0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

15 มิถุนายน 2561 22:45:32

Be With You
“กลมกล่อม ครบรส อบอุ่น แล้วฤดูฝนของคุณจะเปลี่ยนไป”

หนังรักโรแมนติกที่มีต้นฉบับมาจากประเทศญี่ปุ่น มาในคราวนี้ทางเกาหลีได้หยิบนำมารีเมคใหม่ แถมยังได้สองนักแสดงนำชั้นแนวหน้าของเกาหลีมาแสดงอีกต่างหาก “โซ จีซบ” รับบทเป็น วูจิน และ “ซอน เยจิน” รับบทเป็น ซูอา โดยในฉบับญี่ปุ่นได้บีบน้ำตาคนดูมาแล้วทั่วโลก โดยเป็นเรื่องราวของ วูจิน ชายผู้สูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รักของเขา ซูอา แต่เธอได้สัญญาไว้ว่า เธอจะกลับมาในช่วงฤดูฝน และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริง แต่ปัญหาคือ ซูอา ไม่เหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

ตัวผมเองยังไม่เคยได้ดู Be With You ในฉบับญี่ปุ่นเลย จึงไม่สามารถบอกได้ว่ามันดีกว่าไหม หรือมันแย่กว่ายังไง แต่หลังจากที่ผมดูฉบับเกาหลีจบแล้ว ผมบอกได้แต่เพียงว่า “ต้องไปดูฉบับญี่ปุ่นให้ได้เลย”

หลังดูจบคำแรกที่ดังขึ้นมาในหัวและกระทบไปถึงจิตใจคือ “อบอุ่น” ตัวหนังมีความลงตัวในทุกภาคส่วน ขอพูดตั้งแต่การดำเนินเนื้อเรื่องว่ามีจังหวะการเล่าที่ดี เปิดเรื่องได้ยอดเยี่ยมมาก ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี และส่งผลต่อเนื้อเรื่องมากมาย กลมกล่อม และลงตัวมาก ถ้าจะถามว่ากลมกล่อมยังไง จะขออธิบายว่า ครึ่งแรกของหนังแทบทำให้เรายิ้มได้ไม่หุบเลย ไล่ไปตั้งแต่การแสดงของนักแสดงในเรื่อง บทพูด ตัวละครต่างๆ จังหวะมุก จังหวะการเล่า ต่างๆ ทำออกมาได้โคตรลงตัว และครึ่งหลังก็ค่อยๆ ไต่ระดับดราม่า ค่อยๆ เริ่มเรียกน้ำตาคนดูทีละนิดๆ และขยี้สุดๆ เหมือนพยายามบอกว่า “ร้องไห้เหอะ” หนังค่อยๆ พาให้เราเข้าไปผูกพันธ์กับครอบครัวนี้ทีละนิดๆ จนในที่สุดครอบครัวเหล่านั้นกลับเข้ามาอยู่ในใจเราโดยไม่รู้ตัว ด้านภาพก็ถ่ายทำออกมาได้สวยมาก หลายๆ ฉากนี่สามารถแคปภาพเก็บเป็น Background สวยๆ ได้เลย

ส่วนทางด้านของนักแสดงคู่พระ-นาง แสดงได้ดีมากๆ เหมือนเป็นครอบครัวกันจริงๆ เลย สมบทบาทที่ทุกคนได้รับทั้งนั้น (โซ จีซบ น่ารักมากกกกกกกกกกกก กอไก่ล้านตัว)

แต่ติดอยู่นิดนึงทางด้านตัวละครบางตัว ที่ถ้าไม่ใส่มาก็ไม่ได้ส่งผลกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ บางตัวที่เหมือนจะมีอะไร แต่ก็ไม่มีอะไร และทางด้านการแสดงของเด็ก ที่อาจจะดูทื่อๆ ไปหน่อย อาจจะเพราะบทบาทที่เขาได้รับเป็นแบบนั้น

โดยรวมแล้วชอบเลยแหละ มันลงตัวมากๆ กลมกล่อม ครบรส อบอุ่น แถมมันยังเป็นหนังต้อนรับหน้าฝนที่ดีเรื่องนึงเลย พูดได้เลยว่า “แล้วฤดูฝนของคุณจะเปลี่ยนไป” 8.5/10 :)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
14 มิถุนายน 2561 15:05:49

The 8-years Engagement

“ไม่ถึงกับน้ำตาไหล แต่ภายในก็ยังซาบซึ้ง”

พล็อตแบบนี้คงได้ยินกันมาหลายร้อยครั้งแล้วที่ว่า “ถ้าวันนึงฉันตื่นขึ้นมาความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้เลย ลืมว่าเธอเป็นใคร ลืมว่าเคยรักกันหล่ะ?” ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้น กลับกลายเป็นเหตุการณ์จริงไปซะได้หนังดราม่าจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของคู่รักที่นิยามได้ว่า “ยิ่งกว่าเทพนิยาย” เรื่องราวสุดน่าเหลือที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านฝีมือผู้กำกับอย่าง ทากาฮิสะ เซเสะ และมือเขียนบทจากเรื่อง If cats disappeared from the world และ Be with you โดยเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่แล้วก็เกิดเหตุบางอย่างทำให้ฝ่ายหญิง มาอิ (ทาโอะ ซึจิยะ) ต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา พร้อมกับที่เธอตื่นขึ้นมาและจำเรื่องราวของฝ่ายชาย ฮิซาชิ (ทาเครุ ซาโต้) ไม่ได้เลย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านี่คือคนรักของเธอ แต่ฝ่ายชายก็อยู่เคียงข้างมาตลอด คอยดูแลตั้งแต่ยังไม่ลืมตา จนเธอตื่นมาจำเขาไม่ได้ เขาก็ยังคงรักเธอไม่เปลี่ยนแปลงอยู่เช่นเดิม

หลังจากดูจบแล้วก็ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าเราเจอสถานการณ์แบบนั้น เรายังจะรักคนๆ นี้อยู่ไหม?”

หนังดำเนินเรื่องที่จะเน้นความสมจริง อารมณ์จริงๆ มากกว่าการสร้างฉากโรแมนติก บิ้วท์อารมณ์คนดู คือฉากซีนอารมณ์หลายๆ ฉาก ผู้กำกับเลือกที่จะไม่ใช้เสียงดนตรีหรือเพลงประกอบ มาช่วยนำอารมณ์คนดูเลย แต่กลับปล่อยให้ตัวพระ-นาง เล่นซีนอารมณ์กันอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นจุดที่ดีและผมชอบ แต่มันก็ออกมาได้ไม่ชวนน้ำตาแตกขนาดนั้น ทางด้านตัวหนังดำเนินเรื่องช้ามาก เนิบมาก ด้วยความที่ไม่ได้มีเพลงประกอบหรืออะไรช่วย ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหนังมันเนือยสุดๆ

หนังเริ่มเล่าความสัมพันธ์ของตัวละครคู่พระ-นาง ตั้งแต่เริ่มรู้จักกันแต่ต้น ผ่านทุกเรื่องราวของความผูกพันธ์ที่ทั้งสองได้ก่อขึ้น ถักทอ ร้อยเรียงเป็นเรื่องราว ผ่านทุกความยากลำบาก เห็นถึงความพยายามของทั้งคู่ แต่ปัญหาของมันอยู่ที่ “มันราบรื่นเกินไป” จริงๆ เหตุการณ์ที่ตัวพระเอกเจอ มันควรให้เราเห็นถึงด้านที่เขารู้สึกท้อถอย หดหู่ มากกว่านี้ หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งต่อครอบครัวฝ่ายหญิงด้วย พอทุกอย่างมันดูราบรื่นไป เราเลยไม่รู้สึกอินหรือดราม่าชวนน้ำตาแตกกับมันสักเท่าไหร่

สิ่งดีงามของหนังเรื่องนี้ต้องขอชมการแสดงของ มาอิ (ทาโอะ ซึจิยะ) ที่เล่นได้เก่งและดีมากเลยทีเดียว ทั้งในซีนอารมณ์ หรือแม้กระทั่งบทตอนที่ตัวเองป่วย เราได้เห็นถึงความตั้งใจและรู้สึกถึงความพยายามของตัวนางเอกจริงๆ ส่วนทางด้านของพระเอก ฮิซาชิ (ทาเครุ ซาโต้) ก็เล่นออกมาได้ดีไม่แพ้กัน มีความใสซื่อ และทำให้ชวนนึกถึงตัวตนจริงๆ ของเจ้าของเรื่องราวนี้อีกด้วย ฉากท้ายเรื่องนี่แหละ ที่ชวนให้ซาบซึ้งและตื้นตันใจที่สุดในเรื่องแล้ว แต่มันก็ไม่สามารถคั้นน้ำตาให้ออกมาได้อยู่ดี

หากใครเคยเห็นคลิป หรือรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความรักของเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องมีน้ำตาใสๆ เกือบร้องไห้และตื้นตันใจกันบ้างแหละ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมยังคาดหวังว่าหนังจะทำออกมาให้เราเข้าไปเตรียมซับน้ำตาเต็มที่ แต่ค่อนข้างจะผิดหวังที่หนังไม่สามารถทำออกมาเรียกน้ำตาได้เลยแม้แต่ซีนเดียว โดยรวมแล้วรู้สึกโอเคบ้างและค่อนไปทางเฉยๆ เสียมากกว่า จึงให้คะแนนอยู่ที่ 6.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.5
13 มิถุนายน 2561 17:19:02

Hotel Artemis
“ถ้าเปรียบเป็นอาหาร คงเป็นอาหารที่มีวัตถุดิบชั้นดี ที่ปรุงออกมาแบบไม่มีอะไรพิเศษ”

Hotel Artemis เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรงแรมที่เปิดเป็นเหมือนสถานพยาบาลดูแลเฉพาะอาชญากรที่เป็นสมาชิกและได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ซึ่งโรงแรมอยู่ได้ภายใต้กฏและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่แล้วเหล่าอาชญากรก็นำความซวยและความวายป่วงมาสู่โรงแรมแห่งนี้ ทำให้เกิดเรื่องโกลาหล อลหม่าน ขึ้น

ขอบอกเลยว่าพล็อตของเรื่องนี้เจ๋ง น่าติดตาม แปลกใหม่ และน่าสนใจมาก ทั้งคาแร็คเตอร์ของตัวละครต่างๆ ทั้งองค์ประกอบของเรื่อง และสิ่งที่ดีงามที่สุดของเรื่องนี้ ต้องยกให้ Jodie Foster ในบทบาท พยาบาลผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้ แต่ก็เหมือนกับ “มีวัตถุดิบชั้นดี แต่ปรุงอาหารออกมาได้ธรรมดา”

อย่างแรกเลย ต้องบอกก่อนว่า ดูจากเทรลเลอร์ทำให้ชวนนึกว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นในที่ปิดตาย หนีเอาชีวิตรอดจากโรงแรมนรก จากการบุกของเจ้าพ่อมาเฟีย แต่เปล่าเลย!!! ถ้าใครคาดการว่าจะได้เจอกับหนังบู๊ ยิงกันสนั่นโรงแรม คุณคิดผิด มันก็มีแหละ แต่มีน้อย (เรียกไม่ถูกเลยว่าเป็นหนังแนวไหน 555) แม้กระทั่งตัวหนังช่วงแรกยังชวนให้เรานึกถึงแบบนั้น หนังปูเรื่องเกี่ยวกับโรงแรม Artemis แห่งนี้มาได้น่าสนใจมาก เท่ตั้งแต่ฉากเปิดตัวพยาบาลที่รับบทโดย Jodie Foster เลย ทั้งท่าทาง การแสดงออก และความเป็นพยาบาล ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมจริงๆ บทบาทและฝีมือการแสดงของเธอคือวัตถุดิบหลักของเรื่องนี้เลย ตัวละครแต่ละตัวล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งสิ้น คาแร็คเตอร์ชัดเจน แต่กลับเล่าออกมาได้ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร 

ข้อเสียใหญ่ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ หนังมีประเด็นในเรื่องเยอะเกินไป ประเด็นหลักของเรื่องจับต้องไม่ได้ และการคลี่คลายประเด็นแต่ละหัวข้อที่ดีบ้างแย่บ้าง แต่รวมๆ แล้วเบาบางเสียเหลือเกิน เสียดายหลายๆ วัตถุดิบชั้นเลิศ ที่น่าจะปรุงหนังออกมาได้อร่อยกว่านี้ กลับทำออกมาเป็นแค่เมนูธรรมดาๆ 

โดยรวมแล้วก็เป็นหนังที่ดูได้ แต่ดูจบแล้วก็คงรู้สึกขัดๆ อยู่บ้างหลายจุด แต่ต้องเน้นย้ำเลยว่า Jodie Foster แสดงดีจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองในโรงภาพยนตร์เลย 6/10 จ้าาาา

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6
13 มิถุนายน 2561 12:49:57

 Jurassic World - Fallen Kingdom

เป็นหนังที่ปล่อยหมัดฮุกตลอดเวลา แทบไม่มีเวลาให้เราได้พักหายใจ ดำเนินเรื่องเร็ว ลุ้นระทึกตลอดเวลา เป็นหนังที่เอนเตอร์เทนผู้ชมที่ไม่ค่อยชอบความน่าเบื่อ (แต่บทก็อ่อนหลังอย่างเห็นได้ชัด) ภาพสวย ใครชอบไดโนเสาร์ ต้องชอบแน่ๆ เพราะออกมาหลายตัว ปล่อยออร่าความเท่มาเต็มๆ T-rex พระเอกในทุกๆ ภาค ก็มีให้ชื่นชมกันอยู่หลายฉาก อีกอย่างใครที่ได้ดู IMAX3D ก็จะเพิ่มอรรถรสในการชมขึ้นอีกมากๆ เลยทีเดียวครับ 

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
การดำเนินเรื่องอย่างที่บอกไป ปล่อยหมัดฮุกแทบตลอดทั้งเรื่อง และดำเนินเรื่องเร็วมาก อยากเห็นไดโนเสาร์จัดไป อยากเห็นฉากวิ่งหนีตายก็จัดให้ทั้งเรื่อง คือหนังสนองความต้องการของเราทุกอย่างแต่ข้อเสียก็คือเนื้อเรื่องหรือบทหนังไม่ค่อยมีอะไร ใครที่ดูตัวอย่างหนังก็แทบเดาตอนจบของเรื่องได้แล้ว ไม่มีอะไรแปลกใหม่จากตัวอย่างหนังสักเท่าไร (ตัวอย่างเอาฉากเด็ดๆ มาออกเกือบหมด เสียดายของมาก พอมาดูในหนังกลายเป็นว่าไม่ตื่นตาตื่นใจแล้ว)

ไดโนเสาร์ที่ปรากฎในเรื่องมีแทบครบ อยากเห็นตัวไหนก็มีหมด และในหนังก็ชูบลู หรือแร็บเตอร์ เป็นตัวเด่นแทบทั้งเรื่อง ใครที่ชอบบลูจากภาคที่แล้วเรื่องนี้ต้องชอบยิ่งขึ้นไปอีก (ฉากมุงมิ้งนี่เยอะมาก)

คุณภาพของภาพและเสียง
ตัวผมเองได้ดูในระบบ IMAX3D ก็ชอบมากเลยนะโดยเฉพาะเสียง ฉากภูเขาไฟระเบิดนี่คือพื้นโรงหนังสั่นสะเทือนหนักมาก เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์เลย ฉากที่มีเสียงดังแล้วทำให้เราตกใจก็มีหลายฉาก แต่ข้อด้อยคือ 3D ที่ทำให้เห็นภาพนูนนั้นทำได้ไม่ค่อยดีเลย เรารู้สึกถึงความลึกและมิติของภาพ แต่ก็ไม่มากพอจะให้เราตื่นตาตื่นใจสักเท่าไร ทางด้าน CG ต้องบอกว่าเนียนมาก เหมือนจริงมาก เหมือนเราได้เห็นไดโนเสาร์ตัวจริงๆ เลย  

ด้านดี
แน่นอนหนังเอนเตอร์เทนคนดูมาก คือเข้าไปดูไม่ง่วงเลยตื่นเต้นตลอดเวลา นักแสดง Chris Pratt ก็แสดงดีมาก มุกฮาคือฮา ช่วงดิบเถื่อนพี่แกก็ทำได้ดี พี่แกถือเป็นข้อดีมากๆของหนังในเรื่องนี้ และในตัวระบบ IMAX3D มีระบบเสียงที่กระฮึ่ม ยอมรับว่าฉากภูเขาไฟระเบิดนี่ตื่นเต้นมากๆ เสียงดังจนพื้นสั่น แบบว่าตื่นเต้นเหมือนเราอยู่ตรงนั้นจริงๆ

ด้านแย่
การดำเนินเรื่อง ตื่นเต้น รวดเร็ว ทำให้เนื้อหาในหนังหายไปเยอะมาก แทบไม่มีอะไรเลย เนื้อเรื่องเดินเป็นเส้นตรง เดาได้ตั้งแต่เราดูตัวอย่างหนังแล้ว แต่ถ้าดูเอามันส์ ด้านแย่อันนี้ก็แทบไม่ต้องสนใจครับ ไปดูเถอะสนุกมาก เป็นสองชั่วโมงที่เวลาผ่านไปเร็วมากเลยครับ

ส่วนตัวหลังจากดูจบก็ต้องบอกว่าชอบมากนะ ตื่นเต้นทั้งเรื่องแทบไม่ง่วงเลย หนังเอนเตอร์เทนคนดูได้เก่งมาก ใครชอบดูฉากไล่ลาคนของไดโนเสาร์ ภาคนี้ก็ไม่ทำให้เสียใจ มีครบ สนุกมาก วันไหนว่างตีตั๋วไปชมได้เลยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.2
10 มิถุนายน 2561 21:24:40

Jurassic World: Fallen Kingdom "จูราสสิค เวิลด์ อาณาจักรล่มสลาย"

128 min | Action/Sci-fi | Directed by J.A. Bayona 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หลังจากที่สวนสนุก Jurassic World ได้เปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2015 เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมก็ดูจะส่งผลให้เกาะไดโนเสาร์ต้องร้างไปอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าชะตากรรมของเหล่าไดโนเสาร์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเกาะ อิสลา นูบลาร์ กำลังจะเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ และทำให้เหล่าไดโนเสาร์จำต้องสูญพันธุ์ไปอีกครั้ง แคลร์ และ โอเว่น จึงต้องหาทางช่วยเหลือเหล่าสิ่งมีชีวิตจากโลกดึกดำบรรพ์ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

แทบจะชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นแล้วว่า ไตรภาค Jurassic World นี้ เดินรอยตามไตรภาคต้นฉบับอย่างชัดเจนมาก ในภาคแรกเองก็มีความคล้ายคลึงประหนึ่งรีบูท Jurassic Park ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แน่นอนว่าในภาคล่าสุดนี้แทบจะเดินรอยตาม The Lost World อย่างชัดเจน รวมไปถึงกราฟความสนุกที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่สเถียร ความรู้สึกของผมที่สึกเป็นแฟนไดโนเสาร์จะรู้สึกหน่วงๆ ระหว่างชอบกับไม่ชอบ เพราะหนังมีทั้งจุดดี และจุดด้อยมากมายปะปนกันไปหมด

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ชื่นชมการปรับอารมณ์ในภาคนี้ให้มีความ thriller มากขึ้น ไม่อึกทึกมากนัก แถมตัวหนังยังมีซีนเปิดที่ค่อนข้างน่าจดจำ ที่ได้โชว์ของให้แฟนๆ ได้ฮือฮาอ้าปากค้าง และในช่วงท้ายกับลูกเล่นการตัดต่อและการตัดสินใจทิศทางของหนัง ที่แม้ว่าผมจะไม่ได้ปลื้มภาคนี้มาก แต่ก็อยากที่จะติดตามต่อไป 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

โอเคว่าไม่ได้คาดหวังในตัวบทอยู่แล้ว เพราะพอมาดูมันก็มีปัญหาค่อนข้างมากจริงๆ ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ช่วงกลางเรื่องค่อนข้างดรอปและน่าเบื่อไปอย่างชัดเจน จนแทบจะหลุดความสนใจไปจากหนัง และแม้ว่าหนังจะสร้างไดโนเสาร์ตัวใหม่ที่ซึ่งเป็นตัวร้ายของเรื่อง เพื่อมาไดร์ฟหนังให้ไปข้างหน้า รวมถึงให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความแปลกใหม่ แต่กลับกลายเป็นว่า ตัวใหม่ ในที่นี้ ก็ไม่ได้สร้างความจดจำมากมาย ได้เฉกเช่นเดียวกับที่ I-Rex ทำได้ในภาคก่อน เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก 

สรุป

Jurassic World: Fallen Kingdom เป็นภาคต่อที่ไม่ได้ถึงขั้นแย่ พอดูได้เพลินๆ ยิ่งคุณเป็นแฟนจูราสสิคยังไงก็ต้องไม่พลาดชมอยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้คาดหวังมากมายนัก เน้นดูเพื่อความบันเทิง แต่จริงๆ แล้วก็แอบเสียดายค่อนข้างมากที่รู้สึกว่าหนังอาจจะทำได้ดีกว่านี้มาก แต่ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป อาจจะปิดไตรภาคได้อย่างสวยงามก็เป็นได้

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.1
7 มิถุนายน 2561 21:06:00

รีวิว Jurassic World : Fallen Kingdom ฉบับเด็กเดินตั๋ว [No Spoil]

สำหรับภาคนี้ อาจจะไม่ได้รู้สึกว้าวมากในด้านความยิ่งใหญ่อลังการของไดโนเสาร์ รู้สึกว่าภาคที่แล้วที่มีอินโดมินัส เร็กซ์ พรีเซนต์ออกมาได้แจ่มกว่า เร้าใจกว่าเยอะ แถมยังนำเสนอไดโนเสาร์หลากหลายคาแรกเตอร์หลากหลายสายพันธุ์ให้ตื่นตาตื่นใจกว่า (เด็กเดินตั๋วประทับใจฝูงแรพเตอร์และปลาจระเข้ยักษ์มาก) ภาคนี้ไม่ได้ชูเรื่องความอลังการของไดโนเสาร์มากนัก ส่วนเรื่องความสนุกเด็กเดินตั๋วเห็นว่าภาคนี้แตกต่างออกไปมาก ไม่ได้ด้อยกว่าเลย สนุกมาก เผลอๆ มากกว่าด้วย รสชาติหนังออกไปทางสยองขวัญ น่ากลัว แต่ละฉากดีไซน์ออกมาได้อย่างมีลูกเล่นและสื่อสารมีคุณภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นคาแรกเตอร์ของนักแสดง หรือคาแรกเตอร์ของเหล่าตัวไดโนเสาร์ มีชั้นเชิงการเล่าที่เหนือชั้นมาก ถ้าเป็นอาหาร Jurassic World ภาคนี้คงพรีเมี่ยมเหมือนมีเชฟมิชลินสตาร์มาปรุงให้ทานกันเลยทีเดียว ลูกเล่นชั้นเชิงการเล่าหนัง ความน่ากลัวเหล่านี้พาเด็กเดินตั๋วย้อนนึกกลับไปถึงเรื่อง Jurassic Park ภาคแรกเลยที่เด็กน้อยหนีตายจากเหล่าแรพเตอร์วายร้ายที่นำเสนอออกมาได้น่ากลัวอย่างกับหนังผี 

เล่าเรื่องได้อย่างเหนือชั้น!
คือหนังเล่าดีมาก จนอยากรู้เลยว่าใครกำกับ พอหนังขึ้นชื่อ J.A. Bayoga ก็ยังไม่รู้ว่าคือใคร แต่พอมาเปิด IMDb ดูตอนหนังจบถึงกับร้องอ๋อเลย... ผู้กำกับชาวสเปนที่กำกับหนังสยองขวัญเรื่อง The Orphanage (2007) ที่มีชั้นเชิงการเล่าดีมาก ไม่ตุ้งแช่แบบผีเอเชีย ผีฝรั่ง สยองขวัญล้ำลึกเอาแบบกลัวนอนเปิดไฟไปหลายวันเลย และกำกับหนังที่ดีมากๆ อีกเรื่องคือ A Monster Calls (2018) ที่เล่าเรื่องดีมากทั้งเหงา เศร้า ซาบซึ้ง นำเสนอได้อย่างลงตัว เรื่องนี้การเล่าเรื่อง Jurassic World ภาคนี้ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย นำเสนอประเด็นเรื่องราวที่น่าสนใจ มีหลายอย่างให้ขบคิดให้ตกผลึก ออกแบบการเล่าเรื่องฉากน่ากลัวก็น่ากลัวมาก ฉากลุ้นก็แทบหยุดหายใจ ฉากเศร้าก็เศร้าจนได้ยินเสียงกระซิกของคนข้างๆ สะอื้นเลย ฉากฮาฉากบันเทิงก็มาช่วยผ่อนบรรเทาอารมณ์ได้อย่างดี (คือมีฉากที่น่าจดจำหลายฉากมาก) นอกจากนี้มีดีไซน์วิชวลใช้ภาพช่วยในการเล่าเรื่องได้อย่างคมคาย ทั้งแสง ทั้งเงามีรายละเอียดซับซ้อนมากมายมาช่วยเล่าเรื่อง ช่วยสื่อความหมาย มีสัญญะสื่อสารทางความคิด ทิ้งอะไรในภาพไว้ให้ตีความค่อนข้างเยอะและลึกซึ้ง เพิ่มคุณค่าทางภาพยนตร์ให้หนังเรื่องนี้ได้เยอะมากๆ หลายๆ อย่าง เฮียบาโยก้าพาเราชวนไปนึกถึงมนต์เสน่ห์เก่าๆ ของ Jarrasic Park ภาคแรกๆ ไม่ว่าจะมุกหนีตายต่างๆ การเล่นเงาเล่นแสง ความน่ากลัวของแรพเตอร์วายร้าย ความพังของตู้ไฟวงจรไฟฟ้า การออกแบบตัวละครก็มีมิติมากๆ เช่นกัน ตัวร้ายที่ดูร้ายแต่จริง (พาเราไปนึกถึงคดีที่กล่าวหาถึงการฆ่าเสือดำเลย) ตัวละครหลายๆ ตัวล้วนดูมีปม มีด้านมืดสว่างผ่านการแสดงออกทางความคิด การตัดสินใจของตัวละคร แม้แต่เหล่าไดโนเสาร์ก็ดูมีคาแรกเตอร์เช่นกัน ภาคนี้บลูยังอยู่แถมดูมีปม มีมิติมากด้วย ต้องยกย่องการเล่าเรื่อง การกำกับการแสดงของเฮียบาโยก้าเลยจริงๆ ทำให้หนัง Blockbuster ที่สร้างมาเพื่อความบันเทิงดูเลอค่า ดูแพงขึ้นมาเลย ขอคาราวะ ขอชื่นชมอย่างแรงเลย...

มีหลายอย่างที่ชอบมากๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของแรพเตอร์สุดน่ารักขวัญใจเด็กเดินตั๋วอย่างน้องบลู หรือการเอาเจ้าคอยาวออกมาต้อนรับสู่เกาะอิสลานูบลาร์ที่ทำให้ความผูกพันความทรงจำเก่าๆ ในทุกๆ ภาคฟุ้งกลับขึ้นมา รวมไปถึงการคำรามกึกก้องของ T-Rex ราชาไดโนเสาร์ในตอนจบของทุกๆ ภาคด้วยเช่นกัน การออกแบบฉากหนีตายที่คราวนี้ครีเอทและมาเหนือชั้นมาก ภาพในเรื่องเล่าเรื่องและดีไซน์มาสวยมาก งานสร้างยิ่งใหญ่อลังการและมีลูกเล่นในงานสร้างเยอะมาก ซีจีไม่ตกมาตรฐานและความรู้สึกเลย ดูเนียนสนิทไม่หุ่นไม่ลอย สื่อความรู้สึกได้ถึงความเป็นสัตว์ป่าจริงๆ 

การแสดงของคริส แพตต์และเบลซ ดัลลาส ฮาร์เวิร์ด พระนางคู่ขวัญ Jurassic World ถ้าเอาตรงๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก ภาคที่แล้วยังจะดูโดดเด่นกว่า ภาคนี้ที่เด่นๆ ต้องยกให้น้องเด็กผู้หญิงที่ดูเป็นเด็กน้อยใสๆ แต่กลับถ่ายทอดเรื่องราวของเธอกลับลึกซึ้งประทับใจมาก แต่เอาจริงๆ ภาคนี้ไดโนเสาร์กลับเล่นดีกว่าและน่าจดจำกว่าเยอะเลย (แหะ...แหะ...)

ภาคนี้ถ้ามีอะไรที่ผิดหวังคงจะเป็นเพลงประกอบที่นอกเหนือจากหน้าที่เสริมอารมณ์ในแต่ละฉากแล้ว ที่เหลือล้วนขาดมนต์เสน่ห์ไม่น่าจดจำ ไม่ติดหู ไม่มี Main Theme ใดๆจาก Jurassic Park แหลมออกมาเลย (อย่างภาคที่แล้วยังมีในหลายๆช่วงจังหวะ มีเสียงเปียโนธีม Jurrasic Park ก้องกังวาลขึ้นมา หรือช่วง T- Rex คำรามตอนท้ายเรื่องก็มีธีมที่โดดเด่นดังขึ้นมาให้หายคิดถึง แต่ภาคนี้ไม่เห็นเข้าหูเลย

สรุปโดยรวมเด็กเดินตั๋วชอบแฟรนไชส์ชุด Jurassic Park มากนะ ดูทุกภาคเลย แม้ว่าภาคที่แล้วก็ว้าวตื่นตาตื่นใจ แต่กลับเทใจหลงรักภาคนี้มากกว่าด้วยความที่มีกลิ่นอายเหมือนภาค Jurassic Park ภาคแรก อะไรที่เป็นกิมมิคเก่าๆถูกนำมาขัดถูและเสริมแต่งด้วยลูกเล่นใหม่ เล่าเรื่องได้อย่างมีศิลปะ มีเสน่ห์ มีกลิ่นอายความเศร้า ความน่ากลัว รวมๆแล้วรักเลยจ้า ❤️
ป.ล. มี End Credit นะ 

- เด็กเดินตั๋ว -

ส่วนใครดูแล้วมาเม้าส์มอยส์กันได้ข้างล่างเลยนะ

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
4 มิถุนายน 2561 01:38:07

Kids on the Slope (Takahiro Miki | Japan | 2018)

นี่เตรียมตัวเข้าไปปาดน้ำตา  แต่ทำไมกลับไม่อินอย่างใครเขานะ!!

เรื่องราวความรักย้อนวัยมัธยมของเพื่อนสนิท 3 คน  ซึ่งเหมือนเป็นความทรงจำกับรักแรกที่ได้มาเจอกันและสนิทสนมกัน ความรักและมิตรภาพถูกผูกโยงด้วยดนตรีแจ๊สซึ่งเป็นที่บำบัดความรู้สึกของทุกคนในกลุ่ม คาโอรุ (Yuri Chinen) หนุ่มนักเปียโนบ้านคุณหนูลุคเนิร์ด เซ็นทาโร่ (Taishi Nakagawa) หนุ่มหล่อเท่มาดนักเลงมือกลอง  และ ริทสึโกะ (Nana Komatsu) สาวลูกเจ้าของร้านแผ่นไวนิลที่แค่ได้ฟังได้เห็นเพื่อนๆ เล่นดนตรีแจ๊สด้วยกันในห้องซ้อมดนตรีชั้นใต้ดินร้านที่พ่อทำไว้ให้ก็มีความสุขสุดๆ แล้ว

เป็นเรื่องราวเดิมๆ ของความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่เคยเห็นมาแล้วเยอะแยะ  แต่การเป็นเรื่องเดิมๆ ไม่ใช่ปัญหา และไม่น่าเสียดายเท่าบทหนังและการกำกับที่ไม่ได้ขุดลึกความรู้สึกของตัวละครให้บาดอกบาดใจได้ การดำเนินเรื่องมันเดินไปเรื่อยๆ แบบครึ่งๆ กลางๆ ไปจนจบ ขาดการออกแบบฉากและสถานการณ์ให้ได้ภาพที่ต้องตาตรึงใจ  ทำให้ความรู้สึกขณะดูที่มีต่อความเป็นไปของตัวละครนั้นค่อนข้างนิ่งเรียบ ความไม่น่าติดตามทำให้เกิดความรู้สึกเบื่ออยู่หลายๆ ช่วง เสียดายอีกอย่างที่หนังมีดารานักแสดงหลักเป็นวัยรุ่นที่ทรงเสน่ห์มากๆ ทั้ง 3 คน ที่สามารถนำจะพาเราให้คล้อยตามได้ตลอดทั้งเรื่องได้มากกว่านี้ถ้าบทหนังและการกำกับเอื้อให้โชว์ฝีมือมากกว่านี้

ส่วนตัวแล้วก่อนดูไม่ได้รู้มาก่อนว่าสร้างมาจากมังงะ เสียดายที่ความเป็นหนังดนตรีนั้นแบนเรียบไปหน่อย ถึงจะมีฮุกไคลแม็กซ์ให้สนุกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เกินความคาดเดาและไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากมาย และที่สำคัญคือมีตัวละครที่มีแพสชั่นความคลั่งไคล้ดนตรีอยู่ในหนัง เรารู้เหตุและผลของความหลงใหลและความฝันที่มีต่อดนตรีแจ๊ส แต่เรากลับไม่ได้เห็นสถานการณ์ที่เล่าให้เห็นภาพความคลั่งไคล้และความสำคัญของเพลงแจ๊สกับชีวิตพวกเขาได้ลึกซึ้งกินใจเท่าที่ควร หนังเล่าความลุ่มๆ ดอนๆ ของชีวิตวัยรุ่นมัธยมที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิตเพื่อที่จะเติบโตในวันข้างหน้าแต่เรากลับไม่ได้รู้สึกอินตาม ดนตรีแจ๊สจึงเป็นแค่เสียงเพลงที่ดังลอยๆ อยู่ในหนังเท่านั้นเอง

รวมๆ แล้ว Kids on the Slope เป็นหนังรักมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ดูได้เรื่อยๆ ซึ่งหนังทั้งเรื่องแบกไว้ด้วยเสน่ห์ของนักแสดงหลักทั้ง 3 คน สำหรับใครที่อยากไปดูความทะเล้นมุทะลุของพระเอกหัวทองของไทชิ  ความเนิร์ดเนี้ยบสุภาพบุรุษของหนุ่มแว่นของยูริ กับความน่ารักคาวาอี้ของน้องนานะในบทสาวเรียบร้อยที่หนุ่มๆ ต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็น่าจะคุ้มความคาดหวัง ส่วนเรื่องความซาบซึ้งในรักวัยเรียนและมิตรภาพก็พอได้อยู่แหละ แต่คงไม่ถึงขั้นดีงามประทับจิตประทับใจ เอาจริงๆ แล้วก็ชอบบทสรุปเส้นทางเลือกของตัวละครหนึ่งในนั้นทีเดียวล่ะ ให้ภาพที่น่าสนใจดี แล้วการจบหนังแบบให้เริ่มต้นมิตรภาพต่อไปได้ด้วยดนตรีก็งดงามอยู่

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.8
3 มิถุนายน 2561 18:34:12

 Kids on the Slope หรือชื่อไทยว่า เพลงแรก รักแรก จูบแรก หนังเล่าเรื่องราว นิชิมิ คาโอรุ (จิเน็น) เด็กหนุ่มเรียนดีผู้ที่ต้องย้ายโรงเรียนจากโยโกสุกะมาอยู่ที่จังหวัดนางาซากิเนื่องจากสาเหตุของทางบ้าน ทำให้เขาได้พบกับ คาวาบุชิ เซ็นทาโร่ (ไทชิ) ตัวพ่อประจำโรงเรียน ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนรักกันและรวมตัวกันตั้งวงดนตรีแจ๊ส โดยมีเพื่อนสาวคนสวย ริตสึโกะ (นานะ โคมัตสึ) คอยเป็นกำลังใจให้และกลายเป็นความรักสามเส้า มิตรภาพ ดนตรี และรักแรก จะทำให้คุณคิดถึงคนที่ไม่เคยลืม

ความรู้สึกหลังชม

        ต้องบอกก่อนเลยว่าผมไม่เคยอ่านมังงะเรื่องนี้หรือดูอนิเมะเรื่องนี้มาก่อนเลยอาจจะมีบางจุดที่ไม่ถูกใจแฟนการ์ตูนบ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีความสนุกและมีการเล่าสายสัมพันธ์มิตรภาพที่ดีมากพอสมควรแต่ก็มีจุดที่ไม่ชอบบ้าง

สื่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้

1.หนังมีการเล่าถึงสายสัมสัมพันธ์ของเพื่อนที่มีความชอบในสิ่งเดียวกันได้ดี

2.หนังมีการถ่ายทำที่สวยงาม และนักแสดงแสดงได้ดีในทุกบทบาท

3.ดนตรีที่มีในหนังนั้นดีมากและมีฉากการเล่นดนตรีได้น่าตราตรึงใจ

สิ่งที่ไม่ชอบในหนังเรื่องนี้

1.ช่วง romance บางส่วนในหนังดูมาขัดๆ ไปหน่อย และบางตัวละครเบาบางไปจึงทำให้อินไม่สุดเท่าไหร่

โดยรวม

    เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงสายสัมพันธ์ของเพื่อนได้ดี และมีดนตรีที่ดึงดูดมากๆ เหมาะกับผู้ชมทุกวัยโดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนมัธยม

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.7
2 มิถุนายน 2561 20:54:06



Han Solo : A Star Wars Story
| Ron Howard

Han Solo หนังแยกเดี่ยวจากจักรวาลหลัก Star Wars โดยสร้างอยู่รอบๆ ตัวละครหลักตัวหนึ่งคือ ฮาน โซโล โดยเป็นหนังที่เกิดก่อน Star War: New Hope หรือภาค 4 ถ้าเรียงตาม Time line เส้นเรื่องน่าจะเกิดก่อนภาค Rouge One แม้จะมีกระแสการดูแย่กว่าภาคอื่นๆ อยู่บ้าง แต่ส่วนตัวแล้วสำหรับผม มันเป็นหนังสนุก ที่มีครบรส เร้าใจ และก็ให้ความสำคัญในการสร้างตัวละครฮาน โซโลในระดับที่ลึกล้ำ ถูกใจแฟนคลับมากแน่ๆ

ดิสนีย์ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเดียวกับที่ทำใน Marvel ก็คือให้จักรวาลหลักดำเนินไป และค่อยๆ สร้างภาคเสริมมาคลุมครอบส่วนเกินส่วนขาดในหนังภาคหลัก เพื่่อทำให้หนังกลม มีเหตุมีผล และทำให้ความสมจริงมันชัดแกร่งมากขึ้น พร้อมๆ กับกวาดเงินคนที่รักตัวละครตัวนั้นตัวนี้ ประสบความสำเร็จบ้าง ธรรมดาๆ บ้าง ซึ่ง Han Solo จะมีส่วนที่เฉยๆ อยู่นิดหน่อยหน่ะนะ

ซึ่งสำหรับแฟนๆ สตาร์วอร์ที่ดูมาทุกภาค เรื่องนี้มีกลิ่นอายแบบผจญภัยมากที่สุด สนุกมาก และมีกลิ่นอายแบบหนังอาชญากรรมที่หักหลังกันอุดตลุด หักมุมกันมันส์ แถมมีความทรงจำเยอะแยะแอบซ่อนอยู่ในนั้น เช่นเสียงเลเซอร์ที่คุ้นเคย ยานที่เรารัก มุกตลกที่รู้จักเป็นอย่างดี Mood&Tone ที่งดงามและเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เราอิ่มเอมกับบรรดา Easter Egg ในเรื่องราวเหล่านั้น

ส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องก็ทำออกมาได้น่าชืนชม โดยเฉพาะการสร้างตัวละครของ Han Solo นั้นออกแบบมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะการเติบโตของตัวละครในเรื่องนี้ล้วนเกี่ยวพันกับภาคหลัก ทั้งชื่อของฮาน ทั้งพร๊อพนำโชคในตำนาน ปืนสั้น เรื่องเล่าของมิลิเนี่ยม ฟัลคอน การพบเจอของชิววี่ ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Han Solo เป็น Han Solo ไม่ว่าจะภาคไหนๆ

“ยิ้มเอาไว้ ฮาน รอยยิ้มของเธอทำให้ฉันนึกถึงการผจัญภัยของเรา”

หนังแยกนี้ของ Han Solo คือส่วนประกอบที่สร้างให้  Han Solo ทรงเสน่ห์ไปอีกขั้นด้วยเช่นกัน การเป็นคนดีกับคนที่เขารัก การยิ้มสู้ทุกอย่าง กระบวนการเอาชีวิตรอด (เกมนี้ไม่มีชนะแพ้ แค่เอาชีวิตรอดให้ได้มากที่สุด) ที่เกิดจากการบ่มเพาะในสังคมแห่งการฉกฉวย ความเก่งกาจ กล้าได้กล้าเสีย และการมองคนออกจนทะลุปรุโปร่ง ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ฮานมีความสมบูรณ์ในฐานะของการเป็นคน หักหลังบ้าง รักบ้าง เขาไม่ได้คิดถึงการเอาชีวิตรอดของตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เขาคิดถึงชีวิตรอดของผู้อื่นด้วย ทำให้ Han Solo โดดเด่นออกมาจากคนอื่น และทำให้ชิววี่เลือกที่จะเคารพ เป็นคู่หูในตัวเขาเสมอ

แน่นอนว่า ผมตามภาคหน้าของ Han Solo แน่ๆ หนังมันสมบูรณ์แบบมากสำหรับการเป็นภาคเดี่ยว และเสริมให้ Han Solo มีความลุ่มลึกขนาดนี้ และก็คงไปบรรจบกันที่ New Hope น่าจะมีส่วนขาดส่วนหายไปในเนื้อเรื่องที่ New Hope กับรอยต่อระหว่าง Force Awaken ที่ทำให้ซีรีย์นี้ไม่มีวันจบสิ้น

และแน่นอนว่าผมก็รักจักรวาลนี้เหลือเกิน จะตามไปดูจนถึงจุดจบของมันเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.1
1 มิถุนายน 2561 12:38:56

บทวิจารณ์ HAN SOLO ฉบับเด็กเดินตั๋ว

ต้องบอกก่อนเลยว่าเด็กเดินตั๋ว ‘HYPE’ อภิมหาภาพยนตร์จักรวาล STAR WARS มาก เข้าขั้นเครซี่สุดๆ ไปเลย แต่สำหรับ Han Solo แล้วเป็นตัวละครที่เด็กเดินตั๋วรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ชื่นชอบมากเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเฮียแฮร์ริสัน ฟอร์ด ดูมาดเท่ห์ ขี้เก๊ก ฉบับพระเอกมากเกินไปมั้ง เลยไม่ค่อยชื่นชอบมากเท่าตัวละครอื่นๆ

หนังเรื่องนี้จะทำให้มุมมองที่มีต่อ ฮาน โซโล และมิลเลนเนี่ยม ฟาลค่อนเปลี่ยนไป!!!

คือรายละเอียดและดีเทล ที่มาที่ไปของทุกสรรพสิ่งในตัวตนของฮาน โซโลแทบจะถูกชี้แจงออกมามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ที่มาของชื่อ ‘ฮาน โซโล’ ที่มาของปืนคู่ใจ วลีเด็ดๆ ที่ฮาน โซโลชอบพูด การพบเจอกับ ‘ชิวอี้’ คู่หูผู้ช่วยคนขับชาววุคกี้ ประสบการณ์การขับยาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่หลอมตัวตนให้ ‘ฮาน โซโล’ เป็นฮาน โซโล แบบทุกวันนี้จนถึงภาคสุดท้าย มันทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้ วิธีการคิด การพูด การเป็นแบบที่เขาเป็น และยอมรับสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ รวมไปถึงที่มาของยานมิลเลนเนี่ยม ฟาลค่อน ยานคู่ใจของฮาน โซโล ยานที่พาลุคสกายวอร์คเกอร์ผจญภัยตะลุยอวกาศแบบที่เราเห็นกันในหนังสตาร์วอร์สหลายๆ ภาค ล้วนมีที่มาที่ไปที่น่าจดจำและน่าประทับใจ ซึ่งต่อจากนี้ไปเวลาดูสตาร์วอร์สจะรู้สึกรักยานลำนี้และชอบพี่ฮาน โซโลมากขึ้น

เรื่องนี้มีนักแสดงที่โดดเด่นโลดแล่นอยู่ในหนังมากมาย หากไม่นับนักแสดงนำอย่าง Alden Ehrenreich ในบทฮาน โซโล ซึ่งเด็กเดินตั๋วบอกตรงๆ ว่าเพิ่งเคยเห็นหน้าครั้งแรก แต่การแสดงก็พาหนังไปได้อย่างสวยงาม คาแรกเตอร์จะคล้ายๆ นักบินหนุ่มเลือดร้อนของฝ่ายต่อต้านใน The Last Jedi ที่เป็นเจ้าของ R8 นอกจากนักแสดงนำ คนที่ทำให้เด็กเดินตั๋วว้าว ไม่คิดว่าจะได้เห็นคือ Emilia Clarke หรือคุณแม่มังกร แดเนริส ทาร์แกเรียน ในซีรียส์ชุด Game Of Throne นั่นเอง (เรื่องนี้คุณแม่เซ็กซี่มาก...บอกเลย) และนักแสดงนำที่เพิ่งเห็นหน้าเห็นตากันไปอย่าง Woody Harrelson นักแสดงที่เห็นหน้าเห็นตาบ่อยอย่างนักมายากลสายสะกดจิตในหนังมายากลสุดเจ๋งอย่าง Now You See Me หรือผลงานที่ฝากไว้อย่างยอดเยี่ยมในบทตำรวจขวัญใจชาวเมืองในหนังยอดเยี่ยมเข้าชิงออสการ์อย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri และอีกคนที่ชื่นชอบคือ Donald Glover ที่เคยเห็นหน้าแว้บๆ ในบทนักฟิสิกส์มาดเกรียนที่คิดวิธีการให้พี่แม็ตต์ เดม่อนกลับโลกจากดาวอังคารได้ใน The Martian ทุกคนล้วนดูเจ๋งมากในจักรวาล Star Wars และภูมิใจในทุกคนจริงๆ (ปลาบปลื้มสุดๆ)

ตัวหนังโอเคไหม?

แม้วิชวลดูไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนสตาร์วอร์สสองภาคหลังสุด (Force Awaken, The Last Jedi) เนื้อเรื่องไม่ได้เข้มข้นหนักหน่วงเหมือน Rouge One แต่สำหรับเด็กเดินตั๋ว Han Solo ถือว่าเป็นหนังอัตชีวประวัติชั้นดีที่สนุกมาก คือพอเห็นชื่อผู้กำกับขึ้นในเครดิตนี่ถึงบางอ้อเลย เฮีย Ron Howard เจ้าของผลงานที่เด็กเดินตั๋วชื่นชอบอย่าง ‘Rush’ หนังอัตชีวประวัติของ James Hunt และ Niki Luada สองนักแข่งรถ F1 สุดเท่ห์ (ซึ่งเป็นหนังที่เจ๋งมาก) บอกเลยรสชาติแบบ Rush ในแบบฉบับ Star Wars เป็นส่วนผสมที่ดีและขอชื่นชมเลยล่ะ ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ในแบบที่หนังควรจะเป็นเลย ทั้งสนุก ทั้งเท่ห์ สะท้อนตัวตนมุมต่างๆ ของตัวละครได้อย่างมีมิติ ไม่เครียดไปแบบ Rouge One สนุกกำลังดีแบบสตาร์วอร์ส แม้ไม่มีหุ่นดรอยด์น่ารักๆ อย่าง R2D2 หรือ R8 แต่มีหุ่นดรอยด์ผู้ช่วยนักบินคล้ายๆ ดรอยด์ใน Rouge One ให้ติดตามอีกตัวละครแทน 

Han Solo เป็นอีกเรื่องที่แฟนสตาร์วอร์สไม่ควรพลาดเลยจริงๆ ดูแล้วจะหลงรักมิลเลนเนี่ยม ฟาลค่อนแบบไม่รู้ตัวเลย

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.3
1 มิถุนายน 2561 04:28:33

ตุ๊ดตู่กู้ชาติ (อานนท์ มิ่งขวัญตา | ไทย | 2018)

พจน์ อานนท์ นี่พี่แกทำหนังถี่ติดต่อกันมาหลายปีเลย  และทุกปีๆ หนังทุกเรื่องของแกก็จะถูกโลกโซเชี่ยลโขกสับต่างๆ นานาว่าเป็นหนังไม่ดีไม่เอาไหนไร้สาระ แต่บางเรื่องกลับทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจนเป็นที่อิจฉาของเหล่าคนทำหนังด้วยกันเอง แต่พอมาถึงหนังเรื่องล่าสุดนี่กลับเหมือนเป็นเวรเป็นกรรมหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เมื่อหนังซึ่งลงทุนลงแรงเล่นใหญ่ใส่เยอะที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตผู้กำกับอย่าง ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ทำรายได้ไม่ดีเท่าที่หนังลงทุนไป

ทั้งงานสร้างที่มีทั้งเซตหมู่บ้าน ฉากแอคชั่น ฉากสงคราม และมีทั้งกองทัพนักแสดง ต้องเรียกว่ากองทัพเพราะใช้นักแสดงเปลืองไม่แพ้กับหนังใหญ่ๆ อย่าง สุริโยไท หรือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของท่านมุ้ยเลย ถ้าให้ไล่เรียงคร่าวๆ ก็นับนักแสดงที่มีชื่อเสียงนอกเหนือจากน้องๆ ลูกหม้อได้ราว 40 ชีวิต!!! ทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง รุ่นเล็ก ทั้งนักแสดงตลกสร้างสีสัน และนักแสดงมากฝีมือ ไปจนถึงนักแสดงประกอบอีกหลายร้อยชีวิต นี่ยังไม่รวมนักแสดงอีกหลายคนที่เคยเห็นในภาพโปรโมตแต่ถูกตัดออกไปจากหนังนะ สุดท้ายคือ CGI มนต์ขลังแฟนตาซีที่เพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการเข้าไปอีก

เปิดเรื่องมาก็ดูเป็นหนังตลกที่เดินเรื่องได้โอเคเลยนะ และไหลลื่นกว่าที่คิดในช่วงแรกๆ ถึงงานถ่ายภาพจะไม่ได้ดีนักและทำสีจนผิดเพี้ยนไม่เป็นธรรมชาติเนียนไปด้วยกันทุกช็อตฉาก กองทัพตุ๊ดตู่ที่นำโดย หม่ำ จ๊กมก จิ้ม ชวนชื่น  โก๊ะตี๋ และ ติ๊ก กลิ่นสี ก็สามารถเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย โดยเฉพาะรายหลังที่แย่งซีนเรียกเสียงฮาได้ตลอดทั้งเรื่อง  ถึงมุกตลกเหล่านั้นมากกว่าครึ่งมันเก่าเกรอะและเฉิ่มเชยแบบที่เห็นกันได้ทั่วไปในละครโทรทัศน์หรือรายการตลก  ที่ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินมาดูในโรงหนังก็มีให้ดูได้ที่บ้านฟรีๆ แต่ก็ยังฮาได้อยู่ด้วยคาแร็กเตอร์ของแต่ละตัวละคร  ส่วน โย่ง อาร์มแชร์ กับ สงกรานต์ รังสรรค์ ก็ซัพพอร์ตได้โอเคกว่าที่คาดไว้

ส่วนตัวไม่ได้ดูถูกดูแคลนการเอารสนิยมเพศมาเล่นตลกในเรื่อง เพราะมีความคิดว่าเมื่อชายหรือหญิงซึ่งรักเพศตรงข้ามถูกหยิบมาเล่นล้อในหนังได้ เพศทางเลือกที่เหลือก็สามารถถูกหยิบมาเล่นล้อได้เช่นกันหากพูดบนความเท่าเทียม แต่ทัศนคติที่ตั้งใจสอดแทรกและภาพผลลัพธ์ที่ได้ไม่ควรดูถูกหรือเหยียบย่ำสิทธิเสรีภาพและความเป็นคน  ซึ่ง ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ยังอาการดีกว่าหนัง(ไทย)หลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้นะ มุกที่หยีที่สุดในเรื่องเพศคือมุกที่ตัวละครทอมในหมู่บ้านสองคนพูดถึงพวกตุ๊ดในลักษณะว่าไปรบให้ตายๆ กันให้หมดก็ดีพวกลักเพศ ซึ่งไม่ได้พาไปสู่มิติอื่นใด ทิ้งไว้แต่ขยะ แต่มุกที่หยะแหยงที่สุดในเรื่องกลับไม่ใช่มุกที่เล่นล้อเรื่องเพศตรงๆ แต่เป็นมุกสังขารหน้าตาที่สั่งให้เอาไปกุดหัวเมื่อเห็นว่าพวกตุ๊ดนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ถึงจังหวะมันจะชวนให้ตลกก็เถอะ

ระหว่างดูจะเอาใจช่วยมากๆ เพราะเห็นความตั้งใจและความกล้าทำในช่วงแรกๆ แต่เมื่อหนังค่อยๆ ดำเนินไปกลับเละเทะและเหลวไหลมากขึ้นเรื่อยๆ ความไหลลื่นที่ยังพอมีเริ่มคุมไม่อยู่ เกิดการไม่ปะติดปะต่อ และขาดความเป็นเหตุเป็นผล รวมๆ จึงกลายเป็นหนังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีกเรื่องหนึ่งที่เหมือนทำเพราะเงินเหลือจากกำไรเรื่องก่อน และผลมาจากการทำงานแบบเดิมๆ กับโปรดักชั่นเล็กที่ต้องมาคุมงานหนังสเกลใหญ่กว่าเดิมมากทั้งบทหนัง  งานสร้างที่ออกแบบเอง และการกำกับ มันก็ทำให้เกิดอาการเอาไม่อยู่

ความตลกไร้ทิศทางไม่สามารถทำให้มีแก่นสารสาระได้เพียงเพราะฉากสงครามที่พยายามโหมภาพความรุนแรง ความดราม่า ความเสียสละรักชาติแบบทื่อๆ ได้ ทั้งที่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คิดมาได้น่าสนใจ เช่น เรื่องเพศสภาพและรสนิยมเพศในยุคสมัยก่อนกับความเสียสละในการสงคราม ภาพกองทัพชุมชนตุ๊ดตู่ในตอนท้ายเรื่อง หรือการใช้เพลง เดือนเพ็ญ ที่ร้องโดย เจนนิเฟอร์ คิ้ม ในฉากถูกขังคุก ซึ่งถ้าหากคนทำใส่ใจที่จะให้พื้นที่หนังเล่าเรื่องราวจากการสำรวจมุมมองเหล่านี้ตั้งแต่แรกก็คงได้น้ำได้เนื้อให้เอาไว้ถกเถียงประเด็นกันได้มากกว่านี้แน่ๆ เพราะใจยังเชื่อว่านักแสดงตลกเหล่านี้ยังมีความสามารถในมุมอื่นๆ นอกจากความตลกที่สามารถโอบอุ้มความจริงจังให้รอดได้  แต่พอมันไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ

แต่ถึงยังไงการที่ได้เห็น ดิลก ทองวัฒนา เล่นบทตลกนอกเหนือจากภาพเครียดๆ ในจอทีวี แล้วเล่นได้ตลกด้วยก็ถือเป็นความเซอร์ไพรส์หนึ่ง แล้วยังได้เห็น เทพพิทักษ์ เล่นเป็นโหรหลวงคู่กับ หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม ซึ่งเทพพิทักษ์ต้องร่วมงานกับดาราใหญ่หลายชีวิตก็นับเป็นอีกก้าวประสบการณ์ของเขาที่ได้เห็นจากในหนัง แล้วยังมีน้องขนมจีน กับ อำภา ภูษิต ที่เล่นบทดราม่าได้แบบนึกว่าเป็นหนังคนละเรื่อง และการกลับมาของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ที่ส่วนตัวผมไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเขามานาน ถึงสุดท้ายแล้วจะมีการทำให้นักแสดงฝีมืออย่าง เฟรช อริศรา กับ เมย์ ภัทรวรินทร์ ต้องดูฝืนๆ อยู่ผิดที่ผิดทางไปบ้างก็ตามที

สิ่งที่ติดใจมากที่สุดนอกเหนือจากตัวหนังก็คงเป็นเครดิตชื่อพี่พจน์แกเนี่ยแหละ ที่เครดิต เรื่อง/บทภาพยนตร์ ในตอนต้นใช้ชื่อ พจน์ อานนท์ แต่พอเครดิตจบชื่อผู้กำกับกลับใช้ อานนท์ มิ่งขวัญตา ซึ่งเป็นชื่อของคนเดียวกัน เซอร์แดกสุดๆ ไปเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
5.5
คะแนนเฉลี่ย
5.5
31 พฤษภาคม 2561 19:30:45

Solo: A Star Wars Story "ฮาน โซโล"

135 min | Adventure/Fantasy | Directed by Ron Howard 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนัง spin-off หรือภาคแยกของสตาร์ วอร์ส ที่พาเราไปสำรวจถึงต้นกำเนิดของ 1 ในตัวละครสุดฮิตจากไตรภาคแรกอย่าง ฮาน โซโล ว่ากว่าเขาจะมาพบเจอเรื่องราวอันเป็นตำนานสุดยิ่งใหญ่ เขาต้องพบเจออะไรมาบ้าง และในเรื่องก็ยังพูดถึงการผจญภัยสุดยิ่งใหญ่และน่าจดจำครั้งนึงในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อว่า ฮาน โซโล เลยทีเดียว

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

รู้สึกว่าหนังมันมีความเป็น Rogue One โมเดลค่อนข้างสูง อาจจะเพราะว่าเขาพยายามยึดสูตรนี้เป็นสูตรหลักในการเล่าเรื่องในภาค spin-off แล้ว เพียงแต่หลายอย่างใน Solo มันยังมีจุดขาดจุดเกินอยู่มาก คุณภาพโดยรวมอาจจะดีกว่าที่คิด เพราะข่าวที่ปล่อยมาก่อนฉายไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ก็แอบคิดว่าหนังอาจจะดีได้มากกว่านี้ 

สิ่งที่น่าชื่นชม

ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องหลายต่อหลายคนแคสมาได้ค่อนข้างดี ทำให้หนังมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนมาก อัดฉากบู๊รัวๆ ทำให้ดูได้เพลินๆ อยู่ 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

ตัวละคร ฮาน โซโล ที่ควรจะเป็นตัวหลักตัวชูโรงของเรื่องกลับดูไม่มีสเน่ห์เท่าที่ควรจะเป็น จนทำให้ความดีงามโดยรวมของเรื่องไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น น่าเสียดายมากๆ 

สรุป

ภาพรวมคือพอดูได้ อาจไม่เหมาะกับผู้ชมทั่วไป แต่ถ้าหากคุณเป็นแฟน สตาร์ วอร์ส การได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้ย้อนไปฟังเรื่องราวของเพื่อนที่เคยรู้จัก หนังดูได้เพลินๆ ไม่ถึงกับน่าเบื่อ นักแสดงหรือตัวละครหลายตัวน่าสนใจ  แต่โดยรวมไม่ได้น่าจดจำเท่าใดนัก 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
6.9
31 พฤษภาคม 2561 15:46:12

Love Simon ภาพยนตร์ฮอลลีวูด Feel Good ที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ

ยอมรับว่าทีแรกเรื่องนี้แทบจะไม่ได้อยู่ในสายตาผมเลย เพราะว่าหนังแนวๆ นี้ โดยเฉพาะที่เป็นหนังเกย์ หรือเพศทางเลือกของฮอลลีวูด มักจะมีจุดจบแบบเดียวกันแทบจะทั้งหมด นั่นก็คือความผิดหวัง ซึ่งส่วนตัวผมเองไม่ค่อยชอบหนังที่จะจบแบบนี้เท่าไหร่ เนื่องด้วยอยากให้หนังเป็นตัวจุดประกายความหวังไม่ว่าจะเป็นเพศไหน ก็คู่ควรกับการรับความรักที่สมหวังซักครั้งในชีวิต

สำหรับใครที่มองหาหนังที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่น อารมณ์ดี ซึ่งจนน้ำตาไหล เรื่อง Love Simon นั้นตอบโจทย์เป็นอย่างมาก โดยเรื่องราวจะว่าด้วย ไซม่อน เด็กหนุ่มไฮสคูล ธรรมดา ที่มีชีวิตปกติ แต่เขาเองก็ต้องปกปิดความลับเรื่องเพศสภาพ กับทุกๆ คนรอบตัว จนอยู่มาวันนึง ในบล๊อคของโรงเรียน ชายนิรนามชื่อบลู ออกมาสารภาพว่าเป็นเกย์ ซึ่งจุดประกายให้ไซม่อน อยากรู้จัก และคุยด้วย

เรื่องราวทั้งหมดจะดำเนินไปในทางสดใส ฟีลกู๊ดมาก ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างครอบครัว เพื่อนพ้อง และคนรัก ที่ต้องใจช่วยตลอดทั้งเรื่องจริงๆ 

สรุปแล้ว Love, Simon ถือเป็นหน้าม้ามืด เป็นหนังน้ำดีอีกเรื่องที่อยากให้ใครๆ ได้ชมกันในโรง แต่เนื่องด้วยบ้านเราฉายช้าเอามากๆ จึงมีฉายแบบโคตรจำกัดโรง แต่ถ้าบ้านอยู่ไกล แล้วอยากดู บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่าแก่การเดินทางมาชมแน่นอน 9.5/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9.5
30 พฤษภาคม 2561 15:29:23

Kids on the Slope
“มิตรภาพ ความผูกพัน และดนตรีแจ๊สที่เข้ากันอย่างลงตัว”

จริงๆ เรื่อง Kids on the Slope หรือแฟนๆ อาจคุ้นเคยกับชื่อ Sakamichi No Apollon ได้เคยถูกทำเป็นการ์ตูนในเวอร์ชั่นอนิเมะและมังงะมาก่อน ต้องบอกว่าเวอร์ชั่นฉบับคนแสดง (Live-action) ได้เล่าเรื่องราวแบบเดียวกันกับทั้งสองเวอร์ชั่นนั้นแบบไม่ผิดเพี้ยนสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าฉากไหนฟินๆ พีคๆ ก็หยิบนำมาหมด และสามารถทำออกมาได้ดีเกินคาดมากๆ ด้วยความที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงแจ๊ส พอถูกหยิบเอามาทำเป็นหนัง ยิ่งกลับทำให้เราได้อินมากกว่าในการ์ตูนเสียอีก หนังยังมีฉาก Y ให้สาวๆ ชวนจิ้น ฟินร้องกรี๊ดอยู่เต็มไปหมดเช่นกัน

โดย Kids on the Slope เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหนุ่มหน้ามน คนใส่แว่น แสนซื่ออย่าง คาโอรุ เด็กใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามาเรียนโรงเรียนบนเนินสูงทำให้เขาได้พบกับเพื่อนสองคนที่ทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่า “ความรัก” เซ็นทาโร่ เด็กผู้เป็นที่ยำเกรงของคนอื่นๆ แถมยังบ้าระห่ำ และ ริตสึโกะ เด็กสาวผู้สดใสน่ารัก ถึงแม้ว่า คาโอรุและ เซ็นทาโร่ จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เชื่อมทั้งสองไว้ด้วยกันคือ “ดนตรี” ทางด้าน คาโอรุ เป็นผู้ที่ฝึกเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วน เซ็นทาโร่ ก็ตีกลองมาเช่นกัน แต่เขาจะเล่นเฉพาะเพลงแจ๊สเท่านั้น ทำให้ทั้งคู่ได้มาร่วมหัวจมท้าย บรรเลงบทเพลงแห่งมิตรภาพ ผ่านดนตรีแจ๊ส เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะและงดงาม

แน่นอนว่าหนังเลือกคนแสดงมาได้เหมาะเจาะอย่างยิ่งในทุกตัวละคร ตัวคาโอรุเองเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ดูอ่อนต่อโลก และ เซ็นทาโร่ ที่ตัวสูงกว่ามาก และบุคลิกดูห้าวๆ เรียกได้ว่าเหมือนจนทำให้เรานึกถึงการ์ตูนเลย และที่เหมือนมากๆ คงจะเป็น ริตสึโกะ ที่เรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบออกมาจากการ์ตูนเลยทีเดียว ที่สำคัญไปกว่านั้น พระเอกทั้งสองของเรายังต้องตีกลองและเล่นเปียโน ถ่ายทอดดนตรีแจ๊สออกมาจริงๆ ด้วยฝีมือตนเองอีกด้วย!

หนังเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด ด้วยหลายๆ ฉากมีเพลงประกอบเป็นดนตรีแจ๊ส ช่างเหมาะเจาะ เข้ากับหลายๆ ฉากเป็นอย่างยิ่ง และบางฉากก็ใช้ดนตรีแจ๊สเล่าเรื่องได้แทนคำพูดอย่างลงตัว หลายๆ ฉากในเรื่องตราตรึงใจเป็นมาก ยิ่งฉากเคาะโต๊ะในห้องเรียนของ คาโอรุ และ เซ็นทาโร่ ที่ทั้งสองทำเป็นเล่นเครื่องดนตรีของตัวเองด้วยการเคาะโต๊ะ พร้อมซ้อนด้วยเสียงเพลงแจ๊สที่เข้ากับจังหวะของทั้งคู่อย่างพอดิบพอดี นับว่าเป็นฉากที่น่าจดจำโคตรๆ หรือแม้กระทั่งการแสดงของทั้งคู่ในช่วงท้ายๆ เรื่อง ที่ดูจบแล้วลืมไม่ลงเลยทีเดียว

นอกเหนือจากความอัศจรรย์ด้านเพลงประกอบแล้ว หนังยังถ่ายคุมโทนสีในแต่ละช่วงของหนังได้เป็นอย่างดี เช่นการแต่งตัวโทนหน้าร้อนที่ทั้งสามพึ่งรู้จักกันและไปเที่ยวทะเล ทั้งหมดจะดูเป็นโทนร้อน แต่พระเอกกลับใส่โทนเย็น แสดงให้เห็นถึงความ “แตกต่าง” กันอยู่ในช่วงแรกๆ แต่เราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆ ทั้งหมดจะแต่งตัวเป็นโทนเดียวกัน เพื่อแสดงถึง “ความสัมพันธ์” ที่เกิดคำว่า “มิตรภาพ” ขึ้น

อย่างเดียวจริงๆ ที่รู้สึกขัดๆ นิดหน่อย คือช่วงก่อนจบของหนัง ที่รู้สึกเหมือนหนังกำลังหาทางลง และทุกอย่างดูง่ายดาย ดูรีบๆ จนเกินไป แต่ก็ยังกู้สถานการณ์ด้วยการทำฉากสุดท้ายได้ยอดเยี่ยมน่าปรบมือให้สุดๆ

สำหรับใครที่เป็นแฟนของการ์ตูนเรื่องนี้บอกเลยว่าห้ามพลาด และสำหรับใครที่ไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มาก่อนอย่างผม ก็ยังยืนยันนอนยันคำเดิมว่าควรหาเวลาไปดูซะ พอดูจบ คุณจะอยากไปหาการ์ตูนมาดูต่อ เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ทำมาจากการ์ตูนแล้วผมรู้สึกชอบที่สุดตั้งแต่เคยได้ดูมาเลย หนังน่าจดจำมากๆ ลงตัว กลมกล่อม และอิ่มเอมไปด้วย “มิตรภาพ ความผูกพัน และดนตรีแจ๊สที่เข้ากันอย่างลงตัว” เอาไปเลย 9/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
30 พฤษภาคม 2561 12:41:17

Love Simon (อีเมล์ลับฉบับ ไซมอน)

เป็นหนังโลกสวย ของนักเรียนวัยมัธยม ดำเนินเรื่องโดยชายที่ชื่อไซมอน ที่มีเพื่อนสนิทและครอบครัวที่อบอุ่น แต่เค้ามีความลับที่ไม่เคยบอกใครเลย นั่นคือเค้าเป็นเกย์ และได้คุยกับชายที่เป็นเกย์อีกคนบนอีเมล์ ที่ชื่อว่า "บลู" แต่สุดท้ายอีเมล์ได้หลุดจนทุกคนในโรงเรียนได้อ่าน

หนังดำเนินเรื่องในแบบชีวิตเด็กมัธยม High School น่ารักสดใส ครอบครัวก็อบอุ่น ดำเนินเรื่องเรียบๆ ไม่ค่อยมีจุดพีค ดูจบแล้วก็รู้สึกไม่สุด แต่ก็ได้ความเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น เป็นหนังที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยเลย มันมีหลายอย่างที่สอนเรา ช่วยให้เราเข้าใจในชีวิตคนเกย์ ได้มากขึ้นเลยทีเดียว

คุณภาพของภาพและเสียง
โทนสีของหนังเป็นสีสว่าง สีสด ดูแล้วให้อารมณ์วัยรุ่นสดใส แต่เพลงที่ใช้ประกอบไม่สามารถดึงหนังให้ดีขึ้นเลย ก่อนดูหนังเรื่องนี้ ได้ฟังเพลงประกอบหนังของเรื่องนี้หลายเพลง แล้วชอบเพลงมาก แต่พอเอาไปประกอบกับหนัง รู้สึกมันไม่เข้ากับตัวหนังเลย ทำให้เฟลสุดๆ (เสียดายเพลงเพราะๆ ไม่สามารถช่วยอะไรตัวหนังได้เลย)

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
บทหนังได้ดัดแปลงจากหนังสือ นำเสนอได้น่ารักและอบอุ่น พูดถึงเพศที่เรียกว่า เกย์ ได้อย่าละมุน ลื่นไหล ไม่สะดุด ดูแล้วก็อินไปกลับหนังนะ แต่หาจุดพีคไม่เจอ เหมือนจะพีคแต่ก็ไม่พีค ดูจบแล้วรู้สึกหนังโลกสวยไปหน่อย (แต่ทำให้เราดูได้อย่างสบายใจ ไม่ดราม่าจนเราเครียด) นักแสดงบางฉากแสดงไม่เนียน บางทีมุมกล้องก็จงใจ กลายเป็นว่าไม่ต้องเดาเนื้อเรื่อง ก็มองออกว่าเนื้อเรื่องจะเป็นยังไงต่อ แต่นักแสดงเคมีตรงกัน ถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ที่ทำให้หนังดูสนุกขึ้นมาเลยทีเดียว

ด้านดี
หนังเล่าเรื่องความเป็น เกย์ ได้อย่างน่ารักดูแล้วเราจะเข้าใจความเป็น เกย์ มากขึ้น (ผู้ใหญ่ในไทยบางคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ เหมาะมากๆ ที่จะพาท่านไปดู) อีกเรื่องที่ดีคือฉากครอบครัว ต้องดูจนจบจะรู้ว่าครอบครัวที่ดีต้องเป็นแบบไหน ซึ่งหนังทำตรงนี้ได้ดีมากๆ Josh Duhamel ที่รับบทเป็นพ่อของไซมอน แสดงดีมากๆ มุกตลกก็ฮา มุกดราม่าก็ดี เวลาเจอฉากพ่อของไซมอนโผล่มา จะรู้สึกดีเสมอเลย รู้เลยว่าต้องสนุกแน่ๆ 

ด้านแย่
อย่างที่บอกข้างต้น เสียดายเพลงประกอบหนังมากๆ เพลงเพราะแต่ไม่เข้ากับหนัง ดึงให้หนังแย่ลงไปอีก เสียดายมากๆ ตรงนี้ อีกอย่างคือไม่มีจุดตื่นเต้นหรือจุดพีคให้น่าจดจำเลย ดูจบแล้วออกมาคุยกับเพื่อนก็ไม่รู้จะคุยอะไรเพราะไม่ค่อยทีประเด็กให้มาคุยกัน  แถมหนังก็โลกสวยสุดๆ ไปเลย ดูจบแล้ว เออ..ง่ายแบบนี้เลยหรอ? 

เป็นหนังดีมากๆ ในการเล่าเรื่อง เกย์ ที่ทำให้ออกมาได้น่ารักขนาดนี้ เสียดายที่โรงที่ฉายมีน้อยมากๆ เลย แต่ถ้ามีโอกาสและเวลา แนะนำให้ตีตั๋วเรื่องนี้และเข้าโรงไปดูนะครับ มันเป็นหนังที่อบอุ่น ไม่เสียดายที่เข้าไปดูแน่นอน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
5.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.4
28 พฤษภาคม 2561 16:04:21

Deadpool 2 | David Leitch

หนังลูกรักของ ไรอัน เรย์โนลด์ ได้ก้าวไปสู่บทพิสูจน์อีกขั้น ของหนังภาค 2 ซึ่งปราบเซียนความคาดหวังมานักต่อนัก แต่เดดพูลทำออกมาได้ดีจนน่าตกใจ กลายเป็นหนังแอนตี้ฮีโร่กวนส้นที่สนุก จิกกัด และมันส์มากๆ

มาคราวนี้หนังได้เงินทุนที่สูงขึ้น แอคชั่นมันส์เหมือนภาคเก่า มีตัวบทที่เรียบง่ายและถูกออกแบบมาดีกว่าเดิมเสียอีก ไม่แปลกใจเลยที่จะสามารถครองใจคนดูได้มากกว่าแค่หนังตลกทั่วไป

Deadpool 2 เป็นหนังที่ขายหน้าหนังด้วยการตลกแบบสุดกู่ ไร้เหตุผล และค่อนไปทางไร้สาระ แต่พอเข้าไปดู เราจะพบแนวทางการนำเสนอที่จริงจัง แนบเนียนไปกับความสติพังของตัวเดดพูล ตั้งแต่ภาคแรกแล้ว จะมีใต้บรรทัดที่พูดถึง “การตลกไปเรื่อย” ของเดดพูลคือการ “หลบหนี” ความจริงที่เจ็บปวด ซึ่งเราจะเห็นแนวคิดหนักๆ ลักษณะนี้อยู่ตามการเดินเรื่องเสมอ

ซึ่งภาคนี้ได้ขยายความเจ็บปวดของเดดพูลไปสู่อีกจุดหนึ่ง จากคนรักที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นเรื่องราวของครอบครัว ที่เข้าไปสำรวจถึงความรู้สึกของเดดพูลให้มากขึ้น วนเวียนอยู่กับตัวร้ายสุดเท่ และคอยพูดถึงเรื่องราวของครอบครัวที่บ้าบอคอแตก จริงๆ มันมีความ Guardian Of Galaxy อยู่มาก แต่ในแง่ที่เรต R และกวนส้นในทุกระดับทำให้มันมีรสอารมณ์เสพที่แปลกดี

จากหนังที่ควรจะไร้สาระสุดคัลท์ ก็ให้อะไรที่เหนือความคาดหมายจากความไร้สาระ ซึ่งเป็นการขายหนังที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่พอหนังทำออกมาได้ดี สื่อสารแบบตรงไปตรงมา มันเลยไปเหนือความคาดหวัง และทำให้หนังน่าประทับใจมากกว่าปกติ

เดดพูลเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น แอคชั่นสนุก การแสดงกวนส้น กัดจิกอย่างมันส์ แหกขนบการใช้เพลง ไม่ต่างจากภาคแรก หลายๆ อย่างทำให้เดดพูลเป็นหนังที่โดดเด่นในหลายๆ ความหมาย และเสพตลกก็ตลก เสพดราม่าก็ดราม่า หนังมีมาตรฐานที่สูงแตกต่างกับความไร้สาระของมันอย่างสินเชิง

มีเครดิต 2 ตัวตอนท้าย ซึ่งก็เป็นการจิกกัดที่ดีมากๆ ถือเป็นว่าหนังที่สร้างความประทับใจให้ผมพอสมควรเลยล่ะ จะรอภาคต่อไปแน่นอน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.5
25 พฤษภาคม 2561 22:42:03

Solo: A Star Wars Story อีกหนึ่งภาคแยกจากจักรวาลสงครามแห่งดวงดาว Star Wars ต่อจาก Rouge One เป็นเรื่องราวของ Han Solo หลังจากที่หักสภาวะจิตใจแฟนๆ ด้วยการให้ตัวละครตัวนี้เสียชีวิตไปแล้วในภาค The Last Jedi ก็ได้เกิดหนังเดี่ยวของเขาขึ้นมา การที่ได้เห็นตัวละครที่แฟนๆ รักกลับมามีชีวิตอีกครั้งในเรื่องราวที่ต่างออกไปย่อมสร้างความตื่นเต้นและน่าดูชมเป็นธรรมดา ซึ่งตัวละครตัวนี้น่าจะเป็นตัวละครที่ใครหลายๆ คนชื่นชอบ ทั้งมาดกวน มีเสน่ห์ เจ้าเล่ห์ และเป็นตัวละครที่มีเนื้อเรื่องปริศนาต่างๆ มากมายที่น่าสนใจและน่าติดตาม เรื่องราวชีวิตของเขาก่อนที่เราจะมาเห็นเขาในภาค A New Hope ในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นช่วงชีวิตของเขาในช่วงวัยหนุ่ม และแน่นอนหนังเรื่องนี้ทำได้รู้ใจและตอบข้อสงสัยของแฟนๆ ได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาน Millennium Falcon, เรื่องของการพบกันของคู่หูขนฟู Chewbacca หรือแม้กระทั่งที่มาที่ไปของตัว Han Solo เอง ในเรื่องนี้เต็มอิ่มแน่นอน (แถมมีฉากนึงที่แฟนบอยของแฟรนไชส์นี้ต้องร้องกรี๊ดกันอย่างแน่นอน) นี่แหละเรื่องราวที่ควรถูกเล่าขานของ Han Solo

แน่นอนว่าต้องมีเสียวสันหลังวาบๆ และกังวลกันบ้างหล่ะ กับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในเรื่องนี้ เพราะโดยตอนแรกผู้ที่รับหน้าที่มากำกับหนังเรื่องนี้ Phil Lord และ Christopher Miller ต่างโดนเด้งให้ออกจากตำแหน่งผู้กำกับ ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้หนังเรื่องนี้มันตลกไปและไม่ยอมถ่ายทำตามบทที่เขียนมา และในที่สุดก็ได้ผู้กำกับอย่าง Ron Howard ที่มานั่งแท่นแทน ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ปุ๊บก็ต้องถ่ายซ่อมไปถึง 70-80% เลยทีเดียว มันก็ไม่แปลกที่แฟนๆ จะเป็นกังวลว่าหนังจะออกมาค่อนข้างแย่หรือเปล่า

ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้มีความชัดเจนในคำว่า “ภาคแยก” มากมาย เพราะหนังไม่ได้อิงหรือพยายามจะทำให้เหมือนหนังที่เรียกว่า “Star Wars” เลยแม้แต่น้อย หนังมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีของหนัง และหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยความมันส์ บ้าระห่ำ และฉากแอคชั่นเกือบตลอดทั้งเรื่อง เรียกได้ว่าคุยกันไม่กี่นาทีคุณอาจได้ยินเสียงปืน Blaster ยิงมา “ปิ้วๆ” หรือไม่ก็ต้องหนี ขับยาน ขับรถ กันจ้าละหวั่น ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำฉากแอคชั่นมาได้ดีมาก หนังตอบโจทย์ทุกปัญหาที่หลายๆ คนสงสัยเกี่ยวกับตัว Han Solo เรื่องราวของที่มาที่ไปของเขา หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เป็นตำนานของเขากับวีรกรรม “Kessel Run” ที่เขาขับยาน Millennium Falcon ด้วยความเร็ว 12 พาร์เซ็คที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน หนังเรื่องนี้ก็ขยายความในจุดนี้อย่างชัดเจนอีกด้วย แต่หนังก็ยังมีปัญหาด้านการเล่าเรื่องอย่างขัดๆ บ้างในบางฉาก แต่โดยรวมก็ถือว่าไหลลื่นและทำได้ดีเลยทีเดียว

ทางด้านการแสดง หลายๆ คนคงติดภาพ Harrison Ford มากันทั้งนั้นแหละ ถ้าเราไม่เอา Alden Ehrenreich ที่มารับบท Han Solo ในปัจจุบันไปเทียบ ก็ถือว่าเขายังคงถ่ายทอดความเป็นตัวละคร Han Solo ได้ดีเลยทีเดียว เรายังได้เห็นท่าทาง ความกะล่อน ความเจ้าเล่ห์ ของเขาอยู่เหมือนกัน และอีกหลายๆ ท่าทางที่ทำให้เราคิดถึงตัวละคร Han Solo ในภาคต้นฉบับ ส่วนตัวละครที่เด่นไม่แพ้กันคือตัวละครที่รับบทโดย Woody Harrelson ที่รับบท Beckett ที่โชว์ความเก๋าและรู้สึกเขาเหมาะสมและเข้าถึงบทบาทนี้โคตรๆ (หลายๆ ฉากเท่กว่า Han Solo ด้วยซ้ำ) ส่วนตัวละครของ Lando Calrissian ที่รับบทโดย Donald Glover ที่เห็นถึงความยียวน มีเสน่ห์ และเจ้าเล่ห์ไม่แพ้ตัวเอกเลย ดูเป็นคู่ชกที่เหมาะสมกันไม่ใช่เล่น ส่วนตัวละครที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้นั่นก็คือ Qi’ra ที่รับบทโดยแม่มังกร Emilia Clarke ที่เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่แสดงทางสีหน้าได้น่าดูชมมากๆ แถมยังเป็นตัวละครที่มีความลับมากมายชวนให้น่าติดตามต่อสุดๆ แต่ตัวละครที่น่าเสียดายที่สุดคงจะเป็นตัวร้ายในภาคนี้อย่าง Dryden Vos ที่รับบทโดย Paul Bettany ที่ตัวผมคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรจากการแสดงของเขามากกว่านี้ และนั่นก็ทำให้เกิดข้อเสียคือการแบ่งเส้นเรื่องของทางฝั่งวายร้ายที่น้อยไปหน่อย ปูเรื่องมาได้น่าสนใจ แต่ตบได้น่าเสียดาย

โดยรวมแล้วไม่อยากให้พลาดจริงๆ กับตำนาน Han Solo คนนี้ สำหรับใครที่เป็นแฟนแฟรนไชส์เรื่องนี้อยู่แล้วยิ่งต้องห้ามพลาด แต่ถ้าใครไม่เคยดู Star Wars มาสักภาคเลย และจะไปดูเรื่องนี้ก็ดูได้ แถมคุณยังจะสนุกกับมันได้อีกด้วย เผลอๆ อาจจะอยากดู Star Wars ภาคอื่นๆ หลังจากดูเรื่องนี้จบก็เป็นได้ แถมเนื้อเรื่องยังปูต่อให้ได้น่าติดตามมากๆ รับไป 7.5/10 เลยครับโผ้ม

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5
24 พฤษภาคม 2561 14:30:18

รีวิว The Strangers: Prey At Night

“คนแปลกหน้า ที่อย่ารู้จักเลย”

หลังจากห่างหายไป 10 ปี ใครจะไปคิดว่าหนังเรื่องนี้จะกลับมาอีกครั้งในชื่อภาคที่ว่า The Strangers: Prey At Night ซึ่งในภาคแรกทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว และยิ่งช่วงนี้หนังแนวๆ ฆาตกรไล่ฆ่า ยิ่งไม่ค่อยมีออกมาให้เราได้เห็นสักเท่าไหร่ (แต่ก่อนหน้านี้ Incident in Ghostland ทำออกมาได้ดีเกินคาด) แต่เรื่องนี้เราก็คาดหวังกับมันไว้เช่นกัน แต่เหมือนกับว่า “ได้แค่หวัง”

ด้วยอาถรรพ์หนังภาคต่อ มีน้อยเรื่องนักที่มักจะทำได้ดีเท่าภาคแรก เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เป็นหนึ่งในส่วนน้อยหรอ? ป่าวเลย!!! ก่อนเราจะไปพูดถึงจุดนั้น ขอเล่าเรื่องย่อของหนังก่อน หนังเป็นพล็อตเรื่องง่ายๆ ที่ “อิงมาจากเหตุการณ์จริง” เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ต้องมีปัญหาเบสิคที่หนังแนวนี้มีแทบทุกเรื่องคือ “ปัญหาครอบครัว” และไปอาศัยอยู่ในที่พักแห่งใหม่ แถมในคืนเดียวกันนั้นก็ได้เจอกับคนแปลกหน้าใส่หน้ากากทั้งสามจ้องจะมาฆ่าพวกเขา ครอบครัวนี้จึงจำเป็นต้องหนีเอาชีวิตรอดอย่างทุรนทุราย

ขอชื่นชมก่อนว่า ฉากเปิดเรื่องทำได้ดีเลย น่าสนใจ น่าติดตาม แต่ก็นั่นแหละครับ 1 ในไม่กี่สิ่งที่ดีของหนังเรื่องนี้ (อ๋อ ที่ดีอีกอย่างก็คงจะเป็นตัวนางเอกนี่แหละ น่ารักดีนะ )

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ฉากเปิดเรื่องทำได้ดี แต่หลังจากนั้นกราฟก็ตกลงเรื่อยๆ หนังดำเนินเรื่องได้น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ และชวนหาวมากๆ หนังพยายามยัดประเด็นดราม่าครอบครัวเข้ามาเป็นระยะๆ แบบฝืนๆ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นครอบครัวที่ไม่ค่อยมีความเป็นครอบครัวสักเท่าไหร่เลย ถ้าเป็นคนแปลกหน้าบังเอิญมาเจอกันยังจะดีซะกว่า เป็นหนังทุนต่ำที่คุณภาพก็ต่ำตามทุนนั่นแหละ หนังไม่ได้สร้างความกดดัน ตื่นเต้น หรือทำให้เราอยากเอาใจช่วยใครสักคนเลยแม้แต่น้อย การฆ่าเหยื่อไร้ชั้นเชิงอย่างที่สุด ไม่ได้เห็นถึงความโหดของฆาตกรสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะฉากท้ายเรื่องของฆาตกรคนนึง การกระทำของเขาโคตรไร้เหตุผล พอเห็นฉากนั้นถึงกับอุทานในใจว่า “อะไรของมันวะ!?” (จริงๆ ตลอดทั้งเรื่องก็มีแต่สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่เต็มไปหมด) ส่วนทางด้านของนักแสดงนำก็รู้สึกเฉยๆ กับทุกคนมากๆ นอกจากนางเอกมีดีแค่ความน่ารักแล้ว การแสดงของเธอช่างเล่นใหญ่เสียเหลือเกิน เจ็บจนดูเวอร์ไปซะหน่อย ส่วนตัวละครในครอบครัวตัวอื่นๆ ขอไม่พูดถึงละกัน

โดยรวมแล้วก็รอวันที่ตั๋วมันลดราคา หรือมีโปรโมชั่นอะไรค่อยหาเวลาไปดูละกัน ดูให้หายคิดถึงหนังเรื่องนี้พอ (เพราะถ้าคุณดูแล้ว คุณจะคิดถึงภาคแรกมาก) ถ้าไปดูในราคาตั๋วปกติส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่ นับว่าเป็น คนแปลกหน้าที่ “อย่า” รู้จักเลย ให้ไป 5/10 (1 คะแนนจากนางเอกหน้าตาน่ารักดี 1 คะแนนให้เพราะคิดถึง 1 คะแนนให้ชื่อไทยเก๋ๆ ที่ตั้งมาได้เฉียบมากๆ และ 2 คะแนนสุดท้ายให้ฉากเปิดเรื่อง)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
4.5
กราฟฟิก
5
คะแนนเฉลี่ย
5
22 พฤษภาคม 2561 12:49:42

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้ ถ้าใครรู้เรื่องราวของการคอรัปชั่นในโครงการ Oil for Food ของทาง UN และเรื่องราวความขัดแย้งต่างๆ ในประเทศอิรัก ก็จะอินและเข้าใจมันได้ไม่ยาก แต่สำหรับส่วนตัวผมต้องบอกว่า งง ในบางจุด และตามไม่ทันบ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะขอรีวิวในฐานะคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาละกันว่าไปดูมาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างที่บอกว่าหนังค่อนข้างใช้ความรู้พอสมควร และต้องใช้สมาธิอย่างมากในการดูหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะผม เฉกเช่นเดียวกับเรื่อง Beruit ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ว่า ถ้าพลาดนิดเดียวคุณอาจจะไม่เข้าใจได้ สำหรับเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ผมบอกได้แต่เพียงว่า ค่อนข้างตามทันยากกว่า Beruit พอสมควร แต่ก็ไม่ได้เข้าใจยากเกินไป อาจจะมีสงสัยบ้าง แต่หนังก็ยังสามารถเล่าเรื่องไม่ให้เรางงจนเกินไปได้เหมือนกัน

หนังการเมืองเข้มข้น แอคชั่น ทริลเลอร์ เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังของรัฐบาลเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่สร้างมาจากเรื่องจริงจากความทรงจำของ “ไมเคิล ซัวร์ซาน” อดีตเจ้าหน้าที่ UN ผู้พันตัวมาเป็นนักข่าว โดยเรื่องราวก็เล่าผ่านตัว “ไมเคิล” ผู้ประสานงานนักการทูตรุ่นใหม่ไฟแรงที่ต้องมารับผิดชอบโครงการ Oil for Food ของทาง UN ที่ถูกส่งตัวไปทำภารกิจที่อิรัก เขาต้องทำงานร่วมกับนักการทูตมากประสบการณ์อย่าง “ปาชา” แต่แล้ว ไมเคิล ก็พบว่าโครงการนี้เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น และการแสวงหาผลประโยชน์มากมาย ทางออกเดียวของเขาคือต้องเปิดโปง แต่มันจะเป็นการสร้างอันตรายให้ตัวเขาเอง ทำให้เขาไว้ใจใครไม่ได้ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่ถือมีดพร้อมแทงข้างหลังเขาเสมอ

ขอพูดถึงนักแสดงนำก่อน ในเรื่องนี้ได้ “ธีโอ เจมส์” ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเค้าจากหนังเรื่อง “ไดเวอร์เจนท์” ครั้งซึ่งด้วยบทบาทที่เป็นคนขวาจัด รักความยุติธรรม ไม่ยอมให้ใครมาซื้อสิทธิ์ขายเสียงใดๆ ทั้งสิ้น บุคคลิกดูสุขุม น่าเชื่อถือ และเหมาะสมกับบทนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่...แต่ด้วยความที่เป็นแบบนั้นตัวผมกลับเห็นว่าเล่น “แข็ง” ไปหน่อย เมื่อต้องมาประชันบทบาทกับนักแสดงผู้มากประสบการณ์อย่าง “เบน คิงสลีย์” ที่มารับบทเจ้านายของไมเคิล เป็นนักการทูตมากประสบการณ์ จะเห็นได้ว่า เบน เล่นได้ดีกว่ามาก และยิ่งมาเข้าฉากด้วยกันจะเห็นได้ว่า เบน เด่นกว่ามากๆ ทำให้กลบรัศมีของ ธีโอ ไปได้พอสมควรเลย (ไม่นับเรื่องรัศมีความหล่อนะ)

ทางด้านเนื้อเรื่องค่อนข้างเข้มข้นในเรื่องการเมืองมากทีเดียว ส่วนตัวรู้สึกสนุกและตื่นเต้นกับมันมาก ว่าตัวพระเอกจะเปิดโปงเหตุการณ์นี้ได้ไหม จะทำมันยังไง และใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์คอรัปชั่นระดับโลกนี้บ้าง ด้วยความที่บรรยากาศหนัง+กับชื่อเรื่องของมัน ทำให้เราเกิดคำถามในใจว่า “ตกลงไว้ใจใครได้มั่งวะเนี่ย” แต่หนังดำเนินเรื่องเร็วมาก คอยป้อนข้อมูลมาให้เราอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้คนดูอาจรับข้อมูลขาดตกบกพร่องไปบ้าง เรียกได้ว่ารัวหมัดมาอย่างเร็ว ไม่สนว่าเข้าไม่เข้าเป้า อย่างที่บอกไปข้างต้น ถ้าไม่ได้ศึกษาหรือมีความรู้เรื่องการคอรัปชั่นนี้มาก็อาจจะงงๆ บ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ก็ยังสามารถสนุกกับหนังได้อยู่ หนังชวนว้าวอีกครั้งตอนปลายๆ เรื่อง และชวนอึ้งกับเหตุการณ์ที่ถูกเปิดโปงอันน่าเหลือเชื่อนี้

โดยรวมแล้วชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกันนะ แต่ขอย้ำกันอีกสักรอบว่า ถ้าอยากอิน อยากสนุก และอยากเข้าใจหนังให้มากกว่านี้ ก็ควรจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการคอรัปชั่นในโครงการ Oil for Food และความขัดแย้งในอิรักมานิดหน่อย แต่ถ้าใครรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว รับรองว่าคุณจะตื่นเต้นกับมันในทุกจังหวะของหนังเลยทีเดียว ขนาดผมไม่ค่อยรู้เรื่องราวพวกนั้น ยังสนุกและลุ้นไปกับมันได้เหมือนกัน รับไป 7/10 คะแนน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
21 พฤษภาคม 2561 00:03:51


จะเกรียนไปไหน?

เป็นหนังที่เกรียนตั้งแต่การโปรโมท ยัน End Credit เลยสำหรับเดดพูลภาคนี้ จัดว่าขยี้มาก จะทำอะไรก็ทำ หนักไปทางแซว แซวทุกอย่างบนโลกหล้านภาลัย จะเอาใครมาทำอะไรก็ได้ เหมือนเป็นหนังทดลองเวอร์ชั่นซุปเปอร์ฮีโร่มาเวลสายฮา มีจังหวะไหนปล่อยของได้ ก็ปล่อย ประชดประชันจิกกัดหนังตัวเองมากเสียจนเหมือนดูคลิปเบื้องหลังเดดพูลมากกว่า เหมือนดูสารดคีการกอบกู้สถานการณ์บางอย่างของเดดพูล 

ส่วนเส้นเรื่องก็คล้ายเดิม รสชาติความดิบเถื่อนเรท R ยังจัดจ้าน mood tone คล้ายๆ ภาคแรก จังหวะหนังแอบหน่วงเล็กน้อย แต่บันเทิงยับ ในความขยี้มุกมีการใส่ Easter Egg ลงไปในหนังมากมาย ให้คนที่นึกออกได้ฮาได้ร้องว้าวไม่แพ้ Ready Player One แต่เป็นอีก mood tone นะ 

ใครที่ยังไม่ได้ดู แนะนำให้ดู Deadpool ภาคแรกเพื่อเข้าใจ set up และเส้นเรื่องตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่นี้ก่อน ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู Avenger: Infinity War ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้อยากสบายใจ เพราะเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน 

ป.ล. มีนักแสดงรับเชิญมากมายให้อ้าปากค้าง บางคนมาแบบ 1 วิก็มา 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.2
20 พฤษภาคม 2561 18:56:26

Deadpool 2 "เดดพูล 2"

119 min | Action/Comedy | Directed by David Leitch 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

เดดพูล แอนตี้ฮีโร่เรท R กลับมาบ้าอีกครั้ง หนนี้เค้าต้องเผชิญกับศัตรูลึกลับที่มาจากอนาคต เคเบิล ที่ย้อนเวลามาเพื่อตามล่าเด็กมิวแทนท์คนนึงที่เดดพูลบังเอิญไปรู้จักและคลุกคลีด้วยพอดี งานนี้เดดพูลจึงต้องรวมทีมกับเพื่อนๆ อีกครั้งเพื่อหยุดยั้ง เคเบิล ให้ได้

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

กลายเป็นหนังที่ถูกอกถูกใจมากที่สุดเรื่องนึงในปีนี้ สำหรับผมมันลงตัวไปหมด เหมือนเอาภาคแรกมาขยี้ให้สุดให้บ้าบอยิ่งกว่าเดิม เรียกได้ว่าสื่อความเป็นเดดพูลออกมาได้สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เป็นหนังที่ตลกมากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เคยดูเลยก็ว่าได้ แถมยังยกระดับตัวบทให้ออกมาดียิ่งขึ้น มีจุดให้เซอร์ไพร์สคนดูอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คาดเดายากอะไรนักก็ตาม 

สิ่งที่น่าชื่นชม

เดดพูล ภาคนี้หนังเหมือนจะปั้นตัวเองให้ไร้สติมากขนาดไหนก็ตาม แกล้งบ้าแค่ไหนก็ตาม แต่ทีมเขียนบทเหมือนรู้ว่าขอบเขตของตัวเองทำอะไรได้บ้าง ความเป็นเดดพูลทำอะไรได้แค่ไหน และทำได้ถึงในแบบที่มันควรจะเป็น ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นสเน่ห์ของหนังเรื่องนี้ไปเลย ซึ่งเอาจริงๆ เราก็รับรู้ได้ตั้งแต่การครีเอทีฟ การโปรโมทต่างๆ ภาคนี้ทำได้ดีและน่าสนใจมาก สนุกไม่แพ้กับหนัง และในหนังก็ทำออกมาได้ชนิดที่ว่า คิดได้ไง เลยทีเดียว 

และด้วยสิ่งที่ผมกล่าวไปข้างต้น หากคุณเป็นเนิร์ดคนนึง คุณจะตลกกับความ มีปากก็พูดไปของเดดพูลมากๆ มันจิกมันกัดคนนู้นคนนี้ในทุกลมหายใจเลย แต่หนังก็ไม่ได้เน้นแค่ความฮาความเกรียนของตัวเดดพูลเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นอย่างเช่นงานโปรดัคชั่น ซีจี เพลงประกอบ ทำได้ดีโคตรๆ เลย แถมฉากแอคชั่นก็ยังดีกว่าภาคแรกมาก แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คือการที่หนังภาคนี้ มันสร้างซีนที่น่าจดจำหลายต่อหลายซีน รวมไปถึงตัวละครเล็กตัวละครน้อย ที่แม้บางตัวจะดูไม่มีมิติมากๆ แต่ก็น่าจดจำสุดๆ ถ้าคุณได้ไปดูคุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าผมหมายถึงใครหรือซีนไหนบ้าง 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

แทบไม่มีเลยนะ อาจจะมีแค่ช่วงองค์แรกที่ดูเนือยๆ และรู้สึกฉีกจากธีมของทั้งเรื่องบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมของหนังมากนัก 

สรุป

ปีนี้อาจเป็นปีทองของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ก็ได้ เพราะผ่านไป 3 เรื่องแล้วในปีนี้ผมค่อนข้างชอบมากทั้งหมด หากคุณรักในสิ่งที่เดดพูลทำ ไม่ว่าจะเคยเห็นมันจากคอมิกส์ หรือ เคยดูหนังภาคแรก หรือ Wolverin Origins มาก็ตาม ห้ามพลาดภาคนี้ด้วยประการทั้งปวง รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน นี่ผมยังไม่พูดถึง อาฟเตอร์เครดิตซีนที่ตอกย้ำความสุดทางของ เดดพูลเลยนะเนี่ย ห้ามพลาดเป็นอันขาดครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.9
19 พฤษภาคม 2561 15:34:01



น้อง พี่ ที่รัก | วิทยา ทองอยู่ยง

หนังลำดับต่อมาของ GDH ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงไม่ว่าจะด้านไหน ความสมจริงในเรื่อง กระบวนการนำเสนอที่ตรงไปตรงมา และแต้มแต่งด้วยมุขตลกโปกฮา ทำให้หนังได้พื้นที่ที่น่าสนใจของภาพยนตร์ไทยที่ดี เพราะถึงแม้คนจะเข้าไปโดยคาดหวังจะได้ความสนุกสนาน บันเทิงตลกๆ แบบชนชั้นกลางใสๆ แต่สิ่งที่หนังนำเสนอกลับเป็นมุมครอบครัวที่หนักมาก ที่แอบซ่อนอยู่ในสังคมไทย โดยเราพยายามเอาเสียงหัวเราะมากลบเกลื่อนเอาไว้ หรือทำเป็นไม่สนใจ การเคลือบหนังด้วยความคาดหวังที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงของหนังตัวอย่างและการตลาดเป็นความเสี่ยงที่สูงโดยเฉพาะระหว่างความตลกกับดราม่า แต่ด้วยความสมจริงมากๆ ด้านความสัมพันธ์ ทำให้หนังมันทะลุความคาดหมายดั้งเดิม จนทำให้มีประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ให้จับต้อง ให้รู้สึก ย้อนกลับไปดูตัวเอง

สำหรับผมแล้วมันเป็นหนังที่ดีเลยหล่ะ มันทำให้เราอินกับความจริงที่ผู้กำกับมานำเสนอ แต่ในช่วงท้ายบทจบ ผมกลับไม่ชอบเลย ไม่ได้หมายความว่าบทมันไม่ดีนะ มันทำงานของมันดีมากแล้ว ฮุคได้สวย จบได้พีค เพราะธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ทั่วไปเป็นแบบนั้นนั่นแหละ

แต่เราเกลียดตอนจบของหนัง หมายถึงเราไม่ชอบแนวทางการมองตัวละครของผู้กำกับ และผู้คนที่รับผิดชอบบทที่มีต่อมนุษย์ สังคม และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง เราไม่ชอบชุดความคิดเหล่านั้นที่ทำให้เกิดตอนจบแบบนี้

น้อง พี่ ที่รัก เอื้อให้เห็นความพังพินาศของระบบ “ครอบครัว” ไทยได้ตรงไปตรงมามากๆ ฝังรากมาจากความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความไม่รู้ของสังคม และธรรมชาติของประเทศเรา เช่นการดูแลโดยใช้ผลการเรียนเป็นใหญ่ การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง ไม่ใช่แค่ชัชจะรู้สึกแย่กับการแพ้ การไม่ฉลาดเท่านั้น เจนเองก็จะต้องดี เพอร์เฟ็ค เอาชนะพี่ชายอยู่ร่ำไป แถมยังมีภาวะ Father Complex ในตัวชัชซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูแบบแม่เลี้ยงเดี่ยว (ที่ท่วมท้นด้วยการไม่รู้) ที่ปั้นสร้างความสัมพันธ์ที่หักพังระหว่างเจน และชัชขึ้นมา โดยรอบๆ ความคิดนั้นมีทุนนิยม และอุดมคติครอบครัวครอบรับเอาไว้อีกที

แต่แม่ของชัชกับป้าของเด็กทั้งสองก็ทำเต็มที่ในแบบของเขาแล้วแหละ เราไม่ได้มอบความรู้เหล่านี้ให้มากพออยู่แล้วตั้งแต่แรก

หนังมันเลยเป็นเรื่องราวของผลผลิตจากความหักพังระหว่างความสัมพันธ์ที่กดทับของสังคมลงมาอย่างรุนแรง ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผู้กำกับพยายามนำเสนอด้านนี้หรือเปล่า เพราะหนังมักจะกลบเกลี่ยความแหลกเละนี้ด้วยความสนุกสนานโปกฮา ซึ่งก็ทำให้สีสันของหนังมันสนุกสนานน่าติดตามไปพร้อมๆ กัน ซึ่งชุดความคิดที่สร้างตัวละครเหล่านี้ขึ้นมา ก็คือชุดเดียวกับคนดู มันก็เลยแนบสนิทกับคนดูพอสมควรเลย

แถมความเป็นพี่น้องในหนังเรื่องนี้แจ่มชัดมาก เรียกได้ว่าแทบเอา Insight ประสบการณ์ของความเป็นลูกสองคนมาตีแผ่แบบช๊อตต่อช๊อตเลย จังหวะความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องถือเป็นตัวเอกของเรื่อง ก็เลยทำให้บทบาทความรักของหนังเรื่องนี้ถูกสำรวจน้อย ค่อนข้างแปลกๆ ด้วยซ้ำ สำหรับเราแล้วชีวิตด้านอื่นๆ ของเจนดูเหมือนในความฝันเลย แถมเป็นไปตามขนบของอุดมคติมนุษย์เงินเดือน เหมือนกับจงใจให้เห็นว่าสิ่งที่ชิบหายในชีวิตจริงๆ ของเจนคือเรื่องราวของชัช แต่จริงๆ แล้วเรารู้ดีอยู่แก่ใจว่าแนวคิดเพอร์เฟ็คชันนิสต์ของตัวเจนมันมีปัญหาขนาดไหน

ช่วงจังหวะที่เราไม่ชอบที่สุด คือช่วงเวลาที่ “ชัช” เลือกที่จะตรงไปตรงมาครั้งแรกกับ “เจน” ณ พื้นที่ตรงนั้น ในช่วงเวลาที่พีคที่สุดของเรื่อง กลับไม่มีใครยืนอยู่ในพื้นที่ของชัชเลย ไม่มีใครเข้าใจเขา ไม่มีใครฟังเขา และอีกครั้งที่ทุกคนพร้อมจะเห็นใจเจนเสมอ เกมที่เจนเล่น เจนก็ชนะอีกครั้ง ไม่ว่าจะพื้นที่ไหนก็ตาม ใครๆ ก็กดชัช บีบชัช โทษตัวของชัช

ทั้งๆ ที่ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันเสมอ เราทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบการเป็นของคนที่เรารักเสมอ

และก็เป็นฝ่ายชัชที่ต้องดูแลตัวเอง เปิดออกไปหาผู้คน แต่สุดท้ายเขาก็ตาย และก็ยังไม่มีใครเข้าใจเขาอยู่ดี...เป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุด บ้าคลั่งที่สุด และเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุด สัญญะของการเลิกเหล้า มันอาจดูดีนะในเรื่อง แต่สำหรับเรามันน่าเจ็บปวดมาก โดยเฉพาะสุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ จริงๆ เขาอาจก้าวข้าม "การแพ้ชนะ" ไปแล้ว แต่สำหรับเราในเรื่องไม่ได้เปิดเผยตรงนี้ชัดเจนพอ สุดท้ายชัชก็ต้องเข้าหาสังคม ยอมโดนโบยตีจากมันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่สร้างเขาขึ้นมา อย่างไม่รู้ตัว

ฉะนั้นตอนจบมันถึงเป็นแบบนั้น ชีวิตทั้งสองจะจมดิ่งลงไปกว่านี้อีก เพราะปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข ไม่ได้ถูกมองเห็น เราจึงเกลียดการปล่อยปละละเลยแบบนั้นในเรื่อง

ซึ่งมันอาจดีสำหรับหนังก็เป็นได้ เพราะมันก็เป็น Insight ที่ตรงกับทุกครอบครัวที่จะมีคนน่ารังเกียจแบบ Omega เสมอ หนังสร้างรอบๆ คนที่ต้องทนอยู่กับคนแบบชัช มากกว่าจะเข้าไปเข้าใจชัชจริงๆ และจุดจบมันก็เป็นแบบนี้แหละ (มันมีวิธีแก้น่ะนะ มันคือ Family Therapy แต่อย่างว่าแหละ ขนาดอเมริกายังไม่สนใจเลย นับภาษาอะไรกับครอบครัวคนไทยที่มีค่านิยมแย่ๆ กับจิตวิทยา) ธรรมชาติของสังคมมนุษย์เป็นแบบนี้เสมอ จุดจบแบบนั้นก็เป็นความสมจริงที่สุด ที่สุดท้ายพวกเขาก็จะไม่รู้อะไรเลยอยู่ดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอะไร ต้องทนอยู่ต่อไป เยียวยาชีวิตกันต่อไป

เจนจึงกลายเป็นการกดข่ม การชนะ และกลายเป็นตัวอย่างชีวิตที่ดีงามของชนชั้นกลางที่แทบจะเหมือนความฝัน ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นดีว่าชุดความคิดใดถึงได้สร้างตัวละครแบบนี้ขึ้นมา

อย่างที่บอกว่ามันเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ทำหน้าที่ให้เราอินได้ขนาดนี้ คือการที่เราเกลียดตอนจบ มันก็แสดงให้เห็นชัดเจนเลยแหละว่าชุดความคิดที่สร้างมันแข็งแรงแค่ไหน และหนังก็ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดออกมาได้ตรงไปตรงมาซะเหลือเกิน  มันก็ทำนองเดียวกับการที่ผมเกลียดอนุรักษ์นิยมหน่ะนะ ผมก็แค่เกลียดสังคมแบบนั้น ที่จงใจสร้างคนขี้แพ้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และด่าเขาว่าทำตัวเองทั้งนั้น ก็แค่นั้่นเอง

การเดินเรื่องอาจแปลกๆ ไปหน่อยสำหรับหนัง GDH ปกติ นักแสดงเล่นเป็นตัวเองมากๆ แต่ก็แสดงเข้ากับบทดี หากเข้าไปดูแล้วจะได้อะไรมากกว่าความตลกเจ็บตัวแน่นอน ผมคิดว่าทุกคนจะได้อะไรบางอย่างกลับไปจากการดูหนังเรื่องนี้จริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.3
15 พฤษภาคม 2561 01:45:44

น้อง-พี่-ที่รัก

หลังดูจบก็ยอมรับว่าหนังสามารถทำให้คนดู เห็นตัวละครได้ทุกอารมณ์ทั้ง ตลก ความรักของแฟน ความรักของพี่น้อง เศร้า ซึ้ง ดราม่า หนังทำได้ทุกอย่าง ก็ต้องยอมรับว่าหนังของค่าย GDH นี่ไม่ธรรมดาทุกเรื่องเลยจริงๆ คนที่เป็นลูกคนเดียวก็ดูหนังนี้ได้ คนมีพี่น้องยิ่งต้องดู ถือว่าเป็นหนังไทยเพชรน้ำงามของปีนี้เลยทีเดียว 

คุณภาพของภาพและเสียง
ภาพชัดมาก มุมกล้องแต่ละฉากก็สวยมาก บางทีเราก็คิดว่ามุมกล้องแบบนี้เค้าคิดได้ยังไง มันดีมาก มันมีเรื่องราวจากมุมกล้องเลยจริงๆ เสียงหรือ Sound ก็ใส่ได้ถูกจังหวะ เพลงประกอบก็เข้ากับหนังมาก ย้ำว่ามาก จนออกจากโรงก็เปิดหาเพลงมาฟังเลยละ แต่มีข้อติคือหนังไทยจอของหนังมันไม่กว้างคือไม่ได้ยืดไปสุดขอบซ้ายขวา ดูกี่เรื่องหน้าจอมันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตลอดเลย มันเหมือนใช้เนื้อที่หน้าจอในโรงไม่คุ้มอะ แต่พอดูไปสักพักก็ชินครับ (แต่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ นะ)

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง 
บทหนังและเนื้อเรื่องทำได้ดีมากๆ แบบว่าเราเดาไม่ออกเลยว่าเนื้อเรื่องจะไปทางไหน ความสัมพันธ์เรื่องพี่น้องที่เป็นความสัมพันธ์สำคัญเป็นเส้นเรื่องหลักของหนัง ทำได้ดีกว่าที่คิดมาก บางคนน่าจะอินกับความสัมพันธ์ พฤติกรรมพี่-น้องแบบนี้จนต้องรู้สึกว่าใช่เลยแน่ๆ ฉากที่พีคก็ทำได้สุดจริงๆ และอีกอย่างที่ชอบมากๆ ก็คือที่ตัวอย่างหลอกเราไปทางนึง พอมาดูจริงๆ เนื้อเรื่องไม่ใช่แบบในตัวอย่าง ทำให้เรารู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่โดนสปอยล์จากตัวอย่าง ทำให้เราดูหนังได้เต็มอิ่มแบบสุดๆ ไปเลย ส่วนการดำเนินเรื่อง ฉากตลกคือชอบมาก ซันนี่เล่นได้ดีและเคมีเข้ากับญาญ่ามาก ฉากซึ้งดราม่าก็ทำได้ดี แต่มีบางฉากลากยาวมาก ทำให้จะซึ้งก็ไม่ซึ้งซะงั้น แถมบางทีแอบน่าเบื่อ กลายเป็นหนังยาวที่มีบางฉากน่าเบื่ออยู่

ด้านดี
แน่นอนซันนี่และญาญ่าเล่นได้เข้ากันมาก บอกถึงความเป็นพี่น้องได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก เนื้อเรื่องที่เดาไม่ออกทำให้เราตื่นเต้นกับเนื้อเรื่องตลอดเวลา ฉากตลกซันนี่ทำได้ดีมากๆ ฮาทุกฉากเลยนะไม่มีแป๊กเลย ซันนี้ทำให้หนังสนุกขึ้นมาหลายเท่า เป็นคนแบกหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ และซันนี่ก็ทำออกมาได้ดี ดีมาก ถูกใจผมมากเลยครับ ส่วนญาญ่าก็มีหลุดๆ บ้างแต่อย่างที่บอกว่าเคมีตรงกันมาก ฉากรักลื่นไหล ฉากดราม่าก็เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วคุณอาจจะหลงรักญาญ่าไปด้วยเลยครับ

ด้านแย่
หน้าจอเลยครับ จอไม่กว้าง มันขัดตาตอนแรกๆ แต่พอดูสักพักก็จะชินครับ อีกเรื่องคือนิชคุณ คือเล่นแข็งพอสมควรแต่ผู้กำกับก็เก่งมากนะ เพราะรู้ว่านิชคุณเล่นแข็ง ก็ทำให้คาแรกเตอร์ของโมจิที่นิชคุณเล่น มีบุคลิกแข็งๆ ไปด้วยเลย แต่ก็มีอะไรที่ขัดใจผมตลอดเวลา มันหงุดหงิดจริงๆ (ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ) 

น้อง-พี่-ที่รักถือเป็นหนังไทยที่ดีมากๆ ในปีนี้เลยครับ ก็อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าไปดู รับรองว่าต้องไม่ผิดหวัง แถมบางคนอาจจะซึ้งจนน้ำตาไหลเลยทีเดียว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7.2
10 พฤษภาคม 2561 17:47:36

Truth or dare จะไม่ลำบากถ้าไม่ใจง่ายไปกับคนแปลกหน้า

ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นของหนังระทึกขวัญ/สยองขวัญจากค่าย Blumhouse Productions ผู้สร้างอย่าง Happy Dead Day The Purge, Ouija,Split ,Get out ที่เป็นหนังเจ้าของทุนสร้างต่ำ แต่ได้กำไรเกิน 100% จนมาถึงปีนี้ ได้เข็นหนังอย่าง Truth or Dare ออกสู่สายตาคนทั่วโลก

เป็นหนังที่ว่าด้วยการหยิบเอาเกมส์ที่เหล่าวัยรุ่นอเมริกาชอบเล่น เวลาแฮงเอาท์กัน เพราะเวลาเมา มันมักจะมีความกล้า บ้าบิ่นมากกว่าเวลามีสติ ซึ่ง Truth or Dare กติกาเกมส์นี้ก็ง่ายๆ เลยคือ ให้คนถูกถามเลือกระหว่าง จะตอบคำถามตามความจริง หรือจะเลือกให้คนถามนั้นถ้าให้ทำอะไรก็ได้และต้องทำตาม ซึ่งในบางกรณีอาจจะเพิ่มความยากของเกมส์ไปอีกด้วยการเพิ่มกติกาขึ้นมาว่า ถ้าผู้เล่นแต่ละคนเลือกที่จะตอบความจริงติดกัน 2 คน คนที่ 3 จะไม่มีสิทธิ์เลือก จะต้องรับคำท้าเท่านั้น 

เนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรผิดคาดจากในตัวอย่างหนังซักเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องราวก็ว่าด้วย กลุ่มตัวละครหลักหาเรื่องไปเที่ยวที่แม็คซิโกในช่วงวันหยุด และได้ถูกชวนจากคนแปลกหน้าไปยังโบสถ์ร้าง และเล่นเกมส์ Truth of Dare ที่นั่น ทำให้มีอะไรบางอย่างติดตามกลับมาบ้านด้วย และบังคับให้แต่ละคนเล่นเกมส์นี้ ที่มีเดิมพันด้วยชีวิต ซึ่งถ้าใครโกง หรือไม่ทำตามกติกา ก็จะตายไปตามกัน ซึ่งต้องตามหาความจริงกว่าอะไรเป็นคนเริ่มคำสาปนี้ และต้องออกหาทางแก้จนกว่าจะไม่เหลือเพื่อนๆ รอดซักคน ในจุดนี้ มีความดูได้เพลินๆ ตามสไตล์หนังแนวนี้ แต่หลังจากที่ดูจบแล้วออกมาขบคิดเพิ่มเติม ส่วนตัวคิดว่า บทหนังนั้นมีความซอฟต์มากเกินไป ในบางจุดน่าจะเล่นกับความแหวะ ความสยองกับการตายได้มากกว่านี้ หรือออกแบบฉากได้ลุ้นหวาดเสียวได้มากกว่านี้ (ในส่วนนี้ถือว่าสอบตก) 

สรุปแล้ว Truth or Dare เป็นหนังที่ถ้าคนดูไม่คาดหวังอะไรมากมายจากตัวหนัง มันก็จะสามารถชมได้เพลินๆ เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ถึงกับประทับใจมากมายเท่าไหร่ 7/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
10 พฤษภาคม 2561 15:06:09

Avengers : Infinity War | Anthony Russo, Joe Russo

สำหรับผมแล้วมันเป็นมากกว่าหนังธรรมดาทั่วไป มันเหมือนเป็นหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในตระกูลมาร์เวล ที่ต่อยอดกันมาเกือบ 10 ปี ก้าวผ่านและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน กลายเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ใหญ่กว้างกว่าสมัยคอมมิค ถ้าไม่มีอะไรคุยกันก็หยิบจับจักรวาลมาร์เวลมาแบ่งปัน คาดเดา สปอยล์ วิเคราะห์กันได้ตลอดเวลา ไม่ต่างกับ Star Wars ในวัฒนธรรม Pop Culture ที่ยิ่งใหญ่แบบสุดๆ ชิ้นส่วนเฟสท้ายๆ ของเฟสที่ 3 อันเป็นจุดรวมของหนังทุกเรื่องมาร์เวลจึงเป็นอะไรที่ได้รับการคาดหวังไว้สูงลิ่ว

และหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง สนุกมาก แม้โปรดักชั่นยังคงเน้นปลอดภัยเช่นเดิม แต่หนังเติบโตและก้าวข้ามตัวเองไปอย่างมีนัยยะ หนังมีความเคร่งเครียดมากขึ้น หนักขึ้น เสน่ห์ของตัวละครที่ดิสนีย์เก่งกาจก็ทำออกมาได้พอดิบพอดีต่อการบริหารเวลาในเรื่อง อันเป็นผลเนื่องจากมีตัวละครมหาศาล จนจำเป็นต้องลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก ความพยายามประคับประคองให้เนื้อเรื่อง 3 เรื่องเดินรับไปพร้อมกันผ่านตัวละครสุดเหวี่ยงทั้งหลายทำได้ยากมาก และผมคิดว่ามันเอาอยู่ สัดส่วนที่แต่ละตัวละครแบกรับสมเหตุสมผลดี และได้เห็นผลพวงจากการเติบโตในหนังแยกเดี่ยวของตัวเองที่น่าสนใจในบทสรุปนี้ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นสไปดี้กับไอรอนแมน หรือสกาเลซวิช กับวิชชั่น หรือตัวกาโมร่าและสตาร์ลอร์ด (จะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์มากกว่าปกติ)

แต่ก็มีข้อเสีย เนื่องจากมีเวลาปูตัวละครน้อย คนที่ไม่เคยดูหรือพลาดเนื้อเรื่องสำคัญในหนังเรื่องก่อนๆ อาจงงได้ง่ายๆ เพราะถึงจะกล่าวอ้างถึง แต่ก็ใช้เพียงแค่การเล่าด้วยปากเปล่าเท่านั้นเอง ฉะนั้นเพื่ออรรถรสที่เต็มอิ่ม สมบูรณ์ เข้าใจตัวละคร จำเป็นต้องดูอย่างน้อย 3 เรื่องคือ Avengers 2: Age Of Ultron, Thor : Ragnarok, Captain American : Civil War ที่จะทำให้องค์ประกอบการเล่าเรื่องครบ แต่หากจะครบเครื่องตามแนวคิดและการเติบโตของตัวละครก็คือต้องตามหนังเฟส 3 ทั้งหมดจริงๆ โดยเฉพาะฟากฝั่ง Guardians of the Galaxy 2 ที่พลิกโฉมจักรวาลมาร์เวลไปเป็น ดราม่างดงามที่ตลกกวนตีน

ดังนั้นเมื่อแต่ละฮีโร่มีหนังแยกสำหรับปูเรื่องราวและบทสรุปของตัวเองแล้ว Avengers ภาคล่าสุดจึงอุทิศให้กับการเล่าตัวละครที่ไม่มีใครรู้จัก แต่กลับเป็นตัวสำคัญที่สุดในเรื่อง นั่นคือ Thanos ตัวร้ายที่อยู่เบื้องหลังการรุกรานของโลกิในโลกมนุษย์ ที่ปูยาวมาตั้งแต่ Avengers 1 ภายใต้ความต้องการครอบครองของ Infinty Stones สำหรับทำตามภารกิจของตัวเอง ซึ่งความสามารถในการสร้างตัวร้ายที่ทรงเสน่ห์ มาร์เวลและดิสนีย์ประสบความสำเร็จในการสร้างตัวละครที่เราจะแอบเอาใจช่วยอย่างน่าประหลาด ความเป็นมนุษย์ที่ครบเครื่องทั้งเหตุผล ทั้งอุดมการณ์ทำให้ Thanos เป็นตัวร้ายที่งดงาม น่าสนใจ สามารถพาเราไปพร้อมกับฮีโร่อื่นๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Anti-Hero ได้อย่างดี

ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องเองก็เป็นเสมือนลูกระเบิดที่จะคอยขย้ำคนดูจากการเหนือความคาดหมาย หักมุมต่อเนื่อง พอเนื้อเรื่องกล้าพอที่จะขยายออกไปอย่างซีเรียส มีแก่นของความตายและการทำเพื่อผู้คน ทำให้หนังมันเดินทางไปสู่จะจุดสุดท้ายของความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่สมัย Civil War นั่นคือ “ความดี”

การไม่ตัดสิน และการดิ้นรนของตัวละครอันหลากหลายภายใต้คอนเซ็ปต์ฮีโร่จากทุกทิศทางทำให้ Infinity War มีความโดดเด่นด้านเนื้อเรื่องสูงมากๆ เพราะตัวละครมีเหตุมีผลของตัวเอง ต่างมีความเชื่อที่หลากหลาย

“อุดมการณ์ยิ่งใหญ่ การเสียสละยิ่งมาก”

นั่นไม่ได้หมายถึงแนวคิดหลักของธานอสเท่านั้น แต่อาจหมายถึง Avengers ด้วย

Avengers 3 เป็นหมุดหมายที่รวบรัดเอาทุกความลับที่ปูเอาไว้มาสู่จุดเดียว เพื่อไปสู่ผลลัพท์สุดท้ายในภาคต่อไป เป็นหนังที่สนุกมากๆ ครบเครื่อง แม้จำเป็นต้องดูหนังเรื่องก่อนๆ ที่มีจำนวนมากมาก่อน แต่มันก็คุ้มค่ากับเรื่องราวสุดท้ายของเฟสที่ 3 ที่จะนำไปสู่อนาคตของเฟสที่ 4

Marvel เป็นเหมือนชีวิตของผู้คน มันอาจไม่ได้ทรงพลัง ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนความคิด แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเราทั้งหลายตลอดหลายปีที่ผ่านมา และผมคิดว่าอีกไม่นานมันกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดพีคที่สุดของเฟสนี้ และน่าจะกลายเป็นหนังที่ประทับใจแบบสุดๆ เช่นเดียวกันกับตอน Avengers ภาค 1 ออกมา

หวังว่าเราจะได้พบกันอีกในความทรงจำหน้านะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8.8
GUEST
Pattt
12 พฤษภาคม 2561 16:07:36
มี sound tracks ไหมคะ
8 พฤษภาคม 2561 12:52:58

 

รีวิว Beirut
“คำพูดตัดสินชะตา การเจรจาตัดสินชีวิต”

หนังดราม่า - ระทึกขวัญ จากมือเขียนบท The Bourne ไตรภาค อย่าง Tony Gilroy แถมด้วยผู้กำกับมากฝีมือที่ล้วนแล้วทำหนังแนวระทึกขวัญมาให้เราได้ชมกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น The Call และ Vanishing on 7th Street กับ Brad Anderson โดยพื้นเพเรื่องนี้ถูกดำเนินเรื่องอยู่ที่ กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้มีความรู้ในเรื่องสงครามกลางเมือง หรือการแบ่งแยกดินแดนของประเทศนี้ในยุคนั้นสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ได้ดู ก็ทำให้เราได้รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองที่ชื่อ “เบรุต”  นี้ได้อีกพอสมควรเลยทีเดียว

เรื่องราวในเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1982 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักการทูตสหรัฐฯ นายหนึ่งนามว่า Mason Skiles ที่ได้รับหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่ เบรุต แต่แล้วก็เกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น ส่งผลให้ภรรยาสุดที่รักของเขาต้องมาจบชีวิตลง ณ เหตุการณ์นั้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่คิดจะมาเหยียบเมืองนี้อีกเลย จนกระทั่ง 10 ปีต่อมา เขาได้ถูกเรียกตัวกลับไปที่ เบรุต อีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ากลุ่มก่อการร้ายต้องการเขาเท่านั้นเพื่อมาเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนตัวประกัน เพราะคนที่ถูกจับไปคือเพื่อนรักของเขา Cal Riley และกลุ่มก่อการร้ายเหล่านั้นต้องการแลกตัว Cal กับอาชญากร Rafid Abu Rajal ผู้ก่อการร้ายผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ และเบื้องหลังการสังหารภรรยาของเขา เวลาเพียง 6 ชั่วโมง กับภารกิจที่ชี้เป็นชี้ตายเพียงคำพูด

หนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่หนังแอคชั่น เป็นหนังที่เน้นการเก็บข้อมูล และดำเนินเรื่องโดยเน้นการ “พูด” เป็นหลัก ต้องบอกว่าด้วยความที่หนังเน้นเรื่องเหล่านั้น ทำให้ถ้าเราหลุดโฟกัสจากหนังไปเพียงนิดก็อาจจะทำให้เราไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ หนังจัดได้ว่าดำเนินเรื่องเร็วถึงเร็วมาก ส่งผลให้ตัวหนังไม่น่าเบื่อ แต่ก็ส่งผลให้คอหนังสายอดนอนอย่างผม ตามไม่ทันในบางจังหวะเช่นกัน

สิ่งที่โดดเด่นมากๆ คือการแสดงของพระเอก Mason Skiles ที่รับบทโดย John Hamm ซึ่งเขาเล่นเป็นนักเจรจาทางการทูตสหรัฐฯ และบทพูดเขาเยอะมาก แถมแสดงออกมาได้ดีมากอีกเช่นกัน (นี่แอบคิดว่ามันจำบทเยอะขนาดนั้นได้ไงในฉากเดียว) ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นพระเอกของเราช่างจ้อ ช่างคุย ช่างพูด และฉากการเจรจาต่างๆ ในหนังเราจะเห็นความ “เท่” และ “กึ๋น” ของพระเอกได้เป็นอย่างดี หนังเปิดเรื่องด้วยการให้เห็นถึงสภาพกรุงเบรุต ผ่านบทพูดของ Mason ได้อย่างชาญฉลาด แถมยังบ่งบอกความเป็นตัวตนของเขาได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ตัวหนังไม่ได้ถ่ายทำที่กรุงเบรุตจริงๆ แต่ก็ทำออกมาให้เราได้เห็นสภาพบ้านเมืองของเบรุตในยุคนั้นได้ไม่เลวเลยทีเดียว

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ด้วยการที่หนังเล่นกับการเจรจา แต่น่าเสียดายที่หนังยังขาดความระทึกและความกดดันในการเจรจาแต่ละครั้งอยู่ บวกกับตัวละครตัวอื่นๆ ยังขาดเสน่ห์และความน่าสนใจอยู่บ้าง ทำให้เรื่องนี้ตัวพระเอกอย่าง Mason แย่งซีนไปเต็มๆ ในเกือบทุกๆ ฉาก

โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ดูสนุก ไม่น่าเบื่อเลย ถึงแม้การเจรจาจะไม่ชวนว้าว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หาวเช่นกัน ถ้าใครมีพื้นเพความรู้เรื่องความขัดแย้งในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ก็อาจจะตามหนังเรื่องนี้ได้ทันและอาจเข้าใจได้มากกว่านี้ก็เป็นได้ จึงขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 8/10 ไปเลยครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
4 พฤษภาคม 2561 16:02:01

Tonight, at Romance Theater
“รักได้ แต่สัมผัสไม่ได้”

เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านๆ มานี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราต่างได้เห็นผลงานภาพยนตร์จากแดนอาทิตย์อุทัยต่างๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอนิเมชั่นที่กวาดน้ำตาผู้คนไปได้เพียบอย่าง Your Name หรือภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าอย่าง Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You มาในปีนี้กับผลงานที่ทำรายได้เปิดตัวถล่มทลายใน Box Office ญี่ปุ่น แซงภาพยนตร์สุดดราม่าน้ำตาตกยันข้างในอย่าง “ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ” 

โดยภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีนี้เป็นเรื่องราวของ เคนจิ ที่ได้ตกหลุมรักนางเอกในภาพยนตร์ขาวดำเรื่องหนึ่งอย่าง มิยูกิ จนมีอยู่คืนหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าทำให้เจ้าหญิงหลุดออกมาในโลกแห่งความเป็นจริง แต่เงื่อนไขสุดเจ็บปวดนี้คื“เธอไม่สามารถสัมผัสตัวคนที่เธอรักได้” มิฉะนั้น เธอจะต้องกลับไปสู่โลกที่เธอจากมาตลอดกาล

หลังจากได้ดูทำให้เรารู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักขาวดำที่ค่อยๆ แต่งเติมสีสันให้กับมันที่สุดแสนจะเจ็บปวดและเข้าใจเป็นอย่างดี กับประโยคที่หนังตั้งคำถามมาให้เราว่า “คุณจะใช้ชีวิตโดยไม่สัมผัสคนที่คุณรักได้หรอ?” การจับมือ โอบกอด เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้แม้กระทั่งไออุ่นของคนที่ตัวเองรัก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สื่อประเด็นนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี และเจ็บปวดไม่ใช่เล่น โดยเฉพาะฉากที่เราได้เห็นในตัวอย่างกับฉาก “จูบกันผ่านกระจก” จึงทำให้เรารู้สึกได้ว่า “สวยงาม แต่เจ็บปวด” บวกกับการแสดงของพระเอกน้ำตาสั่งได้ เคนทาโร่ ซาคากุจิ ที่รับบท เคนจิ แสดงออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เล่นได้เจี๋ยมเจี่ยมมาก ดูเคอะเขิน และจริงใจ ประกอบกับนักแสดงที่สวยทุกการเคลื่อนไหวเหมาะกับบทบาทเจ้าหญิงมากอย่าง ฮารุกะ อายาเสะ ที่มารับบทเจ้าหญิงขาวดำ มิยูกิ และการแสดงแต่ละตัวละครที่เรียกได้ว่า “ใหญ่” พอสมควรเลยทีเดียว แถมด้วยเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ เรียกได้ว่าสวย และมีสไตล์มากๆ พอได้เห็นรูปที่ถ่ายออกมาในตอนเครดิตขึ้นยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ และอีกเรื่องที่รู้สึกว่า ฉากแต่ละฉากเน้นสีสันที่สดมาก แต่ก็สวยงามมากเช่นกัน อาจจะเพราะด้วยความที่เจ้าหญิงโลกขาวดำมาอยู่ในโลกจริงก็เป็นได้เลยจำเป็นต้องทำฉากสีสดขนาดนั้น 

แต่ถึงพล็อตเรื่องจะเจ๋ง หรือน่าสนใจแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ช่างน่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์กลับดำเนินเรื่องได้อย่างราบเรียบแถมทุกอย่างยังดูเป็นเส้นตรงจนเกินไป จุดไคลแม็กที่ควรบ่อน้ำตาแตกก็เหมือนจะยังไม่สุด แถมด้วยน่าเสียดายตัวละครประกอบต่างๆ ที่น่าจะมีบทบาททำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีมิติมากกว่านี้ก็ดันใช้อย่างไม่คุ้มค่าเอาซะเลย 

(ดูๆ ไปแล้วในใจแอบคิดว่า ถ้าเป็นหนึ่งในเจ้าหญิงดิสนีย์ มันจะออกมาเป็นยังไงหว่า 555 ถือว่าเป็นเจ้าหญิงที่มีสไตล์และน่าสนใจไม่น้อยเลย)

โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ถ้าใครชอบภาพยนตร์แนวรักแฟนตาซีโรแมนติกก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกันนะ ส่วนตัวค่อนข้างชอบพล็อตเรื่องของมันมากๆ แต่เสียดายวิธีการเล่าเรื่องของมันไปหน่อย ขอให้คะแนนอยู่ที่ 6.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
5.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.5
4 พฤษภาคม 2561 06:48:03

Tonight At Romance Theater เป็นเรื่ิองราวของ เคนจิ หนุ่มนักฉายหนังที่มีความฝันจะเป็น ผู้กำกับ เขาตกหลุมรักนางเอกในภาพยนตร์ขาวดำเรื่องโปรด เจ้าหญิงมิยูกิ  ทุก ๆ คืนหลังโรงหนังเลิกเขาจะฉายฟิล์มหนังเรื่องนี้ซ้ำไปมาทุกคืน แล้วเฝ้าฝันว่าเขาเป็นพระเอกในหนังเรื่องนั้น แล้วอยู่ ๆ ในคืนที่โรงหนังถูกฟ้าผ่า จนทำให้เครื่องฉายได้รับความเสียหาย เจ้าหญิงของเขาหลุดออกมาสู่โลกภาพยนตร์สู่โลกของความเป็นจริง แต่ร่างกายของเธอเป็นสีขาวดำ

 

    สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้                                                                                                                                     

1.เนื้อเรื่องของหนังมีการเล่าถึงเเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์ที่มีผลต่อภาพยนตร์เก่ายังไงบ้าง               

 2.หนังมีการใช้ sound ประกอบได้ดี อีกทั้งยังมีการใช้ sound ที่เข้ากับยุคนั้นๆ                                                     

  3.Haruka Ayase สามารถแสดงได้เข้าถึงบทบาทมากๆ ราวกับออกมาจากหนังจริงๆ

  4.หนังมีความเรียบง่ายและทำให้ผู้ชมอินได้ไม่ยาก

   สิ่งที่ไม่ค่อยชอบในหนังเรื่องนี้                                                                                                                         

      โครงเรื่องหลักออกจะเดาทางได้ง่ายไปหน่อย

สรุป หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูสนุกมากๆ เรื่องนึงเลยทีเดียวนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนรักการดูหนัง และชอบ Romance ของญี่ปุ่น ละก็ไปดูเถอะครับคุณจะรักหนังเรื่องนี้แน่นอน

 

    

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
9.1
28 เมษายน 2561 11:30:52

Avengers : Infinity War

   ความตื่นเต้น เต็มอิ่ม สนุก ตื่นเต้น และค้างคา คือความรู้สึกหลังดู Avengers : Infinity War หนังภาคต่อสุดอลังการ ที่ได้ผู้กำกับพี่น้องรุสโซ มาสานต่อความยิ่งใหญ่ (พี่น้องคู่นี้เคยกำกับ Captain American: The Winter Soldier และ Civil War โดยส่วนตัวแล้วในจักรวาล Marvel ผมชอบภาค The Winter Soldier มาก) สำหรับในภาคนี้ตัวละครเยอะมาก แต่หนังสามารถแบ่งบท และจัดการกับตัวเนื้อหาได้เป็นอย่างดี

คุณภาพของภาพ เสียง และ3D
หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ทั้งเรื่อง แน่นอนถ้าดูในระบบ IMAX ภาพยิ่งใหญ่เต็มจอมาก และที่ดีมากๆ, ของหนังคือ 3D นูนทั้งเรื่องเลย ไม่ใช่นูนบางฉากนะ แต่ตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง นูนและพุ่งเข้าหน้าตลอด คือดีงามมากจริงๆ Sound ยอมรับว่าฟังแล้วดูไม่อลังการ มันไม่บิ้วพอ บางฉากคือสงครามแต่ Sound ไม่บิ้วเท่าที่ควร อันนี้คือเสียของจริงๆ ถ้าจะดู Avengers ให้เต็มอิ่มก็แนะนำเลยครับระบบ IMAX คุ้มแน่นอนครับ
ด้าน CG หนังทำเนียนมากสวยมากชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้ครับ  

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
   ด้วยตัวหนังที่ดำเนินมา 10 ปีของจักรวาล  Marvel ทำให้ตัวละครในหนังเยอะมาก แน่นอนการแบ่งบทสำคัญมากๆ สำหรับตัวผมเองคิดว่าการแบ่งบทในเรื่องทำได้ดีมากๆ ทุกตัวละครมีความสำคัญ มีฉากที่ทำให้ฟิน แต่อย่างที่บอกตัวละครเยอะ จะให้ออกแต่ตัวละครที่เราชอบคงทำไม่ได้ บางคนเลยอาจจะไม่พอใจ ทำไมตัวนี้ออกน้อยตัวนี้ออกเยอะ 
   การดำเนินเรื่อง หนังมี Part หลาย Part มากทำให้ฉากตัดสลับไปมา แต่ก็ดูรู้เรื่องนะ และเรื่องนี้ก็แทบไม่พูดกันเยอะ ซัดกันอย่างเดียว ทำให้บางอย่างเหมือนไม่ได้ปูพื้นมาก่อน ทำให้ไม่อินในบางฉาก 

ด้านดี
ความสนุกอันดับหนึ่งเลยครับ มันสนุกตั้งแต่ฉากแรกยันฉากจบ สองชั่วโมงครึ่งสำหรับผมกลายเป็นเวลาแปปเดียวเอง อีกอย่างที่ชอบมากๆ คือความ DARK ของหนัง ทำให้เรารู้สึกหดหู่ไปกับตัวหนังเลย ถึงจะ DARK แต่ Marvel ก็ยังมีฉากมุกขำๆ อยู่เยอะนะ ทุกอย่างรวมกันทำได้ดีมากๆ และฉากจบก็ทำให้เราอยากติดตามภาคต่อไปทันทีเลย มันค้างคาสุดๆ และที่ดีมากๆ คือตัวร้ายอย่าง ธานอส เป็นตัวร้ายที่มีการปูพื้น เข้าใจถึงความเป็นมาของตัวละคร และคนดูก็เข้าถึงตัวร้ายตัวนี้ได้เป็นอย่างดี 

ด้านแย่
อย่างที่กล่าวข้างต้น ตัวละครเยอะ Part ในหนังก็เยอะ ทำให้บางฉากไม่มีการปูพื้นเลย ทำให้ไม่อินเลยสักอย่าง โดยเฉพาะฉากสงครามในวากานด้า อันนี้ไม่อินเลย มันแบบปุ๊บๆ โผล่มา ก็งงๆ มันเลยทำให้หนัง drop ลงตรงนี้มากๆ ทั้งๆที่เป็น Part ไฮไลท์ของหนังเลยทีเดียว เสียดายมากๆ และอีกอย่าคือ Sound ที่ไม่บิ้วเลย ไม่อลังการ รู้สึกเฉยๆ กับตรงนี้มากๆ 

แนะนำให้หลบสปอยกันหน่อยครับ และก็อยากให้ได้ดูในระบบ IMAX ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ดูจบก็อยากดูซ้ำอีกหลายๆรอบเลยทีเดียว :))

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8.3
26 เมษายน 2561 21:23:16

Avengers: Infinity War " มหาสงครามล้างจักรวาล "

149 min | Action/Fantasy | Directed by Anthony Russo, Joe Russo

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

ผ่านมาแล้ว 10 ปีนับตั้งแต่ภาพยนตร์จาก Marvel Cinematic Universe เรื่องแรกอย่าง Iron Man เข้าฉาย และการปรากฎตัวของตัวร้าย Thanos ในฉากท้ายเครดิตใน Avengers ภาคแรกเมื่อหกปีก่อน จนตอนนี้ Thanos ลุกขึ้นมาลงมือเองแล้ว ด้วยภารกิจรวบรวม อัญมณี Infinity Stones ทั้ง 6 เม็ด เพื่อให้บรรลุภารกิจทำลายล้างจักรวาล ทำให้เหล่าฮีโร่จากดาวโลก และทั่วจักรวาลต้องต่อต้านไม่ให้เขาทำได้สำเร็จ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

ตื้นตันมาก แถมยังตึงไปหมด คือต้องบอกก่อนเลยว่าหนังค่อนข้างยาวมาก แต่ไม่รู้สึกเลยว่าหนังยาว รู้สึกสั้นเกินไปด้วยซ้ำ เพราะไม่มีช่วงไหนของหนังเลยที่น่าเบื่อ แถมยังดำเนินเรื่องไวมากๆ และที่ตื้นตันมากๆ คือการที่เราได้เห็นฮีโร่ที่เราชื่นชอบมากมาย มารวมอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน รู้สึกขนลุก เหมือนเป็นเพื่อนที่เติบโตรวมกันมา เป็นอะไรที่ผูกพันธ์มากๆ เลย

สิ่งที่น่าชื่นชม

ตัวหนังมีคอนเทนต์ที่น่าสนใจอยู่แล้ว แถมผู้กำกับยังกล้านำเสนอออกมาได้อย่างสนุก ออกมาดีมาก คาดเดาแทบไม่ได้เลยว่าหนังจะไปออกหน้าไหน อินมากกับทุกๆ จุดในหนังเรื่องนี้ หนังกระจายบทให้ฮีโร่ออกมาได้ค่อนข้างดี แม้จะมีบางตัวที่เหมือนจะเกลี่ยไม่ดีมาก แต่ภาพรวมมันค่อนข้างเจ๋งมากๆ เลยทีเดียว

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

อาจจะมีบางส่วนที่หลุดไปบ้าง แต่ก็เข้าใจได้เพราะว่าหนังค่อนข้างสเกลใหญ่ มันก็ค่อนข้างควบคุมลำบาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความสนุกของหนัง

สรุป

มันน่าประทับใจมาก นี่คือหนังที่เหมือนเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่แค่หนังฮีโร่ธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่ Marvel ได้สร้างอีก 1 วัฒนธรรมขึ้นมาให้ผู้คนทั่วโลกได้มีความสุข ได้สนุกและหลงไหล ติดตามไปกับวัฒนธรรมนี้ คุ้มค่าแก่การรอคอยแน่นอน ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนมาร์เวลคุณจะต้องหลงรักและคลั่งกับหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ อย่างแน่นอน ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ (และขอให้ทุกคนหลบสปอยล์กันให้ได้ เพราะมันสำคัญมากเลย เพราะจะเสียอรรถรสไปค่อนข้างเยอะหากรู้เนื้อหาของหนัง)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
9
24 เมษายน 2561 10:11:05

      midnight sun 

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังญี่ปุ่นในชื่อเดียวกัน โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึง เคที่ หญิงสาวผู้ป่วยเป็น โรค xeroderma pigmentosum หรือเรียกง่ายๆ ว่า xp ซึ่งอาการของโรคนี้คือการแพ้รังสี uv ทำให้เคที่ไม่สามารถออกไปไหนข้างนอกได้ในเวลากลางวัน โดยในเวลากลางคืนเธอจะออกไปเล่นกีตาร์ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เมื่อเธอได้พบกับ ชาร์ลี เธอไม่ได้บอกถึงข้อจำกัดของตัวเองในตอนแรก เพราะเธอกลัวว่าจะทำให้เขาจากไปแต่สุดท้ายเมื่อพวกเขาทั้งคู่ไปออกเดทกันในคืนหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเธอรีบวิ่งกลับบ้านให้ทันเท่าที่จะทำได้ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ชาร์ลีเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่เคทียังคงกลัวที่จะบอกเขาถึงความลับของเธอ

ความรู้สึกหลังชม

หนังค่อนข้างมีโทนที่เน้นความเป็นโรแมนติกและเรื่องของครอบครัวโดยที่ตัวหนังนั้นจะเราเรื่องในทิศทางที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรงดูง่ายแต่อาจจะมีความเลี่ยนในเรื่องของบทพูดของตัวะครที่ทำให้เกิดอาการเบื่อได้ซึ่งหนังค่อนข้างมีอะไรที่ซ้ำซากและคาดเดาได้ง่าย ส่วนในเรื่องของดนตรีนั้นช่วงที่หนังพยายามจะ drama หนักๆ ดนตรีประกอบดูจะส่งไปไม่ค่อยถึงซักเท่าไร ส่วนในเรื่องเพลงที่นางเอกร้องนั้นเพลงที่เป็นเพลงหลักถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ส่วนเพลงอื่นๆ นั้นเฉยๆ

สรุป

    หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังรักวัยรุ่นเรื่องนึงที่ค่อนข้างจะเป็นหนังที่มีความเรียบง่าย สุขและเศร้าซึ่งเหมาะกับผู้ชมที่เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.6
18 เมษายน 2561 16:58:45

รีวิว “RAMPAGE” ฉบับเด็กเดินตั๋ว

Feeling
โดยรวมจากหน้าหนัง Rampage เป็นหนังแอ็คชั่นบู๊ระห่ำ สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ถล่มเมืองโดยมีพี่บึ้กกล้ามโตเดอะร็อค ‘ดเวยน์ จอห์นสัน’ นำทีมเบ่งกล้ามเหนี่ยวไกปืนลุยปราบสัตว์ประหลาด คล้ายๆ หนังลิงยักษ์ King Kong, Jurassic Pack, Jurassic World หรือ Godzilla ที่มีบู๊แอ็คชั่นระดับมโหฬาร ผสมผสานความมันส์แอคชั่น ขี้โม้ๆ ของแบบหนังภารกิจกอบกู้สถานการณ์แบบ Transformer ภาคแรกๆ (ไม่เชิงหนังสงครามซะทีเดียว แต่อารมณ์แบบทหารแอคชั่นระเบิดระเบ้อ) ผสมมุกฮามาบ้างประปราย นับว่าบันเทิงมันส์สะใจสไตล์ฮอลลีวู้ดมากๆ

ถามว่าเทียบกับ Jumanji ภาคล่าสุดที่ดเวยน์ จอห์นสันเพิ่งเล่นไปได้ไหม? 
เด็กเดินตั๋วเห็นว่าเรื่องนี้จะจริงจังกว่า บู๊ระห่ำมันส์กว่าเยอะ ไม่เน้นเนื้อเรื่องมาก Jumanji แค่แอคชั่นรุนแรงสะใจกว่า สัตว์ประหลาดเจ๋งกว่า ใหญ่กว่า บ้านเมืองพังถล่มทลายเละเทะกว่า เท่าทีเคยดูหนังถล่มเมืองมา รู้สึกเรื่องนี้จะพังถล่มสะใจดีที่สุดเลย ดูไม่ปลอม ดูเละเทะจริงจัง สัตว์ประหลาดก็พังตึกได้สะใจมากๆ  ถ้าจะแพ้ Jumanji คงจะมีแต่มุกฮาที่มาน้อยกว่าก็เท่านั้น

การดำเนินเรื่อง
ไม่ได้เน้นเนื้อเรื่องอะไรมาก ความสมเหตุสมผลไม่ต้องพูดถึง... ขี้โม้สุดๆ ขี้โม้แบบหนังอินเดียแอ็คชั่นรถปลิวยังต้องชิดซ้าย พระเอกเก่งเวอร์ขี้โม้แบบไปสุดทางเลย จากนักวิทยาศาสตร์กลายเป็นมีสกิลทหาร ขับเฮลิคอปเตอร์ได้ โดนยิงแขนยังวิ่งปร๋อ เห็นจะมีแค่มุกตลกที่ฮาแต่มาน้อย ถ้ามาเยอะกว่านี้เรื่องนี้จะบังเทิงขั้นสุด! 


Production
ที่เห็นว่าแจ่ม จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้คืองานกราฟฟิคทั้งหลาย ทั้งตัวสัตว์ประหลาดลิงยักษ์ หมาป่ายักษ์ จระเข้ยักษ์ออกแบบคาแรกเตอร์มาได้อย่าง ‘เหนือจินตนาการมาก’ สุดยอด ดูแล้วว้าวกว่าเหล่ามังกรหรือไดโนเสาร์อีก แล้วเหล่าซีจีเมืองถล่ม ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ดูสมจริงไม่ลอย ภาพสวยมาก แถมจังหวะหนังก็ดี การออกแบบฉากแอคชั่นทำได้สอดคล้องทั้งจังหวะการแสดง การตัดต่อ ภาพ ซีจี เสียง ลงตัวไร้รอยต่อ ดูแล้วได้อารมณ์ทุกมุกแอ็คชั่นเลย เจ๋งมากทะลุความขี้โม้ออกมาเด่นเป็นประกายให้เด็กเดินตั๋วได้เอ่ยปากชื่นชม (ซึ่งปกติหนังแนวนี้จะไม่ดูหาคุณค่าอะไรมากนอกจากความบันเทิง) 

รวมๆ แล้ว Rampage ดีกว่าหน้าหนังที่ขายในตัวอย่างหนังมาก (ตัวอย่างหนังทำมาเห่ยมากจนไม่แน่ใจว่าหนังจะดีหรือไม่) ดีกว่า Jurassic World หรือ Jumanji ภาคล่าสุดอีก ดูแล้วได้รับความบันเทิงเต็มเปียมสะใจยิ่งนัก เหมาะสมต่อการดูในโรงจอใหญ่ๆ มาก (ถ้าดู IMAX ก็ดูเลยสะใจแน่) ถ้าใครกำลังหาอะไรบู๊ระเบิดดูสะใจ ใหญ่ๆ ตู้มๆ กราฟฟิคเยี่ยมๆ ให้คุ้มค่าตั๋ว... Rampage ตอบโจทย์มากๆ 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.3
17 เมษายน 2561 23:58:53

 

Please Stand By |  Ben Lewin

หนังครอบครัวเรียบๆ สบายๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจมากๆ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้าไปดูรอบสื่อ ก็เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาชมโดยมีผู้มีอาการออทิสติกเข้ามาด้วย และเนื่องจากมีเพื่อนที่เคยอยู่ในแวดวงเด็กกลุ่มนี้อยู่บ้าง ทำให้ผมดูหนังเรื่องได้มีอรรถรสพอสมควร ที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้สนุกสนาน บันเทิงมากมาย แต่การพาเข้าสำรวจโลกของเด็กออทิสติกจากมุมมองแบบธรรมดาสุดๆ ไม่น่าสงสารมากไป ไม่โหดร้ายมากไป ทำให้หนังมันไปไกลกว่าความบันเทิงปกติพอสมควร

หนังว่าด้วยเรื่องของเวนดี้ ผู้เป็นออทิสติกอาศัยอยู่ภายใต้การดูแลของโรงเรียนพิเศษเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยเธอจะต้องอาศัยอยู่ในกฏระเบียบมากมาย โดยเฉพาะการจำหน้าที่ในแต่ล่ะวัน เพื่อทำหน้าที่ในฐานะของมนุษย์ปกติ (ออทิสติกจะไม่เรียนรู้ตรรกะแบบมนุษย์ แต่จะใช้การจำทุกอย่างแทน อันนี้อธิบายแบบง่ายๆ) เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด โดยหนึ่งในภารกิจประจำวันนั้นเป็นการดู Startrek ก่อนนอน ที่ทำให้เธอเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์เรื่องนี้ จนเมื่อมีการประกวดบทภาพยนตร์ Startrek เธอก็ไม่พลาดที่จะลงมือเขียน

โดยหนังจะค่อยๆ เฉลยว่า ที่เวนดี้ยอมทำทุกอย่างทั้งหมด ก็เพื่อกลับไปหา “หลาน” ของเธอ กลับไปหาครอบครัวปกติ หรือพี่สาวที่ตอนนี้ไม่สามารถมีชีวิตร่วมกับเวนดี้ได้ เพราะเวนดี้มีอาการทำร้ายตัวเอง มีโอกาสที่เป็นอันตรายกับเด็กๆ และก็รับมือกับเวนดี้ไม่ไหวแล้ว โดยเราจะได้เห็นวิธีการระงับความโกรธด้วยคำพูดของชื่อเรื่องนั่นคือ “โปรดเตรียมพร้อม” ซึ่งก็เป็นคำคล้องจองกับการจอดของเครื่องบิน และการเดินทางของยานอวกาศนั่นเอง

ในการพบกันครั้งล่าสุดทำให้ทั้งสองแตกหักกันอย่างรุนแรง และเวนดี้คิดว่ามีวิธีเดียวที่จะจัดการเรื่องราวพวกนี้ได้คือ การชนะการประกวดบท Startrek แต่ไปรษณีย์หยุดทำงานแล้วในวันศุกร์ค่ำ เวนดี้ที่ไม่เคยออกเดินเลยป้ายรถเมล์แม้แต่ครั้งเดียว ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไป LA เพื่อบทประกวดนั่นด้วยตัวเองคนเดียว

มันจึงเป็นหนัง Advanture แบบเส้นตรง ตัดสลับการตามหาคนหายของพี่สาวกับผู้ดูแล มีให้ลุ้นให้สนุกบ้างตามภาษาหนังครอบครัวผจญภัยทั่วไป แต่การพาไปสัมผัสโลกของเด็กออทิสติก และการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ของพวกเขาทำให้หนังมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีการที่คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิต รวมไปถึงบุคคลรอบตัวเขาที่ต้องจัดการวางแผน และรับมือต่างๆ กันไป

ซึ่งบทบาทของหนังที่ทำให้เราฉุกใจคิดถึงคนกลุ่มนี้ทำออกมาได้ดีมาก ยิ่งสำหรับครอบครัวที่ไม่เข้าใจอาการนี้เท่าไหร่นัก มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในการปูพื้นฐาน และพาผู้คนที่อยู่รอบๆ เด็กออทิสติกจริงได้เป็นอย่างดี ให้เห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เป็นนักเขียนได้ มีมิตรภาพได้ และมีความสุขได้เช่นคนทั่วไป

“เราล้วนมีชิวิตของตัวเอง” ป้าคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ได้พูดเอาไว้ ความจริงมันมี Coming Of age อยู่สูงมาก โดยเฉพาะกับออทิสติกเพราะการเติบโตไปของพวกเขามันใหญ่หลวงกว่าคนปกติมากเลย

หนังจัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มบันเทิงดูสบาย มีบทเนี๊ยบที่เล่นแบบง่ายๆ เพลงโคตรเพราะ ทำให้หนังปลอดภัยในการดู เราชอบความเป็นธรรมชาติของการเป็นออลทิสติคที่แทรกแซมอยู่ในเนื้อเรื่อง และความพยายามของทุกฝ่ายที่จะทำให้ “ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง” ไม่ว่าจะฟากพี่สาว ฟากคนดูแล และฟากเวนดี้ 

เป็นหนังที่สนุก ได้เห็นอะไรใหม่ๆ และทำให้ฉุกใจคิดดี ถ้าอยากรู้จักออทิสติกมากกว่านี้ หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้รับชมกัน

ปล. เพื่อนที่ทำงานด้านนี้บอกว่า ดาโกต้า เฟนนิ่งยังเล่นไม่เหมือนเด็กออลทิสติคมากเท่าไหร่ ยังสู้ Sean penn จากเรื่อง Rain man และ I Am Sam ไม่ได้

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
17 เมษายน 2561 00:54:41

"A Quiet Place"

หนังนำเสนอด้านความแปลก ที่ใช้ความเงียบ มาเป็นแรงกดดันให้กับชีวิตของตัวละครในหนังแทบทุกย่างก้าว ด้วยความแปลกใหม่และความตื่นเต้นนี้เอง ก็ทำให้ผู้ชมตีตั๋วเข้าไปดูในโรงแบบไม่ขาดสาย
คำแนะนำ ไม่ควรซื้อขนมที่เกิดเสียงดังเข้าไปในโรง เพราะคุณจะแทบทานไม่ได้เพราะตลอดชั่วโมงครึ่ง ในโรงนั้นมีแต่ความเงียบ

ด้านดี
1.ด้านเนื้อหา หนังสร้างแรงกดดัน ตื่นเต้น ตกใจให้กับผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง ลุ้นเกร็ง จนแทบไม่ได้พักหายใจ และตัวเนื้อหาก็ทำให้เราติดตามจนจบเรื่อง 
2. นักแสดงหลักทั้ง 4 แสดงได้ดี รื่นไหล การแสดงออกทางสีหน้าทำให้เราลุ้นตาม ทำให้เราอินกับเนื้อเรื่องของหนังเป็นอย่างมาก
3. sound ในหนังทำออกมาได้ดีมากๆ ถึงแม้หนังจะใช้ความเงียบ และเสียงบรรยากาศ ณ ขณะนั้นมาประกอบหนัง แต่เวลามี sound โผล่ออกมา มันก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี  

ด้านแย่ 
หนังบังคับเนื้อเรื่องมากไป คือเนื้อเรื่องพยายามดึงให้เกิดความตื่นเต้น จนดูไม่เป็นธรรมชาติมากๆ ประกอบกับความไม่สมเหตุสมผลของหนังอีกหลายๆ ด้าน ก็เลยทำให้รู้สึกแย่กับตรงนี้ของหนังเป็นอย่างมาก 

สรุป
ด้านความระทึก ลุ้นจนตัวเกร็ง หนังทำได้ดีมากๆ หนังไปสุดด้านนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ไม่แปลกใจที่หนังต้นทุนต่ำเรื่องนี้ จะได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
17 เมษายน 2561 00:32:24

"Blockers"

เป็นหนังตลก ที่ตลกมากๆๆๆๆ และเป็นหนังที่ให้อะไรดีๆ กับเราไปพร้อมกับความตลกเลย เนื้อหาคือพ่อแม่พยายามหยุดลูกสาวไม่ให้มี sex ในคืนงานพรอม ตัวหนังสื่อออกมาได้ถึงมากๆ ดูจบแล้วอิ่มแบบพอดีๆ จากตัวอย่างหนังจะดูติดเรทหน่อยๆ แต่พอไปดูจริงๆ ก็อยากบอกว่า มันเป็นหนังครอบครัวเรื่องนึงเลยนะ สอนอะไรดีๆ ให้ทั้งผู้ใหญ่ และวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี 

ด้านดี
ดีมากๆ คือความตลก แต่ไม่ได้ตลกทุกห้านาทีนะ มันจะมาเป็นช่วงๆ แต่เวลามาคือหัวเราะแบบหยุดไม่ได้ หัวเราะแบบน้ำตาไหล ทั้งโรงนี่ขำกันไม่หยุด หนังเล่นกับมุกได้ดีมากๆ เลยทีเดียว จับจุดยิงมุกตรง ขำจนกรามค้างจริงๆ และหนังก็ไม่ได้มีแต่มุกตลกนะครับ หนังยังมีแง่ดีในการสอนทั้งวัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่ดูแลลูกๆ อีกด้วย คือหนังหยิบประเด็กการเลี้ยงลูกในสมัยนี้ออกมาได้อย่างมีสาระ และตรงจุด และหนังก็สื่อออกมาได้ดีมากๆ ด้วย (ในโรงที่ผมไปดู มีคุณพ่อพาลูกสาวมาดูกันเยอะนะ หรืออาจจะเป็นลูกสาวพาคุณพ่อมาดูก็เป็นได้) สุดท้ายนักแสดงแต่ละคนเหมือนเคมีตรงกัน ทำให้หนังดูลื่น ดูสบาย ไม่ติดขัด

ด้านแย่
ตัวอย่างของหนังเรื่องนี้เอามุกตลกออกมาเยอะทำให้พอไปดูจริงๆ เลยจับทางได้ แต่อย่างที่บอกมันก็ยังตลกอยู่ดี 

สรุป
จริงๆ สำหรับผม ยกให้เป็นหนังครอบครัวที่ดีมากๆ เลยนะ มันอาจจะติดเรทบ้างแต่ถ้าได้ดูจริงๆ มันมีสาระมากกว่าที่คิดแน่นอน และมุกตลกก็ฮาจริงๆ ไม่มีมุกแป๊กสำหรับผมเลย ก็เป็นหนังที่เหนือความคาดหมายอีกเรื่องนึงเลยทีเดียว 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.2
17 เมษายน 2561 00:06:05

"Rampage"

หนังระห่ำของนักแสดงที่ได้ชื่อว่า เล่นเรื่องไหนไม่มีขาดทุนนั่นก็คือ The rock จากตัวอย่างหนังเราก็จะเห็นได้ว่าหนังขายตัวนักแสดง สัตว์ตัวใหญ่จากสารเคมี เมืองถล่ม ระเบิด และเราก็เดาได้เลยว่าหนังคงไม่ได้ขายเนื้อหา และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เนื้อหาหนังอ่อนมากๆ แลกกับหนังที่ระห่ำล้างผลาญทั้งเรื่องแทน

คุณภาพของภาพ เสียง และ3D
ได้ไปดูในโรง IMAX 3D ต้องบอกว่าคุ้มสุดคุ้ม แค่ฉากแรกก็คุ้มแล้ว จอใหญ่ 3D พุ่งทะลุหน้ามากๆ เสียงกระหึ่มแบบพื้นในโรงสั่น ทำให้ได้บรรยากาศแบบโรงอื่นๆ ทำไม่ได้ ทำให้เราอินกับตัวหนังมากๆ แล้วหนังเรื่องนี้อย่างที่บอก ระห่ำทั้งเรื่อง แทบไม่ได้พักหายใจ ลุ้นไปกับหนังทั้งเรื่องจริงๆ อยากให้ได้ไปดูในโรง IMAX กันครับ (ฉากจระเข้โผล่ขึ้นมาในตัวอย่าง พอได้ดูแบบ 3D บอกเลยว่าพุ่งออกมาจากจอเลย) เป็นหนังที่ทำ 3D ได้ดีมากๆ เลยครับ ส่วนตัวผมชอบมากๆ เลย 

เนื้อเรื่อง
Rampage ไม่ได้ขายเนื้อเรื่อง ใครที่จะไปดูความซับซ้อน ก็คงจะไม่ได้ตามที่หวัง แค่เปิดเรื่องมาก็มีระเบิด สัตว์ ออกมาให้เห็นทันที ถ้าดูเอาความบันเทิง ความมันส์ เรื่องนี้ตอบโจทย์ตลอดทั้งเรื่องเลยครับ (สำหรับผมเป็นเรื่องที่ดูง่าย บันเทิง สนุกมากๆ เลยทีเดียว)

ด้านดี
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดคือด้านดีหมดเลยครับ ตัว CG ของสัตว์ก็ทำได้ดี ชอบความละเอียดของ CG ส่วนตัวเรื่องนี้ผมชอบพอสมควร ไปดูแบบไม่คิดมาก แต่ได้ความบันเทิงกับมามาก 3D ก็ดีมาก ระบบเสียงก็ดี ส่วนตัวผมคุ้มค่าตั๋วสุดๆ

ด้านแย่
เนื้อเรื่องเลยครับ ทั้งเรื่องพล็อตง่ายดายไปหมด เดินเรื่องเป็นเส้นตรงไม่พลิกอะไรทั้งนั้น เดาได้ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง

สรุป
สำหรับผม ก็ชอบมาก เป็นหนังที่ดัดแปลงจากเกมส์แล้วทำออกมาได้ดี นักแสดงก็มีความสามารถครบถ้วน ตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดีมากๆ เลยครับ ไปดูเลยครับ!!!

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.7
16 เมษายน 2561 21:12:20

Blocker " บล็อคซั่ม วันพรอมป่วน "

102 min | Comedy | Directed by Kay Cannon

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?

เรื่องราววุ่นๆ เกิดขึ้น เมื่อเหล่าพ่อแม่เกิดไปเห็นแชทของลูกๆ ว่าเหล่าบรรดาลูกสาวของพวกเขาวางแผนที่จะสละความบริสุทธิ์ในวันงานพรอม ทำให้แก๊งพ่อแม่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายแผนการของเหล่าลูกสาวให้จงได้

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

ตั้งท่าว่ากะไปฮากับความบ้าความป่วง ความไร้สาระของหนัง แต่พอเอาเข้าจริงๆ หนังหยิบเรื่องซีเรียสมาพูดแบบทีเล่นทีจริงได้อย่างน่าสนใจเหมือนกัน เป็นหนังที่แอบเข้าใจทั้งฝั่งวัยรุ่น และ ฝั่งพ่อแม่ ดูมีสาระกว่าที่คิดมากๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม

มุกตลกในเรื่องก็ทำออกมาได้ขำประมาณนึง ไปสุดทางในเรื่องของมุกใต้สะดือ มุกตลกเจ็บตัว มุกห่ามๆ ได้ขำอยู่หลายช่วง ไม่ค่อยมีช่วงไหนของเรื่องที่น่าเบื่อเท่าไหร่ เป็นหนังที่ดูเพลินมากประมาณนึง ตอนแรกเส้นเรื่องดูเหมือนจะไม่ค่อยดี แต่เช่นเดียวกับประเด็นของหนัง รวมไปถึงมุกตลก หนังไปได้ไกลกว่าที่คาดไว้จริงๆ 

อีกจุดนึงที่ชอบมากคือเหล่าบรรดานักแสดงในเรื่อง ค่อนข้างโอเคมาก โดยเฉพาะ จอห์น ซีน่า เล่นดีมากเริ่มต้นได้ดีเลย แอบคิดว่าเส้นทางของเขาแอบคล้าย เดอะร็อค เหมือนกัน ฮ่าๆ

สรุป 

โดยรวมแล้ว Blocker เป็นหนังตลกห่ามๆ ที่ดูเพลินมาก ได้ขำได้อะไรเต็มที่ แถมประเด็นที่แฝงในเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ ไม่ได้จัดวางแบบกลวงๆ ไว้อย่างที่คิดตอนแรก โปรแกรมภาพยนตร์ในเดือนนี้มีให้เลือกไม่มาก ใครอยากหาหนังดูง่าย เบาสมอง ตลกๆ ดูต้องไปจัดเรื่องนี้เลยฮะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7.2
12 เมษายน 2561 13:24:30

A Quiet Place "ดินแดนไร้เสียง"

90 min | Drama/Horror | Directed by John Krasinski 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังพูดถึงโลกดิสโทเปียในอนาคตอันใกล้ โลกที่ถูกรุกรานโดยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ตามล่าเหยื่อผ่านเสียง ผ่านการได้ยิน โดยดำเนินเรื่องราวผ่านครอบครัวหนึ่งที่ต้องอาศัยและเอาชีวิตรอดในโลกที่ไร้เสียงนี้ พวกเขาต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากทำให้เกิดเสียง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

รู้สึกชอบอย่างประหลาดใจมาก ถ้าได้ดูจะรู้ว่าตัวหนังจริงๆ แล้วมีความคล้ายหนัง "ประเภทนี้" หลายต่อหลายเรื่อง แต่ความเจ๋งของมันอยู่ที่การเล่าท่ายากมากกว่า คือความสยองขวัญ กับ หนังเงียบมันเป็นอะไรที่ contrast แต่ตัวหนังกลับนำเสนอออกมาได้ดีเยี่ยมและน่าสนใจมากจริงๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม

คราซินสกี้ กลายเป็นผู้กำกับหนังที่น่าจับตามองมากคนนึง ด้วยการกำกับและการเล่าเรื่องราวที่แม้จะมีพลอตโฮลมากมาย แต่ก็ถูกทดแทนด้วยไอเดีย ด้วยลูกเล่น ที่เล่นกับความเงียบ ความไม่รู้อะไรของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม แถมในช่วงองค์สุดท้ายของหนัง ยังลุ้นระทึก และ สนุกมากเลยทีเดียว 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

หนังยังมีปัญหาตรงจุดนึง ความเงียบของหนังเองถือเป็นดาบสองคมมาก ยิ่งตัวหนังเองไม่ได้ดูแลคนดูดีมากนักในช่วงแรก เพราะเบาะแส ประเด็นต่างๆ ถูกทิ้งไว้ให้คนดูค้นหาและรับรู้เอาเองในเรื่อง ทำให้คนดูกับหนังอาจจะซิงค์กันไม่ติดและกลายเป็นไม่ชอบหนังเรื่องนี้ไป แม้แต่ตัวผมเองรับชมด้วยความสนอกสนใจอย่างสูงมาก ก็ยังแอบรู้สึกได้เลย โชคยังดีที่หนังไม่ยาวมาก 

สรุป 

นี่เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญ สยองขวัญ อีกเรื่องที่มีจุดขายคือไอเดียของหนังที่น่าสนใจ ดูเหมือนจะไม่แปลก แต่ก็ใหม่ แถมนักแสดงในเรื่องก็ถ่ายทอดบทบาทผ่านความเงียบ และไดอะล็อกอันน้อยนิดได้อย่างดีเยี่ยม หนังไม่จำเป็นต้องเชื่อมจักรวาลหรือให้อะไรเรามากมายนัก เน้นอารมณ์ และวิธีในการเอาชีวิตรอด แค่นี้ก็สนุกมากแล้ว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
GUEST
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว
15 เมษายน 2561 17:02:26
หนังไม่สนุกในเรื่องนักแสดงรวมมีแคไม่10คนด้วยซ้ำหน้าเบื่อ
GUEST
Koong
14 เมษายน 2561 16:12:45
กดดันแบบไม่ค่อยมีเหตุและผล
12 เมษายน 2561 12:13:46

Rampage "ใหญ่ชนยักษ์"

107 min | Action/Sci-fi | Directed by Brad Peyton

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากวีดีโอเกมส์มอนสเตอร์ทำลายตึกชื่อเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับ ดาวิส โอโคเย่ (Dwayne Johnson) นักสัตววิทยา กับ กอริล่าเผือก จอร์จ ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จนอยู่มาวันนึงมีวัตถุลึกลับตกลงมาในโซนที่จอร์จอยู่และแพร่พิษให้กับจอร์จโดยบังเอิญ ทำให้เขาตัวใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น รวดเร็วขึ้น แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ กลายเป็นกอริล่ายักษ์ที่ดุร้าย และเข้าทำลายเมือง ดาวิสจึงต้องหาทางปกป้องและช่วยเหลือเพื่อนสนิทของเขาให้ได้

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

หนังค่อนข้างพอดูได้ไปจนถึงเกือบน่าเบื่อ เพราะช่วงต้นไปจนถึงกลางเรื่องของหนังเล่าเรื่องได้น่าเบื่อประมาณนึงเลย จนเกือบประคับประคองหนังแทบไม่อยู่ แถมหนังยังดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ไม่ได้หลุดจากการคาดเดาจากตัวอย่างเท่าไหร่ โชคยังดีที่ช่วงท้ายของเรื่องทำออกมาได้ดีมาก สนุกมากประมาณนึงเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าชื่นชม

อย่างที่กล่าวไปช่วงมอนสเตอร์มาทำลายตึก มาบู๊กัน ในช่วงท้ายของหนังเป็นอะไรที่ทำออกมาได้ดีมาก ทำออกมาสนุก การต่อสู้ที่ผสมผสานระหว่างตัวละครของเดอะร็อค กับ กอริล่าจอร์จครีเอทดีมาก ทำให้ช่วงท้ายมีหลายซีนน่าจดจำอยู่ แถมอีกเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากคือมุกตลกที่สอดแทรกมาตลอดทั้งเรื่อง ได้ขำอยู่เต็มเสียงเลยทีเดียว

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

นอกจากช่วงแรกที่เล่าเรื่องได้อย่างน่าเบื่อ สิ่งนึงที่ไม่ชอบมากคื่อตัวละครมนุษย์วายร้ายของเรื่อง เป็นตัวละครที่งี่เง่า และดูกลวงที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลย คือเชื่อว่าหลายคนก็จะรู้สึกได้เลยว่านี่คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็คแรมเพจหรือนี่ เรียกได้ว่ามิติของตัวละครแทบไม่ต่างอะไรกับพวกหนูทดลองในกรงเลย 

สรุป

ภาพรวมคือหนังพอดูได้เพลินๆ หากใครที่หาโปรแกรมหนังแอคชั่นดูเรียกน้ำย่อยเพื่อรอ Infinity War เรื่องนี้พอดูได้สนุกประมาณนึงเลยหากแต่ต้องลดความคาดหวังก่อนเข้าไปชม น่าจะช่วยให้ดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนุกมากขึ้นครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.9
7 เมษายน 2561 17:09:39

รีวิว “A Quiet Place - ดินแดนไร้เสียง” ฉบับเด็กเดินตั๋ว [No Spoil]

Feeling
A Quiet Place เป็นภาพยนตร์ Sci-fi ที่มีกลิ่นอายระทึกขวัญผสมผสานแนวเอาตัวรอด ใครที่ชอบแนวๆ นี้เรื่องนี้จัดว่า Entertain จัดเต็มสุดๆ หนังบิวท์อารมณ์ได้ระทึกขวัญมากๆ ลุ้นไปกับตัวละครตลอดเรื่อง ลุ้นจนเหนื่อย แทบไม่มีช่วงให้พักหายใจเลย ถามว่าน่ากลัวไหม ไม่ได้น่ากลัวแบบหนังผี ไม่หลอน แต่น่ากลัวมากเลย น่ากลัวแบบรู้สึกไม่ปลอดภัย เด็กเดินตั๋วรู้สึกร่วมกับหนังว่ามีภัยอันตรายอยู่ตลอดเวลา เอาใจช่วยครอบครัวนี้ให้อยู่รอดตลอดฝั่งตลอดเวลา Mood Tone เหมือนดูหนังเอาตัวรอดจากภาวะคับขันแบบ ‘I Am Legend’ , ‘Train To Busan’ หรือ ‘Walking Dead’ ผสมผสานหนัง Sci-fi แบบ ‘Edge of Tomorrow’, ’War Of The World’ แต่ไม่แอคชั่นเท่านั้น จะได้ฟิลลิ่งเรียลๆ ผสมผสานดราม่าเข้มข้นแบบ ‘Children of Men’, ’Revenant’ หรือ ‘Into the Wild’ มากกว่า


การดำเนินเรื่อง
ไม่มีการสปอยล์นะครับ เริ่มจากไอเดียก่อน การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบที่สุด ห้ามส่งเสียงเลย เป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก แค่ไอเดียนี้ก็น่าดูมากแล้ว ค่อนข้างแปลกใหม่(สำหรับเด็กเดินตั๋ว) ชวนดูมาก และในความห้ามส่งเสียงมีความอันตรายต่อชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งทำให้น่าสนุกมากและใหม่มาก ส่วนกราฟอารมณ์จะพีคไปไหน พีคแล้วพีคอีก ระทึกขวัญขึ้นไปเรื่อยๆ น่าติดตามตลอดเรื่อง อย่าถามถึงช่วงน่าเบื่อเลย เอาช่วงไหนพักหายใจแทบจะไม่พอเลย คือยังไม่ทันหายตกใจหวาดผวา ก็ซัดมาอีกดอกแล้ว มุกก็ปูมาดีมาก มีลูกเล่นใช้ได้อยู่ แม้บางอย่างจะตรรกะไม่สมเหตุสมผลบ้าง แต่เด็กเดินตั๋วไม่ได้ไปโฟกัสอะไรมากจากหนังแนวนี้อยู่แล้ว เด็กเดินตั๋วแทบคิดวิธีเอาตัวรอดของตัวเองถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้รอไว้เลย แบบว่าอินจัด


ภาพรวม
สนุกมาก ระทึกขวัญตลอดเวลา หัวใจแทบวาย แทบไม่ได้พักหายใจ และหนังเงียบมากจนแทบไม่กล้ากินขนมหรือดื่มน้ำเลย ได้อารมณ์มาก ทั้งการเล่าเรื่อง ภาพ การกำกับ การแสดงของทุกตัวละครมีมิติแบบหนังดราม่าครอบครัวมากๆ การดีไซน์เพลงและเสียงมีส่วนทำให้หนังได้อารมณ์ถึงใจในทุกอารมณ์มากๆ แต่ทุกองค์ประกอบผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว นำพาอารมณ์คนดูไปพร้อมๆ กับตัวละครและเนื้อเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม 

ขอเลี้ยวกลับมาพูดถึงการแสดงอีกสักหน่อย ด้วยความที่เนื้อเรื่องดราม่าเบอร์นี้ การแสดงจะอุ้มเรื่องมากๆ ต้องชื่นชม เอมิลี่ บลันท์ นางเอกสายแอคชั่นจากที่ฝากผลงานน่าจดจำไว้อย่าง ‘Edge of Tomorrow’ และ ‘Sicario’  สำหรับการแสดงฉากที่คลอดลูกตราตรึงมากถ่ายทอดได้ดีมากๆ เทพมากๆ (คิดดู...ต้องคลอดลูกเงียบๆ อ่ะ) เอาจริงๆ ไม่เฉพาะเอมิลี่หรอก แทบทุกตัวละครมีมิติ ถ่ายทอดอารมณ์ได้จนผู้ชมได้เข้าไปเข้าอกเข้าใจแทบทุกตัวละคร รับรู้ความรู้สึกได้ทุกตัวเลยจริงๆ


เด็กเดินตั๋วรู้สึกชื่นชอบและอินมาก ดูแล้วอยากดูอีกสักรอบ อยากไปเก็บรายละเอียด อยากไปรับฟิลลิ่งระทึกขวัญ แบบนี้อีกสักรอบ รวมๆแล้ว A Quite Place นับเป็นหนังระทึกขวัญที่สนุกที่สุดที่ฉายอยู่ในตอนนี้เลยทีเดียว

 

คำแนะนำ
ถ้าจะหาขนม ของกิน หรือเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานระหว่างชมภาพยนตร์ เด็กเดินตั๋วแนะนำว่าให้หาแบบเคี้ยวเสียงเบาๆ ไม่แนะนำให้เลือกขนมที่เป็นกรอบๆ หรือซองอลูมิเนียมเข้าไปกินนะ เสียงมันจะดังรบกวนการรับชมของท่านเอง (เดี๋ยวจะเขินตัวเองด้วย) แนะนำเป็นพวกลูกอม เยลลี่เคี้ยวๆ นิ่มๆ แนะนำให้เปิดซองก่อนหนังเริ่มด้วยนะ หนังเรื่องนี้เงียบมาก ขนาดตัวละครพูดยังกระซิบแผ่วเบาเลย นอกจากนี้แนะนำปิดเสียงเครื่องมือสื่อสาร แค่สั่นยังตกใจเลยอ่ะ

 

- เด็กเดินตั๋ว -


 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
7 เมษายน 2561 15:57:48



7 Days in Entebbe
| José Padilha

7 Day In Entebbe เป็นหนังกดดันช้าๆ ที่เดินเรื่องด้วยบทสนทนายุบยับ และเต็มไปด้วยบริบททางการเมืองระหว่างทหาร ฝ่ายปกครอง และฝ่ายต่อต้าน แต่ก็เป็นหนังที่ครบเครื่องความเป็นหนังประวัติศาสตร์ชนชาติยิว โดยเฉพาะการพาไปสำรวจทุกพื้นที่ของมนุษย์ในเหตุการณ์นี้ได้อย่างน่าสนใจ มีความลุ่มลึก ความอึดอัด และการเข้าถึงอย่างน่าประหลาด มันทำให้เราสนุกมากๆ อย่างไรก็ตามมันเป็นหนังที่มีความเฉพาะกลุ่มสูง และการพูดคุยกัน รวมไปถึงการดำเนินเรื่องทั้งหลาย ก็เหมือนจะตั้งอยู่บนสุมมติฐานที่ว่าคนดูมีความรู้ด้านยิวมาก่อน ซึ่งก็นั่นแหละถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็อาจดูหนังไม่รู้เรื่องเลย ทำให้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน

7 Day in Entebbe เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง จากการจี้เครื่องบินของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนปาเลสไสตน์ในปี 1976 บนสายการบิน Air France จากกรีกไปปารีส โดยเป็นการจี้เครื่องบินที่ได้รับการร่วมมือจากเยอรมันหัวขบถที่ต่อต้านเผด็จการ 2 คนและปาเลสไตน์อีก 2 คน ก่อนจะนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเอนเทบเบ้ในอูกันด้า ที่ตอนนั้นสงครามเย็นกำลังลุกเป็นไฟ อูกานด้าเองก็เลือกจะเอาใจรัสเซียด้วยการช่วยเหลือการจี้เครื่องบินนี้ โดยแนวร่วมก่อการร้ายปาเลสไสตน์พยายามเจรจากับอิสราเอลเพื่อปล่อยนักโทษทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยปกครองกลาโหม และรัฐบาลว่าตกลงเราจะเจรจา หรือไม่เจรจาและจัดการอย่างเฉียบขาด ที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือสายฟ้าแล่บอันโด่งดังไปทั่วโลกในยุคนั้น และทำให้หน่วยมอสสาร์ดที่เป็นหน่วยลับคล้าย CIA ของอเมริกาได้เชิดชูในวงการหน่วยข่าวกรองมาจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งหนังจะพาเราเข้าไปสำรวจทุกๆ พื้นที่ของเหตุการณ์เหล่านั้น ผ่านตัวละครที่เป็นหมากจากฟากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวประกัน วิศวกรกัปตันชาวฝรั่งเศษ ปาเลสไตน์หัวรุนแรง กลุ่มเยอรมันแบบนักปฏิวัติ หน่วยรากทหารของมอสสาร์ด ประชาชนชาวยิวที่ต้องเผชิญกับนโยบายเหล่านั้น รัฐมนตรีกลาโหมที่ยืนยันว่าจะจัดการทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด ไม่เจรจา กับนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะฝ่ายปกครองที่ต้องเผชิญกับความรับผิดชอบจากหลายๆ ช่องทาง ทั้งในการรับมือกับความสูญเสีย การหยั่งเสียงนโยบาย การเจรจา หรือรับมือกับการปฏิบัติการที่ผิดพลาด โดยเขามองว่าถ้าหากไม่เจรจา เราก็จะต้องสู้ไปต่อเรื่อยๆ

ซึ่งหนังทำได้ดีมากๆ กับการเข้าไปอยู่เคียงข้างเหตุการณ์ต่างๆที่ไล่ระดับ 7 วัน ระดับความกดดันระหว่างการตัดสินใจของแต่ล่ะฝ่ายค่อยๆ หนักขึ้นไปเรื่อยๆ ตามวันที่เข้าใกล้การเจรจา เราจะได้เห็นความใจอ่อนของฝ่ายแบ่งแยกดินแดน และเราก็จะได้เห็นใจเหี้ยมดำของฟากเดียวกันนี้เช่นกัน หนังไม่ชัดเจนเรื่องฟากตัวละครเท่าไหร่นัก ทุกคนในเรื่องเป็นสีเทา และทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองในการลงมือตัดสินใจทำ เราจะได้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายเองก็เป็นมนุษย์ มีจิตใจ นักปฏิวัติเองก็มีความรู้สึก มีความนึกคิดเพื่อมนุษย์ชนเฉกเช่นคนอื่นๆ หรือความขัดแย้งแบบที่ยิวจะมองเห็นเท่านั้น เช่นการเกณฑ์ทหาร ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกจองจำในการต่อสู้ไม่สิ้นสุดเสมอ หรืออีกฟากหนึ่งก็คือถ้าเราทำไม่เด็ดขาด ถ้าเราเปิดเจรจากับก่อการร้าย ชาวยิวทุกคนก็จะอยู่ในอันตราย ไม่มีใครอยากทำแบบนี้หรอก แต่ทหารทั้งหลายต่างก็กำลังต่อสู้เพื่อให้ “ผู้คนทั่วไปได้เต้นรำอย่างเสรี” และต้องมีคนเสียสละเสมอ

7 Day in Entebbe จึงเป็นหลุมความขัดแย้งที่พร้อมจะสาดใส่กันด้วยบทสนทนาเสมอ และมันก็น่าสนใจมากๆ เพราะในแต่ล่ะเหตุการณ์ที่ตัวละครแต่ล่ะตัวต้องเผชิญ มันหนักหน่วง ต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะสุดท้ายเราเอาใจทุกคนไม่ได้ และเราก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่เราตัดสินใจเสมอ การเป็นชาตินิยมในเรื่องมันเลยรุนแรงและขัดแย้งกันเองตลอดเวลา เพราะต่างก็อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชาติตัวเอง

ซึ่งพอเป็นแบบนั้น มันผลักให้หนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าหนังการเมืองปกติ เพราะมันกล้าเข้าไปเผชิญกับความขัดแย้งของชาวยิวที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจจะเข้ามายุ่ง เพราะจะถูกแบนจากวงการได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ใช่ชาวยิวเองทำแล้วใครจะทำ หนังเรื่องนี้จึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจจากหลายฝ่าย และการเลือกวางตัวอย่างไม่ตัดสินในหนังเรื่องนี้ มันทำให้หนังมีมิติของตัวละครที่กลม และสื่อสารแนวคิดความขัดแย้งจากโครงสร้างได้ลุ่มลึกและน่าเจ็บปวด

สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นฝ่ายดีชั่ว ประมาณว่า “คิดว่าดีก็ลงมือทำ” หนังเป็นเรื่องราวของการ “สร้าง” แต่ไม่ใช่ภาวะงดงามเหมือนการสร้างฝัน แต่เป็นการสร้าง “ชาติ” ที่บ่อยครั้งเต็มไปด้วยคาวเลือด การเสียสละ และกลิ่นควันปืน จากสองฝ่ายที่คิดว่าตัวเองทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

เป็นหนังเฉพาะกลุ่มจริงๆ ต้องรู้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอิสราเอลระดับหนึ่ง รู้จักนาโต้ รู้จักสงครามเย็น วิธีการเล่าเรื่องของหนังไม่ค่อยปูให้คนดูรู้เรื่องเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะไปต่อโดยไม่สนใจความเข้าใจเหล่านั้น ทำให้คนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมหรือทำการบ้านไปอาจไม่เข้าใจเนื้อเรื่องไปเลย และด้วยความที่เต็มไปด้วยบทสนทนาที่ค่อนข้างหนักหน่วง มันทำให้หนังไม่ไหลลื่น เนื่องจากมันกดดันตลอดเวลาจนไม่มีที่พักหายใจเท่าไหร่ แต่การตัดต่อ และภาพที่เฉียบขาดแบบฉบับฮอลลี่วู๊ดก็ช่วยพยุงหนังให้เดินไปอย่างสง่าผ่าเผยได้เสมอ รวมไปถึงการแสดงของเยอรมันสองคนที่เนี๊ยบมาก เราได้เห็นภาวะความสิ้นหวังจากอุดมการณ์ กับภาวะที่ยึดมั่นกับมันที่น่าสนใจจากคนสองคนนี้จริงๆ

โดยรวมแล้วเราชอบมากๆ แต่เนื่องจากมีความดูยากอยู่เยอะ ทำให้ไม่ค่อยเหมาะกับบุคคลทั่วไปนัก แต่ถ้าเป็นนักรัฐศาสตร์ รู้จักหน่วยมอสสาร์ด หรือเป็นคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์สมัยใหม่ล่ะก็ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูจริง การพาไปรู้จักทุกตารางเกมอำนาจทางการเมืองในหนังเรื่องหนึ่งเราเห็นไม่บ่อยนักหรอก โดยเฉพาะการวิพากศ์วิจารณ์ตัวเองของยิวที่เต็มไปด้วยชาตินิยมแบบนี้

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.8
6 เมษายน 2561 07:09:57

ผู้สาวขาเลาะ เดอะมูฟวี่อินดี้ (สุกิจ นรินทร์ | ไทย | 2018)

พอได้ยินข่าวประกาศสร้างก็รอดูมาตลอดว่าผู้สร้างจะเอาเพลงผู้สาวขาเลาะมาเล่าแบบไหน  แล้วพอทางผู้สร้างปล่อยภาพนิ่งก็ยังพอลุ้น แต่พอเห็นโปสเตอร์ตัวจริงที่คอมโพสดูยำๆ สีทื่อๆ ไดคัตดูรีบๆ จนทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าเป็นโปสเตอร์ตัวจริง และบลาๆๆ หลังจากนั้นก็ได้แต่นั่งปลง จนกระทั่งมีข่าวว่า อุเทน ศรีริวิ (ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ | 2014) ที่ถูกวางตัวให้กำกับได้ถอนตัวเนื่องจากมีปัญหากับผู้สร้าง จากข่าวนี้ส่วนตัวก็นึกเป็นห่วงว่าหนังเปลี่ยนมือผู้กำกับแล้วจะออกมาเละหรือเปล่า และแล้วไม่กี่วันก่อนที่หนังจะเข้าโรงก็ได้มีโอกาสได้ชมตัวอย่างหนังแล้วก็ต้องนั่งถอนหายใจตั้งแต่มุกแรกที่ปล่อยมา ก็ได้แต่พูดว่าเอาอย่างงี้จริงๆ เหรอ!!!

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องราวที่หนังต้องการจะเล่าคือมิตรภาพและเส้นทางที่มาที่ไปของการกำเนิดเพลงผู้สาวขาเลาะตามชื่อเรื่องและความสำเร็จของเพลงนี้และเพลงอื่นๆ นั้นดีงามด้วยตัวต้นเรื่องของมันเอง แต่สถานการณ์ต่างๆ ที่เลือกมาใช้เล่าทุกชีวิตที่ดำเนินไปนั้นกลับลดค่าทุกอย่างลง รู้สึกว่าชีวิตของตัวละครเหล่านี้ที่ส่วนหนึ่งนำเค้าโครงมาจากชีวิตจริงมันสามารถทำให้ดูมีคุณค่ากว่านี้ได้น่า หนังล้มเหลวแทบทุกองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่จะสามารถเป็นหนังที่ดีได้ ทั้งบทหนังที่เลือกสถานการณ์ต่างๆ มาเล่าเรื่องราวได้ไร้มิติสุดๆ มุกตลก งานสร้าง โดยเฉพาะการกำกับ  การกำกับภาพ และดนตรีบวกซาวด์เอฟเฟ็กต์ประกอบความพยายามตลกที่ไม่ตลกและโคตรรกหูน่ารำคาญที่ทำให้หนังทั้งเรื่องพังพาบไปทุกอณู มีเพียงนักแสดงเท่านั้นที่สามารถพาเรื่องราวไปต่อได้บ้าง ถึงแม้จะล้มลุกคลุกคลานไปตามเส้นเรื่องที่เฉิ่มเชยสะเปะสะปะและแบนราบ แต่ก็ต้องชื่นชมที่นักแสดงและนักร้องเหล่านี้สามารถสร้างความบันเทิงได้ตามบทบาทที่ต้องรับผิดชอบไปจนถึงมุกเห่ยๆ ที่ต้องแบกรับ (สุดของที่สุดคือมุกลื่นเปือกกล้วย) เส้นเรื่องที่ควรจะดีกลับขาดๆ เกินๆ และอ่อนด้อยที่สุด พวกตัวละครที่ปกติมักจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินของหนังอย่าง น้าถึก ทะลุฟ้า กับ อีส อีสานพาสวบ กลับช่วยสร้างความบันเทิงมากยิ่งขึ้น

น่าเสียดายจริงๆ ที่หนังซึ่งน่าจะมีต้นทุนกลุ่มคนดูตามมาจากผลงานเพลงที่หลายร้อยล้านวิวซึ่งโด่งดังในทุกกลุ่มพื้นที่ฐานะอาชีพทั่วประเทศจะต้องเดินทางมาได้แค่นี้ ซึ่งจะไม่ถือสาก็ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นหนังที่ทำให้คนดูทั่วไปจดจำภาพหนังเรื่องนี้เหมารวมหนังไทยส่วนใหญ่ไปแล้วว่าหนังไทยมันแย่ หนังไทยมันห่วย จนพาลไม่ไว้ใจที่จะตีตั๋วดูหนังไทยต่อไป และการที่แฟนเพลงได้เห็นศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบในหนังที่เละเทะแบบนี้ ก็น่าจะถอนหายใจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันอยู่ไม่น้อย และถ้าจะมาพร่ำบอกว่าหนังไทยดีๆ มีให้ดูทุกปี ก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะอุตสาหกรรมหนัง การตลาด และโรงหนังบ้านเราไม่เอื้อให้คนไทยได้มีโอกาสได้เข้าถึงและทำความรู้จักกับหนังดีๆ ที่หลากหลายได้อย่างทั่วถึงเลย ก็ได้แต่ถอนหายใจ (อีกครั้ง)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
2
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
1
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
2.5
คะแนนเฉลี่ย
2.9
6 เมษายน 2561 06:45:50

Slumber (Jonathan Hopkins | UK, USA | 2017)

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่รายละเอียดและตัวละครที่เลือกมาเล่าระหว่างครอบครัวคนธรรมดาๆ ที่ถูกผีปีศาจอำกับหมอที่อดีตในวัยเด็กเคยประสบกับเหตุการณ์นี้มาเช่นกัน แต่เมื่อเติบโตมาเป็นหมอที่ยึดแต่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทำให้การที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นมันเกิดความย้อนแย้งภายในใจมันแตะได้น่าสนใจดี แต่จนแล้วจนเล่าหนังก็ฝืนตรรกะจุดละเล็กละน้อยจนทำให้รู้สึกหนังทั้งเรื่องมันโหว่แหว่งและไม่น่าเชื่อถืออยู่พอสมควร และช่วงแรกๆ ของหนังก็ค่อนข้างน่าเบื่อเมื่อหนังเลือกที่จะเล่าปูตัวละครหมอนางเอกในสิ่งที่คนดูสามารถคาดเดาได้ก่อนไม่ยากว่าหนังจะพาไปสู่จุดหักเหของเรื่องแบบไหน

แต่สถานการณ์ของหนังโดยรวมทั้งเรื่องมันก็สร้างความบันเทิงได้อยู่ ชอบที่เป็นหนังผีปีศาจที่ไม่ค่อยได้เห็นตัวผีสักเท่าไหร่ และภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้ง 4 คนที่ถูกผีอำทั้งบ้านก็น่ากลัวและสร้างความน่าสงสารน่าเห็นใจได้ไม่น้อยในขณะที่ดูไปก็คิดเปรียบเทียบว่าถ้าบ้านตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ยังไง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วบทหนังมีความกระอักกระอ่วนหลายอย่างมากที่จะทำให้หนังทั้งเรื่องนั้นเข้มข้นขึ้นได้แต่หนังกลับไม่ได้ขุดคุ้ยและตบตีมันให้เข้าที่และส่งแรงระเบิดได้มากสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ความกระอักกระอ่วนที่บางตัวละครต้องเสียสละ หรือเหตุผลอันหนักแน่นที่นางเอกหมอไม่ยอมช่วยเหลือครอบครัวนี้ในตอนแรก แถมยังถูกกลบด้วยความน่าเชื่ออื่นๆ ถึงเงื่อนไขของปีศาจที่ไม่แน่นอนและไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีที่หนังเลือกจบเรื่องราวลง เพราะขาดความชัดเจนและการอ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของสถานการณ์นี้ได้ คือโอเคกับจุดจบของทุกตัวละครแต่ไม่ชอบวิธีการเล่าที่มันไม่ชัดเจนจนไม่น่าเชื่อและส่งผลให้ไม่อินตาม

แต่อย่างที่บอกไปก็จะเห็นว่าส่วนที่ชอบยังมีอยู่ประปรายภาพการละเมอของคนในครอบครัวมันสร้างภาพสะท้อนความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาได้ เป็นประเด็นครอบไว้เล็กๆ ที่ทำให้ชอบบางมุมมองของหนังได้ เช่นการที่หมอคนหนึ่งมองเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากความรุนแรงของพ่อติดเหล้าที่ทำร้ายลูกและคนในครอบครัว ไม่ใช่ซึ่งมันอาจจะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่สารานุกรมวิทยาศาสตร์ไม่มีบอก แต่เมื่อไม่มีบอกและอธิบายด้วยหลักการไม่ได้จึงไม่เชื่อ จนนำมาถึงจุดจบของตัวละครหมอนางเอกที่คล้อยตามกัน ซึ่งประเด็นเล็กน้อยเหล่านี้มันมีดีให้พอได้ขบคิดได้อยู่บ้าง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.8
2 เมษายน 2561 00:46:33

Ready Player One "สงครามเกม คนอัจฉริยะ"

140 min | Action/Sci-fi | Directed by Steven Spielberg 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน ว่าด้วยเรื่องของโอคลาโฮมาในปี 2045 ที่ซึ่งเป็นกึ่ง ๆ ดิสโทเปียไปแล้ว เกิดปัญหาด้านความขาดแคลนมากมายไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือพลังงาน โลกน่าอยู่น้อยลงไปทุกวันทำให้มนุษย์ต้องหนีความจริงไป พึ่ง OASIS โลกเสมือนจริง หรือ VR Society ที่มีความเป็นเกมผสมอยู่ จนอยู่มาวันนึง ผู้สร้างของ OASIS ได้เสียชีวิตลงและได้ทิ้งเบาะแสให้กับผู้เล่น ให้ตามล่า Easter Egg ซึ่งจะสามารถหาพบได้หากค้นหากุญแจครบทั้งสามดอก และเมื่อค้นพบก็จะได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีค่านับแทบไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนทั้งโลกต่างออกล่าเพื่อหวังว่าจะได้พลิกชีวิต

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นแฟนหนังสือเล่มนี้เลย เวอร์ชั่นหนังสือจัดว่าเป็นหนังสือที่ดีและอ่านสนุกมากที่สุดเล่มนึงเท่าที่ผมเคยอ่านมา แต่ด้วยความที่หลายๆ อย่างของต้นฉบับมันค่อนข้างดัดแปลงมาทำหนังได้ยากทำให้ก่อนดูก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีมากแม้กระทั่งมันอยู่ในมือของสปีลเบิร์กก็ตาม แต่พอได้ชมแล้วก็รู้สึกดี รู้สึกสนุกและเอนจอยไปกับหนังมากกว่าที่คาดเอาไว้มาก 

สิ่งที่น่าชื่นชม

ตัวหนังบิดจากหนังสือไปอย่างสิ้นเชิงเหมือนกัน คือมีแบ็คกราวที่คล้ายกัน มีโครงเรื่องที่เหมือนกัน แต่ตัวภารกิจ ตัว objects ต่างๆ ถูกดัดแปลงจนแตกต่างกับหนังสือไปมาก ซึ่งเป็นจุดที่ผมเข้าใจได้และเซอร์ไพร์สมากที่มันทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย แปลกใหม่และคาดไม่ถึงกับลูกเล่นพวกนี้ ถือว่าเป็นความรู้สึกใหม่มากที่หนังไปดัดแปลงหนังสือยับแต่ก็ทำได้ดี มีน้ำหนักและเหตุผลมารองรับที่ดี ผมชอบตรงจุดนี้มาก เพราะคิดว่าหากนำ puzzle ในหนังสือมาใช้แบบเต็ม ๆ เลยมันอาจจะลึกไปยากไปสำหรับคนที่ไม่ได้เนิร์ด หรือ geek ขนาดนั้น 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

การที่มันเป็นหนัง มีเวลาให้เล่าเรื่องค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องมีการลดทอนรายละเอียดทิ้งออกไปมากมาย ตรงจุดนี้ก็เหมือนเป็นการสร้าง plot hole จนเชื่อว่าหลายคนรู้สึกได้ เพราะเดิมทีตัวหนังสือที่ว่าแน่นก็อาจจะพอมีอยู่บ้าง ตัวหนังจึงไม่ต้องห่วง แต่ก็ไม่ได้ไปลดทอนความสนุกอะไรขนาดนั้น

สรุป

หนังค่อนข้างบันเทิงมาก คือหลายคนคงอยากไปดูหนังเรื่องนี้เพราะมีตัวละครมีวัตถุจากหนัง การ์ตูน ซีรีส์ เกม เพลงที่เราล้วนเคยเสพกันมามาปรากฎในเรื่องนี้มากมาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นสเน่ห์ของ Ready Player One ที่หยิบเอา pop culture หลายต่อหลายเรื่องมาร้อยเรียงให้กลายเป็นหนังเป็นเรื่องเป็นราว ห้ามพลาดเลยทีเดียว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.9
31 มีนาคม 2561 15:26:32

Ready Player One | Steven Spielberg

โอ๊ย หนังฟินมาก โคตรตอบโจทย์ของบรรดา Geek เกมได้เป็นอย่างดี แม้ตัวเนื้อเรื่องค่อนไปทางหลวมเลยล่ะ แต่ด้วยตัวหนังมันขาย Easter Egg เป็นหลักก็เลยทำให้เป็นการดูอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะทำงานกับความรู้สึกเวลาเราพบความลับในเกมปกติ ซึ่งก็ทำงานได้ดีสุดๆ เลย รู้สึกกรี๊ดกร๊าดที่ได้เห็นคัลเจอร์ป๊อปในยุคเรามาปรากฏตัวในรูปแบบต่างๆ ในหนัง ให้ความรู้สึกเมื่อพบเพื่อนเก่าในวัยเด็ก ประกอบกับสปิลเบิร์ก พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์ที่ช่วยให้หนังมันมีเสน่ห์แบบสุดๆ ช่วยพยุงให้หนังได้ไปต่อจนสุดทาง

Ready Player One เกี่ยวกับเกมล่า Easter Egg ที่นักพัฒนาเกมฮอลิเดย์แห่งยุคที่เหล่าตัวเอกเล่นกัน ได้แอบซ่อนเอาไว้ในเกม เป็นกุญแจ 3 ดอก ถ้าใครไขปริศนากุญแจทั้ง 3 ดอกที่เป็น Easter Egg ในชีวิตจริงของคนดูแล้ว ก็จะได้หุ้นทั้งหมดของเกมไปจนหมดสิ้น โดยมีแกนกลางของเรื่องคือ เวด วัตส์ หรือในนามเกม “เพอร์ซิวัล” นักล่า Easter Egg ผู้ซึ่งบังเอิญไขปริศนาแรกสำเร็จด้วยการเข้าไปในชีวิตของฮัลลิเดย์ ทำให้บริษัท IOI ที่จ้องจะหุบเกมนี้ตั้งแต่แรกเข้ามาแย่งชิง จนทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นว่ายที่ไม่ใช่แค่การ “เล่นเกม” เท่านั้น แต่มันกระทบกับ “ความจริง” จนนำไปสู่การต่อสู้เอาชีวิตรอด และอนาคตของเกมทั้งหมดเป็นเดิมพัน

ท่ามกลางการเดินเรื่องขั้นเทพแบบลองเทคไร้รอยต่อของสปิลเบิร์ก เราก็จะได้เห็นแฟนเซอร์วิสกันในระดับทุกนาที ที่มาจากวัฒนธรรมป๊อบร่วมสมัยในยุค 90 จนถึงปัจจุบัน และทำให้เราสนุกสนานกับการดู Easter Egg ในหนังด้วยความเพลิดเพลิน พร้อมกับความทรงจำที่พลั่งพรูออกมามากมาย ราวกับพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน ซึ่งทำให้หนังมันมีนัยยะความสำคัญที่มากว่าเนื้อปกติ และเข้าไปสัมผัสกับผู้คนจริงๆ ที่ส่วนนี้

แต่พอมาดูเนื้อเรื่องหลักของหนัง สำหรับเราแล้วค่อนข้างไม่โอเคเท่าไหร่ เป็นเส้นตรง เดาออกง่าย แล้วก็ตัวละครกับ Setting ก็แปลกๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ความขัดแย้งส่วนใหญ่วนไปอยู่กับความขัดแย้งเก่าๆ ที่พยายามให้ความสำคัญกับโลกความจริงมากกว่าโลกเสมือน แถมตัวหนังเองก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจเด็กติดเกมจริงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ สำหรับบริบทความจริงเองน่าจะเข้มข้นกว่านี้ได้ อย่าลืมว่ามันไม่มีรัฐบาลอยู่เลย เหมือนตัดทิ้ง โดยรวมเหมือนดูหนังเด็กแอคชั่นยุคโบราณ ที่มีการรวมทีม โค่นตัวร้าย (ตัวร้ายติดตลกแบบสปิลเบิร์กที่ชอบทำใน อินเดียน่า โจน นั่นแหละ) พ่ายแพ้เพื่อจะชนะ และก็ได้ผู้หญิงไป ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นพล๊อตโบราณที่ทำให้เราคิดถึงเหมือนกันนะ แต่เนื่องจากไม่มีอะไรใหม่ในส่วนนี้ เราเลยไม่ค่อยอิน บวกกับความกดต่ำทุนนิยมกับเงินด้วย ก็เลยยิ่งทำให้เราห่างเหินพอควร

แต่การกำกับการของสปิลเบิร์กก็ช่วยไว้เยอะมากๆ การสร้างตัวละครให้มีเสน่ห์น่าสนใจ มีความกลม การนำเสนอบุคคลิกรูปแบบต่างๆ ให้ผู้คนหลงรัก สปิลเบิร์กเป็นคนบุกเบินการสร้างตัวละครแบบนี้ในหนังเด็ก ที่งดงามมากๆ ในหนังเรื่องก่อนของเขา ซึ่งก็ทำได้ดีในยุคนี้เช่นกัน และช่วยให้หนังมันสนุก ได้ไปต่อ ไม่ได้ทำให้แย่เกินไปนัก

โดยรวมแล้วมันเป็นหนังที่ “โคตรฟิน” ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับ Justice League ที่ให้ความสำคัญกับแฟนเซอร์วิสมากๆ แม้ตัวเรื่องจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่สำหรับคนที่ผ่านพล๊อตแบบนี้มายาวนาน แต่ก็หนังก็ยังพาเราไปผจญภัยไปกับเหล่าผู้เล่น พบเจอเพื่อนเก่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราและของตัวละคร จนเหมือนการเล่นเกมโบราณที่ทำให้เราได้พบกับความทรงจำเก่าๆของเรา แค่นี้ก็ทำให้ Ready Player One เป็นหนังที่น่าประทับใจแบบสุดๆ แล้วล่ะ

พยายามดู 3D นะครับ กราฟฟิคและการเล่าสปิลเบิร์กสไตล์ตินติน มันน่าตื่นตาตื่นใจแบบโคตรๆ

ปล.คะแนนที่ให้เนี่ย เป็นคะแนนของหนังจริงๆ แต่ถ้ารวม Easter Egg ทั้งหลายเข้าไปด้วย ผมให้โบนัสรวมไป 9 คะแนนเลยจ้า มันฟินสำหรับเด็กเล่นเกม ดูการ์ตูน เด็กดูหนังในต้นยุค 2000 จริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.8
31 มีนาคม 2561 09:52:32

สำหรับเหล่าเกมเมอร์ถ้าได้ดูเรื่องนี้แทบลงไปนอนดิ้นตายตลอดตั้งแต่หนังเริ่ม จนหนังจบเลยทีเดียว มีตัวละครจากเกมที่รักตะลอนเดินอยู่ในหนังเรื่องนี้เพียบ ตั้งแต่เกมยุค 90 มาเรื่อยๆ (ช่วงเรโทร-ป๊อปคัลเจอร์) ตัวละครเกมและตัวป๊อปๆ จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องข้ามค่ายมาสู้กันอย่างสนุกสนานอยู่ภายในหนังเรื่องนี้ นับว่าฟินสุดๆ

จากวิชั่นของพ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์คุณปู่ ‘สตีเวน สปีลเบิร์ก’ ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานไว้หลายเรื่อง หลายแนวเช่น Jurassic Park, A.I. Artificial Intelligence, Saving Pirate Ryan หรืออีกหลายๆ เรื่องที่ขึ้นหิ้งระดับตำนานทั้งนั้น แทบการันตีความสนุกเหนือจินตนาการของ ‘Ready Player One’ กันได้เลย

จริงๆ พล็อตหนังก็ทั่วๆ ไปถ้าจะเล่าเรื่องราวออกมา แต่ในความธรรมดาเมื่อผ่านสายตาและการคิดการตีความของเฮียสปิลเบิร์กออกมาแล้ว มันไม่เคยมีคำว่าธรรมดา เลยจริงๆ ทุกดีเทล ทุกวิธีเล่าเรื่องมันมีความสปิลเบิร์กมากๆ แถมสำหรับเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายการได้เห็นตัวละครจากแต่ละเกมออกมาวิ่งโลดแล่นในจอภาพยนตร์ใหญ่ยักษ์แบบนี้ จะยิ่งอินยิ่งฟิน พีคในพีคเข้าไปใหญ่

แล้วไม่ใช่คอเกมจะดูสนุกไหม?

เด็กเดินตั๋วเองก็ไม่ได้เป็นเกมเมอร์ บอกได้เลยว่าหลายๆ ตัวละครในเกมก็เคยๆ ผ่านตามาบ้าง เคยเล่นมาบ้าง ก็ยังอินและสนุกไปกับมันอย่างมาก ที่ต้องเตือนให้เตรียมความพร้อมไว้เลยคือ.... ‘ควรดูหนังเรื่อง The Shining ของผู้กำกับ Stanley Kubrick มาเสียก่อน’ เพราะมีฉากนึงที่เข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้เต็มๆ เลย ใครที่เคยดู The Shining มาก็จะฟินมาก แต่ถ้าไม่เคยดูล่ะ? จะงงไหม จะโดนสปอลย์ไหม บอกเลยว่าหนัง Ready Player One ก็จะพาทุกคนไปพร้อมๆ กันแหละ ส่วนฉากที่ถูกนำมาใช้ก็เป็นฉากจำ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ไม่โดนสปอยล์ก่อนแน่นอน (อารมณ์เหมือนทุกๆ คงรู้อยู่แล้วว่าในไททานิค แจ็คกับโรส จะไปยืนกางแขนกันที่หัวเรือ อารมณ์จะเป็นอะไรทำนองนี้) 

เด็กเดินตั๋วแนะนำให้ดูเลยเรื่องนี้ แถมยังแนะนำให้ดูในระบบ IMAX หรือถ้างบพอให้ดูแบบ 3DIMAX กันไปเลย รับรองความคุ้มค่า ความฟิน และได้รับความบันเทิงและประสบการณ์สองชั่วโมงคุณภาพเยี่ยมแน่นอน

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.2
28 มีนาคม 2561 16:33:29

 

Wrinkle In Time หายนะครั้งใหม่จากดิสนีย์

ดิสนีย์คือค่ายหนังที่มีแนวทางในการสร้างภาพยนตร์ของตัวเองชัดเจนเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวทางที่ว่าคือ การสร้างภาพยนตร์ที่เน้นตลาด เด็กและครอบครัวเป็นหลัก โดยที่มีผลงานที่ประสบความสำเร็จต่างๆ มากมาย

A Wrinkle In Time ถือเป็นผลงานดัดแปลงจากนิยายขายดี เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมาณว่า จะเป็นหนังเจ๊งประจำปีนี้หรือเปล่า เพราะหลังจากที่ตัวอย่า