงเพลงของควีน

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของ เฟรดดี้ เด็กหนุ่มในครอบครัวอพยพ พลเมืองชั้นสองที่เป็นอนุรักษ์นิยมเคร่งครัด จากนั้นหนังก็ค่อยๆ เผยด้านสุดขั้วของเฟรดดี้ทีล่ะน้อย  จนไประเบิดบนการแสดงครั้งแรก จากนั้นเราก็จะได้เห็นขั้นตอนการสร้างอัลบั้มอันลือลั่นในแต่ล่ะอัน ผ่านกระบวนการคิด ความสุดโต่ง และความบ้า ทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่เฟรดดี้เท่านั้นที่เป็นอัจฉริยะ ไอเดียของทั้งวงจะถูกสร้างเพื่อความแตกต่าง แบ่งปันให้กัน และขับเน้นจากทุกคนให้สุดใจจากวงๆ นี้

ควีนคือทุกคน และทุกคนคือควีน

วงควีนจึงไม่ใช่แค่วงดนตรี แต่มันคือครอบครัว...

นอกจากนี้หนังยังเข้าไปสัมผัสกับโลก LGBT ผ่านมุมของเฟรดดี้ ที่ถ่ายทอดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และยังเข้าไปสำรวจกับความรักที่แสนแปลกระหว่างเฟรดดี้กับแฟนสาวคนแรกแมรี่ ที่พัฒนาความสัมพันธ์ไปมีหน้าตาที่น่าสนใจมากๆ ตัวโครงเรื่องของชีวิตเฟรดดี้มันน่าสนใจเสมอ และแฟนๆควีนเองก็คงได้สนุกกับดนตรีร๊อคเก่าๆจากลำโพงสุดแพงในโรงภาพยนตร์ แค่นี้ก็คุ้มค่าต่อใจแล้วล่ะ ถ้าจะมีติล่ะก็ ผมไม่ค่อยประทับใจการถักทอเรื่องของไบรอัน ซิงเกอร์เท่าไหร่นักนะ มันตรงไปตรงมาก็จริง แต่มันก็ตรงไปตรงมาแบบไม่มีอะไรแปลกใหม่ๆ ค่อนข้างไปทางปลอดภัยมากกว่า ซึ่งแตกต่างกับความสุดขั้วชอบทดลองที่เราได้เห็นวงนี้ทำมาตลอด

Bohemian raphsody เป็นหนังชีวประวัติที่ทำให้อิ่มเอมกับมหาสุดยอดเพลงต่างๆที่ควีนสร้างขึ้น และนำมาถ่ายทอดได้อย่างสุดใจ แม้ว่าสำหรับผมแล้วการลำดับเล่าเรื่องออกจะเก่าไปบ้าง มีความเร็วสูงไปหน่อย แต่สำหรับแฟนๆควีน หรือคนทั่วไปแล้ว การเข้าไปเสพรสเพลงโบราณในยุคเรโทรก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะช่วง Live Aid ที่น่าจะมันส์ ยิ่งใหญ่ และงดงามมากๆ (เสียดายที่ไม่เอามาครบนี่แหละนะ)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.2
8 พฤศจิกายน 2561 15:28:13

The Nutcracker and the Four Realms

หนังดิสนีย์เจ้าหญิง ฉากอลังเว่อร์วังส่งท้ายปี 2018 ที่ได้นักแสดงนำอย่าง Mackenzie Foy และ Keira Knightley มาร่วมแสดง 

1. หนังเกี่ยวกับดินแดนมหัศจรรย์ที่คราร่า (Mackenzie Foy) ได้หลุดเข้าไปเพื่อตามหากุญแจเพื่อเปิดหีบสมบัติของแม่ที่ทิ้งเอาไว้ให้ลูก พร้อมความลับบางอย่างที่แม่ไม่ได้บอกคราร่า ในหนังจะได้พบเรื่องราวมากมายในโลกของแฟนตาซีของสี่อาณาจักรมหัศจรรย์

2. ด้วยความเป็นดิสนีย์ ฉากและชุดอลังการมาก ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เลย ยอมรับว่านี่เป็นข้อดีที่สุดของหนัง ตลอดเรื่อง แค่ดูฉากและชุดก็เพลินหูเพลินตาแล้ว ถ้าคนที่ชอบแนวนี้ต้องไม่พลาดแน่นอน สำหรับคนที่เล่นตุ๊กตาบาร์บี้ที่เป็นต้นกำเนิดของหนังเรื่องนี้ก็ต้องฟินกันไปตามๆกันแน่นอน

3. การแสดง ของ Mackenzie Foy ถือว่าแสดงได้ดี ดูเป็นเจ้าหญิงที่น่ารัก (จริงๆ หนุ่มๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ เนื้อเรื่องอาจจะไม่ใช่แนวทาง แต่แค่ไปดู Mackenzie Foy แสดงก็คุ้มแล้วครับ น่ารักมาก มากถึงมากที่สุด) สำหรับ Keira Knightley มาบทที่แหวกแนว ไม่ค่อยได้เห็นแสดงแนวนี้ เสียงพูดที่ใช้ก็แอบรำคาญพอสมควรเพราะใช้เสียงเล็กแหลมในการพูด ถือเป็นความแปลกใหม่ในการแสดงของ Keira Knightley เลย

4. เนื้อเรื่อง เรื่องราว การดำเนินเรื่อง ในหนังบอกบอกเลยว่าบทเบาหวิวมาก แถมไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ลุ้น ไม่ได้ตื่นเต้น แทบเดาตอนจบได้ในทันที (คงสร้างมาให้เด็กดูอย่างเดียวมั้ง) จริงๆตรงนี้ของหนังเป็นข้อเสียมากๆ ทำให้คะแนนนักวิจารณ์หั่นกันเละเลยทีเดียว เสียดายฉากดีๆ ชุดสวยๆ บทดันแย่สุดๆ ไปหน่อย 

5. CG ที่ใช้ก็ต้องบอกว่าเนียนนะครับ แต่มีฉากเดียวที่เป็นพื้นหลังหิมะ ฉากนั้นฉากเดียวที่ลอยมากๆ จนสงสัยว่าปล่อยมาได้ยังไง (แนะนำว่าไปดูจะรู้เลยว่าฉากไหน ลอยมาก)

6. สำหรับคุณภาพของหนังก็คิดว่า ดิสนีย์ทำมาได้แย่กว่าที่เคยเป็นมา การดำเนินเรื่องไม่ได้ทำให้เราผูกพันกับตัวละครเลย แปปเดียวหนังก็จบ และก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากกลับไปดูอีก 

สรุป
เป็นหนังดูสบายๆ ดูง่ายๆ ฉากอลังการ ชุดสวย และ Mackenzie Foy น่ารักมาก ไปดูฉากดูชุดก็น่าจะคุ้มครับ ส่วนใครมีลูกสาวก็แนะนำเลยครับ ไม่ผิดหวังกับหนังแฟนตาซีเรื่องนี้แน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.4
7 พฤศจิกายน 2561 20:04:38

Bohemian Rhapsody " โบฮีเมียน แรปโซดี "

135 min | Biography/Music | Directed by Bryan Singer 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของวง Queen วงร็อคที่ถือเป็นตำนานของวงการเพลง ที่ฝากผลงานเพลงที่ปัจจุบันยังคงเป็นอมตะเอาไว้มากมาย โดยเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวง ชีวิตส่วนตัวของ เฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี่ นักร้องนำของวง ไปจนถึงการแสดงบนคอนเสิร์ตครั้งสำคัญอย่าง Live Aid (1985)

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลายต่อหลายคนอาจจะไม่ชอบ pacing ของหนังในช่วงแรก เพราะมันเล่าค่อนข้างโดดไปโดดมา และบิวท์อัพความสัมพันธ์หรือความลึกซึ้งถึงจุดเริ่มต้นของการรวมตัวของวง Queen ได้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เพราะทุกอย่างมันดูง่ายดายเกินไปหน่อย แต่เชื่อเถอะครับ พอได้ดูจบแล้ว หนังเหมือนเริ่มจาก volume ที่ 0 แล้วค่อยๆ ดันเร่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนสู่ระดับที่พีคที่สุดในคอนเสิร์ต Live Aid ซึ่งตอนดูนี่ต้องบอกว่าขนลุกมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าความเหมือนความอะไรมันมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าหนังน่าจะเก็บบรรยากาศการแสดงของ Queen ได้ดีมากแน่ๆ และมันสื่อไปถึงผู้ชมได้ดีมากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว พอมองไปที่ภาพรวมแล้วกลายเป็นหนังชีวประวัติวงดนตรีอีกเรื่องนึงที่ชอบมากๆ มันเข้าถึงง่ายอย่างบอกไม่ถูก และถึงแม้ว่าหนังจะยาวประมาณนึงแต่ก็ไม่น่าเบื่อเลย เพราะเสียงดนตรี และเพลงของวง Queen มันพิเศษมาก และตรึงเราไว้กับหนังได้จริงๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

นอกจากการที่หนังเนรมิตรซีนคอนเสิร์ตตอนท้ายอย่าง Live Aid ได้อย่างยิ่งใหญ่และน่าประทับใจมากแล้ว สิ่งที่ชื่นชอบมากเป็นอย่างยิ่งคือการแสดงของ รามี่ มาเล็ค ในบทบาทของเฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี่ ที่ซึ่งผมต้องบอกก่อนว่าก็ไม่รู้ถึงความเหมือนมากน้อยแค่ไหน แต่ดูจากรูปคร่าวๆ แล้ว appearance คือได้เลย แต่ที่ชอบคือท่วงท่า การแสดงออกทางแววตา รามี่ตีความ ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความเศร้า ความหลงตัวเอง ทุกอารมณ์ที่ผสมปนเปกันอยู่ในตัวของเฟร็ดดี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะไม่ว่าเราจะรับอารมณ์ไหนจากหนังได้ก็ตาม เครดิตส่วนใหญ่ก็ต้องยกให้กับเขาเลยที่ถ่ายทอดออกได้ถึงมากๆ 

ผมเป็นคนนึงที่ไม่ใช่แฟนของวงควีนเลย และเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเช่นนั้น และผมก็เชื่ออีกว่าต่อให้คุณไม่ได้เป็นแฟนหรืออาจจะไม่รู้จักควีนเลย แต่เพลงหลายต่อหลายเพลงของวงควีน พวกคุณต้องได้ยินอย่างแน่นอน และการได้ดูหนังเรื่องนี้นอกจากจะได้รู้จักวงควีนแล้ว ยังได้รู้จักที่มาของเพลงฮิตต่างๆ มากมายที่คุ้นหูเราอีกด้วย นอกจากนักแสดงที่แคสต์ออกมาได้เหมือนและดีงามแล้ว งานวิชวลต่างๆ ก็ทำได้ค่อนข้างดีแทบไม่มีอะไรให้ติชมเลย

สรุป 

โดยรวมแล้วไม่อยากให้พลาดเลย รับรองว่าไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน แม้ว่าคุณจะไม่ใช่แฟนคลับวงควีนก็สามารถดูได้ เพราะได้ทั้งทำความรู้จักร็อคแบนที่เป็นตำนานนี้แล้วยังเหมือนดูหนังร็อคสตาร์ดีๆสักเรื่องด้วย และถ้ายิ่งคุณเป็นแฟนวงนี้แล้วล่ะก็ ยิ่งห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง รับรองว่าซาบซึ้งและประทับใจอย่างแน่นอน และผมขอแนะนำให้ลองไปชมในระบบ IMAX เลยฮะ เสียงแน่น ภาพเต็ม อิ่มใจอย่างแน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.6
7 พฤศจิกายน 2561 16:10:33

[รีวิว] Shadow - จอมคนกระบี่เงา
--- 7.5/10 ---
เปรียบดั่งยอดงานศิลป์
“เป็นหนังดี...ที่ไม่สนุก”

หนังจากยอดผู้กำกับแห่งเมืองจีนอย่าง จาง อี้โหมว ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนในงานด้านภาพและดนตรีประกอบ ซึ่งแต่ละเรื่องของเฮียแกก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ ในสองจุดนี้ และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายสำนักต่างบอกว่า เป็นงานภาพที่ดีที่สุดที่ จาง อี้โหมว เคยทำมาเลยทีเดียว

Shadow ว่าด้วยเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องเป็นเงาให้กับแม่ทัพ คือปลอมตัวเป็นขุนศึกยอดนักรบ และกระทำทุกอย่างแทนตัวจริง เนื่องด้วยตัวจริงกำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ โดยร่างเงาต้องทนทุกแรงกดดันจากศัตรูหรือแม้กระทั่งพันธมิตร

ต้องบอกเลยหนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน มันเป็นหนัง Slow Burn แบบสุดๆ เพราะหนังมีการดำเนินเรื่องที่เนิบมาก ช้ามาก มากถึงมากที่สุด ใครอดหลับอดนอน หรือกินอิ่มๆ ไปดูนี่คุณสามารถหลับในโรงหนังได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย และอย่าเข้าใจผิดว่ามันเป็นหนังแอ็คชั่น เพราะมันไม่ใช่เลย หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า แฝงปรัชญา และแนวคิด การนำเสนอของหนังต่างหาก

เริ่มจากสิ่งที่สุดและชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้ เลยคือ เอกลักษณ์ในการทำภาพของผู้กำกับเรื่องนี้นี่แหละ จะบอกว่างานภาพของเขาก็คือผลงานศิลปะดีๆ สักชิ้นเลยก็ไม่ผิด เพราะภาพในเรื่องนี้เป็นการผสมผสานการใช้แนวพู่กันจีนเข้าไปงานภาพได้อย่างลงตัว การคุมโทนสีที่เกี่ยวข้องกับเนื้องเรื่องอย่างลงตัว และจริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ภาพขาวดำแต่อย่างใด แต่เปรียบเสมือนสีที่ไม่มีสีต่างหาก แต่ยังคงสีผิวเอาไว้ ซึ่งแต่ละฉากมันงดงามเสียหลือเกิน รองลงมาคือเรื่องเพลงประกอบ ที่ใช้เสียงพิณทำ รู้สึกมันเข้ากั๊นเข้ากันกับหนังในทุกๆ ฉาก รวมทั้งมันยังส่งผลกับอารมณ์ของหนังในแต่ละฉากได้เป็นอย่างดี

หนังเรื่องนี้ไม่พยายามทำตัวเองให้เป็นหนังฮอลลีวูดจ๋า หลังจากที่ตัว จาง อี้โหมว เคยทดลองทำมาแล้วในหนังก่อนหน้านี้ (ที่โดนด่าเละ) ในเรื่อง The Great Wall ซึ่งไอ้เรื่องนั้นเน้นแอ็คชั่นแบบสุดโต่งเลย พอมาเรื่องนี้ก็เหมือนได้กลับมาทำงานที่ตัวเองถนัดอย่างที่เคยทำสำเร็จมา หนังดำเนินเรื่องได้ตรงไปตรงมา เล่าตั้งแต่ต้นจนจบแบบไม่หลุดประเด็น หนังปูเรื่องทุกอย่างและถูกร้องเรียงตั้งแต่ต้นจนจบออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งไหลลื่นและงดงาม

ปัญหาคือหนังมันเล่าเรื่องได้อย่างน่าชวนหาวแบบสุดๆ เพราะมันทั้งปูเรื่องยาว เล่าเรื่องอย่างนาบๆ ยืดๆ และหนังต้องเก็บรายละเอียดเยอะพอสมควร เนื้อเรื่องไม่ได้เข้าใจง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป ถ้าคุณพลาดอาจจะดูหนังไม่รู้เรื่องเลย และอารมณ์ของตัวละครที่อาจดูไม่ต่อเนื่อง โดดๆ ไปบ้าง ซึ่งมันสงผลให้ขัดอารมณ์คนดูพอสมควร

สรุป หนังเหมาะสมหรับคนชอบหนังแนวดำเนินเรื่องช้าๆ เหมือนเดินเสพงานศิลป์ตามหอศิลป์ต่างๆ ค่อยๆ ซึมซับทีละนิดละหน่อย แต่ถ้าคุณชอบหนังฮอลลีวูด แอ็คชั่น หวังจะได้เห็นการต่อสู้ฟาดฟัน และดำเนินเรื่องเร็วๆ เราแนะนำว่าให้ผ่านเรื่องนี้ไปดีกว่า

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
7.5
6 พฤศจิกายน 2561 20:43:42

The Nutcracker and the Four Realms " เดอะนัทแคร็กเกอร์กับสี่อาณาจักรมหัศจรรย์ "

100 min | Adventure/Fantasy | Directed by Lasse Hallstrom , Joe Johnston 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ คลาร่า เด็กสาวที่พึ่งสูญเสียแม่ที่เธอรักมากไป โดยสิ่งที่แม่ของเธอทิ้งไว้เป็นสิ่งของและกุญแจลึกลับที่นำพาไปคลาร่าไปสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาของเล่นที่มีชีวิตและสิ่งอัศจรรย์อันน่าพิศวงมากมาย 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

เป็นหนังที่ต้องยอมรับเลยว่าต้องประครองสติในการรับชมประมาณนึง เพราะถึงแม้ว่าหนังจะสั้นขนาดไหนก็ตาม แต่คุณก็จะรู้สึกเบื่อและรู้สึกยาวนานเหลือเกินอยู่ดี เพราะมันแทบไม่มีปริศนาอะไรซ่อนอยู่จริงๆ และคอนฟลิกของหนังก็ช่างง่ายดายเหลือเกิน หากคุณอายุเกินสองหลักไปแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรู้สึกตกใจหรือเซอร์ไพร์สอะไรจากหนัง ทำให้ถ้าพูดกันตรงๆ หนังค่อนข้างน่าเบื่อมาก ง่วงมาก เดชะบุญที่หนังไม่ได้ยาวอะไรนัก 

ในด้านของงานสร้าง คือด้วยความที่โลกเรามีหนังแฟนตาซี(จ๋าๆ)แบบนี้ไปหลายต่อหลายเรื่องแล้ว วิชวลของหนังจึงไม่ได้แปลกหูแปลกตาเราเท่าไหร่นัก ตรงจุดนี้จึงแทบพยุงหนังไว้ไม่ได้เลย ส่วนบรรดานักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งหลายก็ช่วยอะไรหนังไว้ไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่น่าชื่นชม 

บอกยากมากว่าชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ แต่ถ้าจะให้หยิบความดีงามของหนังมาสักอย่างนึง ก็คงจะเป็น หน้าตาน่ารัก ๆ ของน้อง แม็คเคนซี่ ฟอย นางเอกของเรื่อง ที่เคยผ่านหูผ่านตาจากหนังหลายต่อหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น The Twilight Saga, Conjuring หรือ Interstellar ที่พออาจจะช่วยดึงให้เราอยู่กับหนังได้บ้าง 

สรุป 

คือถ้าชอบหนังแนวผจญภัยในดินแดนแฟนตาซี ที่ดูไม่ยาก ไม่เน้นความซับซ้อนอะไร ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงก็อาจจะถูกจริตกับหนังเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าไม่ !! แนะนำให้ผ่านไปจะดีกว่าครับผม 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.2
10 พฤศจิกายน 2561 21:59:35
เข้าฉายที่ภูเก็ตวันไหนค่ะ อยากรู้เพราะว่าตอนนี้ยังไม่มีค่ะ
5 พฤศจิกายน 2561 10:32:05

[รีวิว] Bohemian Rhapsody
--- 9.5/10 ---
งดงาม ขนลุก น่าประทับใจ
“เล่าเรื่องราวของนักร้องนำวงควีนผ่านการแสดงได้ยอดเยี่ยม ฉากการแสดงคอนเสิร์ตสุดแสนประทับใจ ขนาดไม่ใช่แฟนคลับวงนี้ยังโคตะระอินเลย”

สดุดีองค์ราชินี...Bohemian Rhapsody เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักร้องนำของวงอย่าง Freddie Mercury ที่ตัวหนังถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ยังวัยรุ่น เริ่มตั้งวง รวมถึงสุดยอดการแสดงที่คอนเสิร์ต Live Aid ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย บอกได้เลยว่าถ้าใครเป็นแฟนคลับต้องอินแบบสุดๆ ถ้าใครไม่ใช่แฟนคลับหรือไม่รู้จักวงนี้ นักร้องนำวงนี้มาก่อนพอมาดูแล้วจะต้องรู้จักและจดจำไปอีกนานแน่นอน

เชื่อเลยว่าใครหลายคนที่ไม่รู้จักเขาหรือวง Queen ก็จะต้องคุ้นเคย หรือเคยได้ยินเพลงของวงนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็น Don’t Stop Me Now, Somebody To Love, Radio Gaga, We Will Rock You หรือยอดเพลงอย่าง We Are The Champions แถมในหนังยังบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของแต่ละเพลงในวงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

จุดแรกที่ชอบมากๆ และเหนือความคาดหมายสุดๆ คือการแสดงของ Rami Malek ให้ 10/10 ไปเลย ที่โดยส่วนตัวเคยเห็นการแสดงแข็งๆ ทื่อๆ มาแล้วในซีรีย์ Mr. Robot (ไม่ใช่เขาแสดงแข็งแบบไม่ดี แต่คือบทให้เขาเป็นแบบนั้น) พอมาเห็นการแสดงของเขาในเรื่องนี้ต้องบอกได้เลยว่าอึ้งไปเลย ถ่ายทอดความเป็น Freddie Mercury ได้ดีมาก คิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครเหมาะสมจะรับบท Freddie Mercury ได้เท่าเขาหรือเปล่า รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในวงด้วย เรียกได้ว่าทั้งวง Queen แคสตัวมาได้เหมือนมากๆ

ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนคลับวงนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ฟังผลงาน และเคยได้ยินกิตติศัพท์ของวงนี้มามากเช่นกัน โดยเฉพาะสุดยอดการแสดงในคอนเสิร์ตการกุศล Live Aid ที่นับได้ว่าเป็นการแสดงที่โคะตะระยอดเยี่ยมมาก หนังก็ได้ถ่ายทอดการแสดงสุดยอดครั้งนั้นออกมาเหมือนกัน และทำเอาขนลุกเลยทีเดียว เพราะมันเหมือนมาก อาจจะไม่เป๊ะ และไม่ได้เห็นครบถ้วนในการแสดงนั้น แต่ทั้งการแสดงออก ท่าทาง การเคลื่อนไหวบนเวทีต่างๆ เรียกได้ว่าเหมือนจริงๆ มันสุดยอดมาก สุดยอดจริงๆ ทั้งบรรยากาศ การแสดง มันทำให้เราเหมือนไปอยู่ในคอนเสิร์ตนั้นเลยจริงๆ นี่ขนาดเป็นการแสดงยังสุดยอดขนาดนี้ ลองนึกดูสิว่าของจริงมันจะยอดขนาดไหน

การดำเนินเรื่องก็ยังร้อยเรียงออกมาได้ไม่น่าเบื่อ ทำให้เราได้รู้จัก Freddy Mercury ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะนิสัยใจคอ ความชอบ หรือรสนิยมทางเพศ ก็ตาม เราจะเห็นได้เลยว่าถึงแม้เบื้องหน้าเขาจะเต็มที่กับเวที คนดู หรือมีคนรักเขามากมายทั่วโลกแค่ไหน ต้องเบื้องหลังเขากลับโดดเดี่ยวมากๆ และเพื่อนเขาไม่ได้มีเยอะเลย หนังพาคนดูไปเข้าใจในตัวละครตัวนี้ พาเข้าไปในความคิดของผู้ชายคนนี้ได้ดีเลยทีเดียว อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ถ้าใครไม่เคยได้ยินหรือรู้จักชื่อผู้ชายคนนี้ พอคุณมาดูจะต้องรู้จักชื่อของชายคนนี้และจดจำเขาไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

แต่ก็ยังมีข้อที่น่าเสียดายอยู่นิดหน่อย ถึงแม้หนังจะเล่าได้ไม่น่าเบื่อ แต่หนังก็ยังขาดรายละเอียดที่ทำให้ตัวเราสงสัยอยู่เหมือนกัน เช่น ทำไม Freddy Mercury ถึงเล่นดนตรีเป็น? อะไรทำนองนั้น และที่น่าเสียดายและเราอยากเห็นมากๆ คือ การแสดงในคอนเสิร์ต Live Aid ที่ในหนังไม่ได้เอามาครบ ถ้าถ่ายทอดและนำมาให้เห็นครบจะให้ 10 เต็ม 10 เลยจริงๆ

สรุปแล้ว ทั้งแฟนคลับวงนี้ และไม่ใช่แฟนคลับวงนี้ก็ควรไปดู เพราะหนังมันดีจริงๆ ขนาดส่วนตัวไม่ใช่แฟนคลับจะขนลุก และอินไม่น้อยเลย ไม่แน่ว่าหลายคนอาจกลับไปหาเพลงของวงนี้ฟังเลยก็เป็นได้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
9.5
4 พฤศจิกายน 2561 22:03:09

รอด...ไม่รอด! - รีวิว 'โนราห์' ฉบับเด็กเดินตั๋ว

ด้วยความที่หนังแนวแฟนตาซีกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยช่วงนี้ฉายอยู่ในโรงและเตรียมจะเข้าฉายหลายเรื่องอยู่ ทั้งนาคี, ปาฎิหาริย์แก้วนาคราช และโนราห์ก็เป็นหนึ่งในนั้น... หน้าหนังทำออกมาดีมาก ตอนตัวอย่างหนังออกมา ซีจีเมืองนครพัทลุงดูว้าวมากๆ ทำให้เด็กเดินตั๋วเปิดใจอยากเข้ามาสนับสนุนหนังไทยเรื่องนี้อีกเรื่องนึงเลย หลังจากที่เพิ่งดูนาคีและโฮมสเตย์มา

ดีไหม?
หลังจากดูจบก็ถามตัวเองว่า...ดีไหม...ได้อะไรไหม สนุกไหม... บอกตรงๆ ว่าจนถึงตรงนี้ก็แอบพูดอยากอยู่ จะสนุกก็มุกเดิมๆ มุกขำๆ เรื่อยๆ เชยๆ ส่วนซีจีที่พาเด็กเดินตั๋วเข้ามาดูนั้น ก็แอบดีบ้าง แอบลอย แอบง่อยบ้างคละๆ กันไป... ว่ากันถึงตัวหนัง เนื้อเรื่องที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล ดูไปดูมาประเด็นที่หนังสื่อสารถึงเราค่อนข้างจำเจ รักษาอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้าน แต่ตรรกะการนำเสนอทางความคิดค่อนข้างไม่สมเหตุสมผลจริงๆ เลย 

อินกับโนราห์...ไหม?
บอกเลยจากหนังทำให้เราเข้าใจ รู้จักโนราห์น้อยมาก แทบไม่ต่างจากตอนก่อนดูเลย รู้ประวัติที่มาที่ไปมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้อิน รู้สึกเข้าอกเข้าใจ เปรียบกับตอนดูนาคีเด็กเดินตั๋วยังรู้สึกเข้าอกเข้าใจความผูกพันระหว่างชาวหนองคายกับพญานาคมากกว่าเข้าใจความผูกพันระหว่างชาวพัทลุงกับโนราห์ เลยแอบผิดหวังกับการถ่ายทอดเรื่องราวไปบ้าง

ส่วนในเรื่องงานสร้าง โปรดักชั่นก็ดีเป็นมาตรฐานหนังไทยดีๆ เรื่องนึง เป็นรองๆ ค่ายสหมงคลอยู่หน่อย เช่นปืนใหญ่จอมสลัด, ขุนพันธ์ แต่ก็น่าชื่นชม ภาพสวยมาก ดูเห็นทะเลก็สดชื่นแล้ว แม้ซีจีบางทีก็แอบลอยๆ แต่ที่สวยงามอลังการก็น่าชื่นชม

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.4
1 พฤศจิกายน 2561 00:05:25



Homestay | ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ

หนัง GDH ที่ผสมอารมณ์หลากหลายในคราวเดียวอย่างน่าสนใจ โดยมีโครงเรื่องเข้มๆ จากญี่ปุ่นเรื่อง Colorful เป็นแรงบันดาลใจ และด้วยบทที่แข็งแกร่งนี้ประกอบกับการเล่าเรื่องตรงไปตรงมาที่เนี๊ยบตามฉบับ GDH ทำให้ได้หนังดราม่าเรียกน้ำตา ที่จะสะท้อนก้องเข้าไปในใจของคนซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และคนที่ไม่สามารถออกจากตัวเองไปได้ หนังเรื่องนี้แสดงส่วนที่เรียกว่า “ความจริงมันน่าเจ็บปวด แต่ความจริงเท่านั้นที่ช่วยเราออกมาได้” อย่างตรงไปตรงมาสุดๆ แต่จุดจดจำอาจน้อยไปหน่อย และมีช่วงยืดช้าไปบ้าง

โฮมเสตย์เป็นเรื่องราวของวิญญาณเร่รอนตนหนึ่งที่ถูกรางวัล กลับเข้าไปในร่างฆ่าตัวตายที่ชือ “มิน” โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตอบกับผู้คุมให้ได้ว่ามินตายเพราะใคร โดยมีเวลาให้ 100 วัน มีโอกาสตอบครั้งเดียว หากตอบถูกนาฬิกาที่นับถอยหลังจะหยุดลง และร่างนี้ก็จะเป็นของวิญญาณเร่ร่อนไปตลอดกาล

GDH ได้ดัดแปลงวิธีการเล่าเรื่องไปเป็นฉบับตัวเอง คราวนี้เป็นเลือกใช้โครงสร้างตระกูลดราม่าเรียกน้ำตาแบบปกติ คือช่วงแรกจะมีความสุขมากๆ ก่อนจะฆ่าคนดูด้วยมหกรรมความเจ็บปวดของชีวิต โดยจะพิเศษหน่อยด้วยการคละแซมด้วยการสืบสวนระทึกขวัญ กับเรื่องราวเหนือจริงของผู้คุมวิญญาณ จะมีฉากแสดงอภินิหารที่เรียบเนียนไปกับเรื่อง ทำให้ได้ความตื่นตาด้านโปรดักชั่นไปพร้อมกับเรื่องที่เข้มข้น

ในส่วนนี้แอบติดอยู่บ้าง จริงๆ ออกจะโชว์มากไปหน่อยด้วยซ้ำ เหมือนบางครั้งฉากตระกาลตาหยุดเวลาเหล่านี้ก็ไม่ได้สำคัญกับนัยยะของเรื่องมากนัก แต่ในส่วนอื่นๆของการเล่าเรื่องนั้นทำออกมาได้ดี คือตัดต่อออกมาได้งดงามมากๆ โดยเฉพาะการใช้เสียงและการเชื่อมซีนที่ไม่รู้สึกสะดุดใดๆ เป็นหนังไหลลื่นที่แอบช้าบ้าง แต่เรียกความดราม่าออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยต้องขอบคุณงานภาพที่เข้มข้นสวยงามอีกด้วย แต่การเดินเรื่องที่ให้เวลากับความสงสัยมากไปก็ทำให้อึดอึดบ้างเป็นระยะๆ

ในส่วนของตัวเรื่องมีความน่าสนใจเป็นพิเศษอยู่ เหมือนโครงสร้างเรื่องจากญี่ปุ่นจะทำการบ้านด้านจิตวิทยาและตัวละครเหล่านี้มาเป็นอย่างดี ส่วนตัวแล้วผมมีโอกาสได้ไปเกี่ยวข้องการงานด้านจิตวิทยา ทำให้รู้ว่าการสืบค้นที่ “ผู้คุม” ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับมิน รวมไปถึงคำตอบสุดท้ายที่มินให้นั้นเป็นคอนเซ็ปของจิตวิทยาปรึกษาที่จะพาไปเผชิญหน้ากับ “ความจริง” กับผู้รับการปรึกษาทั้งหลาย

และปัญหาคือเรามักจะลืมไปว่า “ความจริง” มันมีหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะกับมิน พาย เพื่อน และครอบครัวเท่านั้น แต่ในเชิงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตด้วย

ความจริงเจ็บปวดเสมอ แต่ก็มีแต่ความจริงเท่านั้นแหละที่จะคลี่คลายทุกอย่างได้...


ถือว่าเป็นหนังที่ให้ความอิ่นเอมสมบูรณ์ในตัวมัน และก็อาจมีส่วนที่กระแทกใจคนซึมเศร้า คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย คนทีออกจากปัญหาตัวเองไม่ได้อยู่เยอะมากๆ ปกติจิตวิทยาปรึกษาจะค่อยๆพาเราสำรวจเรื่องราวในชีวิต ปมต่างๆอย่างปลอดภัย เป็นพื้นที่ว่างเปล่าและค่อยๆสร้างเขาขึ้นมา แต่เรื่องนี้ออกจะขี้เล่น ขี้แกล้ง และกระแทกรุนแรงไปเสียหน่อยน่ะนะ

เป็นหนัง GDH ที่สมมาตรฐาน CG สวยหยด นักแสดงน่ารักน่าชัง ผมรักความทะเยอะทะยานของมันมากๆเลยล่ะ อยากให้มันได้ไปไกลเหมือนกับฉลาดเกมส์โกง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8
31 ตุลาคม 2561 22:47:18

ตรงไปตรงมา...จากใจ 'เด็กเดินตั๋ว'

บอกเลยว่าคาดหวังกับโฮมสเตย์ค่อนข้างมาก ด้วยความเป็นมาตรฐานระดับ GDH หนึ่งในค่ายหนังไทยที่รักษาคุณภาพและรสชาติหนังไว้ได้เป็นเอกลักษณ์มาเสมอ และด้วยตัวอย่างหนังต่างๆ ที่ปล่อยออกมาดูค่อนข้างว้าวมาก บอกเลยเรื่องนี้มาดูเพราะซีจี มีช็อตที่ตกหน้าต่างเหมือนในฉากหนึ่งของเรื่อง Doctor Strange เลย ได้ฟิลแบบฮอลลีวู้ดมากๆ เลยอยากดูว่าหนังไทยตอนนี้ไปถึงไหนกันแล้ว

บอกเลยว่ารู้สึกเฉยๆ แฮะ ฉากขายก็อยู่ในตัวอย่างเสียหมดแล้ว แอบคาดหวังว่าจะมีฉากซีจีแจ่มๆ เยอะกว่านี้นะ ส่วนการกำกับของพี่กอล์ฟ ภาคภูมิ (ผู้กำกับบอดี้ ศพ19, ห้าแพร่งตอนหลาวชะโอน) ก็รู้สึกว่างานวิชวลพี่แกเด็ดจริงๆ นะ วิธีการเล่าเรื่องคลายปมก็ซับซ้อนสมกับเป็นพี่กอล์ฟดี ส่วนที่เหลือก็แบบในแบบ GDH อ่ะ ทั้งบทพูด การแสดง เรื่องราว การเริ่ม การจบ การผลิตงานสร้างโปรดักชั่นต่างๆ มันเป็นเอกลักษณ์จนเหมือนจะตายตัวไปเลย แทบจะเดาเรื่องได้เลย ไม่ค่อยสะเทือนต่อมว้าวของเด็กเดินตั๋วสักเท่าไหร่ ภาพที่เหลือก็เป็นในมาตรฐานของ GDH ไม่ได้มีมุมแบบฮอลลีวู้ดอะไรมากนะ แต่บางฉากก็ให้อารมณ์แบบในภาพยนตร์ Anime แบบมีกลิ่นๆ อยู่

สำหรับการแสดงของเจมส์และเฌอปราง ก็แอบอึ้งในบทที่ท้าทายน้องอยู่ ท้าทายมากๆ จะท้าทายน้องท้าทายคนดู ท้าทายโอตะอะไรขนาดน้านนนน ชื่นชมในหลายฉากมาก ไม่ห่วงหล่อ ห่วงสวยกันเลย เล่นเป็นหนัง เป็นชีวิตกันจริงๆ แอบชื่นชอบคาแรกเตอร์ของตัวรองหลายๆ ตัวด้วยซ้ำ เช่นพี่สู่ขวัญ หรือน้องทอมเพื่อนพระเอก ก็เล่นถ่ายทอดอารมณ์ส่งมาได้จริงๆ

หลายคนหลายความคิด ต่างคนต่างดูต่างมุมมอง ไม่อยากให้เอาบทวิจารณ์หรือคอมเม้นท์ต่างๆ มาขวางทางทุกคนจากการดูหนังให้สนุกเลย หลายคนดูก็สะเทือนใจ สะเทือนชีวิตของเขาในส่วนต่างๆของหนังที่แตกต่างกันไป เรื่องนี้เป็นอีกหนังไทยที่มีคุณภาพและนำพาความคิดเราได้จริงๆ อยากให้ทุกคนได้ไปดูด้วยความว่างเปล่า ด้วยความไม่คาดหวังอะไรแล้วสนุกกับหนัง อินกับหนังให้เต็มที่ครับ

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8
31 ตุลาคม 2561 10:09:39

[รีวิว] Halloween
--- 9/10 ---
การกลับมาที่คุ้มค่ากับการรอคอย
“ไล่ล่าโหด สนุก ระทึก ตื่นเต้น เพลงประกอบก็ดี แถมยังเคารพต้นฉบับสูงมาก”

ต้องบอกเลยว่า ส่วนตัวชอบหนังแนวนี้มาก และติดตามมาโดยตลอด ตั้งแต่ได้ข่าวว่าจะมีการนำหนังเรื่อง Halloween มาทำใหม่ ก็รู้สึกตื่นเต้น ปนดีใจอย่างบอกไม่ถูก และยิ่งใกล้ถึงวันฉาย ก็แทบจะรอไม่ได้ที่จะต้องหาเวลาไปดูให้จงได้ แต่ก็มีแอบหวั่นๆ ใจอยู่เล็กน้อย เพราะหลายๆ ภาคของแฟรนไชส์เรื่องนี้ที่ถูกทำออกมามันมักจะไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่ แต่พอเห็นคะแนนรีวิวชุดแรกจากต่างประเทศของภาค 2018 นี้ ก็ชื่นใจ และกระตุ้นต่อมอยากดูได้เป็นอย่างดี

หนังเรื่องนี้เป็นการนำมาทำใหม่ครั้งที่ 11 แล้ว โดยจะมีเนื้อหาต่อจากต้นฉบับในปี 1978 และนางเอกอย่าง Laurie Strode ก็ยังได้ Jamie Lee Curtis มารับบทเดิมอีกด้วย คือถ้าใครได้ดูภาคต้นฉบับมาก็จะเข้าใจหลายๆ อย่างในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ถ้าใครไม่ได้ดูก็จะยังคงเข้าใจอยู่ดี เพราะมีการกล่าวถึงเล็กๆ น้อยๆ ถ้าอยากหาดูก็ดูแค่ภาคแรก Halloween 1978 ก็พอ

เรื่องราวในเรื่องนี้จะเป็นเหตุการณ์ 40 ปีให้หลังเหตุการณ์ในต้นฉบับ เมื่อ Michael Myers หรือไอ้เจ้าฆาตกรหน้ากากขาวเนี่ย หนีออกมาเพื่อมาตามไล่ล่า Laurie น้องสาวของเขา แต่ในครั้งนี้ Laurie ไม่ยอมเป็นผู้ถูกล่าอย่างเดียว เพราะเธอจะล่าบ้าง! เธอได้เตรียมการต้อนรับ Michael เป็นอย่างดี

ก่อนดูรู้สึกตื่นเต้นมาก พอหลังจากดูจบรู้สึกดีใจ อิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก โดยความประทับใจแรกตั้งแต่เปิดเรื่องเลยคือ “เพลง” เสียงเพลงที่เราคุ้นเคยกันกับแฟรนไชส์ Halloween ในเรื่องนี้ก็ยังคงถูกนำมาถ่ายทอดให้เราได้ฟังกัน ซึ่งขึ้นมาปั๊บ เผลอยิ้มออกมาอย่างดีใจ หนังเรื่องนี้ให้ความเคารพความเป็นต้นฉบับสูงมาก ทั้งตัวอักษร มุมกล้อง การลำดับภาพ เสียงประกอบฉากต่างๆ หรือฉากต่างๆ ที่คุ้นเคยจากในภาคต้นฉบับ รวมทั้งมีฉากเชยๆ ของเหล่าเหยื่อโง่ๆ เช่นการสะดุดล้มแล้วโดนฆ่าอะไรทำนองนั้น แต่ก็กลบได้ด้วยความโหด รุนแรง แทน แถมยังมีการเรียกชื่อของ Michael Myers อย่างที่ต้นฉบับทำอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น “Boogeyman” หรือชื่อที่ผู้กำกับต้นฉบับ John Carpenter เรียก Michael Myers ไว้ในสคริปท์อย่าง “The Shape”

เรื่องที่ชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ หนังไม่จำเป็นต้องให้เราเห็นฉากฆ่าทุกฉาก เหมือนดั่งที่ต้นฉบับเคยทำไว้ แต่ปล่อยให้คนดูจินตนาการถึงการฆ่าเหล่านั้น ว่ามันจะโหดได้แค่ไหน แต่พอให้เห็นฉากฆ่าเต็มๆ มันก็ช่างรุนแรง โหด ซะเหลือเกิน

อีกหนึ่งอย่างที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ตัวหนังและเนื้อหาเลยก็คือ “ดนตรีประกอบ” มันทั้งลงตัวเข้ากันกับหนังมากๆ และมาในจังหวะที่ถูกที่ควรอยู่เสมอๆ มีกลิ่นอายความเป็นหนังเชือดแบบคลาสสิค ทั้งหมดนั้นก็ต้องชื่นชม John Carpenter ผู้กำกับหนังต้นฉบับ Halloween 1978 ด้วยความที่เขาชอบแต่งเพลงประกอบให้หนังที่เขากำกับอยู่แล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

จุดที่หักคะแนนไปคือประเด็นแม่และลูกของ Laurie ที่ดูจะเปราะบางไปหน่อย และการแสดงของ Jamie Lee Curtis ที่ถือว่าเธอเล่นดีเลยแหละ แต่มีการแสดงอารมณ์หลายๆ ช่วงมันโดด และไม่ต่อเนื่อง จนทำให้มันรู้สึกแปลกๆ ไปหน่อย และรู้สึกมันเล่นใหญ่เกินเบอร์ไปสักหน่อย กับสิ่งที่ทุกคนหวาดผวาในตัว Michael จริงๆ มันจะไม่แปลกเลย ถ้ามันไม่ได้ต่อจากภาคแรก แต่ไอ้เหตุการณ์ที่ Laurie เตรียมรับมือกับ Michael นั้นคิดว่ามันมากไป เพราะมันเป็นเหตุการณ์ต่อจากภาคแรก Michael พึ่งฆ่าคนไปไม่กี่คน แต่ตัว Laurie เองเหมือนเจอกับ Michael มาแล้วหลาย 10 ครั้ง ฆ่าคนมาแล้วหลาย 100 คนยังไงยังงั้น แต่ทั้งๆ ที่พึ่งฆ่าไปจริงๆ ในภาคแรกแค่ 5 คนเท่านั้น เลยหักคะแนนไปสักหน่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้หนังมันสนุกน้อยลง

สรุป คอหนังแนวนี้หรือแฟนคลับของ Michael Myers ไม่ควรพลาดจริงๆ และใครที่อยากหาหนังสนุก ระทึกดูสักเรื่อง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์มากๆ จ้า

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
9
31 ตุลาคม 2561 07:43:51

Homestay (2018)

หนังไทยที่มีคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งเลย โดยเฉพาะ CG ที่เนียนมาก การดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ อีกทั้งนักแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีเกินคาด(โดยเฉพาะเจมส์ และพี่สู่ขวัญ ที่แสดงออกได้ดีมาก จริงๆ เป็นสองคนที่แบกหนังเรื่องนี้ไว้เลย ถ้าไม่ได้สองคนนี้บอกเลยว่าเละแน่ๆ)

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ วิญญาณที่ได้รับรางวัลให้มาอยู่ในร่างของคนที่ชื่อ "มิน" ที่ฆ่าตัวตาย เรียกร่างนี้ว่า Homestay แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องหาว่าใครที่ทำให้มินฆ่าตัวตายในเวลา 100 วัน

เนื้อเรื่องนี้อิงจากต้นฉบับจากหนังสือเรื่อง Colorful เขียนโดย Mori Eto โดยในหนังสือก็ใช้ชื่อร่างมนุษย์ว่า Homestay เหมือนกัน แต่เนื้อเรื่องมีความแตกต่างตามบริบทครับ 

ด้านการดำเนินเรื่องและบทหนัง ก็ลื่นไหล ดูสนุก ลุ้นจนจบเรื่อง แต่ถ้าถามตัวผม ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร เราเดาเนื้อเรื่องได้ง่ายเกินไปนิด ยิ่งถ้าดูตัวอย่างหนังมาก่อนก็แทบจะเดาเรื่องได้หมดเลย พอดูจบก็จบกัน ไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะดูซ้ำ (ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)

ทางด้านนักแสดง อย่างที่กล่าวข้างต้น เจมส์(แสดงเป็น มิน)เล่นดีมาก แสดงอารมณ์ได้หลากหลาย และทำให้เราเชื่อว่าตัวละคร มิน มันมีอารมณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆ ส่วนอีกคนที่ต้องชื่นชมก็คือสู่ขวัญ ไม่อยากเชื่อ ว่าจะแสดงเก่งมาก บทเศร้าคือเศร้ามาก บทน่ารักครอบครัวก็น่ารักไปเลย ทั้งสองคนถือว่าเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้หนังมันดูดีขึ้นมามาก อีกคนนึ่งที่จะกล่าวถึงคือเฌอปราง จริงๆ เป็นตัวละครที่บทเยอะเกินความจำเป็น กล่าวบ่อยพอสมควรจนมันล้น ประกอบกับแสดงหนังเรื่องแรกด้วยรึป่าว จึงแอบรู้สึกว่าเกร็งๆ ไม่ธรรมชาติ จริงๆ ไม่รู้ว่าหนังต้องการให้โอตะหรือแฟนคลับเข้ามาดูรึป่าว แต่ถ้าขายแบบนี้บ่อยๆ ผมว่าไม่โอเคนะ 

สุดท้ายที่ต้องชื่นชมคือ CG มันดีงามมากเลย สวยมาก แต่ต้องเข้าให้ทันหนังเริ่มเพราะมันมาตั้งแต่ต้นๆเรื่องเลย อันนี้ชื่นชมมาก GDH พัฒนาด้านนี้มาได้ไกลจริงๆ 

สรุป เป็นหนังที่ดูสนุกคุ้มเงินที่เสียไปครับ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
30 ตุลาคม 2561 17:14:53

[รีวิว] Rampant - นครนรกซอมบี้คลั่ง
--- 5/10 ---
ผิดหวังที่สุดในรอบปี
“ปูเรื่องได้ยืดมาก น่าเบื่อ ชวนหาวตลอดทั้งเรื่อง”

หนังจากทีมผู้สร้างเดียวกับยอดหนังซอมบี้แห่งประวัติกาลของเอเชียอย่าง Train to Busan ซึ่งเราก็คาดหวังกับหนังเรื่องนี้มากๆ ด้วยความที่ถูกโปรโมทแล้วยกหนังเรื่อง Train to Busan มาพูดถึงคู่กัน บวกด้วยความเป็นหนังซอมบี้ยุคพีเรียตที่น่าสนใจ และปฏิเสธไม่ได้เลยแม้แต่น้อยว่ามันโคตะระจะน่าดู แต่พอได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่าผิดหวังมากๆ

Rampant ว่าด้วยเรื่องของอาณาจักรโชซอนที่มีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้น แถมในเมืองยังเกิดการรุกรานของซอมบี้ และลูกชายของผู้สืบทอดบัลลังก์ก็กลับมายังบ้านเกิดเพื่อสานต่อสิ่งที่พี่ชายได้มอบหมายไว้ให้ทำ เขาต้องมาต่อสู้เพื่อปกป้องอาณาจักรที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้

ใช่แล้ว แค่ฟังเรื่องย่อมันก็น่าสนใจใช่ไหมหล่ะ? แต่สำหรับเราพอได้ดูแล้วบอกเลยว่าไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลย หนังดำเนินเรื่องและลำดับเหตุการณ์ได้เหมือนกับหนังสัตว์ประหลาดเกาหลีที่พึ่งเข้าโรงไปไม่นานอย่าง Monstrum ที่บอกได้เลยว่าแทบจะเหมือนกันเป๊ะๆ ต่างกันตรงที่เรื่องนั้นเป็น สัตว์ประหลาด เรื่องนี้เป็นซอมบี้ แถม Monstrum ยังสนุกกว่าด้วยซ้ำ!!!

จริงๆ หลายคนอาจนึกถึงความยอดเยี่ยมใน Train to Busan (เช่นเดียวกับเรา) แต่บอกเลยว่า Rampant เทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย ในทุกๆ แง่ หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้ยืด ยืดจนน่าเบื่อมาก จนชวนง่วงแบบสุดๆ หนังปูเรื่องนานมาก คือมันไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเหตุการณ์ให้ออกมาเป็นฉากขนาดนั้นก็ได้ ผ่านมาเกินครึ่งเรื่องถึงจะเข้าประเด็นหลักได้ แม้กระทั่งฉากแอ็คชั่นที่โดยส่วนตัวคาดหวังว่าจะบุกฝ่าดงซอมบี้แบบมันส์ๆ เว่อร์ๆ แต่มันกลับทำได้ไม่หวือหวา ไม่มีความตื่นเต้น และไม่สนุกเลย การตัดต่อในฉากแอ็คชั่นก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกระทึกเลย

เท่านั้นยังไม่พอ หนังยังมีหลากหลายเหตุการณ์ให้ชวนงง กับบทสนทนาที่งงงวยไม่แพ้กัน แถมตัวละครที่เป็นเพื่อนพระเอกที่เหมือนพยายามจะใส่มาให้หนังมันตลก แต่มันกลับกลายเป็นน่ารำคาญ น่ารำคาญถึงขนาดอยากแช่ง ให้มันตายๆ ไปซะตั้งแต่ต้นเรื่อง หมายรวมไปถึงเหล่าซอมบี้ที่ไม่ได้มีความน่ากลัว หรือชวนให้เราตกใจระทึกขวัญอะไรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต่างจากซอมบี้ในเรื่อง Train to Busan อย่างสิ้นเชิง

ความชอบเพียงไม่กี่อย่างในหนังเรื่องนี้คงเป็นแนวคิด การเซ็ทฉากหรือเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นในยุคพีเรียตที่มีเหล่าซอมบี้ในราชวัง และการแต่งหน้าต่างๆ ของซอมบี้เท่านั้นแหละ

สรุป คือทั้งหมดแล้วก็ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแหละ เพราะทั้งหมดก็เป็นความเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆ อยากรู้ก็ต้องมาดูเอง แต่ถ้าถามว่าแนะนำไหม ไม่ดีกว่า? แหะๆ ^^”

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5
30 ตุลาคม 2561 13:57:11

Susperia " กลัว "

152 min | Horror/Mystery | Directed by Luca Guadagnino 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1977 ซูซี่ แบนเนียน นักเต้นชาวอเมริกันเดินทางมายังเบอร์ลิน เพื่อมาตามหาความฝันในคณะบัลเลต์ชื่อดัง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ มาดาม บลองก์ ครูผู้ฝึกสอน ซึ่งคณะบัลเลต์แห่งนี้ดูเหมือนจะมีความลับและมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ !?

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

บอกเลยว่าถ้าให้พูดง่ายๆ (ในฐานะคนไม่เคยดู Suspiria 1977 มาก่อน) อยากเอาหนังไปเปรียบเทียบกับ Mother! ของดาเรน อโรนอฟสกี้มาก ซึ่งหากคุณคิดว่าเรื่องนั้นดูยากแล้วละก็ เรื่องนี้ดูยากกว่าเยอะ ยากทั้งในส่วนของการถ่ายทอดความบิดเบี้ยวอันน่าสยดสยอง ของทั้งร่างกายและจิตใจของตัวละคร ยากทั้งในส่วนของมูดแอนด์โทนของหนังที่พอมาผนวกกับความยาวของหนังแล้ว ไม่ถือว่าเป็นความบันเทิงเลยแม้แต่น้อย และแม้ว่าผมจะเข้าใจแก่นของมัน และพยายามมาปรับให้รีเลทกับวัฒนธรรมหรือขอบเขตความรู้ของเราแล้วก็ตาม Suspiria คือหนังที่พูดถึง สตรีเพศ ศาสนา และความกลัวออกมาได้น่าตะลึงพรึงเพริด แต่หาความบันเทิงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มันเป็นอาร์ทที่หนักมือไปมากจนแทบไม่แคร์คนดูเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหนังความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะประนีประนอมกันบ้างก็ยังดี ฮาาา (แคร์ไม่แคร์ให้ดูที่ฉากจบหลังเครดิตเลย) 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ผู้กำกับกัวดานีโน่กลับมาพร้อมกับพี่สอง สยมภู dp คู่ใจเช่นเคย ซึ่งงานภาพในเรื่องเป็นอีกจุดที่ชูให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ แต่ละซีนมันทำงานของมันได้ดีมาก คือแหวะก็แหวะสุด ลึกลับก็ลึกลับสุด ดิ่งก็ดิ่งสุดมากๆ อีกจุดนึงเลยคือแม้ว่าผมจะบอกว่าหนังไม่แคร์คนดูหรือไม่ประนีประนอมเลย ก็อาจจะไม่ถูก 100% สักทีเดียว เพราะอย่างน้อยๆ ในสิ่งที่ผมบ่นๆ ไป ระหว่างดูก็ไม่ได้รู้สึกว่าทรมานทรกรรมขนาดนั้น เพราะการที่หนังแบ่งเป็นองค์ๆ อย่างชัดเจนช่วยควบคุมให้ความรู้สึกของเราในการดูหนังมันผ่านไปเร็วไม่น้อย 

สรุป 

หากคุณคือสายแมสแบบเต็มขั้น หรือเคยดู Mother! มาแล้วรู้สึกว่า wtf แนะนำให้ผ่านเรื่องนี้ไปจะดีกว่า เพราะอย่างที่ผมกล่าวไป หนังมีปัจจัยมากมายที่พร้อมจะตัดคุณออกจากการดูหนัง เพราะมันไม่ใช่หนังที่ให้ความบันเทิงเลยแม้แต่น้อย แต่หากว่าอยากลองของ อยากจัดอาร์ทหนักๆ อยากท้าให้ลองดูครับ เพราะว่าหนังมีเรื่องให้เราอยากรู้ อยากคิด อยากตีความกันจนปวดหัวอย่างแน่นอนครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.5
30 ตุลาคม 2561 11:23:46

Homestay " โฮมสเตย์ "

135 min | Thriller/Fantasy | Directed by Parkpoom Wongpoom

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

โฮมสเตย์ เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของ วิญญาณ เร่ร่อนที่ได้รับรางวัลให้มาอยู่ในร่างของมิน นักเรียนม.ปลายที่พึ่งจะฆ่าตัวตาย โดยเงื่อนไขคือต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามินตายเพราะใครภายใน 100 วัน หากทำได้จะได้อยู่ร่างนี้ แต่หากทำไม่ได้ก็จะตายและวิญญาณก็จะไม่ได้ไปผุดไปเกิดอีกเลย เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าใครกันที่ทำให้มินตาย ก่อนที่เวลาจะหมดลง

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

เป็นหนังที่ชอบในแง่มุมของการถ่ายทำ โปรดัคชั่นต่าง #ๆ งานคราฟในส่วนนี้มันออกมาดี ออกมาดูสวยงามมาก เท่มาก ซีนสวยมากมาย แต่ความรู้สึกที่มีต่อหนังโดยรวมมันกลับเฉยมากๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราคาดหวังไว้มากมายหรือเปล่า เพราะพอมาดูเข้าจริงๆ รู้สึกว่าหลายอย่างมันไม่ถึงที่คาดไว้ ผมจะไม่พูดถึงการดัดแปลงใดๆ เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยอ่านหรือดูตัวต้นฉบับอย่าง Colorful เหมือนกัน อย่างแรกเลยคือพอมานั่งดูไปสักพัก คุณจะเดาบทสรุปของหนังได้ในทันทีว่า คำตอบของหนังคืออะไร ซึ่งในส่วนนี้ผมแอบเคืองนิดๆ ที่นอกจากมันจะคาดเดาได้ไม่ยากแล้ว ในมุมมองของผมแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจริงๆ เหรอ ? 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ชอบบทรวมๆ ของหนัง หรือบทสรุปของหนังมากแค่ไหน แต่สิ่งดีๆ ของหนังก็มีอยู่ไม่น้อยที่มาคอยช่วยประคับประคองหนังด้วย อย่างแรกเลยก็คือการแสดงของ เจมมี่เจมที่ดีมาก มีสเน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเฌอปรางทำได้ดีเลยสำหรับการแสดงเรื่องแรก นักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็โอเค ส่วนรองลงมาคือเรื่องของซีนต่างๆ ที่ดูก็รู้เลยว่าผู้กำกับตั้งใจถ่ายทอดมันออกมาให้สวยงาม ซึ่งหลายต่อหลายซีนมันก็ทำงานได้ดี หวือหวาดี 

สรุป 

โดยรวมแล้ว โฮมสเตย์ อาจเป็นหนังที่เรารู้สึกผิดหวังก็ได้ เพราะอาจจะคาดหวังไว้เยอะมากๆ คือมันมีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบ ทำให้พอถัวๆ กันดูแล้วมันเลยอยู่กึ่งกลางระหว่างความชอบและไม่ชอบ แต่ถ้าใครที่อยากดูอยู่แล้วแนะนำว่าให้ลองไปดูเถอะครับ คุณอาจจะชอบก็ได้ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
29 ตุลาคม 2561 10:47:37

[รีวิว] Hunter Killer - สงครามอเมริกาผ่ารัสเซีย
7.5/10
“สนุก ระทึก ตื่นเต้น ดีเกินคาด!”
เข้าไปดูคาดหวังหนังแอ็คชั่นดาดๆ แต่มันดันสนุกกว่าที่คิดซะงั้น

ถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควรกับหนังเรื่อง Hunter Killer ที่ได้ชื่อของนักแสดงอย่าง Gerard Butler และ Gary Oldman ก็ชวนให้น่าดูพอสมควร บวกกับความเป็นหนังแอ็คชั่นเรือดำน้ำที่เราไม่ค่อยได้เห็น โดยส่วนตัวแอดไม่เคยดูหนังที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำตรงๆ เลยสักเรื่อง มันก็กระตุ้นต่อมความอยากดูพอสมควร แต่ก็ไม่ได้คาดหวังความสนุกสักเท่าไหร่ เพราะคงคิดว่าเป็นหนังแอ็คชั่นดาดๆ ธรรมดาๆ เท่านั้น บวกด้วยการเห็นคะแนนรีวิวจาก imdb และ Rotten Tomatoes ก็พาให้หวั่นๆ ชอบกล แต่พอได้ดูแล้วถึงกับต้องร้อง เห้ย! ดีเกินคาด สนุกกว่าที่คิดแหะ

หนังว่าด้วยเรื่องวิกฤตเสี่ยงต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ของการโดนการยึดอำนาจของผู้นำทหารจากปธน. รัสเซีย ซึ่งเขานั่นแหละ หมายจะก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ทำให้อเมริกาต้องส่งทหารส่วนหนึ่งเพื่อเข้าไปชิงตัวปธน. มา รวมทั้งส่งเรือดำน้ำที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือการหลบหนี หนังไม่ได้มีฉากแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญ ขับเรือดำน้ำยิงกันตู้มต้าม อะไรขนาดนั้น แต่หนังจะเน้นการลุ้นระทึก ชิงไหวชิงพริบ ให้เห็นขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ เสียมากกว่า แต่มันก็ยังสนุก

ชอบการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ เพราะว่าไม่เพียงแต่จะเน้นที่ภารกิจของเรือดำน้ำเท่านั้น ยังมีภารกิจบนบกกับภารกิจการชิงตัวปธน. รัสเซีย รวมไปถึงห้องบังคับบัญชาการของทั้งฝั่งรัสเสียและสหรัฐอีกด้วย และทั้งหมดนั้นให้ลำดับความสำคัญในแต่ละสถานที่ได้ลงตัวมากๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป

ในหนังเรื่องนี้ หลายคนอาจคาดหวังฉากแอ็คชั่นมันส์ๆ จาก Gerard Butler อย่างใน Den of Thieves, Olympus/London Has Fallen หรือ 300 แต่บอกเลยว่าไม่ใช่ เพราะในเรื่องนี้ตัวเขาจะแสดงเป็นกัปตันเรือดำน้ำมาดเข้ม คอยสั่งการซะมากกว่าจะไปจับปืนรบ ได้เห็นการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของความเป็นกัปตัน ก็ถือว่าเขาแสดงได้ดีนะ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่เหมาะกับบทบาทนี้สักเท่าไหร่ (หรืออาจเพราะเราเคยชินกับบทบาทแอ็คชั่นของเขาซะมากกว่า) ส่วนในด้านของ Gary Oldman ถึงแม้ว่าจะมาน้อย แต่เขาจัดเต็ม!

หนังดำเนินเรื่องได้ไม่น่าเบื่อเลย (ชวนให้นึกถึงบอร์ดเกม Captain Sonar อยู่กลายๆ) มีฉากให้ลุ้นระทึก ตื่นเต้นอยูเป็นระยะๆ ทั้งการต่อสู้ระหว่างเรือดำน้ำ การหนีตอปิโด และขับเรือผ่านทุ่นระเบิด รวมถึงฉากเวอร์ๆ อีกพอสมควร 555 มีการบ่งบอกหน้าที่ และแสดงให้เห็นถึงการทำงานภายในเรือดำน้ำต่างๆ ได้ดีในระดับหนึ่ง รวมไปถึงการดำเนินเรื่องบนบกเกี่ยวกับภารกิจการชิงตัวปธน. รัสเซีย ที่มีฉากแอ็คชั่นไม่มากแต่ดูสนุกและต่อเนื่อง แต่เสียดายเหตุการณ์ในห้องบังคับบัญชา ที่มันน่าจะกดดันได้มากกว่านี้

สรุปแล้วก็ถือว่าชอบนะ เป็นหนังที่สนุกเกินคาดเลย ถึงแม้ว่ามันดำเนินเรื่องแปลกไปบ้าง และไม่สมเหตุสมผลกับบางเหตุการณ์สักเท่าไหร่ รวมถึงช่วงแรกๆ ก็อาจจะงงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถทดแทนได้ในหลายๆ ฉากเช่นกัน รับรองไม่เสียดายเงินแน่นอน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.5
29 ตุลาคม 2561 10:12:00

Homestay
6.5/10
“หนังอยู่ในระดับโอเค แต่ยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำ”

หนังแนวใหม่จาก GDH ของผู้กำกับหนังสายสยองขวัญไม่ว่าจะเป็น ชัตเตอร์ แฝด สี่แพร่ง ห้าแพร่ง อย่าง ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ซึ่ง Homestay เป็นหนังแนวดราม่า แฟนตาซี ระทึกขวัญกลายๆ ที่เพียงได้ดูตัวอย่างหนังต้องบอกเลยว่าน่าดูมากกกก

โดย Homestay ว่าด้วยเรื่องของวิญญาณที่ได้รางวัลให้เข้ามาอยู่ในร่างของชายคนหนึ่ง แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องหาคำตอบภายใน 100 วัน ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าร่างนี้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง Colorful - เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม

นับตั้งแต่เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ของค่าย GDH แล้ว เราก็มีความหวังกับวงการหนังไทยขึ้นมาในทันที ทั้งแนวเรื่องแบบใหม่ การดำเนินเรื่องแบบใหม่ และหนังที่ไม่เน้นเรื่องรักๆ กุ๊กกิ๊ก และส่งผลให้หนังเรื่องนั้นมันสุดยอดมากๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังไทยที่เราชอบที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งพอมาเรื่อง Homestay หนังเรื่องนี้มีการนำเสนอในรูปแบบใหม่ๆ เช่นกัน ซึ่งเรามักจะได้เห็นแต่หนังรัก ตลก ผี แต่เรื่องนี้กลับทำให้มันแฟนตาซี แทน มีการใช้ CG เล่นที่สวยงามเลยทีเดียว

นักแสดงในหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าคัดสรรค์มาดีเลย ที่ชอบที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือนักแสดงนำอย่าง เจมส์ ธีรดนย์ ที่บอกว่าเอาหนังอยู่มากๆ สามารถแบกหนังได้ทั้งเรื่องเลยทีเดียว โดยเฉพาะการแสดงผ่านทางสีหน้าในซีนอารมณ์ต่างๆ ถือว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมากๆ เรียกได้ว่าแค่ดูจากสีหน้าแล้วไม่ต้องพูดอะไร เราก็สามารถเข้าใจได้เลยว่าตัวละครตัวนี้รู้สึกยังไง นั่นรวมไปถึงตัวละครที่เล่นดีแบบสุดๆ น่าชื่นชมมากๆ อย่าง สู่ขวัญ ในบทบาทของแม่ เรียกได้ว่าทุกซีนที่เธอออก ทุกการแสดงที่เธอทำในหนังเรื่องนี้นั้น มันสุดยอดมากจริงๆ รวมไปถึงเหล่านักแสดงทั้งหลายที่ปรากฏออกมาน้อย แต่มาก ไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ นพชัย, พลอย เฌอมาลย์ หรือคุณเอก ธเนศ แต่...

นักแสดงที่เราค่อนข้างจะผิดหวังเลยก็คือ เฌอปราง (อย่าว่าเรานะT^T) ที่เลือกเฌอปรางมาก็คงเพราะอยากขยายกลุ่มคนดู เรียกกระแสเป็นแน่แท้ มีหลายๆ ซีนที่ไม่รู้จะเรียกว่า เซอร์วิสเหล่าโอตะ หรือว่าชวนให้โอตะเดือดก็ไม่ทราบได้ แต่เราว่ามันก็ยังดีกว่าหนังอีกเรื่องที่นำอร มาเน้นเซอร์วิส เอาใจโอตะล้วนๆ การแสดงในเรื่องนี้โดยส่วนตัวคิดว่าเฌอปรางไม่เหมาะกับบทนี้ในทุกๆ ด้าน ทุกการแสดง ทุกอริยาบทของเธอไม่สามารถทำให้เรารู้สึกหรือเชื่อได้ว่าตัวละครตัวนั้นรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทุกอย่างมันดูเป็นการแสดงเกินไป มันดูตั้งใจเกินไป มันไม่ธรรมชาติเลย แม้กระทั่งซีนรักกุ๊กกิ๊กระหว่างคู่พระ-นางก็ตาม โดยเฉพาะซีนอารมณ์ เราสารภาพเลยว่าฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ถึงกับต้องไปอ่านซับภาษาอังกฤษเลย ว่าเธอพูดว่าอะไรกันแน่ เราเห็นถึงความตั้งใจของเฌอปรางนะ แต่มันก็คือการแสดงเรื่องแรกของเธอแหละ ถ้าในอนาคตมีโอกาสได้เล่นอีก เราว่าเธอน่าจะมีการพัฒนาและทำได้ดีกว่านี้

ทางด้านเนื้อเรื่องนำเสนอออกมาได้ดีเลยทีเดียว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะต้นฉบับทำไว้ได้ดีหรือเปล่า แต่ก็ต้องขอชื่นชมในประเด็นของหนังที่พาเราชวนสงสัยได้ตลอดทั้งเรื่อง คลี่คลายได้ดี และตบจบได้สวย มีประเด็น ข้อคิด คติในการดำเนินชีวิตแฝงไว้ได้สวยงามเลยทีเดียว แต่...

อีกหนึ่ง “แต่” คือเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่พระ-นาง มันก็ดูน่ารักดี แต่มันดูเยอะไป เยอะไปจนน่ารำคาญ เหมือนหลุดธีมเรื่องไปพักใหญ่ๆ เหมือนกำลังดูหนังอีกเรื่องนึงยังไงยังงั้น และหนังเหมือนจะหนักมือกับความสัมพันธ์ของคู่พระ-นางมากเกินไป จนลืมความสัมพันธ์ที่ควรจะให้ความสำคัญอย่างคู่พระเอกกับพี่ หรือพระเอกกับพ่อ ทิ้งเอาไว้ดื้อซะอย่างนั้น

โดยรวมแล้วหนังมันก็อยู่ในระดับที่ “โอเค” ในด้านนักแสดง CG และบทสรุปที่สวยงาม แต่หนังมันเดาทางง่าย รวมทั้งมันยังไม่สุด ยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำสักเท่าไหร่

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.5
28 ตุลาคม 2561 22:16:16

ปัง...หรือแป้ก??? - รีวิวเรื่องนาคีฉบับเด็กเดินตั๋ว [ไม่สปอยล์เนื้อเรื่อง]

ตอนที่เข้าไปดู เด็กเดินตั๋วแอบ'เตรียมใจ'ไว้ประมาณนึง ด้วยประเมินหนังไทยไว้ต่ำกว่าหนังฮอลลีวู้ดประมาณนึง ประกอบกับค่ายหนังช่อง3ที่เด็กเดินตั๋วไม่เคยรู้จัก รู้จักแต่ละครช่องสาม เลย'ปรามาส'หนังเรื่องนี้ไว้ต่ำประมาณนึงเลย

แต่พอได้ดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง รู้สึกเหนือความคาดหมายทั้งในแง่อรรถรสความสนุกสนานที่ได้รับ ประสบการณ์การชมภาพยนตร์เรื่องนาคีตลอดชั่วโมงกว่าๆคือประสบการณ์เดียวกับการดูหนังฮอลลีวู้ดสนุกๆ สักเรื่องเลย ประทับใจมากๆ เหมือนดูหนังแฟนตาซีที่อยู่มาตรฐานระดับเดียวกับหนังฮอลลีวู้ดไม่ปาน เหมือน LoTR ในบางฉาก แฟนตาซีเหมือน Pirate of the Carlibian, Narnia หรือบางฉากให้ความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนการ์ตูนจากค่าย Ghibli เช่นเรื่อง Princess Mononoke แต่เป็นการถ่ายทอดในวัฒนธรรมอิสานของเมืองไทย หรือบางอารมณ์ให้บรรยากาศแบบหนังสืบสวนสอบสวนชวนสยองขวัญแบบ Seven ในบางองค์ประกอบ หลายส่วนในหนังเรื่องนาคีทำให้เด็กเดินตั๋วประทับใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดภาพ เสียงหรือการแสดง การถ่ายทอดเรื่องราว ค่อนข้างเป็นมาตรฐานใหม่ของหนังไทยเลยทีเดียว ขอชื่นชมผู้สร้างและทำงานทุกคนมากๆครับ 

ทั้งหมดทั้งมวลต้องขอชื่นชมและภูมิใจกับการกำกับภาพยนตร์ของคุณอ๊อพ พงศ์พัฒน์ที่ฝากผลงานกำกับการแสดงในละครน้ำดีมาหลายเรื่อง รวมทั้งละครเรื่องนาคีที่เคยออกฉายทางช่องสามด้วย งานกำกับของคุณอ๊อพ พงศ์พัฒน์มีความน่าชื่นชมในหลายส่วน ทั้งการถ่ายทอดเรื่องราว การประคองอารมณ์ในแต่ละฉาก ตอนแฟนตาซีก็ตระการตา ตอนน่ากลัวก็หลอนอย่างกับหนังผีเลย ตอนโรแมนติกดราม่าก็ทำได้เศร้ามากๆ การกำกับการแสดงที่ทำให้ได้ประสบการณ์การชมภาพยนตร์จริงๆ ไม่รู้สึกเหมือนดูละครเลย มีภาษาภาพและสัญญะทางภาพยนตร์อยู่เยอะมากทีเดียว การออบแบบงานสร้าง การตีความเชิงวัฒนธรรมและการถ่ายทอดเป็นอะไรที่ให้ประสบการณ์การดูหนังที่น่าประทับใจมากเลย 

การถ่ายทอดภาพ ทั้งการถ่ายภาพและงานซีจีประกอบดีงามมากๆ ภาพสวยมาก แค่เข้ามาดูภาพและซีจีประกอบเรื่องนี้ก็แทบจะคุ้มค่าตั๋วแล้ว งานซีจีทำออกมาได้เนียบมาก ได้มาตรฐานแบบหนังฮอลลีวู้ดหรือหนังจีนกำลังภายในทุนสร้างสูงๆ เลย ดูแล้วตื่นเต้นไปกับงานภาพมากๆ ว้าวทั้งเรื่องบอกได้เลย...

งานเสียงก็ดีไม่แพ้กับ เพลงประกอบได้อารมณ์และดีงามมาก ทั้งส่งอารมณ์และเป็นเอกลักษณ์ของงานอิสานท้องถิ่นไทย ฟังแล้วยังโดดเด่นแย่งซีนงานภาพมากๆ

การแสดงของณเดชน์และญาญ่า รวมไปถึงแต้วและเคน ภูภูมิไม่พูดถึงไม่ได้เลย ดูไม่ละครเลย ดูเป็นการแสดงภาพยนตร์จริงๆ ญาญ่าแสดงดีมาก ถ่ายทอดและสื่ออารมณ์ได้แบบมืออาชีพมากๆ แถมเว่าลาวได้ลื่นหูมากๆ ณเดชน์ก็ประสานและเชื่อมโยงคนดูเข้ากับเรื่องราวและความเชื่อในเรื่องได้อย่างแนบเนียน แต้วและเคนแม้บทบาทจะออกมาน้อย แต่ก็ถือว่าโดดเด่น สำคัญ และถ่ายทอดออกมาได้ดีมากๆเช่นกัน

บอกได้เลยว่านานๆจะดูหนังไทยสักที แล้วแถมประทับใจมากๆ เปิดใจให้หนังไทยมากขึ้นเลย ทุกอย่างในเรื่องดีมากๆ คุ้มค่ามากๆที่จะดูในโรงภาพยนตร์

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
8.7
24 ตุลาคม 2561 09:33:42

[รีวิว] First Man - มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์
--- 9/10 ---
สวยงาม มีเสน่ห์ Epic สุดๆ
“ภาพโคตะระสวย ยิ่งฉากเดินทางสู่ดวงจันทร์นี่ลุ้นสุดๆ”

อีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยมกับผู้กำกับมือรางวัลจากเรื่อง La La Land อย่าง Damien Chazelle ที่คราวนี้เขาไม่ได้ทำหนังแนวเพลงอย่าง La La Land และ Whiplash แล้ว แต่เขากลับมาทำหนังแนว Drama Sci-Fi เกี่ยวกับมนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์แทน

First Man เล่าถึงเรื่องราวของ Neil Armstrong ที่องค์กร NASA มีภารกิจจะส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ โดยเล่าผ่านตัวละครที่คนทั้งโลกต่างรู้จักชื่อเขาอย่างมนุษย์แขนแข็งแรง Neil Armstrong (รับบทโดย Ryan Gosling) เราจะเห็นถึงชีวิตของชายคนนี้ทั้งครอบครัว เพื่อนๆ ตัวเขาเองในจุดเริ่มต้น ความกดดัน ความพยายาม และความสูญเสีย จนมันส่งผลเป็นก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง สู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ชาติในประวัติศาสตร์

ผู้กำกับยังคงลายเซ็นตัวเองชัดเจนทั้งในด้านงานภาพและงานเสียง ในด้านภาพผู้กำกับคุมโทนของหนังในแต่ละซีนไว้ดีมากทั้งแสงและสี งดงาม สวย องค์ประกอบภาพยอดเยี่ยม เรารู้สึกได้ถึงความสมจริง ความกดดันของตัวละครในหลายๆ ฉาก มีการใช้มุมกล้องแทนสายตาของตัวละครนั้นๆ หรือใช้มุมแคบๆ CU / ECU ที่มุ่งเน้นตัวละครอย่าง Neil Armstrong เต็มๆ เพื่อให้เรารู้สึกกดดัน อึดอัดไปกับตัวละครนี้ไปด้วย ซึ่งผู้กำกับสามารถทำให้เรารู้สึกเหมือนที่ตัวละครตัวนั้นรู้สึกได้จริงๆ เช่นในห้องขับตอนต้นเรื่อง และฉากการลงจอดบนดวงจันทร์ซึ่งบอกเลยว่าโคตรลุ้น! ตื่นเต้น! และทำออกมาได้ Epic แบบสุดๆ คือมันเป็นฉากที่ดูแล้วรู้สึกตามไปเลยจริงๆ รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก 

ทางด้านงานเสียง เนื่องจากผู้กำกับเคยทำหนังเกี่ยวกับเพลง หนังดนตรีมาก่อน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงทำออกมาได้ดีขนาดนี้ หลายๆ ซีน หลายๆ ฉาก ผู้กำกับเลือกเพลงมาประกอบได้อย่างลงตัว ไร้ที่ติ ในทุกๆ ฉากจริงๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง รู้สึกมันลงตัวโคตร

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างจากหนังแนวนี้ในประเภทอื่นพอสมควร เพราะหนังไม่ได้พาเราไปดูเทคโนโลยีสุดล้ำ หรือการวางแผน หรือการสร้างยาวอวกาศอันน่าปวดหัวสักเท่าไหร่ แต่หนังจะพาเราไปเจาะลึกในตัว Neil Armstrong ตัว Neil Neil และก็ Neil ล้วนๆ ให้เห็นความเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ตอนได้รู้ว่าไปดวงจันทร์ก็ไม่มีฉากปลุกใจ ไม่มีการมอบรางวัลที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการกลับบ้านไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงเมียกับลูก ว่าผมได้ไปดวงจันทร์แล้วนะ เป็นฉากสนทนาธรรมดาๆ ที่คุณก้มลงไปฉกป๊อปคอร์นก็อาจพลาดได้ รวมไปถึงหนังพาเราไปรับรู้ เหตุการณ์ สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวของเขาเสียมากกว่า มีการเล่นประเด็นเกี่ยวกับสภาพสังคม การเมืองในตอนนั้นเกี่ยวกับการนำภาษีไปใช้ในการทดลองที่ล้มเหลว และส่งคนไปตาย นอกจากนั้นเราก็จะได้เห็นว่า Neil เขาพยายามแค่ไหน ความเสี่ยง ความกดดันที่เขาต้องแบกรับนั้นมันมากมายมหาศาลเหลือเกิน รวมถึงเส้นทางที่กว่าจะได้ไปดวงจันทร์ จวบจนเหยียบลงบนดวงจันทร์ และกลับมายังโลก หนังเรื่องนี้สามารถสื่อออกมาให้เราได้เห็นเรื่องราวเหล่านั้นอย่างชัดเจน แต่เหตุการณ์บนดวงจันทร์คุณไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรเท่ๆ ทั้งฉากปักธงหรือคำพูดคมๆ หนังสื่อให้เราเห็นเรื่องราวบนดวงจันทร์ในแง่มุมที่สุดแสนจะธรรมดา ความตื่นเต้น ลุ้น ทั้งหมดมันอยู่ที่ระหว่างทาง ไม่ใช่ปลายทาง 

ทางด้านการแสดงต้องขอยกนิ้วให้ Ryan Gosling เลยจริงๆ ผู้ชายอะไรไม่รู้ หน้านิ่งได้โคตรเศร้า คือเรียกได้ว่าแค่เขาทำหน้าเฉยๆ ก็รู้สึกสงสารเขาแล้วอะ เขาสามารถเล่นให้เราเชื่อได้ว่าเขาคือนักบินอวกาศจริงๆ เขาคือ Neil Armstrong จริงๆ บวกทั้งการแสดงของคนที่รับบทเป็นภรรยาอย่าง Janet Armstrong ที่รับบทโดย Claire Foy เธอก็เข้าถึงบทดราม่าได้สุดจริงๆ

จุดด้อยของหนังคงเป็นการดำเนินเรื่องที่ช้า เนิบ และเนือยมาก ใครง่วงๆ ไปดูนี่อาจจะหลับได้เลย บวกกับหน้าของพระเอกอย่าง Ryan Gosling แล้ว ยิ่งทำให้มันดูเนิบเข้าไปใหญ่ อีกเหตุผลหนึ่งคือด้วยความที่มันเป็นหนังของ Neil Armstrong หลายๆ ตัวละครหนังไม่ได้ทำให้เราจดจำบุคคลในประวัติศาสตร์เหล่านั้นได้เท่าที่ควร ไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไหร่

สรุป เป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูสุดๆ ผู้กำกับทำให้เรื่องไกลตัวเรา รู้สึกว่าใกล้ตัวมากขึ้น เป็นหนังเรื่องแรกที่อยากแนะนำให้ดูแบบ 4DX เลย (เสียดายที่ไม่ได้ดูแบบนั้น มันน่าจะยอดเยี่ยมมาก ทั้งภาพ เสียง และเหตุการณ์ต่างๆ) ไม่เสียดายตังแน่นอนครับ รีบดูก่อนมันจะออกโรงน้า

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9
19 ตุลาคม 2561 14:53:05

[รีวิว] Blindspotting - ที่นี่...ประเทศไหน
--- 9/10 ---
ต่อยจุก เฉียบคม เจ็บแสบ
“หนังเล่าประเด็นของคนผิวสีได้อย่างมีสไตล์ สะท้อนถึงปัญหาผ่านมุมมองใหม่ๆ ได้เยี่ยม”

หนังเล่าเรื่องของสองเพื่อนรัก คู่ซี้ อย่างหนุ่มผิวสีคอลลิน และหนุ่มผิวขาวสุดแสบ ไมลส์ โดยคอลลินเพิ่งพ้นโทษมาและจำต้องผ่านทัณฑ์บนสามวันสุดท้ายให้ได้ แต่เรื่องมันกลับไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อคอลลินดันไปเห็นเหตุการณ์ตำรวจวิสามัญหนุ่มผิวสีกลางถนนในเวลากลางคืน ทำให้เหตุการณ์นั้นติดอยู่ในหัวเขาอย่างไม่ลืมเลือน เท่านั้นไม่พอ เขายังต้องเผชิญปัญหากับเพื่อนรักของเขาอีก

ทั้ง ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล นอกจากจะแสดงนำร่วมกันแล้ว ทั้งคู่ยังเขียนบทเองอีกด้วย หนังเต็มไปด้วยประเด็นตึงเครียด ชวนดราม่า เกี่ยวกับประเด็นเรื่องผิวสี แถมยังเสียดสีประเด็นสังคม แต่ก็มีการเจือปนด้วยมุกตลกเพื่อไม่ให้หนังมันตึงเครียดจนเกินไป จริงอยู่ที่ประเด็นนี้ถูกถ่ายทอดออกมาหลายครั้งด้วยกันกับหนังเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องนี้กลับพาเราให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง ในอีกแง่มุมหนึ่ง เหมือนดั่งชื่อหนัง Blindspotting จุดบอด ที่เราอาจไม่เคยเห็นหรือไม่ได้มองมันจากประเด็นเหล่านั้น

ชอบการที่หนังเล่าเรื่องผ่านสองตัวละครผ่านเทคนิคการถ่ายทำที่จัดจ้าน หลากหลาย ทำให้มันดูไหลลื่นและสนุก หลายๆ ฉากชวนให้เรานึกถึงสไตล์ของผู้กำกับชื่อดังหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็น Quick Cut คัทชนคัทแบบ Edgar Wright, การเล่าเรื่องแบบ Luis ใน Ant-Man หรือแบบ Guy Ritchie ซึ่งพอจับมารวมๆ กันมันทำให้หนังมันเจ๋งไปเลย

และยิ่งชอบเข้าไปอีกการแสดงของทั้งคู่นับว่าเป็นธรรมชาติโคตรๆ เนื่องด้วยในชีวิตจริงทั้งคู่ก็เป็นเพื่อนซี้กันอยู่แล้ว แถมเรื่องราวก็ถูกเขียนและถ่ายทอดมาจากชีวิตจริงของตัวเองอีกด้วย เลยทำให้หนังมันไหลไปได้ด้วยดี อีกทั้งบทสนทนาหลายๆ ครั้งก็เป็นการแร็ปใส่กัน ซึ่งทั้งคู่ก็แร็ปออกมาได้ดีไม่แพ้การแสดงเลย และเนื้อหาในการแร็ปนั้นช่างหนักหน่วง และสะท้อนประเด็นของหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

หนังตั้งประเด็นชวนให้เราตั้งคำถามและรับรู้ในหลายๆ แง่ ทั้งมิตรภาพ ตัวตน ความอคติ จุดยืน คนต่างถิ่น ดราม่าเรื่องผิวสี ผ่านทางภาพลวงตาในทางจิตวิทยาที่ถูกเรียกว่า Blindspotting (จุดบอด) ซึ่งหลายๆ คนอาจเคยเห็นภาพนี้มาแล้ว ซึ่งเป็นรูปแจกัน ที่บางคนก็มองเป็นคนหันหน้าเข้าหากัน ตลอดทั้งเรื่องหนังพยายามอธิบายถึงจุดบอดนี้ และสื่อให้เราได้เห็นมันทั้งสองด้าน

เราจะได้เข้าใจความรู้สึก นึกคิด ความไม่ปลอดภัย และความระแวงของหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นคอลลิน พระเอกหนุ่มผิวสี ที่เค้าต้องตกเป็นจำเลยสังคม เพราะคนมักมองว่าคนผิวดำเป็นพวงแก๊งสเตอร์หัวรุนแรง นักเลง ทำอะไรไม่ดี เวลามีปัญหาคนผิวดำก็มักจะโดนตราหน้าว่าผิดอยู่เสมอ เช่นเดียวกันกับคนผิวขาวอย่าง ไมลส์ ก็ต้องพยายามทำตัวกร่าง ซ่าให้เป็นที่ยอมรับในสังคมผิวดำ เพื่อจะได้ไม่ให้ใครมาข่ม และก็ตำรวจผิวขาวที่วิสามัญชายผิวดำ ซึ่งเขาก็ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงในสังคมผิวดำเช่นกัน แต่ละฝ่ายแต่ละคนต่างมีจุดบอดของตัวเองกันทั้งนั้น จนมันสะท้อนออกมากลายเป็นปัญหาอย่างที่เราได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

สรุป เป็นหนังที่ไม่ใช่แนวตลาดแต่ก็ไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้น แต่หนังทำให้เราเข้าใจประเด็นสังคมในอเมริกาเรื่องระหว่างผิวสีได้อย่างดีเลยทีเดียว ฉากแร็ปรัวของพระเอกท้ายเรื่องเจ๋งมาก! แนะนำให้ดูอย่างยิ่ง! หนังดีๆ แบบนี้ไม่ควรพลาด

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
18 ตุลาคม 2561 10:53:46

Rolling to You " หมุนเธอมาเจอรัก "

107 min | Romantic/Comedy | Directed by Franck Dubosc 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ โจซแลง นักธุรกิจผู้ดูแลธุรกิจรองเท้ากีฬาเจ้าดังในยุโรป ผู้ที่ชื่นชอบการกะล่อนโกหกไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับชีวิตและเพื่อจะได้แอ้มสาวๆ สวยๆ จนกระทั่งการเสียชีวิตของแม่ของเขานำพาเขาไปสู่การโกหกครั้งใหญ่ เมื่อเขาต้องโกหกว่าพิการและนั่งบนรถวีลแชร์ เพื่อตามจีบสาวข้างห้องในอพาร์ทเมนต์ของแม่ ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามเกมของเขาจนกระทั่งเขาได้รู้จัก ฟรอฮอง พี่สาวของเธอ ที่เป็นอัมพาตและนั่งรถวีลแชร์จริงๆ และเธอนั่นเองที่จะเปลี่ยนความคิดและทำให้ชายเจ้าสำราญคนนี้ ได้รู้จักกับความรักจริงๆ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

ในช่วงหลังมานี้หาดูหนังรอมคอมได้ยากมาก เพราะทางฝั่งอเมริกาเองก็แทบจะไม่ผลิตหนังรอมคอมออกมาป้อนเท่าไหร่แล้ว อาจจะเพราะการอิ่มตัวรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่หันไปจับบล็อคบลัสเตอร์กันหมด หนังฟอร์มเล็กๆ เองไปลงสตรีมเมอร์กันหมด หนทางสุดท้ายคือต้องหันไปพึ่งหนังจากยุโรปจริงๆ ซึ่งสำหรับ Tout le monde debout หรือ Rolling to You นี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยครับ ดูจบแล้วรู้สึกถึงสเน่ห์บางอย่างของหนังรักฝรั่งเศส ที่มันครบรสและกลมกล่อมมาก ทั้งตลก ทั้งน่ารัก ทั้งซึ้ง อิ่มมากๆ นี่คือความรู้สึกที่พึงได้จริงๆ จากหนังประเภทนี้ 

ฟรองค์ ดูบอสค์ กำกับเอง เล่นเอง เขาดึงคาแร็คเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ และความตลกของตัวเองมาสร้างสีสันได้อย่างยอดเยี่ยม pacing ของหนัง กลิ่นอาย รวมไปถึงส่วนประกอบต่างๆ ออกมาพอเหมาะพอดี ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้เอามากๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

สิ่งที่ชอบมากคือหนังยุโรปมักจะมีสเน่ห์บางอย่างที่ทำให้รสชาติของหนังเปลี่ยนไปและแตกต่างจากหนังอเมริกัน อาจจะด้วยภาษา โลเคชั่นที่เป็นแบ็คกราว รวมไปถึงบรรยากาศ รูปแบบการนำเสนอที่ทำให้ผมชอบหนังมากๆ ตัวนักแสดงในเรื่องก็ช่วยสร้างให้หนังดูเพลินมาก ยิ่งไปกว่าเดิม 

สรุป 

โดยรวมแล้ว Rolling to You เป็นหนังรอมคอมที่ดูได้ดูเพลิน ได้เปลี่ยนบรรยากาศการดูหนังนักรักบ้าง แม้ว่าตัวหนังจะไม่ได้ถือว่ามีอะไรที่แปลกใหม่มากนัก แต่โดยรวมแล้วก็เป็นหนังรักที่ครบรสและกลมกล่อมมากเลยทีเดียวครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.1
17 ตุลาคม 2561 10:15:22

First Man " มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์ "

141 min | Drama/Biography | Directed by Damien Chazelle 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?

หนังว่าด้วยเรื่องของโครงการส่งมนุษย์ไปบนดวงจันทร์ของนาซ่า กับชายคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ นีล อาร์มสตรอง กับความเป็นมารวมไปถึงความยากลำบากของภารกิจนี้ กว่าจะกลายเป็นโครงการอพอลโล จะต้องสูญเสียหรือทุ่มเทอะไรมากแค่ไหน ในการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในครั้งนี้ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

ผลงานชิ้นที่ 3 ของ เดเมียน ชาเซลล์ ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ถือว่ามีมาตรฐานมากที่สุดคนนึงในยุคนี้ เพราะสองงานก่อนหน้านี้จัดว่าน่าประทับใจมากสำหรับ Whiplash และ La La Land แต่ใน First Man นั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากหนังเพลง สู่หนังดราม่าชีวประวัติ ซึ่งหลังดูจบ ยอมรับก่อนเลยว่าอาจจะชอบน้อยที่สุดในบรรดา 3 เรื่อง อาจจะเพราะ pacing ของหนังที่ไม่คุ้นเคย (สำหรับหนังของชาเซลล์นะ) ความจัดจ้าน ดุดันของภาพที่เปลี่ยนไป แต่ยังไงก็ยังต้องชื่นชม ที่หนังยังรักษามาตรฐานได้ดี ไม่น่าเบื่ออย่างที่คาด แม้จะน้อย แต่พอได้โชว์งานวิชวล ก็สวยงามน่าสนใจ 

ตัวหนังนั้นมุ่งเน้นไปที่ตัวของนีล ซึ่งก็มุ่งเน้นจริงๆ เพราะแม้แต่มุมกล้อง แทบจะตลอดทั้งเรื่องคืออัด cu / super cu เข้าไปที่ตัวละครของไรอัน กอสลิ่งหรือนีล อาร์มสตรอง รัวๆ เน้นความรู้สึก เน้นอารมณ์ของตัวละครที่มีต่อสถานการณ์นั้นเต็มๆ โดยที่เรื่องราว และภารกิจต่างๆ กลายเป็นเพียงแบ็คกราวเท่านั้นเอง ซึ่งในช่วงแรกๆ ตอนที่ยังปรับตัวไม่ได้ แอบไม่ get เหมือนกัน กับวิธีการแบบนี้ แต่พอเข้าถึงได้ ก็ต้องชื่นชมนักแสดงทั้งกอสลิ่ง รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

และถึงแม้ว่ามูดและโทนของหนังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับสองเรื่องแรก แต่ผู้กำกับก็ยังไม่ทิ้งลายเส้นในส่วนของสีสันงานวิชวลต่างๆ และเพลงประกอบภาพยนตร์อันเป็นเอกลักษณ์ งานผสมเสียงของหนังยังเด่นเล่นกับอารมณ์ ทำงานกับผู้ชมได้ดีเหมือนงานก่อนๆ รวมไปถึงงานวิชวลอย่างที่บอกไป แม้หนังจะเน้นไปที่ตัวละครค่อน