0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

21 กันยายน 2561 17:00:45

Ghost Stories
--- 9.5/10 ---
น่ากลัว ชาญฉลาด และมีชั้นเชิง
“คุณเชื่อว่าผีมีจริงหรือเปล่าหล่ะ?”

ก่อนจะรีวิวขอบอกก่อนเลยว่าหนักใจมาก หนักใจแบบสุดๆ หนักใจที่แบบ...ไม่รู้จะเขียนรีวิวออกมายังไงให้ไม่สปอยล์ดี มันค่อนข้างจะยากมากเลยทีเดียว แต่จะลองดูละกัน...

โดย Ghost Stories เป็นเรื่องราวของชายชื่อ ฟิลลิป กู๊ดแมน (รับบทโดยผู้กำกับแอนดี้ ไนแมน) นักเปิดโปงพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่ไม่เชื่อเรื่องงมงาย ผีสาง ชอบพิสูจน์ความจริง แต่มาอยู่วันหนึ่ง เขาต้องไปเจอกับชายทียึดถือหลักแบบเดียวกับเขา เรียกได้ว่าเป็นไอดอลของเขาเลยก็ว่าได้ ชายคนนั้นมี 3 เคสที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จึงบอกให้กู๊ดแมนไปหาคำตอบของสามเคสปริศนานี้ซะ พร้อมกับคำพูดที่ว่า “คุณไม่ได้รู้ทุกอย่าง”

คือชอบมาก ชอบตั้งแต่โปสเตอร์หนังแล้ว ที่มีความเป็นเรโทรๆ แบบหนังผียุคก่อนๆ โดยคาดว่ามันต้องเป็นหนังผีธรรมดาๆ สักเรื่องนี่แหละ แต่พอหลังดูจบแล้วแทบจะอ้าปากค้าง และพูดได้เต็มปากเลยว่า “เกินคาดมาก”

หนังเรื่องนี้จะเล่นกับ “ความเชื่อ” เป็นหลัก ทุกประโยคของบทสนทนา ทุกองค์ประกอบของฉาก ทุกตัวละคร ทุกการดำเนินเรื่อง แถมมันยังแฝงสัญญะด้วย ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น และมันถูกร้อยเรียงถ่ายทอดออกมาได้อย่างชาญฉลาด หนังเล่นกับ “ความเชื่อ” พร้อมกับการตั้งคำถามใน “สิ่งที่เชื่อ” เช่นกัน แถมหนังก็ยังให้เรา “ระวังในสิ่งที่เชื่อ” อีกต่างหาก ตัวหนังดึงอารมณ์และความรู้สึกของเราเข้าไปเต็มๆ มันจึงทำให้การดูหนังเรื่องนี้สนุกมากๆ

คือทั้ง 3 เคสนี้มีความน่ากลัวทุกเคสเลย ระหว่างดูรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย และตื่นเต้นเป็นระยะๆ โดยทั้ง 3 เคส มีความน่ากลัวของหนังผีครบทุกยุคทุกสมัย เหมือนกับไล่ระดับหนังผีในยุคต่างๆ มาเรื่อยๆ แถมยังมีการหลอกอย่างมีชั้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นหนังผีแบบผลุบๆ โผล่ๆ ตุ้งแช่ ปีศาจ ฯลฯ ทุกตอนทำได้ดีมากๆ สมกับคำว่า “หนังผี” จริงๆ

จุดคลี่คลายของหนังทำได้ยอดเยี่ยมมาก เราจะได้เห็นว่าหนังถูกวางโครงเรื่องมาอย่างดี จุดเชื่อมโยงต่างๆ การคลี่คลายต่างๆ นับว่าเป็นหนังที่ทำได้ดีมากๆ เรื่องนึงเลยทีเดียว

จุดด้อยอย่างเดียวของหนังเรื่องนี้ก็คือ ถ้าใครไม่ตั้งใจดูอาจจะงงได้ และปัญหาบางอย่างถ้าไม่ได้เก็บรายละเอียดจริงๆ อาจจะเกิดการสงสัยขึ้นในตอนจบของเรื่องได้ ด้วยความที่ตัวหนังไม่ได้เฉลยอย่างชัดเจนขนาดนั้น เราต้องตีความเอาเองในบางอย่าง

เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง แนะนำให้ดูมากๆ ส่วนตัวเองยังอยากจะดูอีกรอบเลยด้วยซ้ำ (ถ้ามีเวลา) นับว่าเป็นหนังผีแห่งปีที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งป่วง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9.5
20 กันยายน 2561 12:09:03

The Predator มิติใหม่ของนักล่าต่างดาว

อันดับแรกเลยที่ต้องกล่าวก่อนคือ ภาคนี้ได้มีการปรับสำเนียงการเรียก Predator จากเดิมที่บ้านเราจะเรียกว่า พรีเดเตอร์ ถูกปรับให้อ่านเป็น เพรดเดเทอร์ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักภาษา หรือการอ่านออกเสียง ทำให้หลายคนบ่นว่าจะเปลี่ยนทำไม อ่านแล้วเรียกแล้วรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นชิน ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าควรเปลี่ยนอ่ะดีแล้ว เพราะจะได้เรียกกันให้ถูกซักที คิดอีกแง่อาจจะเพราะภาคนี้เป็นภาคที่นำเนินเรื่องสไตล์ใหม่ ที่ไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว เลยเปลี่ยนคำเรียกให้ถูกต้องไม่เหมือนของเดิมซะเลย จะได้ตรง Concept

กลับมาที่ตัวหนังเอง ตามที่บอกไปก่อนหน้าว่า เป็นภาคที่ปรับเปลี่ยนโทนการเล่าเรื่องจากเดิมที่เป็นหนัง Triller-Survivor เต็มไปด้วยฉากการเอาตัวรอด และการฆ่าแบบโหดๆ จากเหล่าเพรดเดเทอร์ ให้กลายเป็นหนัง Action /Si-Fi/ Comedy ไปซะได้ตามสไตล์ผู้กำกับ เชน แบล็ค ซึ่งถ้าใครคุ้นๆ กับผลงานก่อนหน้าอย่าง Iron Man 3 ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ตัวผมเองนั้นไม่ได้ไม่ชอบสไตล์หนังแบบนี้ เพียงแต่รู้สึกเซอร์ไพรส์มากกว่า ที่ผู้กำกับเองนั้น ได้ปรับเปลี่ยนโทนหนังซีรีส์ชุดนี้ไปในแนวทางใหม่ๆ พร้อมเปิดประเด็นหลายอย่างที่ภาคก่อนๆ หน้าไม่เคยมี ซึ่งส่วนตัวผมเองชอบไอเดียที่ว่ามากมาย

เรื่องราวในภาคนี้ว่าด้วยคำถามที่ว่า ทำไมเพรดเดเทอร์ ถึงมาโลกบ่อยจัง มาทำไม และมาทำอะไร ภาคนี้จะเป็นภาคที่เฉลยปมต่างๆ ที่หลายคนเคยสงสัยมาในภาคก่อนหน้าว่า นอกจากเพรดเดเทอร์มาเพื่อล่ามนุษย์เพื่อเกมส์กีฬาหรือเป็นธรรมเนียมแล้วนั้น มันมาเพื่ออะไร อีกทั้งยังทิ้งท้ายไว้ได้แบบว่า อยากดูภาคต่อไวๆ กันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องมาลุ้นเรื่องรายได้กันต่อไป เพราะนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่หนังภาคต่อจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งที่แน่ๆ ผู้ชมตอนนี้แตกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน คือไม่ชอบไปเลยก็เกลียดไปเลยนั่นเอง

ส่วนที่ชอบจากหนังเรื่องนี้คงเป็นอะไรที่หลายๆ คนเกลียด นั่นก็คือการใส่มุก หรือยัดบท เขียนบทให้ตัวละครยิงมุกเยอะมาก ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งมุกบางมุกก็ต้องเป็นนักดูหนังตัวยง ถึงจะเข้าใจ ทำให้ฮาและขำได้ตลอดเรื่องจริงๆ อีกอย่างที่ต้องชมคือ Easter Egg ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธในตู้โชว์ ซึ่งบางชิ้นนั้นมาจาก Alien VS Predator 1-2 ซึ่งใครๆ หลายคนพยายามที่จะไม่นับ 2 ภาคนี้ร่วมไทม์ไลน์หนังชุดนี้เท่าไหร่ 

ส่วนที่ไม่ชอบจากหนังเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการดำเนินเรื่องที่เร่งรีบเอามากๆ เรียกได้ว่าถ้าลุกไปเข้าห้องน้ำ อาจจะกลับมาจูนต่อไม่ติดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะช่วงท้ายของเรื่อง ที่เรียกได้ว่าแอคชั่นมันส์เกินไป หรือคนตัดต่อภาพมันส์มือเกินไปก็ไม่ทราบ จนแบบว่าบางตัวละครตาย แต่เราไม่สามารถดูทันได้เลยว่า ตายเพราะอะไร เนื่องจากตัดภาพไปฉากอื่นๆ ซะไวมากเกินไปจริงๆ

เอาเป็นว่าใครที่เป็นแฟนหนังชุดนี้ก็คงไม่พลาดที่จะไปดู เพียงแต่อยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่า The Predator เป็นหนังที่พบยายามที่จะนำพาซีรีส์ชุดนี้ไปยังมุมมองใหม่ๆ หรือโทนหนังใหม่ๆ เพื่อที่ให้สามารถขยายจักรวาลด้านเนื้อเรื่องให้ไกลออกไปได้อีกหลายภาค (ที่แน่ๆยังเหลืออีก 2 ภาค ที่วางแผนไว้ แต่ก็รอให้ภาคนี้ได้กำไรก่อนนั้นเองจึงจะได้สร้าง) ส่วนตัวผมให้ 7/10 ไปเลยสำหรับภาคนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
19 กันยายน 2561 14:36:40

The Predator 

ในที่สุดหนัง เพรดเดเทอร์ ก็สะกดได้ถูกต้องแล้วครับ (ภาคก่อนๆจะอ่านว่า พรีเดเตอร์) ภาคนี้ก็(น่าจะ)เป็นภาคต่อภาคเก่าๆ แต่เนื้อเรื่องไม่ค่อยเกี่ยวกันเลย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องดูภาคก่อนหน้าครับ แถมภาคนี้มาแนวใหม่ครับ กลายเป็นหนังลุยแหลก หาความสมเหตุสมผลไม่ได้เลย เหมือนเอามันส์อย่างเดียว มุกตลกเกลื่อนไปหมด ถามว่าดูสนุกมั้ยก็สนุกแหละครับ แต่มันแปลกๆ เหมือนผู้สร้างจะบ้าพลังพอสมควรเลยละครับ 

บทหนัง การดำเนินเรื่อง
บทหนัง และการดำเนินเรื่องเข้าขั้นแย่พอสมควรครับ เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไร เดินเป็นเส้นตรง แต่ความบ้าของหนังนี่ยอดเยี่ยมไปเลยครับ แนวเรื่องต่างจากภาคก่อนๆ โดยสิ้นเชิง แทบไม่เครียดเลย หนังเน้นแนวตลกมุกเกลื่อน และความบ้าของนักแสดงครับ (บ้ายังไงต้องไปดูเองจริงๆ) ถ้าถามว่ามันสนุกมั้ยก็สนุกแหละครับ แต่ไม่มีอะไรน่าจดจำ แถมยังไม่สมเหตุสมผลเลยทั้งเรื่อง 

คุณภาพของภาพและเสียง
ได้ไปดูในระบบ IMAX 2D มาครับ เสียงในโรงทำให้หนังสนุกขึ้นมากเลยครับ ระเบิดทีสั่นทั้งโรง รู้สึกสมจริง ด้านภาพใน IMAX ก็เฉยๆ ครับไม่ได้ว้าวเหมือนเรื่องที่ทำมาเฉพาะ IMAX  

ด้านดี
หนังมีความบ้าพอสมควรเลยละครับ (เป็นข้อดีนะ ทำให้ไม่ซ้ำแบบเดิมๆ) และเดาเนื้อเรื่องแทบไม่ค่อยได้ ทั้งๆที่เนื้อเรื่องเป็นเส้นตรง แต่ก็เดาตอนจบไม่ออกสักที พอตอนจบก็ โอ้วววว ขนาดนี้เลย  เอาแบบนี้เลยหรอ 

อีกอย่างครับ ฉากแอ็คชั่นทำได้ดีมากๆ เลยนะ ฟันเป็นฟัน ระเบิดคือระเบิด เลือดคือเลือดกันเลย เด็กที่ไปดูอาจต้องได้รับคำแนะนำบางฉากนะครับ (มีฉากโหดๆอยู่พอสมควรเลยครับ) ส่วนด้านนักแสดงก็ดีนะครับ แต่ก็จะมีขาดๆเกินๆบางคนก็ล้นๆ (แต่ก็เหมาะกับเนื้อเรื่องแบบนี้ครับ)

ด้านแย่
บทหนัง การดำเนินเรื่อง และความสมเหตุสมผลของหนังเข้าขั้นแย่มากๆ แทบหาเหตุผลการกระทำของตัวละครไม่ได้เลยครับ จริงๆก็น่าหงุดหงิดอยู่พอสมควรนะ แต่ก็พยายามตัดเรื่องเหตุผลออกก็จะทำให้หนังดูสนุกขึ้นมากเลยครับ 

สรุป 
ถ้าดูเอามันส์ หรือเป็นแฟนหนังเรื่องนี้อยู่แล้วก็อย่าพลาดครับ สำหรับผมก็ดูได้ สนุกดีครับ แต่อย่าถามหาเหตุผลของหนังนะ (555) 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.4
19 กันยายน 2561 14:11:43

After the Rain

หนังดีกว่าที่คิดไว้มากเลยครับ ขนาดที่ว่าดูจบแล้วอยากดูซ้ำอีกรอบเลย จังหวะของหนังดีมากๆ เหมือนผู้กำกับรู้ว่าอะไรควรใส่ตรงไหน เวลาตลกก็ตลกมากๆ (แบบว่ามาถูกจุดถูกจังหวะตลอด) ทั้งๆ ที่ตัวมุกก็เฉยๆ แต่มาตรงจังหวะ บางฉากที่ขำจนท้องแข็ง แต่หนังก็ไม่ได้มีดีแค่มุกตลก แต่ยังแทรกแง่คิดในหลายๆ ด้าน ถึงแม้การดำเนินเรื่องอาจจะไม่ได้ตื่นเต้นตลอด แต่ก็ถือว่าเป็นหนังดีมากๆ สำหรับตัวผมเลยครับ 

ผมไปซื้อตั๋วหนังเรื่องนี้เพราะข้อเดียวเลยครับ คือนางเอก Nana Komatsu ที่รับบทเป็น อากิระ ทาจิบานะ ชอบนางเอกคนนี้มาก ขนาดที่ถ้าแสดงเรื่องไหนก็จะตามไปดู :) ตัวอย่างหนังเรื่องนี้ผมยังไม่เคยดูเลย แต่ก็ซื้อตั๋วทันทีที่รู้ว่าน้องเค้าเล่น 555

ทางด้านการแสดง เข้าไปดูก็ไม่ได้อวยน้องนานะ แต่น้องเค้าแสดงดีจริงๆ ครับ แบบถึงบทบาทมาก ดูแล้วอินตามไปด้วย (แถมในเรื่องยังมีฉาก sexy อยู่หลายฉาก) แต่คนที่เล่นดีมากๆ ผมยกให้คนที่แสดงพระเอกเลยครับ Yo Oizumi แสดงได้ดูเป็นคนอบอุ่นมาก และมุกตลกทุกฉาก คือมาจากเค้าเลย แสดงเก่งมาก แทบจะแบกหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเค้าเลย เล่นดีจริงๆ ขนาดที่ตอนแรกดูเค้าไม่หล่อเลย แต่พอดูจบออกจากโรงมารู้สึกพระเอกหล่อมาก หล่อออกมาจากภายในเลย (รู้สึกแบบนั้นจริงๆครับ)

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของหนังคือ "มุกตลก" จริงๆ มุกธรรมดามากๆ แต่ผู้กำกับรู้จังหวะจริงๆ คือใส่มาตรง แล้วเราคนดูต้องขำ แล้วขำกันทั้งโรง แบบโอ๊ยยยยย มันดีมากๆครับ ต้องไปดูเอง 

การดำเนินเรื่อง ก็มีฉากตื่นเต้น ฉากทิ้งปมให้คิดต่อ และบางฉากก็เรื่อยๆ เบื่อๆ แต่โดยรวมแล้วผมก็ยังชอบนะครับ สนุกอีกด้วย 

สรุป สำหรับตัวผม เรื่องนี้คือเรื่องที่ดีในใจผมของปีนี้เลยครับ แบบให้ดูอีกหลายๆรอบก็คงไม่เบื่อ บท การดำเนินเรื่อง ก็ไม่ได้น่าเบื่อ เอาเป็นว่าอยากให้ทุกคนได้ชมกัยในโรงครับ 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.8
18 กันยายน 2561 15:25:39

Alpha
--- 8/10 ---
“ทาสหมา 20,000 ปี”
ภาพสวยมากกกก ความสัมพันธ์ของคนและหมาก็น่ารัก อบอุ่น แต่การดำเนินเรื่องชวนง่วงไปเสียหน่อย

เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งต้องออกล่าครั้งแรกกับพ่อของเขาที่เป็นหัวหน้าเผ่า แต่แล้วก็เกิดความผิดพลาด จนทุกคนคิดว่าเด็กคนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ความจริงแล้วเขายังอยู่ เขาได้มาเจอกับหมาป่า จนเกิดเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มและหมาป่าต้องเอาชีวิตรอดผ่านการผจญภัยต่างๆ เพื่อหาทางกลับบ้านให้จงได้

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้เป็นซับทั้งหมด เพราะว่าในเรื่องพูดเหมือนภาษาเผ่าอะไรสักอย่าง และหลายคนคงสงสัยว่าใช้สัตว์จริงในการถ่ายทำหรือเปล่า? สัตว์ใหญ๋หรือฉากอื่นๆ ก็มี CGI บ้าง จริงบ้าง แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือหมาป่า Alpha ตัวเอกของเรื่องเนี่ยแหละ!

ความดีงามโคตรๆ ของเรื่องนี้คือภาพ ด้วยความที่ดูใน IMAX 3D บอกได้เลยว่าทุกช็อต ทุกฉาก ภาพสวยมาก! มากถึงมากที่สุด สวยจนแบบถ้ามีแผ่นคุณสามารถกดพอสแล้วแคปมาทำเป็นภาพวอลเปเปอร์สวยๆ รูปนึงได้เลย และถ้านับทั้งเรื่อง คุณอาจจะได้หลายสิบภาพเลยทีเดียว

การแสดงของทั้งสองถือว่าทำได้ดีมาก (คนกับหมา) ความสัมพันธ์ ความผูกพันของทั้งสอง ลงตัว ดูจริงมาก และทำให้เราเชื่อได้อย่างไม่ยากเลยทีเดียว ทั้งอบอุ่น ได้เสียงหัวเราะบ้าง และน่ารักมากๆ ตลอดเวลา 1 ชั่วโมง 36 นาทีของหนัง เราได้เห็นพวกเขากว่า 90% และพวกเขาเอาอยู่จริงๆ

บทดีแต่มีการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นเส้นตรง หนังจะเนิบๆ เรื่อยๆ มีลุ้นบ้างเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้หวือหวาสักเท่าไหร่ ในพาร์ทของดราม่า ก็ยังไม่สามารถบีบน้ำตาคนดูได้ ส่วนในพาร์ทของการฝ่าฟันเอาตัวรอดกลับบ้าน ก็ไม่ค่อยได้เห็นการฝ่าฟันอุปสรรคให้เราได้เอาใจช่วยมากเท่าที่ควร และด้วยความที่ดำเนินเรื่องเอื่อยๆ ก็อาจทำให้รู้สึกง่วงบ้างในหลายๆ ฉากเช่นกัน

สรุป เป็นหนังที่ภาพสวยมากๆ แต่ดำเนินเรื่องเอื่อยมากเช่นกัน หนังให้น้ำหนักไปที่ความสัมพันธ์ของคนกับสัตว์เสียมากกว่าการเอาตัวรอด ใครชอบแนวนี้ก็ต้องลองไปดูกันเองในโรงภาพยนตร์เลยจ้าาาา

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8
14 กันยายน 2561 11:36:18

[รีวิว]The Predator
--- 6/10 ---
หนังแอ็คชั่นคอมเมดี้ ที่มี Predator เป็นแค่ตัวประกอบ
“ความบันเทิงเดียวของหนังคือกลุ่ม พระเอก & Friend กับมุกต่างๆ เท่านั้นแหละ”

ในเรื่อง The Predator (อ่านว่าเดอะ เพรดเดเทอร์) ภาคนี้นี้ ไม่จำเป็นต้องดูภาคอื่นๆ ก็สามารถดูได้รู้เรื่องและเข้าใจได้ไม่ยาก โดยเนื้อเรื่องเล่าเกี่ยวกับการมาเยือนโลกของ Predator และผู้ที่เจอมันคือทหารมือสไนเปอร์ พระเอกของเรื่อง โดยเขาได้เก็บอุปกรณ์ของ Predator มา และส่งมันต่อให้กับลูกอัจฉริยะของเขา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นความวิบัติ เพราะ Predator ของหาย...อยากได้คืน

หนังภาคนี้ค่อนข้างแตกต่างจากภาคอื่นพอสมควร เพราะมีความคอมเมดี้สูงมาก สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือกลุ่มพระเอก & Friend เป็นจุดที่บันเทิงที่สุดของหนังละ เรียกได้ว่าทุกครั้งที่พวกเขารวมตัวกัน มักมีเสียงฮาออกมาแน่นอน ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับอย่าง Shane Black ที่เคยฝากผลงานไว้ใน Iron Man 3, The Nice Guys ทั้งสองเรื่องมีมุกตลกที่เฉียบ ยอดเยี่ยม ไม่ใช่ตลกหมูกระทะทั่วไป และเขาก็นำสิ่งดีๆ มาในเรื่องนี้ มาแต่งเติมบทพูด มุกต่างๆ ในหนังเรื่องนี้เป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ แถมยังสร้างความบันเทิงให้กับคนดูได้มากเลยทีเดียว แถมหนังทำให้เราได้กลิ่นอายของภาคแรกในปี 1987 สูงเลยแหละ กับการต่อสู้ของมนุษย์และ Predator

แต่ด้วยความที่หนังมันดู “ตลก” ไปซะหน่อย เราเลยไม่ได้ลุ้นกับการปรากฏตัวของ Predator เลยสักฉาก ไม่มีความตื่นเต้นกับการไล่ล่า ไล่ฆ่า กับทุกฉากแอ็คชั่น ของนักล่าแห่งจักรวาลในหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อย

เหล่าการแสดงของตัวละครมีดีแค่กลุ่มพระเอก & Friend เท่านั้นแหละ ที่เหลือไม่ได้ดี เล่นแข็งบ้าง แปลกๆ บ้าง รู้สึกปลอมจนไม่น่าเอาใจช่วยใครสักคนเลย (โดยเฉพาะลูกพระเอก!)

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ได้เรท R นั่นทำให้เราคิดว่าในหนังเรื่องนี้มันต้องมีฉากฆ่า หรือสู้กันแบบโหดๆ เยอะแน่นอน ซึ่งมันก็มี! แต่มันน้อยกว่าที่เราคาดไว้เยอะ! พอจะมีโหดๆ และสมควรเป็นเรท R อยู่สองสามฉากเท่านั้นเอง

ถึงแม้มันจะชื่อหนังว่า The Predator แต่หนังให้น้ำหนักไปกับฝั่งมนุษย์มากเกินไปมากๆ ทำให้ Predator เหมือนกลายเป็นตัวประกอบไปเลย อีกทั้งเราไม่ได้เห็นการไล่ล่า หรือการฆ่า แบบมีชั้นเชิงของ Predator แม้กระทั่งการโชว์อุปกรณ์เทพๆ ของพวกเขา ก็ไม่น่าประทับใจเลย ทุกฉากต่อสู้ของหนังรู้สึกมันขัดๆ ไปซะทุกฉากเลย ไม่ต่อเนื่อง ขาดๆ เกินๆ บ้าง บางฉากก็งี่เง่าเสียเหลือเกิน ไม่มีฉากเท่ๆ ให้น่าจดจำเลยแม้แต่ฉากเดียว

หนังเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล ในหลากหลายเหตุการณ์มาก แถมมีเรื่องให้น่าสงสัยเต็มไปหมด ทำไม? อะไร? ยังไง? หายไปไหน? (อยากพูดนะแต่เดี๋ยวสปอยล์ T^T) หนังมีประโยคคำถามแบบนี้อยู่ตลอดเรื่อง แม้กระทั่งจบเรื่อง ไม่ใช่หนังทิ้งปมไว้นะ เพียงแต่หนังไม่ได้บอกกล่าวเหมือนบางอย่างตัดออกดื้อๆ ให้คนดูสงสัยเสียอย่างนั้น

สรุปโดยภาพรวมแล้วค่อนข้างเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้พอสมควร ยังดีที่มีกลุ่ม พระเอก & Friend ช่วยเอาไว้บ้าง แต่ก็ยังทำให้เราชอบไม่ได้อยู่ดี ถึงแม้จะตัดเรื่องความสมเหตุสมผลออกไป หนังก็ยังไม่ได้ทำให้เราชอบมากขึ้นไปกว่าเดิมเลยแม้แต่น้อย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ก็คือความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ จะชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจ ต้องไปตัดสินกันเองในโรงหนังเลยจ้าาาา

- แอดยิ้มแย้ม

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6
10 กันยายน 2561 11:42:36

2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว
9.8/10
“จากความเชื่อ...เป็นความบ้า จากความกล้า...เป็นการเริ่มต้นก้าว”
สารคดีที่ไม่เบื่อ มีครบทุกอารมณ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ที่ริเริ่มด้วยชายคนหนึ่งที่ชื่อ อาทิวราห์ คงมาลัย และเรียกกันจนติดปากว่า “พี่ตูน” หรือ “ตูน บอดี้แสลม” ที่ถึงแม้เราจะรับรู้เรื่องราวของเขากับโครงการครั้งนี้ผ่านทางข่าวบ้างอะไรบ้าง แต่ในหนังสารคดีเรื่องนี้ คุณจะไปเห็นอีกหลายแง่มุม จากหลายมุมมอง เบื้องลึก เบื้องหลัง ความรู้สึก ทั้งทางฝั่งพี่ตูนและประชาชนที่มาเฝ้ารอ และเราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่านาทีนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อ “ตูน” อย่างแน่นอน

หนังดีทุกภาคส่วน ตั้งแต่การนำเสนอที่ครบทุกองค์ประกอบที่หนังควรจะมี ไปจนถึงการตัดต่อขั้นเทพที่ผ่านการร้อยเรียงมาอย่างดี

-------------------------------------------------

ในด้านเนื้อหา หนังได้นำเสนอสี่คำนี้ออกมาอย่างชัดเจน

หนังเริ่มต้นด้วยความ “เชื่อ”

เนื้อหาในหนังมันทำให้เราเข้าใจโครงการก้าวคนละก้าวมากขึ้นไปอีกขั้น ตั้งแต่การเริ่มคิด การวางแผน การดำเนินการ การควบคุม และทุกกระบวนการ ตลอดไปจนจบโครงการ ตัวหนังยังเล่าถึงความรู้สึกของพี่ตูน เพื่อนๆ ทีมงาน และคนใกล้ตัว อย่างลึกซึ้ง ว่าทำไมความเชื่อนี้ได้กลายเป็นโครงการนี้ และมันยิ่งทำให้เราๆ ได้รู้จักผู้ชายที่ใครๆ ก็เรียกเขา “พี่ตูน” มากขึ้นไปอีก หนังมีทุกองค์ประกอบที่หนังดีๆ สักเรื่องควรมี ทั้งในส่วนของดราม่าเอย ตลกเอย แถมยังมอบความรู้สึกที่โคตรดีไปตลอดทั้งเรื่อง และยังสร้างพลังในทางบวกให้กับเราด้วย

ความ “บ้า” ที่เป็นแรงผลักดันของหนังเรื่องนี้

เริ่มบ้าตั้งแต่ตัวพี่ตูนที่คิดทำโครงการนี้ บ้าลามไปยังทีมงาน และคนใกล้ตัวทั้งหมด จนมาถึง GDH ที่บ้ามาถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้ด้วยการตามติดชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นจนจบโครงการ จนแอบคิดว่าถ้าไม่มีคนมาเก็บภาพเหล่านี้ เราคงพลาดหนังสารคดีที่โคตรดีมากๆ เรื่องนึง

การดำเนินเรื่องของหนังดำเนินไปได้อย่างไหลลื่น ไม่มีสะดุด มีการเปิดเรื่องที่สุดยอด และปิดเรื่องได้สุดยอดกว่า ทุกคำพูดที่ออกมาจากปากของทุกๆ คน บวกกับฟุตที่ถูกร้อยเรียงได้เข้ากันแบบสุดๆ ราวกับได้ถูกเขียนสคริปท์มายังไงยังงั้น

จากความบ้า มันต้องอาศัยความ “กล้า” ด้วย

กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะเริ่มวิ่ง กล้าที่ตัดสินใจ กล้าที่จะเผชิญความอันตรายและเผชิญความเสี่ยงของการวิ่งในครั้งนี้ ในเมื่อมีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด ในหนังยังสะท้อนให้เราได้เห็นด้วยเช่นกัน พี่ตูนและทีมงาน ก็ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเรานี้เหมือนกัน ความกล้าทั้งหมดนั้นมันหลอมลวมให้เกิด….

การ “ก้าว” ไม่ใช่แค่พี่ตูนและทีมงานเท่านั้น

การก้าวออกมา การร่วมมือกันของประชาชนต่างๆ หนังยังสะท้อนมุมมองในอีกด้านให้เราได้เห็นอย่างชัดเจน ฉากในเรื่องทำให้เรายิ้มทั้งน้ำตาอยู่หลายฉากเหมือนกัน แถมการได้ดูหนัง การได้ดูหนังสารคดีเรื่องนี้มันเหมือนเรากำลัง “ก้าวไปทีละก้าว” ไปพร้อมๆ พี่ตูน รับรู้ทุกๆ ความรู้สึก ทุกเรื่องราว หรือแม้กระทั่งการเริ่มก้าวของพี่ตูนในวัยเด็กเช่นกัน

----------------------------------------------------

ก่อนอื่นนอกเหนือจากพี่ตูนและทีมงานที่วิ่งและทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว ต้องชื่นชมตากล้องมาก ที่ร่วมวิ่งไป ถ่ายไป ทั้งวัน แบกกล้องกับตัวกันสั่น น้ำหนักมาก จับทุกเหตุการณ์ ด้วยกล้องหนึ่งตัว โดยเก็บรายละเอียดให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด น่าชื่นชมสุดๆ

ในด้านการตัดต่อนั้นทำออกมาได้ดี และภาพก็สวยงามอย่างเหลือเชื่อ ไม่แพ้เนื้อหาของหนังเลย

ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องด้วยเพลง “แสงสุดท้าย” ที่นำฟุตต่างๆ ที่พี่ตูนไปเล่นกับน้องๆ เด็กๆ วงดนตรี ระหว่างโครงการก้าวคนละก้าวนี้ มาร้อยเรียงต่อกัน ประกอบกับเพลงพี่ตูนที่เปิดไว้ ทั้งจังหวะการตัดต่อ การแตกชอตแต่ละฉาก การเลือกแต่ละฉากมาประกอบ เรียกได้เลยว่าเพอร์เฟ็ก

ตลอดทั้งเรื่องหนังไม่ใช่การนำฟุตเทจมาร้อยเรียงกันและให้ใครมาเล่าเรื่อง แต่หนังมีการเก็บฟุตเทจสวยๆ มาประกอบหนังสารคดีเรื่องนี้เยอะมากๆ หลายๆ ฉากนี่เราสามารถแคปแล้วไปทำเป็นรูป BG สวยๆ สักรูปได้เลย บวกกับการตัดต่อที่ร้อยเรียงทั้งคำพูดให้เข้ากับฟุตเทจในแต่ละฉาก การเลือกใส่เพลงมาให้ตรงกับความรู้สึก บรรยากาศ และคำพูดของตัวละครในช่วงเวลานั้นๆ ล้วนแล้วทำออกมาได้โคตรจะยอดเยี่ยมจนไม่รู้จะติตรงไหนเลย

และนอกเหนือจากโครงการก้าวคนละก้าว หนังยังพาเราไปเห็นวัยเด็กของพี่ตูน กับคลิปในวัยเด็ก และได้ยินพี่ตูนร้องเพลงตอนเด็กด้วย มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกินเหมือนทั้งสองสิ่งนั้นถูกตัดต่อมารวมกัน

0.2 คะแนนหายไปไหน?

มันคือ 0.2 คะแนนที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นในหนัง แต่ทั้งหมดมันดีอยู่แล้วนะ

0.1 แรก น่าเสียดายนิดเดียว ถึงแม้เราจะได้ฟัง ได้เห็น ความรู้สึก คำพูดของทีมงานหลายๆ คน แต่คนนึงที่เราไม่ได้เห็นเขาสักเท่าไหร่คือ คนรักของพี่ตูนหรือก้อย รัชวิน หนังไม่ได้ไปสัมภาษณ์หรือพาเราไปดูในแง่มุมของก้อยเลยแม้แต่น้อย เห็นแหละ แต่ไม่ได้ถูกสัมภาษณ์อะไร อาจจะเพราะปัญหาลิขสิทธิ์บางอย่างก็เป็นได้

0.1 ต่อมา เราอยากให้พูดถึงเหตุการณ์ของผลกระทบการที่พี่ตูนหยุดถ่ายรูปบ่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านร่างกาย ในหนังพูดถึงอยู่นิดนึง แต่อยากให้ออกมาขยายความความรู้สึก ณ จุดๆ นั้นมากกว่านี้

เป็นหนังที่ควรมาดูอย่างยิ่ง อยากให้มาดูมากๆ ไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรยังไงดี หลังดูจบ หนังไม่ได้เพียงแต่ถ่ายทอดเกี่ยวกับโครงการก้าวคนละก้าว หรือตัวพี่ตูนเท่านั้น หนังยังสร้างแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยมให้กับผู้ชมอย่างมากมายสุดๆ ตลอดทั้งเรื่องเลยทีเดียว คุณจะยิ้มทั้งน้ำตาออกมาจากโรงแน่นอน

หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังสารคดีในดวงใจไปเลย

ปัจฉิมลิขิต ในหนังเรื่องนี้ไม่มีเพลง "วิ่งแบบพี่ตูน" นะจ๊ะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.8
7 กันยายน 2561 09:35:00

The Nun
6.5/10
“จะเรียกว่าหนังผี...ดีป่ะหว่า?"
มีความ Fantasy ค่อนข้างสูง ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เนื้อเรื่องและฉากตุ้งแช่เดาทางง่าย แต่บรรยากาศและโลเคชั่นดี มีการเชื่อมโยงจักรวาลหนังผีของ James Wan ได้อย่างมีชั้นเชิง”

เป็นหนังเรื่องที่ 5 ในจักรวาลหนังผีของ James Wan ที่ได้แจ้งเกิดไปใน The Conjuring 2 อย่างเต็มตัว กับการปรากฏตัวเพียงไม่กี่นาที จนในที่สุดมันก็มีหนังเดี่ยวเป็นของตัวเองซะที

เรื่องราวว่าด้วยเหตุการณ์ก่อนหนังทั้งหมดในจักรวาลหนังผีของ James Wan เหตุการณ์ว่าด้วยเรื่องราวของแม่ชีรายหนึ่งได้ปลิดชีวิตตนเองลง จึงทำให้วาติกันทราบข่าวและส่งบาทหลวงเพื่อไปทำการสืบหาสาเหตุการฆ่าตัวตายในครั้งนี้ บาทหลวงนี้ต้องเดินทางไปพร้อมกับแม่ชีฝึกหัด แต่หารู้ไม่ ที่แห่งนั้นมีปีศาจร้ายกำลังรอเล่นงานอยู่!

ต้องบอกเลยว่าคาดหวังกับหนังเรื่องนี้มาก เพราะความน่ากลัวเพียงไม่กี่นาทีใน The Conjuring 2 เนี่ยแหละ เลยทำให้ตัวละครตัวนี้น่าสนใจมากๆ และไม่ใช่แค่ตัวแอดแน่นอน เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเฝ้ารอและจดจ่อกับกราปรากฏตัวเดี่ยวๆ ของผีแม่ชีเหมือนกัน

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นหนังผีดีหรือเปล่า เพราะ The Nun ค่อนข้างจะมีความ Fantasy อยู่สูงมากๆ และค่อนข้างจะแปลกแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ในจักรวาลหนังผีทั้งหมดของ James Wan พอสมควร เรื่องอื่นๆ จะเน้นความสยองขวัญเสียมากกว่า หนังมีการผจญภัย แก้ปริศนา และมีมุกตลกบ้างประปราย ทั้งหมดนั้นมันเลยทำให้หนังดูมีอะไรขึ้นมาหน่อย

สิ่งที่ชอบของหนังเรื่องนี้คือโลเคชั่นและบรรยากาศ ซึ่งถ่ายที่โรมาเนียจริงๆ ตัวคอนแวนต์เองก็ดูทั้งสวยงามและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน บรรยากาศแบบโกติกๆ มันกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังเลย ยิ่งทำให้หนังชวนหลอนได้ดีมากๆ

The Nun ยังคงแฝงไปด้วย Easter Egg จากเรื่องต่างๆ มากมาย ที่ปูและผุกเรื่องไปในหนังต่างๆ ในจักรวาลหนังผีของ James Wan ไม่ว่าจะเป็น The Conjuring เอย Annabelle เอย แถมยังมีการปรากฏชื่อของปีศาจ Valak แฝงอยู่ในบางฉากของหนังเหมือนใน The Conjuring 2 อีกด้วย (ไม่บอกหรอกฉากไหน ลองไปดูเอาเอง) และทุกฉากเผยให้เห็นได้อย่างลงตัว เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด

ทางด้านตัวละครทั้งสามที่เป็นตัวดำเนินเรื่องหลักทั้งบาทหลวงนักสืบ, แม่ชีฝึกหัด, แล้วก็ชายหนุ่มคนนึง ทั้ง 3 ตัวดันเป็นไปตามสูตรตัวละครบื้อๆ ที่เห็นผี เห็นอะไรแปลกๆ และก็จะเดินตามไป ตามมาด้วยการโดนหลอก แทบจะทั้งเรื่อง ทั้งหมดจะโดนหลอกด้วยวิธีนี้แทบทั้งหมด ตัวละครบาทหลวงนักสืบที่เปิดเรื่องดูเท่สุดๆ กับมาดแบบแวนเฮลซิงยังไงยังงั้น แต่สุดท้ายก็ง่อย ไม่มีฉากไล่ผีเท่ๆ ให้เห็นเลย กลายเป็นตัวละครที่ไม่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้แล้ว คนที่เล่นดีที่สุดคงต้องยกให้ Taissa (รับบทเป็นแม่ชีฝึกหัด) ที่ดูจะเข้าถึงและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีกว่าคนอื่นๆ และยังสามารถทำให้เราเพลิดเพลินกับความสวยใสของเธอได้ตลอดทั้งเรื่องเหมือนกัน ส่วนอีกตัวละครที่เป็นชาวบ้านำก็ทำให้หนังสนุกพอควร

ตัวละครที่ควรจะเป็นตัวชูโรงสุดๆ อย่าง ผีแม่ชี เรากลับไม่ชอบตัวละครตัวนี้ในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่มีความน่ากลัว ไม่ได้สยดสยอง ไม่ได้น่าจดจำสักกะฉากเดียว สิ่งดีๆ ความดีงามทั้งหมดของผีแม่ชีตัวนี้มันอยู่ในหนัง The Conjuring 2 หมดแล้ว! ซึ่งนอกจากจะไร้ชั้นเชิงในการออกมาหลอก มันยังไม่น่ากลัวเลย ซึ่งในเรื่องนี้ทำออกมาได้ไม่ใกล้เคียงความหลอนในเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย

หนังเดาทางง่ายมาก ดำเนินเรื่องได้น่าหงุดหงิด การสืบสวนสอบสวนหาความจริงในหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะเหมือนหนังจะเฉลยตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว บวกกับความน่ารำคาญในการโดนหลอกของตัวละครทั้ง 3 ที่กล่าวไปข้างต้น ยิ่งทำให้น่าหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ เสียดายสิ่งทึ่ควรจะน่ากลัวและหลอนมากๆ คือประตูที่เห็นในตัวอย่าง ที่บอกว่าไว้ “God End Here” ในหนังภายในประตูนั้นเราคาดหวังจะได้เห็นอะไรหลอนๆ น่ากลัวๆ แต่ก็ไม่เลยสักนิด - -

Jump Scare ถือว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างนึงของหนังเรื่องนี้ หลังจากดูตัวอย่างก็พอมีลุ้นวะ ว่าเรื่องนี้มันต้องมี Jump Scare เทพๆ มีชั้นเชิงแน่ๆ แต่ก็ไม่...หนังปูมาหมดแล้วว่าฉากไหนมันจะตุ้งแช่ มีการบิ้วใส่เพลงดังๆ มาเตือนว่า เดี๋ยวมันมาแน่นอน

สรุป หนังดำเนินเรื่องไปทาง Fantasy เสียมากกว่าความเป็นหนังผี อาจจะเพราะเราคาดหวังกับหนังเรื่องนี้มากไปเลยทำให้ผิดหวังไปซะมาก ถ้าใครติดตามจักรวาลหนังผีของ James Wan ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน ยังมีการผูกเรื่อง ปูเรื่องที่ยอดเยี่ยมด้วย ถือเป็นการผูกเรื่องที่ดี แต่ถ้าอยากเข้าไปหาความหลอนสยอง น่ากลัวเหมือนใน The Conjuring 1-2 หรือจังหวะ Jump Scare อย่างใน Annabelle: Creation คงจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ส่วนตัวกะจะเข้าไปหลอน ไปกลัว รับการตุ้งแช่เต็มที่ แต่ก็ไม่เลย ไม่มีสักฉากเลยที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น ได้แค่นั่งดูแบบนิ่งๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแหละ ต้องลองไปพิสูจน์เองในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

ถ้าจะให้จัดอันดับความชอบหนังผีในจักรวาลหนังของ James Wan เราจะเรียงแบบนี้ (ชอบมากสุดไปชอบน้อยสุด)
The Conjuring
The Conjuring 2
Annabelle: Creation
The Nun
Annabelle

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
5.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.5
6 กันยายน 2561 15:04:25

[รีวิว]
KIN - โคตรปืนเอเลี่ยน
--- 6/10 ---
“ตอนท้ายยังพอทำได้ดีและ มี CG ที่งดงาม แต่ดำเนินเรื่องได้เอื่อย จนน่าเบื่อ”

เรื่องราวของเด็กหนุ่มผิวสีคนหนึ่ง Eli ที่ดันบังเอิญไปเจอกับปืนของเอเลี่ยนแล้วก็เลยหยิบติดมือกลับบ้านมา เขาต้องหนีไปพร้อมกับพี่ชายที่พึ่งออกจากคุกมา จากการตามล่าของพวกทวงหนี้และเจ้าของปืนที่แท้ทรู!

คะแนนรีวิวจาก 2 เว็บดังไม่สู้ดีนัก ทั้งจาก Imdb 5.8/10 ส่วน Rotten Tomatoes นี่คะแนนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทางฝั่งนักวิจารณ์ให้เพียง 33% ส่วนทางด้านผู้ชมให้ถึง 63% เรียกได้ว่าคนละทางกันเลยทีเดียว ซึ่งพอได้ดูก็พอจะเข้าใจบ้างแหละ…

จริงๆ แล้วหนังถูกดัดแปลงมาจากหนังสั้นของผู้กำกับเรื่องนี้เนี่ยแหละ (Jonathan Baker & Josh Baker) ในชื่อเรื่อง Bag Man (2014) ได้ Michael B. Jordan มาเป็น Executive Producer ตัวขับเคลื่อนการทำงานของหนังเรื่องนี้ให้ โดย KIN ยังคงคอนเซ็ปเป็นเด็กหนุ่มผิวสีที่มีปืนเลเซอร์ของใครก็ไม่รู้ไว้ในครอบครอง แต่เปลี่ยนเนื้อเรื่องหลักให้มันมีเนื้อหาในการเล่ามากขึ้น มีประเด็นมากขึ้น และเหมือนจะมากเกินไป

หนังดำเนินเรื่องช่วงต้นเรื่องได้ดี มีการเปิดเรื่องราวตัวละครเด็กหนุ่มได้รวดเร็ว เราสามารถรู้จักนิสัยใจคอของตัวละครตัวนี้ได้เพียงไม่กี่ฉากไม่กี่นาทีเท่านั้น และคนที่มารับบท Eli (Myles Truitt) ก็แสดงได้ดีพอสมควร ไม่แพ้กันกับบทพี่ชาย Jimmy (Jack Reynor) ซึ่งทั้งสองยังคงประคองหนังให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งอยู่บ้าง ส่วนการแสดงของ James Frango ดูไปดูมาชวนให้นึกถึงบทบาทจากหนังสุดพังใน Future World ซึ่งไม่ใช่เขาแสดงแย่นะ เพียงแต่บทและการดำเนินเรื่องในเรื่องนี้ มันแย่กว่าการแสดงของเขานั่นเอง ส่วนตัวนางเอก(หรือเปล่า?) จะไม่ขอพูดถึงละกัน เพราะเธอโผล่มาน้อยมาก แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลยด้วยซ้ำ และส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ เห็นจะเป็นกราฟฟิค effect สีสันต่างๆ เป็นทางด้านงานสร้างที่ทำออกมาได้ดี สวยงามเลยแหละ ทั้งฉากแอ็คชั่น การยิงเจ้าปืนเลเซอร์ CG เอยอะไรเอย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหมือนหนังจะมั่วไปซะหน่อย หนังดูน่าสนใจและมีอะไรที่น่าจะขยี้ได้อีกเยอะแยะ แต่รู้สึกมันผิวเผินไปซะหมด หนังปูเรื่องได้นานถึงนานมาก และน่าเบื่อพอสมควร อารมณ์เหมือนคุณพึ่งดูซีรีส์ตอนแรก ที่ปูเรื่องราวทั้งหมดของซีรีส์นั้นๆ และค่อนข้างจะน่าเบื่อ พอตอนใกล้ๆ จบตอน ถึงจะมีอะไรน่าสนใจ น่าสนุก และตัดจบ พร้อมขึ้นว่าโปรดติดตามตอนต่อไป! นั่นแหละ หนังเรื่องนี้มันคือความรู้สึกแบบนั้นเลย ก็พอเข้าใจแหละว่าหนังอยากทำภาคต่อ แต่ถ้าภาคแรกมันไม่ดึงดูด คนจะอยากดูภาคสองหรอ?

เริ่มจากประเด็นเรื่องปืน ที่ยังคงเกิดคำถามมากมาย ทิ้งไว้? ทำหล่น? หาย? ใครขโมยมา? หรือยังไง? หนังไม่ได้เจาะลึกถึงประเด็นนี้สักเท่าไหร่

ต่อด้วยประเด็นครอบครัว ที่ดูพังพินาศไปซะทุกส่วน ประเด็นพ่อลูกเอย รวมไปถึงเรื่องที่หนังพยายามปูให้เราเห็นว่าไอ้ตัวพี่เนี่ยมันตัวสร้างปัญหา และเรื่องพี่ชายทะเลาะกับพ่อที่ดูเหมือนเกลียดน้องมาก แต่ตอนหลังกลับรักกันปานจะกลืนกิน พาน้องไปไหนต่อไหน ปกป้องน้องสุดใจขาดดิ้น นั่นจึงส่งผลทำให้ส่วนตัวไม่รู้สึกเชื่อเลยว่ามันรักน้องจริงๆ

สุดท้ายแล้ว KIN คืออะไร? ชื่อคน? ชื่ออาวุธ? หรือชื่อเหล่าเอเลี่ยน? เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปืนนี้เลยรู้เพียงแต่การทำงานของมัน และเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงสามารถใช้ปืนนี้ได้

หนังมีหลายๆ อย่างที่น่าจะทำออกมาได้ดีมากกว่านี้ และมันควรจะจับประเด็นเด่นๆ ไปสักทาง สำหรับใครที่อยากจะไปดูหนังแอ็คชั่น-ไซไฟ ก็อาจจะต้องผิดหวังกันเสียหน่อย พาร์ทสุดท้ายของหนังก็ยังพอให้ความบันเทิงกับเราอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรอดูเสียงตอบรับ และเสียงวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้จะได้ไปต่อหรือไม่ คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินมันได้

(มี Michale B. Jordan แสดงด้วยนะ ลองไปดูกันได้)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6
5 กันยายน 2561 09:13:47

Destination Wedding
--- 9/10 ---
"หนังรักที่ไม่โรแมนติก แต่มันออกมาโรแมนติก"

เป็นการกลับมาแสดงนำคู่กันครั้งที่ 4 ระหว่างพระเอกสายบู๊นักฆ่า John Wick อย่าง Keanu Reeves กับแม่ Will ใน Stranger Things อย่าง Winona Ryder นั่นจึงเป็นผลทำให้หนังเรื่องนี้คู่พระนางเคมีเข้ากันสุดๆ บวกกับความเป็นเพื่อนกันมานานของทั้งสองนอกจออีกด้วย

เรื่องนี้เป็นหนังกลางสัปดาห์ที่อาจโดนกลบไปด้วย 2 หนังแอ็คชั่นอย่าง Mile 22 และ The Equalizer 2 ทำให้หลายๆ คนอาจมองข้ามไป รวมทั้งตัวเองด้วยก็(เกือบ)มองข้ามไปเหมือนกัน ด้วยความที่คิดว่าอาจเป็นหนังฆ่าเวลาระหว่างพักเล่น John Wick 3 ของ Keanu Reeves แต่สุดท้ายมันกลับเหนือความคาดหมายแบบุสดๆ

หนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความบังเอิญของ Frank (Keanu Reeves) และ Lindsay (Winona Ryder) ที่ทั้งคู่ดันต้องไปงานแต่งเดียวกัน และดันต้องมาเจอกัน นั่งติดกันบนสนามบิน พักห้องใกล้กัน และทั้งคู่ก็ต่างเกี่ยวข้องกับเจ้าบ่าวด้วยกันทั้งคู่ Frank เป็นน้องชาย Lindsay เป็นเมียเก่า ด้วยความบังเอิญ จึงบังเกิดความบันเทิง

“โลกนี้มีแค่เราสองคน ทุกอย่างหมุนรอบตัวเรา” หนังเรื่องนี้มีแค่การพูดคุยกันของ 2 ตัวละคร ใช่! แค่ 2 ตัวละครคุยกันตลอดทั้งเรื่อง หลายๆ ฉากก็แค่ตั้งกล้องเฉยๆ ปล่อยให้คู่พระนางตอบโต้กันด้วยบทสนทนาที่มากมายเหลือเกิน จนในใจคิดไปดังๆ ว่า “จำบทกันได้ไงฟะ” และบทพูดนั่นแหละเป็นสิ่งที่โคตรบันเทิงของหนังเรื่องนี้ ทั้งการแซว แขวะ กัด จิก ด่า เสียดสี พาดพิง เหมือนมนุษย์ป้ากับมนุษย์ลุงมาป๊ะกัน

หนังไม่มีความโรแมนติก คำหวานๆ ฉากสวีทเลี่ยนๆ ไม่มีเลย! แต่ด้วยบทพูดอีกนั่นแหละ ที่กลับทำให้หนังมันโรแมนติกซะอย่างงั้น น่ารักอีกต่างหาก ทั้งสองคนนี้เล่นได้เป็นธรรมชาติและดีมากๆ แทบจะพูดกันจนลืมหายใจ เรียกได้เลยว่าต่อให้จับทั้งสองมานั่งในห้องเหลี่ยมๆ ที่ไม่มีอะไรเลย แล้วปล่อยให้พูดกันเหมือนที่ทำแบบในหนังเรื่องนี้ หนังมันก็ยังบันเทิงและยังดูลื่นไหล ไม่เบื่ออีกต่างหาก ยิ่งฉากเลิฟซีนนี่ พีคมาก เล่นซะฮาโคตรๆ

ด้วยความที่หนังดำเนินเรื่องและเลือกที่จะเล่าแบบนี้ หลายๆ คนอาจจะไม่ชอบ (แต่แอดชอบมาก) บางฉากอาจทำให้เราตามบทพูดของสองคนนี้ไม่เข้าใจบ้าง ฟังไม่ทันบ้าง หรือยืดบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลให้หนังเรื่องนี้สนุกน้อยลงแต่อย่างใด บางครั้งไอ้ความที่มันพลั่งพลูคำพูดออกมากัน เราไม่เข้าใจ มันก็ยังฮาเหมือนเดิม

โดยรวมแล้วชอบมาก ถึงหนังมันเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันมีอะไรให้เราชอบเยอะมากกกกกกก เป็นหนังรอมคอมที่สนุกมากๆ มีทิศทางในการนำเสนอใหม่ๆ และไม่น่าเบื่อ แถมเรายังได้เห็นการแสดงของ Keanu Reeves ในแบบที่เราไม่เคยเห็นอีกด้วย เป็นหนังรักอีกแนว ที่ควรค่าแก่การชมจริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
3 กันยายน 2561 09:54:44

The Equalizer 2
“ถึงไม่ดีเท่าภาคแรก แต่ Danzel ยังเท่มากมาย และคงสไตล์เดิม เพิ่มเติมคือขับอูเบอร์!!!”
7/10

นี่คือการกลับมาของมัจุราช และเพื่อนบ้านผู้แสนดี พึ่งได้ ในบทบาทของ Robert McCall ที่รับบทโดย Denzel Washington และเป็นครั้งแรกของเขาที่รับเล่นหนังภาคต่อ ตั้งแต่อยู่ในวงการมากว่า 40 ปี!

หลังจากภาคแรกทำออกมาได้ดีมากๆ และสร้างชื่อให้กับ Denzel ไม่น้อยเลยทีเดียว กับคาแรคเตอร์ผู้ใหญ่ใจดี มีน้ำใจ ที่คอยช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน แต่พอได้บู๊เมื่อไหร่ ก็โคตรโฉด อย่างในภาคแรกไปไล่ฆ่าแก๊งมาเฟียเพื่อช่วยเหลือเด็กสาวให้เป็นอิสระ และฉาก Final Fight ใน Homepro ที่สุดแสนจะน่าประทับใจ

ในภาคสองนี้ลุงแกมารับหน้าที่เป็นคนขับอูเบอร์ ที่บางครั้งถ้าใครมีเรื่องเดือดร้อน ลุงแกก็ไปเป็นศาลเตี้ยคอยช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้น เรียกคืนความยุติธรรม ถามหาความถูกต้อง ด้วยการฆ่า! สิ่งที่ดีมากๆ เลยคือยังคงคาแรคเตอร์ของความเป็นภาคแรกไว้อย่างครบถ้วน ความสุขุม เลือดเย็น ยังคงพูดน้อยต่อยหนัก เป็นพระเอกที่ไม่น่ารำคาญที่สุดตั้งแต่เคยดูหนังมา เพราะฆ่าเลยอย่างไม่ลังเล ไม่มีสำนึก ไม่มีห่วงหน้าพวงหลัง ไม่อรัมภบท ฆ่าได้คือฆ่า! และจากที่เห็นในตัวอย่าง ลุงต้องตามล้างแค้นพวกที่ฆ่าเพื่อนสนิทของเขา

หนังดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย เปิดเรื่องด้วยการพาเราไปรู้จักกับลุงว่าตอนนี้เป็นยังไง ทำอะไรอยู่ แถมในภาคนี้เรายังคงได้เห็นความอ่อนโยน มีน้ำใจ ใจดีของตัวละครตัวนี้อย่างชัดเจน และยังแฝงวิธีคิด การมองโลก การใช้ชีวิตเอาไว้ได้อย่างดีเลยทีเดียว แถมฉากแอ็คชั่น ก็มีมาประปราย ในช่วงต้นๆ และมาจัดเต็ทในช่วงท้าย

หนังแทบจะมีองค์ประกอบของภาคแรกอย่างครบถ้วนเป๊ะๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี) ทั้งการช่วยเหลือนู่นนี่นั่น หรือเด็กที่ลุงต้องคอยดูแล แต่ที่แตกต่างคือในภาคนี้หนังจะเจาะเบื้องลึกเบื้องหลัง ของตัวละคร McCall มากขึ้น และที่ทำให้หนังมันดีมากๆ ก็คงเพราะตัว Denzel Washington ที่ดูเหมาะสมกับบทบาท ด้วยมากนิ่งๆ พูดน้อยๆ แต่ดูมีเสน่ห์มาก มันทำให้หนังดูเท่ขึ้นเป็นกองเลย

แต่ถึงอย่างงั้นก็ตาม จุดด้อยของหนังเรื่องนี้คือในช่วงแรกๆ เหมือนหนังจะเล่าอะไรเยอะไป เหมือนมีประเด็นอื่นให้สนใจ ซึ่งหลายๆ เหตุการณ์ ก็ไม่รู้จะใส่มาทำไม แถมในช่วงกลางเรื่องหนังค่อนข้างจะยืด และชวนหาวอยู่เหมือนกัน

Final Fight โดยรวมแล้วชอบภาคแรกมากกว่า แต่ฉากสังหารบอสชอบภาค 2 มากกว่า เพราะมันดูโหด ดิบเถื่อนและเลือดเย็นกว่า (ถ้าเอาสองฉากมารวมกันเป็นเหตุการณ์เดียวกัน มันคงจะยอดเยี่ยมสุดๆ ไปเลย 555)

สรุป ถ้าถามความเห็นแอดว่าชอบภาคไหนมากกว่า ก็คงตอบว่าภาคแรก แต่ภาค 2 ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน คุณจะได้เห็นความสุขุม เยือกเย็น เท่ๆ ของลุง Denzel อย่างแน่นอน ถ้าให้เชียร์หนังแอ็คชั่นที่เข้าสัปดาห์นี้สักเรื่อง อย่าง Mile 22 กับ The Equalizer 2 แอดก็ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าเลือก The Equalizer 2 เลยจ้าาา

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.5
29 สิงหาคม 2561 20:43:39

เป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่งจากค่ายสหมงคลฟิล์ม ดีเยี่ยมจริงๆ เกินความคาดหมาย เพราะภาคแรกทำไว้ดีประมาณนึง แต่ผิดหวังที่ซีจีแบบดูลอยๆ แบบสุดสาคร จ๊ะทิงจากินไปหน่อย(ในภาคแรก) เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากขุนพันธ์ภาคสองมากนัก 

แต่พอดูเสร็จได้ฟิลลิ่งดีเหมือนดูหนังดีๆ เรื่องหนึ่งเลย มีความสนุก บันเทิง เข้มข้น ดาร์ก เถื่อน มืดหม่น จริงจัง จังหวะหนังดีมาก ทั้งแอคชั่นหรือการเล่าเรื่อง ซึ่งกำกับภาพยนตร์โดย ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับหนังเข้มข้น จริงจัง โหดดิบเถื่อนเบอร์หนึ่งของเมืองไทย ที่ฝากผลงานสุดเถื่อนไว้อย่าง ‘เฉือน’ ซึ่งเป็นหนังทริงเลอร์สยองขวัญจริงจังที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลย

ฟิลลิ่งที่ได้รับ
ความสนุกสนานของเรื่องนี้ได้ฟีลลิ่งผสมผสานระหว่างหนังแอคชั่นมันส์ๆ ผสมกับหนังเจ้าพ่อแบบ God Father ผสมกับหนังเวทย์มนต์ (แต่ไม่เหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์สักเท่าไหร่ เหมือนพวกหนังพ่อมด ซาตานมากกว่าที่ดูน่าสยองขวัญ) และผสมหนังซุปเปอร์ฮีโร่สายดาร์กแบบ Watchmen หรือ Batman Darknight rise 

สิ่งที่หงุดหงิด
ไม่ชอบสุดๆ ดูแล้วหงุดหงิดเลยคือ... ‘เสื้อผ้า’ ดูแล้วรู้สึกว่ามันแปลกๆ ผิดความสมจริงสมจังของยุคนั้นไปหน่อย ด้วยลายผ้า คัตติ้ง รูปแบบเสื้อผ้า มันดูแปลกเกินไป เหมือนชุดซื้อมาจากแพลตตินัม ตลาดนัด หาสไตล์วินเทจหน่อยๆแล้วเอามาเข้าฉากเลย มันทำให้ดูแล้วหงุดหงิด ไม่ว่าจะสูท เสื้อเชิ้ต เดรส ล้วนดูทำให้หนังเรื่องนี้ด้อยค่าลง ยิ่งสังเกตุเด็กเดินตั๋วยิ่งหงุดหงิดเลย มันทำลายคุณภาพหนังอยู่พอสมควร รู้สึกเสียดายสไตล์หนังดีๆ เรื่องนี้ 

นอกจากเรื่องเสื้อผ้าที่ขัดตาขัดใจแล้ว ส่วนอื่นๆ ดูเบาบางบรรเทา แทบไม่ได้มีปัญหาเลย แม้แต่ตัวซีจีเอง ที่ลอยนิดหน่อยก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้เลย 

ส่วนเรื่องการแสดง เรื่องนี้ได้อนันดามารับบทขุนพันธ์ต่อจากภาคแรก เปรียบเสมือนฮีโร่ของเรื่อง การแสดงก็เป็นสไตล์อนันดาเหมือนที่อนันดาเล่นในทุกๆ เรื่อง วิธีการพูด การยิ้ม หัวเราะดูเป็นเอกลักษณ์ของอนันดามาก นอกจากนี้ยังได้เป้ อารักษ์มารับบทเสือไบ (ตามที่ได้ hint ไว้ในตอนจบภาคแรก) ซึ่งการแสดงของเป้ อารักษ์น่าชื่นชม ดูเป็นจิ๊กโก๋เมืองสุพรรณจริงๆ ดูนักเลงหัวไม้ วัยรุ่นเกเรๆ และอีกคนที่มารับบทบาทสำคัญคือ ‘ผู้พันเบิร์ด’ ในบทเสือฝ้าย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เห็นผู้พันเบิร์ดสวมบทโจรผู้ร้ายครั้งแรก การแสดงของผู้พันเบิร์ดก็ดูร้ายแต่หล่อจริงๆ อีกคนคือ ‘ก้อย รัชวิน’ ในเรื่องนี้ก็เห็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมในจอเงินของเธอ 

รวมๆ ชอบมากเลยครับ ในฐานะคอหนังเจ้าพ่อ และชื่นชอบ God Fatherและหนังซุปเปอร์ฮีโร่ค่าย DC อยู่แล้ว รู้สึกปลาบปลื้มในความดาร์ก ขมขื่นในจริยธรรมที่ถ่ายทอดออกมา รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีดีกว่าแค่บันเทิงมากๆ มีคุณค่าทางแนวคิด จริยธรรม ความเชื่อมั่นในมนุษย์แฝงอยู่มาก 

- เด็กเดินตั๋ว -

เม้าท์ต่อซีนไหนที่เห็นแล้วนึกถึงหนังเรื่องอะไรบ้าง
 

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

ที่ดูแล้วรู้สึกเลยว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องต่างๆ หรือคล้ายๆใกล้เคียง ดูแล้วนึกถึงมีหลายซีนอยู่...

- ฉากที่เสือฝ้ายออกไปตัดผม... แล้วออกมานั่งสามล้อ กำลังออกจากตลาด แล้วโดนยิงกราดใส่ 
>> ทำให้นึกถึง God Father ภาคแรก ตอนดอนวิโต้ คอลลิโอเน่ไปซื้อมะเขือเทศและหนังสือพิมพ์ แล้วโดนกราดยิงใส่ปางตาย 
https://www.youtube.com/watch?v=QNuzgDrUXP0&frags=pl%2Cwn

-ตอนฉากแรกในทุ่งหญ้า ที่คาถาของขุนพันธ์ทำให้ปีนแตก ช่างได้ฟีลลิ่งเหมือนการเข้าสปีดฟอร์ซในหนังซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง The Flash หรือ Quick Silver ใน X-MEN เลย 
>> https://www.youtube.com/watch?v=xckrrXdUFBk

-ฉากที่ขุนพันธ์ใช้เชือกรัดปืนเป็นอาวุธ ทำให้นึกถึงอาวุธบ่วงวิเศษของ Wonder Woman 
>>https://youtu.be/Yrdih26Dv_g?t=2m3s

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
8.2
29 สิงหาคม 2561 13:17:31

 

Mile 22 | Peter Berg

หนังระห่ำ แอคชั่นแบบเจ็บจริงตายจริงจากทุนสร้างหลากเชื้อชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนแต่ผู้กำกับฮอลลี่วู๊ด ทำให้หนังมีกลิ่นอายแปลกๆ ที่ผสมผสานหลายหลักความคิดเข้าด้วยกัน แต่จากการที่มันเป็นหนังแอคชั่นที่เน้นความมันส์ เสียงปืนแน่นๆ ตัดต่อกระชากรวดเร็ว ทำให้หลักความคิดนั้นผสมแค่เจือจางพอสมควร ถึงกระนั้นหนังก็ทำได้ดีในฐานะหนังแอคชั่นรุนแรงที่มีความสมจริงแบบโม้อยู่หน่อยๆ และในตอนจบที่หักมุมระดับหนึ่ง ทำให้ Mile 22 ควรค่าที่แต่การดูเอามันส์แบบตั้งใจ

ไมล์ 22 เป็นระยะทางในอินโดนีเซียที่หน่วย Overwatch หน่วยทหารลับอเมริกานอกกฏหมายที่จะรับทำงานที่ในเครื่องแบบทำไม่ได้เท่านั้น ส่งมอบสายลับสองหน้า ลี นัวร์ที่ถือฮาร์ดิสก์ที่กุมความลับที่อยู่ของผงขีปนาวุธที่หายไปมายอมสวามิภักด์ แลกกับการที่ตัวเองอพยพไปอเมริกา ซึ่งลีนัวร์จะถูกตามล่าจากองกรณ์ระดับประเทศตลอดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อชิงตัว หรือฆ่าลี นัวร์ทิ้ง

หนังขนความมันส์ เสียงปืนแรงๆ ระเบิดอัดหน้า ในระดับที่สัมผัสใกล้ชิด และใช้ตัดต่อกับภาพแบบระยะใกล้เหวี่ยงรุนแรง ทำให้ได้แอคชั่นที่มีความโหด สมจริง ลุ้นกันสนุก แต่น่าเวียนหัว และตามทันยาก ซึ่งถ้าชื่นชอบยุทธวิธีการทหาร แบบโม้นิดหน่อย สมจริงมากหน่อย หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ได้อย่างดี

สิ่งที่ชอบอีกอย่างหนึ่งคือ “เหตุผล” ของสนามรบ ซึ่งในหนังเกือบจะละทิ้งแนวคิดนี้ไปแล้ว แต่ก็อยู่ในการพูดพล่ามของซีเวียที่มีปัญหาด้านควบคุมอารมณ์ ทว่ามันก็เป็นการพล่ามพูดแบบไร้สาระ แบบที่คนไม่ค่อยอยากจะฟังกันนัก เป็นการจิกกัดที่โดนใจดี ที่เราชอบเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไปสำรวจความคิดของมนุษย์ คือผู้กำกับคงเข้าใจว่าหน้าที่ของหนังเรื่องนี้คืออะไร ก็เลยจับเอาแต่เบี้ยมากในการดำเนินเรื่อง ตัวทหารเองก็ไม่ได้มีความคิดที่ขัดแย้ง พวกเขาแค่ทำตามคำสั่งไปเหมือนหุ่นยนตร์ ไม่คิดมากมายไปกว่าจับปืนยิง และหาเงินกินข้าว

ตัวละครมันก็เลยมีความสมจริงในแบบทหาร คือพวกบ้าบอที่ตีกันโดยไม่สนใจเหตุผลไปกว่าการช่วยเหลือตัวเอง แก้แค้น และสนุกกับการต่อสู้ หนังก็เลยไปไม่ไกลเท่าไหร่ในเชิงการเมือง แต่กลับเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์แสนน้อยของหน่วยทหารต่างๆ ถึงจะไม่ได้สำรวจความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่แบบหนังสงครามเรื่องอื่น แต่ความเย็นชาของตัวละครก็ทำให้เรารับรู้ถึงภาวะกดดัน และการทำตามคำสั่งของตัวละครในทหาร ตัดสินใจในรูปแบบไหน ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนั้น ทำไมถึงไม่ได้สนใจปรัชญาหรืออะไรเลย

ตอนจบที่ดีทำให้หนังเรื่องนี้ก้าวไปไกลกว่าที่มันควรได้รับ ตอนจบที่ดีของมันทำให้หนังมีมิติ และจัดการโยนทิ้ง “Heroism” กับ ทฤษฏีก่อการร้ายแบบ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ลงทิ้งถังขยะไป ซึ่งเป็นการจัดการที่น่าชื่นชมนะ และจะทำได้ก็เพราะได้ทุนจีนนี่แหละ เพราะเมื่อหนังเป็นเรื่องราวระหว่าง อเมริกา รัสเซีย อินโดนีเซีย จากทุนจีน ไอ้ฮีโร่อเมริกา หรือผู้ร้ายรัสเซียเลยไม่มีอยู่จริง และทำให้หนังน่าสนใจแบบแปลกๆ นั่นแหละ

Mile 22 เป็นหนังเอามันส์ ที่คุณภาพถึงขั้น อาจเวียนหัวกับการตัดต่อแบบบ้าคลั่ง แต่เสียงปืนแน่นๆ ฉากแอคชั่นโหดๆก็ทำให้หนังทำหน้าที่ของมันได้ตลอดรอดฝั่ง และด้วยตอนจบแบบนั้นทำให้หนังคุ้มค่าในการรับชมในโรงนะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.3
29 สิงหาคม 2561 10:22:21

Mile 22
--- 6/10 ---
“บู๊สนั่น แอ็คชั่นตลอดเรื่อง แต่...ก็เท่านั้นแหละ”

ผลงานของผู้กำกับ Peter Berg ที่ตามกันมาด้วยนักแสดงคู่บุญอย่าง Mark Wahlberg ซึ่งทั้งคู่เคยฝากผลงานไว้ด้วยกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Lone Survivor, Deepwater Horizon, Patriots Day และชอบทั้ง 3 เรื่องเลย จึงคาดหวังไว้กับเรื่องนี้ว่าจะต้องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราชอบแน่ๆ

โดย Mile 22 เป็นเรื่องราวของหน่วยนอกกฏหมายที่ถูกขนานนามว่า Overwatch หน่วยที่สามารถปฏิการณ์ได้ทุกรูปแบบนอกประเทศแบบไม่ต้องห่วงกฏหมาย และมีประธานาธิบดีหนุนหลัง นำทีมโดย James Silva (Mark Wahlberg) เขาได้รับภารกิจให้ไปตามหาระเบิดที่ซ่อนอยู่ แต่แล้วก็มีการปรากฏตัวของสายลับ Li Noor (Li Noor) บอกว่ารู้ตำแหน่งที่ตั้งของระเบิด แต่มีเงื่อนไขคือต้องพาเขาอพยพไปอเมริกาก่อนถึงจะบอกที่ซ่อน และนั่นแหละ ทั้งเรื่องคือการบุกฝ่าห่ากระสุน เพื่อส่งตัวสายลับคนนี้ไปให้ปลอดภัย

หนังเปิดเรื่องก็แอ็คชั่นเลย ด้วยการทำภารกิจของหน่วย Overwatch ที่ค่อนข้างจะดูดีเลยทีเดียว หลังจากนั้นเนื้อเรื่องของหนังค่อนข้างสับสน มีการเล่าถึงที่มาที่ไปของพระเอก ทำให้คนดูพอจะรู้จักตัวตนพระเอกบ้าง หลังจากนั้นการเล่าเรื่องมีการตัดระหว่างสองเหตุการณ์ เป็นเหตุการณ์แอ็คชั่นกับเหตุการณ์ในห้องสอบสวน ซึ่งมันค่อนข้างทำให้ดูไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าถามถึงความมันส์ ฉากบู๊ มีให้เห็นทั้งเรื่องแน่นอนไม่ต้องห่วง

เรียกได้ว่าเป็นหนังแอ็คชั่นอย่างเต็มตัว เพราะตลอดชั่วโมงครึ่ง เราจะได้พบกับฉากแอ็คชั่นทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเตะต่อย ยิงปืน ขับรถ ระเบิด หนังเรื่องนี้จัดให้คุณหมด และจุดหักมุมของหนังมันก็ไม่ได้แย่ แต่ถ้าคุณเข้าไปชมแบบเพลินๆ ไม่คิดอะไร เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์

Iko Uwais ดาราแอ็คชั่นชั้นแนวหน้าของวงการ ที่แสดงนำเรื่อง The Raid มาบู๊แบบถึงเนื้อถึงตัวในตัวอย่าง แค่นี้ก็คิดแล้วว่ามันต้องมันส์แน่ๆ แต่พอได้ดูแล้วบอกเลยว่าผิดหวังมาก บทบาทน้อยมาก ฉากที่ต่อสู้มือเปล่าแบบจริงๆ จังๆ ก็มีแค่ 2 ฉาก! แถมทั้ง 2 ฉากนั้นก็ตัดมุมกล้องเยอะเกิ๊น ตัดไปมา ชวนเวียนหัว ทำให้เสียอรรถรสกับการดูฉากต่อสู้ไปสักหน่อย ถือว่าน่าเสียดาย อุตส่าได้ Iko Uwais มาแสดง

อีกคนคงต้องขอพูดถึงหน่อยคือตัวพระเอกอย่าง Mark Wahlberg ที่ปูเรื่องมาก็พอรู้แหละว่าไม่ใช่เด็กธรรมดา มีปัญหาบางอย่าง โตขึ้นมาเลยเป็นแบบนี้ ปัญหาคือพูดทั้งเรื่อง แต่ละฉากที่ออกมานี่เหมือนนั่งดู Show me the money เหมือนเฮีย Mark แกออกมาพล่ามเยอะมาก จนมันดูเยอะไป แรกๆ ก็พอโอเค หลังๆ มันดูเยอะไปจนน่ารำคาญ ถ้ายังมีฉากพวกนี้เยอะกว่านี้มันไม่ใช่ Mile 22 ละ มันจะเป็น 8 Mile !!!

หนังเอาตัวละครตัวอื่นๆ มาใช้อย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็น Lauren Cohan (จากซีรีส์ The Walking Dead) หรือแม้กระทั่ง CL จากวง 2NE1 ที่เป็นการแสดงเรื่องแรกของเธอในวงการ Hollywood อีกต่างหาก และตัวละครอื่นๆ ที่ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำเลย

ด้วยความที่หนังทำเพื่อสนองแอ็คชั่นจริงๆ เลยอาจไม่ได้มีเวลาไปขยี้ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจในหนัง แถมยังทิ้งข้อสงสัยในเหตุการณ์ต่างๆ ในจุดหักมุมอีกด้วย

โดยรวมแล้วถ้าไปดูเอาแอ็คชั่นอย่างเดียว รับประกันว่าได้ไปเต็มๆ (แต่อาจจะขัดๆ บ้างในบางฉาก) แต่ถ้าจะเสพเนื้อเรื่องด้วยก็อาจจะงงๆ นิดนึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หลายๆ คนอาจจะชอบก็เป็นได้ ลองไปตัดสินด้วยตัวเองครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.5
27 สิงหาคม 2561 00:42:57

9.5/10
Searching เสิร์ชหาสูญหาย
“โคตรดี ดีจนเกือบเรียกว่า Perfect!”

หนังเรื่องนี้ตอนได้ดูตัวอย่างครั้งแรก ทำให้เรานึกถึงหนังที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเหมือนกันอย่าง Unfriend (2014) ที่ณ ตอนนั้นที่หนังเรื่องนี้เข้า ถือว่าแปลกใหม่ และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ตในปีเราก็ได้เห็นหนังที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบเดียวกันกับ Searching เสิร์ชหา...สูญหาย (ซึ่งสองเรื่องแรกแอดเฉยๆ มาก แค่ตื่นตะลึงในความแปลกใหม่ของมันเท่านั้น)

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของครอบครัว Kim ที่สูญเสียผู้เป็นแม่ไป David Kim ผู้เป็นพ่อ ต้องเลี้ยงลูกสาว Margot Kim ด้วยตัวคนเดียว แต่อยู่มาวันนึงลูกสาวได้หายตัวไป ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องสืบเสาะตามหาลูก ด้วยการหาเบาะแสต่างๆ ผ่านทางโลกออนไลน์

หนังเล่าเรื่องได้ไร้ที่ติสุดๆ จุดที่ชอบมากๆ ของหนังเรื่องนี้คือ ตั้งแต่การเปิดเรื่องด้วยการใช้ Window 95 บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวนี้ตั้งแต่ Margot เกิด จนเปลี่ยนผ่านยุคเป็น OS ซึ่งเป็นการเล่าไทม์ไลน์ได้ชาญฉลาดสุดๆ หนังใช้ทุกฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ได้คุ้มมาก ใช้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลใน Google เล่น facebook ใช้ facetime เปิดหาข่าวสารตามเว็บต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านจอได้สุดยอดมากๆ แต่ละฉากนี่แบบนึกในใจ “เห้ย สุดยอด เจ๋งมาก”

นอกเหนือจากเทคนิคการเล่าเรื่องผ่านจอแล้ว หนังยังมีบทที่น่าสนใจ ที่แยบยล ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง Gone Girl ในอีกรูปแบบได้เลยก็ว่าได้ ชอบตรงที่หนังสามารถใช้เรื่องราวมาร้อยต่อกับการเล่าเรื่องผ่านจอได้อย่างยอดเยี่ยมสุดๆ คือทุกอย่างดูไหลลื่น ไม่น่าเบื่อเลย ตลอดทุกนาที ทำให้คนดูเอะใจ สงสัย สะเทือนใจ ตื่นเต้น ลุ้นไป และคาดเดาอะไรไม่ได้เลย มันทำให้หนังดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ด้วยการแสดงต่างๆ แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของเมาส์ การเลื่อนจอ ปิดนู่น หานี่ พิมพ์นั้น ตอบนี่ ทำให้เราได้รู้สึกถึงอารมณ์ ของตัวละครนั้นๆ และการที่เล่าเรื่องผ่านหน้าจอเดสท็อป มันเหมือนกับเรากำลังนั่งสืบสวน เสาะหา และทำมันร่วมไปด้วยกับตัวละครนั้นๆ อยู่จริงในขณะนั้นเลย จุดนี้ต้องชมพระเอกของเรื่องอย่าง John Cho ที่บอกว่าเอาหนังอยู่จริงๆ ทั้งการแสดงอารมณ์ สีหน้า ท่าทาง ทำได้น่าเชื่อถือสุดๆ จนทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้เลยว่า เขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ประเด็นของครอบครัวก็ยังเข้มข้น ความรัก ความสัมพันธ์ ความผูกพันธ์ การเลี้ยงดูลูกด้วยตัวคนเดียว ก็ยังสื่อออกมาได้ดีมากๆ เช่นกัน ข้อเสียเดียวของเรื่อง ไม่สิ มันน่าจะเป็นข้อเสียดายที่เราอยากให้หนังมีสักหน่อย คือการเฉลยจุดของหนัง อยากให้เห็นเหตุการณ์ “นั้น” ผ่านทางมือถือหรือจอคอมก็ว่าไป นอกเหนือจากนั้นบอกเลยมันลงตัวและ PERFECT! มาก

ใครจะไปดูไม่ต้องไป Search หาข้อมูลรีวิวหรืออะไรจากไหนละ ไปซื้อตั๋วดูเลย ณ บัดนาว เป็นเรื่องที่ชอบที่สุดในสัปดาห์นี้แล้ว รองลงมาจาก Crazy Rich Asians หนังทำได้ดีกว่าหนังแนวๆ เดียวกันมากๆ ดีกว่าทั้ง Unfreind (2016) และ Friend Request (2016) ห้ามพลาดเด็ดขาด!!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.5
26 สิงหาคม 2561 02:15:19

[รีวิว] - Crazy Rich Asians
“ละครไทยในเวอร์ชั่นฮอลลีวูด ที่ดีโคตรๆ”
9/10

เรื่องราวของ Rachel Chu สาวเชื้อสายจีนที่เกิดและโต ณ ใจกลางเมือง New York ที่ซึ่งเธอได้พบรักกับแฟนหนุ่มสุดหล่อนามว่า Nick Young โดยทั้งคู่ต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนพระเอก และนับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของฝ่ายหญิงกับครอบครัวฝ่ายชายอีกด้วย แต่เธอหารู้ไม่ แฟนหนุ่มที่เธอกำลังควงอยู่นั่น เป็นโคตรอภิมหาทายาทที่รวยที่สุดในประเทศสิงคโปร์ และยังเป็นชายหนุ่มผู้ที่หญิงทุกคนหมายปอง (นั่นหมายรวมไปถึงสาวๆ หลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้อีกด้วย 555) แต่เรื่องราวมันแย่ลงไปอีก เมื่อแม่ของ Nick ดันไม่ชอบเธอซะอย่างงั้น นั่นจึงเกิดเป็นเรื่องราวในเรื่องนี้ขึ้นมา

ก่อนที่จะได้ชมเรื่องนี้ กระแสเรื่องนี้มาแรงมากในต่างประเทศ ทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ ต่างชื่นชมกันต่างๆ นานา จนหนังใกล้จะเข้าจึงเกิดเป็นกระแสในบ้านเราบ้าง หนังสร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกัน ที่ดำเนินเรื่องกันได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนสักเท่าไหร่

จุดที่ชอบและเป็นสเน่ห์ของเรื่องก็คือ เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย สนุกและโคตรเพลิดเพลิน ให้ความสุขคนดูได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีช่วงไหนของหนังน่าเบื่อเลยแม้แต่นาทีเดียว ความสนุกของหนังเรื่องนี้มีหลายอย่างมาก ตั้งแต่ฉากอวดรวยก็เล่นกันแบบสุดๆ ชวนฝัน ชวนให้ซี๊ดปาก ร้องโอโหกันทั้งโรง เรียกได้ว่าหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีที่ของทางฝั่งพระเอกเลยก็ว่าได้ คนดูจะได้เห็นความสวยงาม และความเลิศหรูของความเป็นเอเชียอยู่มากเลยทีเดียว จริงๆ และมุกตลกที่ไม่ใช่ตลกหมูกระทะ บาทสองบาท ถึงแม้พล็อตเรื่องมันจะธรรมดา บทมันจะน้ำเน๊าน้ำเน่า โคตรละครไทย เรียกได้เลยว่า “เป็นละครไทยเวอร์ชั่นอัพเกรดระดับฮอลลีวูดก็ไม่ปาน” พระเอกหล่อรวย นางเอกจนทำงานสู้ชีวิต แต่ฉลาด แม่ผัวกีดกัน ตีกันบลาๆ นี่มันพลอตละครไทยชัดๆ !!!

หนังเรื่องนี้เลือกตัวละครได้สมบทบาทมากๆ นักแสดงในเรื่องนี้เล่นดีทุกคน ตั้งแต่ตัวเอกจนไปถึงตัวประกอบเลย พระเอกนี่หล่อเลิศเลอเพอร์เฟ็ก หุ่นดี คือครบองค์ประกอบของผัวแห่งชาติคนใหม่ได้เลย แต่ทางฝั่งนางเอกไม่ได้ราศีจับ สวยอะไรมากมาย แต่เธอแสดงได้ “น่ารัก” มากๆ และเล่นเป็นธรรมชาติสุดๆ ส่วนคนที่เล่นบทเป็นแม่ของพระเอกนี่หน้าร้ายเกิ๊น ร้ายแบบดูแวปแรกก็รู้เลยว่ามันต้องไม่ชอบนางเอกแน่ๆ 555 ด้วยความที่ทุกคนเข้าถึงบทบาทกันสุดๆ เคมีพระ-นางก็เข้ากันอย่างน่าเหลือเชื่อ จนหลายๆ ฉากคิดว่า นี่คือเค้าแสดงกันอยู่หรอ? มันดูไหลลื่น ธรรมชาติไปซะหมด

ส่วนที่ชอบโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ของหนังเรื่องนี้เลยคือฉากงานแต่งของเพื่อนพระเอกที่พอได้เห็นแล้วต้องร้อง “เชรดดดดด” แบบคิดได้ไง ทุกอย่างมันสวยงาม เป็นงานแต่งที่โคตรไอเดีย โคตรครีเอท แถมด้วยเพลงประกอบในฉากนั้น ที่หยิบเอาเพลงอมตะของ Elvis Presley อย่างเพลง Can’t Help Falling in Love ที่ถูกนำมาร้องใหม่เป็นเสียงผู้หญิง โอ้โห ผมนี่น้ำตาคลอเลย คือมันเข้ากันสุดๆ ฉากนั้นคือยอดเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เพลงประกอบอีกเพลงที่ชอบในหนังก็คือเพลง Yellow ของ Coldplay ในเวอร์ชั่นภาษาอื่น ซึ่งพอไปอยู่ในฉากนั้นแล้วมันเข้ากั๊นเข้ากัน ลงตัวอย่างสุดๆ

แต่หนังมันก็มีข้อติอยู่นิดหน่อยจริงๆ นั่นก็คือเรื่อง ประเด็นปัญหาของความสัมพันธ์ของพี่สาวหรือน้องสาวของพระเอกเนี่ยแหละ ที่มีประเด็นกับแฟน โดยส่วนตัวคิดว่ามันน่าจะขยี้ได้มากกว่านี้ และถึงไม่มี มันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับหนังสักเท่าไหร่ ส่วนอีกเรื่องคือ เรื่องระหว่างความบาดหมางของแม่พระเอกกับนางเอก ที่น่าจะมีอะไรร้ายกว่านั้น มากกว่านั้น บวกกับจุดคลี่คลายที่มันง่ายเกินไป

สรุป...อยากให้มาดูมากๆ นี่มันละครไทยในฮอลลีวูดชัดๆ เป็นหนังที่ทำให้คนดูยิ้มได้เกือบทั้งเรื่อง แค่ไปดูความรวยในหนังเรื่องนี้ก็คุ้มแล้ว 5555 (ดูแล้วแอบอยากไปเลย อยากใช้ชีวิตแบบนั้นที่สิงคโปร์เลยทีเดียว) สาวๆ หลายคนอิจฉาแน่นอน ดูจบผมยังได้ยินคนคุยกันหลายคนเลย แบบ “แกๆ อยากมีแฟนแบบนี้จัง” “น่าอิจฉาเนอะ” อย่าว่าแต่สาวๆ เลยครับ ตัวผมเองยังอิจฉาเลย 555 บอกเลยใครว่างๆ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
24 สิงหาคม 2561 22:52:08

Searching " เสิร์ชหา สูญหาย "

102 min | Drama/Mystery | Directed by Aneesh Chaganty 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

Searching เป็นหนังที่ว่าด้วยของคุณพ่อ ที่ลูกสาววัย 16 ปีหายตัวไปอย่างลึกลับ ติดต่อไม่ได้ ทำให้เขาต้องสืบค้นและตามหาลูกสาว จากเบาะแสผ่านแล็ปท็อปของลูกสาว ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะรู้ตัวว่าจริงๆ แล้วเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูกสาวของตัวเองเลย ..!! 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

หนังสนุกมากกกก เป็นอีก 1 เรื่องเลยที่ตอนแรกรู้สึกว่าบทมันไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่หนังเล่นท่ายากด้วยการเล่าเรื่องผ่านกล้องและหน้าจอแล็ปท็อปหรือมือถือของตัวเอก (ซึ่งหากเคยดูจะคลับคล้ายคลับคลากับหนังสยองขวัญเรื่อง Unfriended) ซึ่งพอได้มาดูจริงๆ หนังคาดเดาได้ค่อนข้างยากสุดๆ อาจจะด้วยลูกล่อลูกชนของบทที่ทำหน้าที่ของตัวมันเองได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถจูงให้เราคิดอย่างที่หนังต้องการได้สำเร็จ เราจึงคาดเดาแทบไม่ได้เลยตลอดทั้งเรื่องว่าหนังจะไปจบเอาอีท่าไหน ตรงจุดนี้เองถือเป็นความสนุกและความดีงามของหนังเลยก็ว่าได้ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ด้วยความที่หนังขายกิมมิคในการเล่าเรื่องผ่านหน้าจอของอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคส์ต่างๆ อยู่แล้ว การหยิบจับรายละเอียดเล็กๆ จากโปรแกรม เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำได้ค่อนข้างละเอียดมาก และอย่างที่บอกไปลูกเล่นอันแพรวพราวเหล่านี้ เบื้องหลังยังได้การทำงานอันดีเยี่ยมของบทเข้ามาเสริม ทำให้หนังค่อนข้างแข็งแรงและเอาอยู่มากๆ เพราะเอาจริงๆ ถ้าจุดนี้เกิดล้มเหลวขึ้นมาจะกลายเป็นน่าเบื่อและไม่น่าสนใจขึ้นมาทันที 

แถมตัวหนังเองยังสอดแทรกประเด็นจิกกัดสังคมยุคปัจจุบัน ยุค 4.0 เอาไว้เพียบ แอบแสบอยู่ไม่ใช่น้อย 

สรุป 

Searching เป็นหนังลึกลับ ระทึกขวัญ ที่ถ้าให้อธิบายง่ายๆ คือมีกลิ่นอายแบบ Gone Girl ผสมรูปแบบการเล่าเรื่องแบบ Unfriended ที่โดยรวมแล้วประสบความสำเร็จกว่า Unfriended มากในแง่ของการใช้ลูกเล่นกิมมิคตรงนี้ในการเล่าเรื่องหรือเดินเรื่องไปข้างหน้า ไม่มีขี้โกง และหนังทำได้ค่อนข้างสนุก ชวนสงสัยตลอดเกือบ 1 ชั่วโมง 40 นาทีและแน่นอนว่าทางที่ดีไม่ควรอ่านหรือรู้สปอยล์มาก่อนเด็ดขาดเพราะอาจทำให้หนังหมดสนุกไปเลยก็ว่าได้ 

 

ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.7
23 สิงหาคม 2561 16:44:52

Mamma Mia Here We go Again หวนคิดถึงคืนวันในวัยเยาว์

ในปี 2008 Mamma Mia คือบทละครเพลง ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จอเงิน เข้าฉายในโรง ซึ่งเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ของภาพยตร์จึงทำให้ไม่สามารถยัดเอาทุกสิ่งสุดอย่างลงไปในตัวหนังได้ รวมไปถึงเพลงต่างๆ ก็ได้มีการถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นหนังด้วย ทำให้รีวิวของเรื่องนี้ออกมาไม่ค่อยจะสู้ดีซักเท่าไหร่ แต่กลับกันรายได้กลับดีเกินคาด ทำให้ 10 ปีต่อมาทางค่ายได้มีการสานฝันภาคต่อของเรื่องนี้

Mamma Mia Here we go again คือเรื่องราว 5 ปีให้หลังจากภาคแรก และตัดสลับกับเรื่องราววัยสาวของดอนน่า ซึ่งภาคแรกนั้นได้เล่าแค่คร่าวๆ ผ่านทางการอ่านจากสมุดโน๊ตเท่านั้น ซึ่งเหมาะมากที่จะขยายความให้หลายๆ คนเข้าใจตัวละคร ดอนน่า มากขึ้นที่ว่าทำไมสุดท้ายแล้ว ถึงไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือพ่อของโซฟี ลูกสาวของเธอ ซึ่งประเด็นนี้สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงการลำดับเรื่องราวและการตัดต่อมีความเป็นภาพยนตร์มากกว่าภาคแรกด้วยซ้ำไป ไม่แปลกที่รีวิวหนังออกมาจะถูกใจนักวิจารณ์เมืองนอกจนได้คะแนนสูงกว่าภาคแรกซะด้วยซ้ำไป

สิ่งที่โดดเด่นและต้องขอชื่นชมเลยก็คือ การดำเนินเรื่องนั้น ให้ความสมูทขึ้นกว่าภาคแรกเยอะทีเดียว ทำให้หลังจากดูจบ ภาคนี้น่าจะทำให้หลายๆ คนน้ำตาซึมกับบทสรุปของตัวละคร ซึ่งดูอบอุ่น กินใจเป็นอย่างมาก ผู้กำกับและนัดแสดง ถ่ายทอดออกมาได้ดีจริงๆ

ในส่วนของสิ่งที่ด้อยลงไปนั้น หลายๆคนเห็นเหมือนกัน นั้นก็คือ บทเพลงใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในภาคนี้ หลายเพลง เป็นเพลงที่เคยมีอยู่ในเวอร์ชั่นละครเวที และอีกหลายเพลงที่เสริมเข้ามา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่เรียกได้ว่าไม่ดังเท่าเพลงประกอบของภาคแรกนั่นเอง อาจจะทำให้หลายๆคนชอบในส่วนของเพลย์ลิสเพลงของภาคแรกมากกว่า 

สรุปแล้ว สำหรับใครที่เป็นคอหนังเพลง หรือหลงรักภาคแรกอยู่แล้วไม่ควรพลาดที่จะมาชมกันจริงๆ เพราะรับประกันได้ว่าคุณจะต้องหลงรักภาคนี้เข้าให้ไม่แพ้ภาคแรกเลยก็ว่าได้ 8.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
23 สิงหาคม 2561 16:16:47

[รีวิว] ขุนพันธ์ 2
--- 7/10 ---
"กลบจุดด้อย สานต่อจุดดี และนี่คือหนังฮีโร่ไทยสุดเท่ห์!"

เมื่อปี 2016 ได้มีหนังแอ็คชั่นแฟนตาซี กับหนังเรื่องขุนพันธ์ ที่นับว่าเป็นปรากฏการณ์ เพราะเราไม่ได้เห็นหนังแนวนี้ในยุคหลังของวงการหนังไทยสักเท่าไหร่ ถึงแม้เสียงวิพากษ์วิจารณ์อาจจะผสมปะปนกันไป หนังสนุกแต่บทเละเทะ สะเปะสะปะ ตัดต่องงๆ และข้อผิดพลาดในฉากอีกมากมาย ส่วนข้อดีและจุดแข็งของภาคแรกก็คือคาแรคเตอร์ตัวละคร ทั้งขุนพันธ์ และอัลฮาวียะลู ที่พี่น้อย แสดงได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้จะไม่ได้ดีมากแต่มันก็ส่งผลให้มีภาคต่อในปีนี้ขึ้นมา

โดยส่วนตัวแล้วไม่ประทับใจกับภาคแรกเสียเท่าไหร่ (ผิดหวังด้วยซ้ำ) แต่พอมีข่าวว่าจะทำภาคสอง ต่อมความอยากดูในตัวผมมันก็ลุกโชนขึ้นมา พร้อมกับกระแสตอบรับคนดูที่ให้ความสนใจอย่างน่าเหลือเชื่อ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ยุคหลังๆ หนังไทยก็มีแต่แบบเดิมๆ รักๆ ใคร่ๆ จนเราเริ่มเบื่อกับมัน พอมีแนวนี้ออกมา ย่อมเป็นธรรมดีที่เราจะตื่นเต้นกับมัน บวกกับนักแสดงที่เรียกคนดูได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

โดยเนื้อเรื่องในภาคนี้เป็นการเล่าถึงการปราบปรามเสือเมืองสุพรรณของขุนพันธ์ โดยจับประเด็นของเสือฝ้าย และเสือใบ ที่ยังคงการเล่าเรื่องสไตล์คาวบอยผสมความเป็นไทยด้วยคาถาอาคม เรื่องราวยังคงอิงเอามาจากประวัติศาสตร์และแต่งเติมอีกนิดหน่อยเพื่อความบันเทิงให้กับหนัง 

ภาคนี้เหมือนเป็นการ “กลบจุดด้อย” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคแรกทั้งเรื่องความผิดพลาดในบางฉาก, เรื่องการตัดต่อ และบท ภาคนี้ใส่ใจรายละเอียดในจุดเล็กจุดน้อยมากขึ้นกว่าเดิม บทที่ดูกลมกล่อมลงตัวมากขึ้น การตัดต่อที่ดูไม่เละเทะสะเปะสะปะเหมือนภาคแรก แถมในภาคนี้ยังมีประเด็นการเมือง คุณงามความดี ประเด็นกรโกงกิน การเอาเปรียบ อำนาจของเงินตรา ให้ขบคิดในหลายๆ ฉาก ซึ่งมันทำให้หนังมีมิติขึ้นเยอะกว่าภาคแรกพอสมควร และ “สานต่อจุดดี” ด้านคาแรคเตอร์ตัวละคร ที่ยังคงความเอกลักษณ์ชัดเจนในแต่ละตัวละคร 

เริ่มจากบทขุนพันธ์เหมือนตีบวกความเท่ห์ขึ้นไปอีกขั้น ดูสุขุม ดูมีมาด และเท่ห์โคตรๆ แทบทุกอริยาบทของขุนพันธ์ อนันดาได้ถ่ายทอดความเท่ห์ออกมาได้ตลอดทั้งเรื่องเลยจริงๆ 

และอีกสองตัวละครที่สุดยอดไม่แพ้กันนั่นคือเสือฝ้าย ที่รับบทโดยผู้พันเบิร์ด แค่ยืนนิ่งๆ ก็เห็นถึงรัศมีความน่าเกรงขาม และนึกไม่ออกจริงๆ ถ้าไม่ใช่เขา ใครจะมารับบทได้เหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว เห็นแล้วนึกถึงและให้อารมณ์คล้ายๆ กับ God Father เลยจริงๆ 

ส่วนคนสุดท้ายคือ เสือใบ โดยในตอนแรกเราคิดว่ายังไง๊ยังไง เป้ ก็ไม่เหมาะสมกับบทนี้ ทำไมต้องเป้ด้วยว๊า คนอื่นก็มีอีกตั้งเยอะตั้งแต่ แต่พบดูจบปั๊บ...อยากตบปากตัวเองสัก 300 ทีแล้วถ่ายคลิปส่งให้ดู! “เป้เล่นโคตรดี” คือเล่นดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ไม่น่าเชื่อว่าเป้จะทำได้ขนาดนี้ แย่งซีนอนันดาเลยก็ว่าได้

ฉากการเปิดตัวของทุกตัวละคร ทำออกมาได้เท่ห์ น่าสนใจ และบ่งบอกถึงคาแรคเตอร์ชัดเจน ทางด้านตัวละครรองก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใครเลย เริ่มจากนันทวุฒิ ที่รับบทอัศวิน ที่เล่นได้พอสูสีปะทะฝีมือกับทั้งสามได้ไม่เลวเลย รวมไปถึงก้อย รัชวิน ที่ดูมีสเน่ห์ น่าดึงดูด น่าค้นหามากกกกกกกก

แต่สิ่งที่เป็นปัญหาของหนังเรื่องนี้เลยอย่างแรก รู้สึกขัดใจกับมุมกล้องของภาคนี้พอสมควร ในหลายๆ ฉาก ที่เราคิดในใจว่า มุมกล้องมันน่าจะส่งอารมณ์ได้มากกว่านี้นา อีกทั้งฉากบางฉากที่ใส่มาอย่างไม่จำเป็น และเหมือนภาคนี้จะออกแบบฉากแอ็คชั่น ฉากต่อสู้ ได้ไม่ดีเท่าภาคแรก ถึงแม้ภาพรวมในภาคนี้มันจะดีกว่า แต่เราเอ็นจอยและสนุกกับฉากแอ็คชั่นในภาคแรกมากกว่า กับเรื่องการแบ่งบทตัวละครที่น่าจะมีอะไรมากกว่านี้อย่าง แม็กกี้ อาภา ส่วนเรื่องที่น่าเสียดาย ก็คงจะเวลาที่ไม่เพียงพอต่อการเล่า พาให้เราไปรู้จักกับเหล่าเสือสักเท่าไหร่ (ถึงแม้หนังจะยาว 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว)

โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ ประเด็นเรื่องความดีกับสังคมเทาๆ ปกครองด้วยคนมีอำนาจเท่านั้น ที่หนังต้องการจะใส่ลงไป ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเราเองและสังคม เรื่องคุณงามความดี ทำให้เรามองขุนพันธ์เหมือนเป็นตัวของฮีโร่ที่ลุกมาต่อต้านกับระบบ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าใครสักคนต้องทำอะไรบางอย่าง 

ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านต้องพิสูจน์ในโรงภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ก็จะตอบได้ว่ามันดีไม่ดียังไง แต่ผมอยากให้สนับสนุนหนังไทย อยากให้มีผลงานแบบนี้ต่อๆ ไป อยากเห็นวงการหนังไทยเติบโตไปมากกว่านี้ และเติบโตไปเรื่อยๆ อยากเห็นหนังแนวอื่นๆ นอกเหนือจากรอม-คอม ดราม่า ที่มีอยู่เกลื่อนไปหมดในปัจจุบัน และแน่นอนมีเอ็นเครดิตด้วยนะจ๊ะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7
19 สิงหาคม 2561 23:48:50

Along With The God : The Last 49 Days

ภาคต่อ จากภาคแรกที่ทำไว้ดีมากๆ สนุกสุดๆ เนื้อเรื่องแหวกแนว ภาคนี้จึงสานต่อความสนุกใน Along With The God : The Last 49 Days  และได้นักแสดงนำจากภาคแรกกลับมาแสดงต่ออย่างครบครัน

การดำเนินเรื่อง 
ภาคนี้ต่อจากภาคที่ 1 เลย (ควรดูภาคที่ 1 มาก่อน) การดำเนินเรื่องในภาคนี้จะมีการย้อนอดีตของยมทูตทั้งสามคน และเนื้อหาหลักๆ ก็ยังเป็นการขึ้นศาลคล้ายๆภาคแรก ก็ต้องยอมรับว่าช่วงแรกถึงกลางเรื่องน่าเบื่อมาก ฉากแอคชั่น ไม่สุด คือตัวอย่างมีฉากแอคชั่นเท่าไร ในหนังก็มีเท่านั้น ไม่ตื่นเต้น ไม่เท่เหมือนภาคที่ 1 เลย แต่ช่วงก่อนจบตัวหนังดันทำออกมาได้ดีมาก ตื่นเต้นมาก ลุ้นกับการเฉลยอดีตมากๆ ซึ่งยอมรับว่าเดาไม่ออกเลยว่าหนังจะจบยังไง 

ภาพแสะเสียง
จากภาคที่ 1 ชอบ CG เรื่องนี้นะ ไม่ได้ขนาดเนียน แต่ก็ถือว่าทำได้ดีมากๆ สวย มาภาคนี้ก็ยังทำได้ดีอยู่ แต่ฉากแอคชั่นดันแทบไม่มีอะไรเลย ไม่เท่เหมือนภาคที่แล้ว ทางด้าน sound ก็โอเคนะครับ 

นักแสดง
นักแสดงทุกคนก็แสดงได้ดีมากๆ ครับ เข้าถึงบทบาท โอเคมากเลยครับกับการเลือกนักแสดง แต่จะมีคนๆ นึงที่ส่วนตัวผมชอบมากๆคือ Ju Ji-hoon คือแสดงตลกก็ตลกจริงๆ แสดงจริงจังก็ทำได้ดีมากๆๆ คือโอเคมากๆ ถือว่าแบกหนังเรื่องนี้ไว้เลย ถ้าไม่มีเค้าหนังคงไม่สนุกเลยครับ

สรุป
ภาคนี้ดูขาดๆ เกินๆ อย่างบอกไม่ถูก อาจจะเพราะภาคที่ 1 ก็ทำไว้ดีมากๆ ทำให้ภาคนี้ดูจะดรอปลงไปพอสมควรแถมช่วงแรกของหนังก็แอบน่าเบื่อ แต่สำหรับคนที่ดูภาคที่ 1 มาแล้วภาคนี้ก็ไม่อยากให้พลาดนะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.8
19 สิงหาคม 2561 23:17:01

Girls Don't Cry 

หนังสารคดี ของวง Girls Group BNK48 ที่ไม่ได้โลกสวยเหมือนเบื้องหน้า แต่หนังจะพาไปล้วงลึกถึงเบื้องหลังของวงนี้ โดยกลุ่ม BNK48 ก็คือกลุ่มน้องของวง AKB48 จากประเทศญี่ปุ่น หลักการทำวงจะใช้หลักการเดียวกัน ซึ่งถ้าใครได้อ่านประวัติ AKB48 มาก่อน ตัวหนังสารคดีเรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างกัน (ตัวผมเองก็ติดตามวงนี้ แต่ไม่ได้ขนาดต้องทุ่มเงินซื้อของ ผมแค่ตามกระแสของวงครับ) 

การดำเนินเรื่องของหนัง
ดำเนินเรื่องแบบสัมภาษณ์สมาชิกในวงแต่ละคน แล้วนำมาตัดต่อเป็นเรื่องๆ ไป เนื้อหาจะทวีความพีคขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนครับหนังพูดถึงความ Dark ของวงนี้หลังเวที ดังนั้นบทสัมภาษณ์จะหนักไปที่คนที่ไม่ได้เป็น "เซมบัตซึ" (ตัวหลักของแต่ละซิงเกิ้ล) สำหรับใครที่เป็นโอชิ ตัวหลักๆ อาจจะผิดหวังกับหนังเรื่องนี้พอสมควรครับ เพราะตัวหลักๆแทบไม่ออกมาให้เราได้ชื่นชมสักเท่าไร ส่วนเนื้อหาของหนังผมรู้สึกว่าเราก็รู้อยู่แล้ว ว่ามันน่าจะมีความ Dark มันเลยไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับผม 

ภาพและเสียง
ต้องบอกว่า ผมเกลียดโทนสีภาพของหนังมาก รู้สึกรำคาญโทนสีของหนังอย่างรุนแรง มันมัวๆ คือเหมือนจะทำให้ Dark แต่เอาจริงๆ น่ารำคาญ รำคาญตั้งแต่ตัวอย่างแล้วครับ แต่หนังจริงตั้งชั่วโมงครึ่ง ต้องมารำคาญกับโทนสีนานมาก หงุดหงิดมาก (จริงๆ ตัวเนื้อหามันก็ดาร์กๆ แล้วไม่ต้องคุมโทนสีหนังแบบนี้ก็ได้) ส่วนเรื่องเสียง และเพลงในหนังก็ต้องบอกว่าทำได้ดีครับ ผมชอบเพลงของ BNK48 อยู่แล้ว อันนี้ผมอินนะ 

คนที่ไม่ได้ติดตาม BNK48 ดูได้มั้ย?
ดูได้ครับ!! เราจะเข้าใจวิธีการทำวง การทำธุรกิจแบบที่เราไม่เคยเห็น แต่!! ความอินสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามวงนี้ อาจจะรู้สึกว่าเรามาฟังคนในวงบ่นทำไมเนี่ย

สรุป
ส่วนตัวผม ต้องบอกว่ารำคาญตัวโทนสี และการมาฟังคนในวงบ่น คือแบบว่าเนื้อหาความ Dark อันนี้ผมรู้อยู่แล้ว แต่ตัวหนังไม่ได้ทำอะไรให้มีความแตกต่าง รู้สึกเฉยๆ มากครับ ค่อนข้างไปทางน่าเบื่อ 

แต่ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องไปดูเองนะครับ !!  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
4
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
5.4
18 สิงหาคม 2561 14:57:38

Christopher Robin (ร่วมรำลึกความทรงจำวัยเด็ก กับหมีสีเหลือง)

ถึงคราวดิสนีย์หยิบเอาเรื่องราวของหมีพูห์และผองเพื่อน นำมาเล่าในเวอร์ชั่นคนแสดงซักที ถือเป็นอีกก้าวดำเนินตามรอย Alice In Wonderland / Maleficent / Cinderella / Junglebook / Beauty and the beast

เรื่องราวว่าด้วยเมื่อคริสโตเฟอร์ โรบิน ได้เติมโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ แล้วได้หลงลืมเพื่อนๆ ในป่าร้อยเอเคอร์ไปหมดแล้ว และได้ทุ่มเทให้กับการทำงาน จนไม่ได้สนใจครอบครัวของเขาเลย ทำให้เหล่าเพื่อนๆ ในป่าร้อยเอเคอร์ต้องกลับมาเรียกความทรงจำเรื่องราวความเป็นเด็กให้เขาอีกครั้ง

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วหลังจากทีได้ชมนั้น ต้องขอชมผู้สร้างเลยว่า มีความละเอียดในงานสร้างเป็นอย่างมาก ตัวหนังเต็มไปด้วยฉากสวยๆ ภาพสวยๆ เต็มไปหมด รวมไปถึงดีไซน์ตัวละครจากป่าร้อยเอเคอร์ ที่เรียกได้ว่า ถอดแบบออกจากการ์ตูนที่เคยดูสมัยเด็กเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าน่ารักทุกตัวละครจริงๆ อีกทั้งยังได้นักพากย์คนเดิมกลับมาพากย์เสียงตัวละครต่างๆ แบบเดียวกับเวอร์ชั่นการ์ตูนด้วย ยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ 

ในส่วนดีก็มีส่วนเสียอยู่ นั่นก็คือ ตัวบทหนังเอง เนื่องด้วยไม่ได้มีการเน้นหรือมีลูกเล่นของการเล่าเรื่อง อาจจะทำให้การเล่าเรื่อง ดำเนินเรื่องนั้น เป็นไปแบบเส้นตรง ราบเรียบ ไม่ได้มีการเล่าให้น่าสนใจ หรือฉับไวเท่าไหร่ เรียกได้ว่าถ้าใครต้องการชมหนัง การตัดต่อแบบ หวือหวา เรื่องนี้คงจะไม่ได้ตอบโจทย์ซักเท่าไหร่ และน่าเสียดายทีเดียว

สรุปแล้วถ้าใครเคยมีประสบการณ์หรือความทรงจำดีๆเกี่ยวกับหมีพูห์และผองเพื่อน ถ้าได้มาชมเรื่องนี้ก็คงจะฟิน หรือได้ย้อนวัยกลับไปสมัยเด็กได้ไม่ยาก อีกทั้งจะยังหลงรักตัวละครต่างๆมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าคุณไม่เคยอินหรือเคยดูการ์ตูน Winnie The pooh มาก่อนก็คงจะเฉยๆ หรือไม่อินกับเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ ส่วนตัวผมให้ 8/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
8
16 สิงหาคม 2561 02:24:27


Christopher Robin
| Marc Forster

เป็นหนังแสดงคนจริงของวินนีย์ เดอะ พูห์ โดยดิสนีย์จากกระบวนการเปลี่ยนอนิเมชั่นรุ่นโบราณมาให้เข้ากับปัจจุบัน ที่ทะยอยออกมาให้รับชมในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม ให้ประสบการณ์ใหม่ และเติมเต็มอดีตกาลของผู้คนในยุคเหล่านั้น เรื่องนี้เองก็ทำงานในเรื่องราวของ “ความทรงจำ” ได้ดีมากๆ แม้พล๊อตจะดูเบาสบาย ไม่หวือหวา แต่ก็เป็นพล๊อตที่ทรงพลังในรูปแบบการ์ตูนเด็กของมันเอง

หนังพาเราไปปูเรื่องราวของวินนีย์ เดอะ พูห์ กับคริสโตเฟอร์ โรบิน ใน ป่า 100 เอเคอร์ ที่ดูคลับคล้ายจะเป็นเพียงแค่ “เพื่อนในจิตนาการ” ที่มีหน้าที่ในการเติมเต็มวัยเด็กของคริสโตเฟอร์ ไปจวบจนการเติบโตผ่านเข้ามาในชีวิตของโรบิน นำพาให้เขาออกจากเพื่อนวัยเด็ก กลายเป็นผู้นำครอบครัว ผ่านสงคราม ต้องมีความรับผิดชอบให้ต้องดูแล มีคนรอเขา และมีคนต้องการเวลาของเขา จนทำให้คำติดปากของ พูห์ และโรบินมลายหายไปกับความจริงที่เจ็บปวด

“การไม่ทำอะไร มักจะนำไปสู่ที่สุดของบางสิ่งเสมอ”

คริสโตเฟอร์ โรบินหลงลืมคำกล่าวนั้น กลายเป็นเครื่องจักรตัวหนึ่งที่แล่นไหลไปตามกระบวนการทุนนิยม เป็นเพียงเฟืองที่ถูกสร้างมาให้ทำงานของตัวเอง และมีเพียงจุดประสงค์เดียวคือสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ผ่านความคิดเรียบง่ายที่เราชอบใช้กันคือ “ความฝัน ต้องลงมือทำจึงจะได้มา"

ในความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เกี่ยวโยงกับข้อความนี้ ผ่านโครงสร้างของบทที่เรียบง่ายแบบสุดๆ แม้เราจะไม่ชอบการออกแบบตัวละครตัวร้าย แต่เรื่องราวของตัวคริสโตเฟอร์ที่มีต่อครอบครัวของเขา มีต่อตัวเขาเอง และมีต่อความรับผิดชอบ ก็มากเพียงพอที่จะทำให้เราสนุกสนานกับความขัดแย้งทั้งหลายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อย

ส่วนวินนีย์เดอะพูห์ เป็นตัวละครที่ทรงเสน่ห์มากๆ ความเป็น “เจ้าหมีแก่โง่ๆเอ๊ย” ทำให้มันน่ารักน่าชัง น่าหยิกน่ากอด รวมไปถึงการร้อยเรียงคำพูดของเดอะพูห์ ที่คมกริบแบบสุดๆ หนังซ่อนใต้บรรทัดเกี่ยวกับความฝันผ่านการผจญภัยสั้นๆของโรบินและลูกสาวได้น่าสนใจมากๆ การโต้ตอบของทั้งสองมันจุกอก รุนแรง เหมือนเสียบแทงกลายๆ แต่ก็อบอุ่น งดงาม

โดยเฉพาะฉากการ “รอ” และการ “พบเจอ” ของความทรงจำวัยเด็ก กับวัยผู้ใหญ่ผ่านพูห์ และโรบิน ทำออกมาได้สั่นสะเทือนอารมณ์มากๆ มันเหมือนกับว่าความไร้เดียงสาก็ยังรอให้เราไปทำความรู้จัก รอให้เรากลับไปใส่ใจเขาอยู่เสมอ และหนังก็ใช้ "ลูกโป่งสีแดง" กับฉาก "ปล่อยกิ้งไม้กระแทกน้ำ" ได้อย่างโดดเด่นตามต้นฉบับอีกด้วย

“วันนี้อะไรหรือพูห์”
“มันคือ วันนี้”
“มันคือวันที่ฉันชอบที่สุด..."

ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อให้ผู้คนกลับไปอยู่กับ “ปัจจุบัน” สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของเราไม่ใช่อดีตวัยเด็ก หรืออนาคตที่ไม่มั่นคงที่เราพยายามหลีกหนี หมีพูห์ เมเดลีน และภรรยาของคริสโตโรบินคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เราต้องกลับไปฟังคนที่เรารัก กลับไปทำความเข้าใจจริงๆว่าเขาต้องการอะไร เพราะสิ่งที่เราอยู่ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต แต่คือ ปัจจุบัน...

ตอน End Credit ขึ้นจะมีผู้ร่วมสร้างสรรค์วินนีย์ เดอะ พูห์ ต้นฉบับมาเล่นเปียนโนร้องเพลงกลางชายหาดด้วยอายุ 90 ปี ถือเป็นการจบความทรงจำอันงดงามที่ได้รับการส่งต่อได้อย่างสมบูรณ์มากๆ มันอาจไม่ได้ก้าวล้ำ หรือสะเทือนใจรุนแรง ไม่ได้สมจริง ไม่ได้ตลกมากมาย แต่ก็ทำงานในฐานะของขวัญแห่ง “ความทรงจำ” และตอนจบที่แฮปปี้เอนดิ้งจริงๆ

เหมือนที่พูห์ กล่าวไว้ในช่วงท้ายๆว่า
“มุ่งไปทางเหนือ คริสโตเฟอร์ โรบิน”
ขอให้มุ่งไปทางเหนือทุกคนนะครับ...

ปล. ก่อนหน้านี้มีหนัง Goodbye Christopher Robin (2017) ก็น่าสนใจและเติมเต็มความสมบูรณ์ของคริสโตเฟอร์ โรบินได้เช่นกันนะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
8.3
13 สิงหาคม 2561 20:16:55

REVIEW โคตรไอ้หลาม ฉบับเด็กเดินตั๋ว

เป็นหนังที่เหมาะสำหรับการดูเพื่อความบันเทิงมากๆ อลังการงานสร้างสุดๆ อารมณ์แอ็คชั่นผสมกู้ภัยและหนังเอาตัวรอดรวมๆ ผสมๆ กันอยู่ แถมได้ฟีลคล้ายๆ ดูพวกหนัง Jurassic World อยู่หน่อยๆ ตรงที่ปลาฉลามยักษ์มาจากใต้ทะเลลึกดึกดำบรรพ์โผล่ขึ้นมาอาละวาดถล่มทะเลแปซิฟิก ผสมความขี้โม้ๆ บู้ระห่ำเหมือน Rampage ที่มีลิงยักษ์ถล่มตึก

เรื่องนี้นำแสดงโดย Jason Statham นักแสดงสายบู๊ระห่ำมาดขรึม (Crank,Fast and Furious,Spy) สำหรับเรื่องนี้ก็ยังคงเส้นคงวา นำพาหนังไปได้ทั้งเรื่องไม่แพ้ Dwayne Johnson หรือเดอะร็อคตัวพ่อหนังแอ็คชั่นสายเดียวกันเลย 

สำหรับงานสร้างเรื่องนี้ก็น่าชื่นชม ดูไม่ต่างจากหนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆของฮอลลีวู้ดเลย ไม่แพ้เหล่า King Kong, Rampage, Pacific Rim, Jurassic World เลย ดูฟีลลิ่งงานสร้างไม่ต่างกันเลย เพียงแค่ตัวเอกของเราไม่ใช่ลิงยักษ์ ไดโนเสาร์ แต่เป็นปลาฉลามยักษ์ไซส์มหึมานั่นเอง 

เรื่องนี้ร่วมทุนสร้างกับค่ายหนังจากประเทศจีน ดังนั้นตัวเอกในเรื่องก็เป็นชาวจีนและเนื้อเรื่องก็เกิดขึ้นในประเทศจีน คล้ายๆกับหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ในยุคนี้ที่ต้อง service ประเทศจีนค่อนข้างเยอะ ฟีลลิ่งจะคล้ายๆ TF4 หรือ Pacitic Rim ภาค 2 ที่อะไรก็จีนไปหมดเลย.... 

ฟิลลิ่งความมันสะใจมันก็สนุกสนานบันเทิงได้อยู่ แต่ก็มุกเดิมอยู่... ไม่ค่อยว้าวมาก ไปค่อยไปทางไหนสักทาง จะไปแอ็คชั่นไล่ล่าสัตว์ประหลาดก็ไม่สุด จะไปเป็นหนังเอาตัวรอดก็ไปไม่ถึง น่าสะพรึงกลัวก็ไม่เท่าไหร่ แต่อยู่ในระดับความบันเทิงที่น่าพอใจมาก ตัวปลาฉลามยักษ์ดูน่าตื่นตาตื่นใจดี😃👍 

ความชื่นชอบอยู่ที่ในเรื่องนี้ได้มาถ่ายทำในเมืองไทยด้วย แถมเลือกเมืองที่ไม่ค่อยคลีเช่สักเท่าไหร่ ต้นเรื่องพี่ Jason Statham ของเรามาเมาปลิ้นอยู่ที่เมืองสมุทรปราการ!!!? เด็กเดินตั๋วถึงกับงงและฮามาก ทำไมต้องมาสมุทรปราการ??? แถมแต่งเพลงไทยมั่วๆขึ้นมาใช้ประกอบหนังด้วย อย่างฮา!!! ถ้าใครอยากหาอะไรฮาๆ บันเทิงๆ ซีจีงานสร้างใหญ่ๆ มีสัตว์ประหลาด มีการหนีตาย ไม่น่ากลัวมากเกินไป แนะนำเรื่องนี้เลยจ้า สนุกเลย😎

- เด็กเดินตั๋ว -

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.2
13 สิงหาคม 2561 10:06:51

ตอนแรกๆ ก็แอบคิดไว้ว่ามันจะสนุกเหมือนในกาตูนที่เคยดูไหม สรุปมันดีมาก ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นเนื้อเรื่องเป็นเนื้อเรื่องใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องไปไล่ดูหมีพูตั้งแต่ตอนแรกๆแต่อย่างใดแค่พอรู้ว่าแต่ละตัวมีบทยังไงก็เข้าใจและอินไปกับหนังแล้ว คุ้มทุกบาทที่จ่ายไป ดูได้ทั้งครอบครัวหนังดีเรื่องหนึ่งเลยไม่ผิดหวังครับ 8/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.2
11 สิงหาคม 2561 16:39:04

The Meg " โคตรฉลามพันปี "

113 min | Action/Horror | Directed by Jon Turteltaub 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

The Meg เป็นเรื่องราวว่าด้วยกลุ่มนักสำรวจวิจัยทางทะเลได้ลงไปสำรวจใต้ท้องทะเลลึก เนื่องจากพวกเค้าพึ่งตรวจพบจุดที่ลึกลงไปกว่าพื้นใต้สมุทร ภารกิจนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อสำรวจและค้นหาระบบชีววิทยาหรือสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่อาศัยอยู่ใต้นั้น โดยไม่รู้เลยว่าการค้นหาในครั้งนี้จะเป็นกุญแจไปสู่การปลดปล่อยนักล่าขนาดยักษ์ที่เคยสูญพันธุ์ไปกว่าพันปีแล้ว 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

สนุกอย่างน่าประหลาดใจมากๆ ยอมรับก่อนเลยว่าภาพลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ด้วยความเป็นหนังฉลามก็ค่อนข้างที่จะบีประมาณนึงอยู่แล้ว บวกกับการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนซึ่งเราก็ได้เห็นไปแล้วหลายต่อหลายเรื่องว่ามันทำให้หนังหลายต่อหลายเรื่องมีการเล่าเรื่องที่พังพินาศแค่ไหน แต่ในเรื่องนี้กลับไม่แย่แบบนั้นเลย แม้ว่าช่วงแรกจะดูกร่อยๆ แปลกๆ แต่พอเครื่องเริ่มติด กลายเป็นหนังแอคชั่น/ฉลามอีกเรื่องที่ดูได้อย่างเพลิดเพลินและสนุกมากประมาณนึงเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าชื่นชม 

ที่ชอบที่สุดคือการที่หนังพอใจในความเป็นบีของตัวเอง รู้ว่าตัวเองกำลังจะเล่าอะไรและอยากให้เป็นยังไง เรียกได้ว่าเป็นความมันส์เกรดบีที่จงใจ ทำให้คนดูรู้สึกเอนจอยไปกว่าบ้า ความโม้ใดๆ ที่หนังใส่มาได้ง่าย เพราะผู้กำกับก็ไม่ได้จะกั๊กอะไรอยู่แล้ว แถมตัวหนังยังแอบแฝงประเด็นที่น่าสนใจอย่างขยะในทะเล การล่าฉลามเพื่อนำครีบมาประกอบอาหาร ได้ดีมาก ไม่ยัดเยียด

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

เป็นจุดด้อยที่เรารู้กันดีอยู่แล้วคือพอทำหนังเอามันส์มากเข้า สิ่งที่จะหละหลวมไปก็คือเรื่องของบท ของตัวละครอะไรต่างๆ แล้วที่ทำให้หนังถูกหยุดความต่อเนื่องไว้บ่อยครั้งเลยก็คือดราม่าแปลกๆ ที่ถูกแทรกเข้ามาตลอดทั้งเรื่อง เป็นจุดที่น่าเบื่อสุด แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำลายความสนุกของหนังมาก อาจจะเพราะเรายอมรับแล้วที่จะไม่แคร์ความสมเหตุสมผลอะไรที่จะเกิดขึ้นในเรื่องอยู่แล้ว 

สรุป 

The Meg โคตรฉลามพันปีเป็นหนัง เจสัน vs เม็กกะโลดอนที่ดูเอามันส์ได้สนุกสะใจประมาณนึง ไม่ได้ถึงกับแย่อะไรมากมาย ดูเอาเพลิดเพลินได้ในระดับนึงเลยทีเดียว เสียดายที่หนังได้แค่ PG ทำให้หลายฉากยังไม่โหดเท่าที่มันควรจะเป็น สำหรับใครที่ชอบดูหนังแนวนี้ ไม่กลัวฉลาม กลัวใต้ทะเลห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
10 สิงหาคม 2561 10:16:15

เรื่องดาร์กเกสท์มายด์ส จิตทมิฬ ดูจากตัวอย่างหนังแล้วอยากดูมาก ต้องยอมรับเลยว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่ตัดตัวอย่างหนังได้น่าดูทุกเรื่อง

เมื่อมีเวลาได้ไปดูก็ไม่ผิดหวัง ถึงแม้ตัวนักแสดงจะไม่รู้จัก แต่ฝีมือการแสดงของพวกเขาแสดงได้ดีเลยทีเดียว เนื้อเรื่องก็น่าสนใจ เป็นเรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากบางอย่าง จนทำให้กลายเป็นผู้มีพลังพิเศษ ที่ว่าเป็นพลังพิเศษ ไม่วิเศษ เพราะเมื่อพวกเขาได้รับพลังมาในแบบที่แตกต่างจากคนธรรมดา ซึ่งแบ่งโซนพลังออกเป็นสีๆ เช่น สีส้มคือพวกที่ถูกหมายหัวว่าเป็นตัวอันตราย สีแดงรองลงมา สีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ

พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นอันตราย ซึ่งมันไม่ได้วิเศษสำหรับคนที่ได้รับพลังนี้เพราะมันคืออันตรายที่กำลังเข้าคุกคามชีวิตพวกเขา จึงถูกรัฐบาลจับกุมตัวแยกจากครอบครัวมา เพื่อกักตัวไม่ให้พวกเขาไปสร้างอันตรายแก่ผู้อื่น แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังการจับกุมตัวพวกเขาเหล่านี้ รัฐบาลยังคอยบงการเพื่อนำพวกเขามาพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพที่ร้ายแรงกว่าครั้งใด 

ความสนุกของเรื่องนอกจากเนื้อเรื่องแล้ว ยังมีการคาดเดาถึงพลังของแต่ละคน และการต่อสู้เอาชีวิตรอด การดำเนินเรื่องถึงแม้จะเดาทางได้ แต่ก็ยังดูสนุกและลุ้นไปกับพวกเขา เป็นอีกเรื่องที่ไม่เสียดายที่ไปดู และเริ่มอยากหาหนังสือมาอ่านซะแล้ว!!

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.1
8 สิงหาคม 2561 14:55:10

[รีวิว] Along With The Gods: The Last 49 Days
--- 7/10 ---
“คงคอนเซ็ปต์เรื่องศีลธรรม บาป บุญ คุณ โทษ ยังมีความดราม่า แต่ไม่สามารถเรียกน้ำตาได้”

ต้องบอกว่าเรื่องนี้ส่วนตัวแอดเองชอบภาคแรกโคตรๆ นั่งน้ำตาไหลแบบเสียเชิงชายสุดๆ 555 ถ้าใครได้ดูภาคแรกคงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอคชั่น ภาคแรกโดนตัวอย่างหลอกเต็มๆ เข้าโรงไปกะมันส์แบบเต็มที่ แต่กลับเจอดราม่าและเนื้อเรื่องที่ดีเกินคาด (มากๆ) เรียกได้ว่าน้ำตาตกกันเป็นลิตรๆ และเมื่อมีภาคต่อออกมา ทำให้เราอยากดูและติดตามเนื้อเรื่องต่อ

เนื้อเรื่องในภาคนี้จะสืบสานประเด็นต่อจากภาคแรกน้องชายของ คิม จาฮง วิญญาณอาฆาตอย่าง คิม ซูฮง ที่บอกว่าเป็นวิญญาณคนดี! (อีกแล้ว) โดยก็ต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ถึงการตายของวิญญาณตนนี้ แต่ในภาคนี้ยังมีการเปิดเผยถึงประเด็นเบื้องลึกเบื้องหลังความเป็นมาของยมทูตทั้งสาม คังลิม, เฮวอนเมก และดัคชุน ว่าทั้งสามมาอยู่ด้วยกันและมาเป็นยมทูตได้อย่างไร ผ่านทางเทพประจำตระกูล ผู้เคยเป็นอดีตยมทูตที่นำดวงวิญญาณของยมทูตทั้งสามมาส่งอย่าง ซอง จูชิน

ด้วยความที่ภาคแรกทำออกมาได้โคตรดี ดีกว่าที่คิดที่คาดไว้มาก ทำให้เราคาดหวังกับภาคสองอย่างมากเช่นกัน แต่นั่นกลับทำให้เราผิดหวังพอสมควร (ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดี)

เนื้อเรื่องในภาคนี้เล่าต่อจากภาคแรกทันที หลังจากเหล่ายมทูตพาวิญญาณคนดี คิม ซูฮง ฝ่านรก ต่อสู้กลางทะเลทราย เพื่อไปตัดสินกันในศาล แต่ต้องมีการพิสูจน์กันว่าเป็นวิญญาณคนดีจริงหรือเปล่า คล้ายกับในภาคแรก เนื้อเรื่องยังคงเล่นประเด็นศีลธรรม บาป บุญ คุณ โทษ เช่นเคย และยังคงมี 3 ยมทูตที่เป็นตัวดำเนินเรื่องหลักอยู่ โดยที่เหลือ ยมทูตคังลิม เท่านั้นที่ต้องมาว่าความให้ คิม ซูฮง ส่วนยมทูตอย่าง เฮวอนแมกและดัคชุน ต้องไปเก็บดวงวิญญาณดวงหนึ่งซึ่งมี เทพประจำตระกูลคอยคุ้มครองอยู่นั่นก็คือ ซอง จูชิน ที่มาเปิดเผยเรื่องราวอดีตชาติของ 3 ยมทูต ภาคนี้มีประเด็นหลักๆ อยู่ 3 ประเด็น นั่นก็คือเรื่องราวการตัดสินคดี พิสูจน์วิญญาณคนดีของ คิม ซูฮง, อดีตของ 3 ยมทูต และประเด็นของดวงวิญญาณที่ต้องไปตามเก็บ

ในด้านที่น่าชื่นชมยังคงเป็นความแฟนตาซีของฉากต่างๆ CG นี่ทำออกมาได้ดี สวย งดงามมากๆ ตัวเนื้อเรื่องยังมีประเด็นน่าสนใจและชวนให้อยากรู้ น่าติดตาม ยังคงสอดแทรกมุกตลกเป็นระยะๆ หนังค่อยๆ ทิ้งปมไปเรื่อยๆ และตัดสลับการเล่าเรื่องระหว่างสองโลก ได้อย่างน่าติดตาม แถมหนังยังสอดแทรกแง่คิดไว้มากมาย ทั้งเรื่องบาปและการให้อภัย

แต่ปัญหาของเรื่องนี้เลยก็คือการเล่าเรื่องที่รีบจนเกินไปมากๆ ปล่อยผ่านแต่ละฉากไปอย่างน่าเสียดาย การผ่านแต่ละชั้นศาลไม่มีอะไรให้น่าจดจำและดูง่ายดายไปซะหมด ประเด็นเยอะไปแถมหนังยังพาเราไปผูกพันกับตัวละครเหมือนอย่างภาคแรกไม่ได้เท่าที่ควร (ในภาคแรกปูและขยี้เรามาตลอดทั้งเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณดี คิม จาฮง และแม่ของเขา เลยทำให้จุดไคลแม็กของเรื่องบีบน้ำตาได้แบบสุดๆ) แต่พอมาภาคนี้ด้วยความที่ทำไม่ได้แบบนั้น พอถึงจุดขมวดของหนังเลยทำให้มันไม่ดราม่าขนาดนั้น หลายๆ อย่างของหนังดูง่ายดายและเหมือนหาทางลงกับมันไม่ได้เลยดูฝืนๆ ไปซะหน่อย

โดยรวมแล้วมันเป็นหนังที่สนุกเรื่องนึงเลย แต่สู้ภาคแรกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งการเล่าเรื่อง และประเด็นต่างๆ แต่ถ้าใครดูภาคแรกมาแล้วก็ยังอยากให้ดูภาคนี้ต่อ เพราะจะได้คลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่สงสัย

*และเหมือนตอนจบจะปูให้มีภาคต่ออีกด้วย? (ส่วนตัวว่าควรจะจบแค่ภาคสองนี่แหละพอแล้ว)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
2 สิงหาคม 2561 22:26:16



Mission: Impossible - Fallout | Christopher McQuarrie

กลับมาอีกครั้งกับ IMF ภาค 6 หนึ่งในหนังที่ทอม ครูสเอามาชุบชีวิตด้วยทีมงานของตัวเอง กับผู้กำกับคู่หูที่ร่วมทำกันมาตั้งแต่ Edge of Tomorow และด้วยทัศนวิสัยด้านการทำหนัง Box office ของทั้งหมด ทำให้หนังที่ทอม ครูสมีส่วนร่วมในการออกทุนนั้นสนุก คุ้มค่าในการรับชม ภาคนี้ก็ไม่ต่างกันเลย มันมันส์ ลุ้นตัวโก่ง ซ้อนแผนกันอุดตลุด แถมได้ดาราคิวทองมาเสริม ก็ยิ่งทำให้หนังมีความครบเครื่องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

หนังมีครบทุกอย่างที่ IMF ควรจะมี และก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการเน้นความสมจริงให้มากยิ่งขึ้น โดยทำ CG ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จึงได้หนังที่มีความดุดัน จริงจัง ที่ผสมกับองค์รวมของหนังแอคชั่นทุนสูง ทำให้หนังมีความกลมกลืนของความเนี๊ยบและดิบได้อย่างน่าสนใจ หนังอาจมีเนื้อหาที่ซับซ้อน จำเป็นต้องได้รับการเชื่อมโยงจากภาค 5 แต่ในทางกลับกันมันก็สามารถดูได้แบบเรียบง่าย คนนี้หลอกคนนี้ คนนี้จัดฉากขึ้น ตัวร้ายคือคนนี้ เราสามารถทิ้งเนื้อหาไปทั้งหมด และจดจ่อกับคิวบู๊ที่บรรจงละเมียดจากทอม ครูส ที่ลงทุนแสดงเองเกือบหมด

ด้วยความสมจริงที่ใกล้เคียงกับการโม้นี่เอง ทำให้ IMF ภาค Fallout ก้าวขึ้นมาโดดเด่นกว่าหนัง CG ตระกาลตาในยุคนี้ ประกอบกับการวางโครงสร้างเรื่องที่เรียบง่าย แต่ซับซ้อน ทำให้หนังเสพง่าย เข้าถึงผู้คนได้สบายๆ และช่วงหักมุม แผนซ้อนแผนในช่วงท้ายๆ ก็ช่วยขับเน้นองค์ประกอบสำคัญของ IMF ให้มีความพีคสุดๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เต็มไปด้วยคิวบู๊แห่งการลุ้นแบบสุดตัว

IMF เหนือกว่ามาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ จากเดิมที่ดีอยู่แล้ว ความเสี่ยงที่จะเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยออก ให้เหลือเท่าที่จำเป็น และท้าทายด้วยคิวบู๊ที่สมจริงมากๆแทน ออกผลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผสมรวมกับตัวร้ายสุดฉลาด และตัวละครที่เรารักจากภาคก่อนๆ ทำให้หนังเรื่องนี้มีความลงตัวอยู่สูงมากๆ

เป็นหนังแอคชั่นที่ดีนะครับ หนัง IMF ลุ้นตัวโก่งชนิดที่เอาอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ ไม่หลับแน่นอน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.6
1 สิงหาคม 2561 15:58:08

[รีวิว] The Spy Who Dumped Me - 2 สปาย สวมรอยข้ามโลก
--- 8.5/10 ---
“โคตะระสนุก เพลินได้ทุกนาที เต็มไปด้วยความฮาและแอ็คชั่นสุดมันส์ รุนแรงแต่ตลก ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก”

อีกหนึ่งหนังสายลับ ที่บอกเลยว่า ถ้าได้ดูเรื่องนี้ก่อนจะมาทำลิสต์หนัง “11 หนังสายลับที่ไม่ต้องแอดูแบบลับๆ” ได้เพิ่มมาเป็น 12 เรื่องแน่ๆ ว่าด้วยเรื่องของคู่หูเพื่อนซี้สองสาว Audrey (Mila Kunis) และ Morgan (Kate McKinnon) โดยเรื่องวุ่นๆ วายป่วงมันอยู่ที่แฟนเก่าของ Audrey ดันเป็นสายลับ Drew (Justin Theroux) และกำลังโดนตามไล่ฆ่า แถมเธอยังกุมแฟลชไดร์ฟที่มีความลับสุดยอดอยู่ในนั้น ทำให้พวกเธอต้องงัดเอาทุกกลเม็ดเพื่อหนีเอาตัวรอดอย่างสุดชีวิต

ต้องขอชื่นชมในการแสดงของทั้งคู่มากๆ ทั้ง Mila Kunis และ Kate McKinnon ที่เล่นได้เข้าขากันเป็นอย่างมาก ดูเหมาะสมกับบทบาทเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคู่ดูลงตัว ความเล่นใหญ่ของ Kate McKinnon ที่เรียกเสียงฮาได้แทบตลอด และ Mila Kunis ที่รับส่งกันได้อย่างดีเยี่ยม ราวกับด้นสดกันยังไงยังงั้น ถึงแม้พล็อตเรื่องจะดูธรรมดา และอาจจะจำเจไปเสียหน่อย ได้กลิ่นอายความเป็นหนังเรื่อง Killers (แสดงนำโดย Asthon Kutcher และ Katherine Heigl) แต่ค่อนข้างจะชอบเรื่องนี้มากกว่า

หนังเกือบ 2 ชั่วโมง (116 นาที) ที่ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย การดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว และเพลิดเพลินได้ตลอดเวลา เปิดด้วยฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ รุนแรง ยิงกันเปรี้ยงปร้างพื้นสั่น (มันสั่นจริงๆ นะ ไม่รู้ว่าตัวหนังจงใจทำให้ฉากแอ็คชั่นเสียงดังๆ หรือเปล่า) แต่ก็ยังมีฉากตลกๆ ที่เรียกเสียงฮาได้ตลอดทั้งเรื่อง รุนแรงแต่ตลก เข้ากันและลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ มุกแต่ละมุก จังหวะปล่อยมุก ฉากตลกก็ทำได้ดี ฉากแอ็คชั่นก็ทำได้เยี่ยม เป็นหนังสายลับที่ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องคิดเยอะ เข้าไปเอาฮากับสองตัวแสดงหลักและรับฉากแอ็คชั่นได้เต็มที่เลย

ขอหักคะแนนในด้านตัวละครบางตัว ที่ออกมาน้อยจนน่าเสียดาย - -’’ กับอีกหนึ่งคือเนื้อเรื่องบางส่วนที่ชวนให้เรารู้สึกตะหงิดๆ ใจเล็กน้อย (บอกไม่ได้ไม่งั้นมันจะสปอยล์น้าาาา)

โดยรวมแล้ว The Spy Who Dumped Me เป็นหนังที่ควรไปดูอย่างยิ่ง ถ้าใครได้ดูหนังสายลับเครียดๆ อย่าง Mission Impossible: Fallout ไปแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นหนังสายลับฮาๆ ที่ต้องไปดูด้วยเช่นกัน อยากหาอะไรบันเทิงๆ เรื่องนี้ตอบโจทย์สุดๆ !!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
1 สิงหาคม 2561 01:52:33

Mission: Impossible - Fallout

ใครจะคิดว่าพระเอกอย่าง ทอม ครูซ อายุใกล้ 60 จะเล่นหนังแอคชั่นได้ขนาดนี้ ยิ่งถ้าใครไปดูเบื้องหลังของหนัง Mission จะเห็นว่า ทอม ครูซ เล่นเอง แสดงเอง แทบจะไม่ได้ใช้สแตนอินเลย ขับเฮลิคอปเตอร์เองอีก คือแบบว่าสุดยอดมากกกก!!! และในภาคนี้ยังได้พระเอก Superman เฮนรี่ คาวิลล์ มาร่วมแสดงในภาคนี้ด้วย (ส่วนตัวชอบเฮนรี่มากๆ ดีใจมากที่พี่แกได้มาแสดงเรื่องนี้) 
ถ้าพูดถึงความมันของหนังก็ต้องบอกว่าจัดเต็มมากๆ เป็นสองชั่วโมงกว่าที่แทบไม่ขาดฉากมันๆเลย ลุ้นทุกฉาก เน้นทุกช๊อต ใครคอหนังแอคชั่น หรือเป็นแฟน Mission Impossible แล้ว ภาคนี้ต้องห้ามพลาดโดยเด็ดขาด 

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
อย่างที่บอก เรื่องนี้แอคชั่นจัดเต็ม ทอม ครูซ ก็แสดงเองแทบทั้งเรื่อง ต้องยอมรับว่ามันสุดๆ สมจริงมากๆ ดูเรียล แต่ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าบทมีปัญหา บางครั้งดูไม่ต่อเนื่อง (ชอบภาคที่แล้วมากกว่านะ) การดำเนินเรื่องติดขัดตลอดเวลา แต่ถ้าไม่คิดมาก บทหนังแย่ๆพวกนี้ก็จะโดนฉากแอคชั่นมันๆกลบไปเลยครับ  (ไปดูเอามันคุ้มแน่นอน)

คุณภาพของภาพและเสียง
ได้ไปดูในระบบ IMAX ครับ ภาพในภาคนี้จะดูเก่าๆหน่อย และมีบางฉากที่จอขยา่ยเต็มหน้าจอ IMAX เลย (ฉากเฮลิคอปเตอร์ภาพสวยมากกกกก สีสดมากกกกก) แต่มีบางฉาก ภาพเบลอมาก ไม่รู้ว่าตั้งใจหรืออย่างไร แต่มันเบลอจริงๆ เบลอจนงงว่านี่ทำไมมันเบลอแบบนี้  ส่วนเรื่องระบบเสียงใน IMAX ก็จัดเต็มอยู่แล้วครับ

ด้านดี
แอ๊คชั่นครับ ดีมากกกกกกกกก สุดๆ มีฉากฮาๆเข้ามาเนียนๆตลอด ซึ่งมันโอเคนะ ฉากตลกไม่ได้เข้ามาด้วนๆ มันมีความพอดี กลมกล่อมกับความเป็นหนังแอ๊คชั่น อีกอย่างตัวละครแต่ละตัวโอเคนะ เข้าขากัน เล่นลื่นไหล และฉากที่มีภาพขนาดเท่ากับจอ IMAX (อัตราส่วนภาพเท่ากับจอ IMAX) มันสวยมากสมจริง มันดีขนาดที่โรงธรรมดาจะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ภาพในช่วงนี้จะสีสดมาก สวยมาก โอเคเลยครับ เฮนรี่ ก็เล่นดีครับ (อวยหน่อยเราเป็นแฟนคลับพี่เค้า)

ด้านแย่
แย่มากๆ คือบทหนัง ที่แทบไม่มีอะไร เดาเนื้อเรื่องได้หมด แถมติดขัดไปหมดเลย จริงๆ เนื้อเรื่องไม่ได้ทำให้ตื่นเต้นเลยนะครับ มันเฉยมากๆ จริงๆ แต่มันก็ทดแทนด้วยฉากแอคชั่นมันๆ  

สรุป 
ก็เป็นหนังที่ทอม ครูซ เล่นได้ถึงอารมณ์มากๆ แถมเล่นเองหลายฉากมากๆ แค่นี้ก็การันตรีว่าคุ้มแสนคุ้มแล้วครับ ความมันของฉากแอ๊คชั่นก็สุดๆเลยครับ ห้ามพลาดดดดดดด เลยน้าาาาาาาาาา ... :))

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
29 กรกฎาคม 2561 06:22:20

     Mission Impossible Fallout เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 6 ของแฟรนไชน์ นี้ซึ่งเป็นผลงานการกำกับ   mission impossible ครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ Christopher McQuarrie ผู้กำกับภาคที่แล้วอย่าง Rogue Nation ซึ่งภาคนี้เรื่องราวจะเล่าถึง อีทาน ฮันท์ และทีมของเค้าหลังจากทำภารกิจผิดพลาดจึงต้องปฎิบัติภารกิจที่แข่งกับเวลาเพื่อให้ได้พลูโตเนี่ยมเพื่อหยุดยั้งเหตุวินาศกรรมครั้งใหม่โดยมีวอคเกอร์เจ้าหน้าที่ CIA เข้าร่วมทีมด้วย

ความรู้สึกหลังชม

     แทบจะพูดได้เต็มปากเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง mission impossible ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ทั้งเนื้อเรื่องมีการเจาะลึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากขึ้น รวมถึงการเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องที่ดึงดูดให้คนดูคิดตามได้ทั้งเรื่องรวมถึงฉาก action ที่เรียกว่าน่าจะเป็นหนัง action ที่มันส์ที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่หาดูได้ยากที่จะได้เห็นนักแสดงที่แสดงฉากแอคชั่น เกือบทั้งเรื่องเอง และสิ่งที่หนังแฟนไชน์นี้ก็ยังโดดเด่นเหมือนเดิมคือการทำงานเป็นทีม ซึ่งตัวหนังเองมีการขมวดปมสายสัมพันธ์ของทอม ครูซ ที่มีต่อตัวละครอื่นๆ ได้ยังดีเยี่ยม 

     จุดสังเกต อาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียคือ เนื้อเรื่องของเรื่องนี้ค่อนข้างจะมีส่วนที่เชื่อมกับภาคที่แล้วอยู่พอสมควรจึงทำให้คนดู อาจจะจำเป็นต้องกลับไปดู rogue nation มาก่อน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.5
28 กรกฎาคม 2561 15:09:40

Isle of Dogs "เกาะเซ็ตซีโร่หมา"

101 min | Animation/Comedy | Directed by Wes Anderson 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

ผลงานล่าสุดของผู้กำกับขวัญใจหนังอินดี้ เวส แอนเดอร์สัน กับสต็อปโมชั่นอนิเมชั่นเรื่องใหม่ หนังว่าด้วยเรื่องราวของประเทศญี่ปุ่นที่เกิดโรคระบาดในสุนัขทำให้ผู้นำต้องเนรเทศบรรดาน้องหมาไปยังเกาะร้างเพื่อทำการกักกันโรค แต่แล้ววันนึงก็มีเด็กคนนึงขับเครื่องบินมาลงที่เกาะแห่งนี้เพื่อตามหาสุนัขของเขาโดยได้รับการช่วยเหลือจากแกงค์น้องหมาที่อยู่ในนั้น 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

แม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่สุดหรือทำได้ไม่ดีเท่า Fantastic Mr. Fox แต่ Isle of Dogs ก็ยังเป็นงานที่อยู่ในมาตรฐานของผู้กำกับสุดเซอคนนี้ เพราะภายใต้ความน่ารัก มีการจิกกัดสังคมมากมายที่ซ่อนอยู่ และเข้าถึงไม่ยากจนเกินไป อีกทั้งยังคงความเซอซึ่งเป็นลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้อย่างดีเยี่ยม แต่ที่ชอบเป็นพิเศษก็คือการที่มีนักแสดงชื่อดัง(มาก ๆ) มากมายมาให้เสียงเหล่าน้องหมาในเรื่องนี่แหละ 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

แม้ว่าจะเป็นงานที่เข้าถึงง่ายกว่าเรื่องอื่นมาก แต่ก็แลกมาด้วยความสนุกดูเพลินที่เพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม บวกกับความที่ผมเป็นคนที่ชื่นชอบและรักน้องหมาอยู่แล้ว หนังยังคงจุดเด่นของหนังที่เกี่ยวกับหมาไว้ได้ค่อนข้างดี นั่นก็คือเรื่องราวของความสัมพันธ์ของคนกับสุนัข.. (ด้วยคีย์เวิร์ด เพื่อนที่ดีที่สุด !?) แต่ก็ไม่ได้เล่นตามขนบไปเสียทุกอย่างซึ่งการล้อขนบและแหวกความจำเจเองก็เป็นจุดเด่นของผู้กำกับคนนี้เช่นกัน

สรุป 

Isle of Dogs เป็นอนิเมชั่นดูเพลินอีกเรื่อง ที่แฝงประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ไม่ซ้ำซากเหมือนหนังที่เกี่ยวกับหมาทั่วไป แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงยากจนเกินไป แถมยังพาไปสำรวจโลกวัฒนธรรมที่แปลกใหม่มากขึ้น สาวกเวส แอนเดอร์สันไม่ควรพลาด 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.5
27 กรกฎาคม 2561 16:31:54



Isle of dog
| Wes Anderson

หนังลำดับต่อมาของ Wes Anderson ผู้กำกับผู้จัดจ้านด้านอาร์ต หมกมุ่นอยู่กับวิธีการเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ภาพสมมาตร และสีสันเข้าคู่สีที่จัดจ้าน หลังจากทำหนัง Master Piece ที่ไม่ได้เพียงแค่ครบทุกอารมณ์ที่แอนเดอสันรัก แต่สามารถเข้าไปสู่คนทั่วไปอย่างแนบชิดอย่าง Grand Budapest hotel หนังเรื่อง Isle of dog เองก็มีรูปร่างไม่ต่างกันนัก ออกจะดูง่าย เข้าถึงผู้คน มันเป็นหนังที่ละเอียดมากๆ เนื่องจากเป็น Stop motion ที่เคลื่อนไหวนุ่มนวล ใช้เวลาทำหลายปี บทหนังดีมาก ออกไปทางดาร์คๆ แต่ถูกออกแบบให้เล่าเรื่องแบบเบาสบาย ประกอบด้วยตัวละครแบบ Wes Anderson ที่มีเสน่ห์น่าหลงรักทุกตัว

Isle of dog เป็นเรื่องราวของหมาที่ถูกทิ้งไว้ที่เกาะขยะ เกาะที่รัฐบาลญี่ปุ่นอยากเนรเทศหมาเนื่องจากเต็มไปด้วยโรค ความก้าวร้าว โดยมีความพยายามแอบแฝงในการกำจัดหมาไปให้หมดไป จากความแค้นในอดีตของตระกูลนายกเอง โดยมีการเล่าถึงตำนานการปลดเอกหมาเป็นฉากหลัง นอกจากนี้ตำนานยังกล่าวถึงเด็กชายที่ออกไปต่อสู้เพื่อหมาที่ถูกกดขี่ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนในปัจจุบันได้พอดิบพอดี ในระหว่างที่เหล่าหมาทั้งหลายถูกผลักไสไปให้ไกลที่สุด ก็ปรากฏตัวของเด็กชายในกองขยะ หลานนายกที่ออกตามหา “Spots” หมาองค์รักที่เขารักยิ่งกว่าใคร หลานนายกประสบอุบัติเหตุล่วงลงมาที่ต้นเกาะขยะ และได้เจอกับฝูงหมา 5 ตัวที่เป็นสุดยอดจ่าฝูง ทั้งหมดจะร่วมมือกันเพื่อตามหาหมาให้กับเด็กชายคนนั้น และจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปตลอดกาล

ในกลุ่มหมามีตัวหนึ่งเป็นหมาจรจัดชื่อ “ชีฟ” ซึ่งเป็นหมาจรจัด ที่ไม่เคยได้รับการดูแลมาก่อน ซึ่งตัวละครจะค่อยๆ ก้าวผ่านสิ่งต่างเพื่อไปสู่ “หมา” ที่แท้จริง

นอกจากนั้นตัวบทเองก็มีการเปรียบเปรยถึงการเหยียดชนชาติ รวมไปถึงความเป็นมนุษย์ในรูปแบบที่น่าสนใจ และด้วยความเฉลียวฉลาดของหนังที่เลือกจะเล่าอย่างเบาสบาย ทำให้หนังไม่หนัก เสพง่าย สนุกนานกำลังดี เพราะถ้าลองคิดสภาพเหล่าหมาที่ถูกกดขี่เป็นมนุษย์ซิ ภาพของหนังคงหนักอึ้งมากกว่านี้ การนำเสนอ เล่าเรื่องแบบติดตลก ท่ามกลางฉากขยะสุดอลังการ ทำให้หนังเรื่องนี้มีลักษณะเฉพาะตัว ช่วงจังหวะเศร้าของตัวละครแต่ล่ะตัวก็ออกแบบมาเป็นอย่างดี เรียกว่าทุกฮุคของความเศร้า ฉากน้ำตาไหลของหมาแต่ล่ะตัวสะท้อนลึกไปในใจเราเสมอ นั่นทำให้ตัวละครมันน่าหลงรักขึ้นไปอีก

“เมื่อได้เรียนรู้ความรักจากมนุษย์แล้ว หมาตั้วนั้นก็จะไม่หักหลังใครอีก” หนังเรื่องนี้แสดงความรักที่งดงามอย่างหนึ่งได้น่าสนใจ ความรักที่ชื่อว่า “ความภักดี"

Wes Anderson ได้สร้างสรรค์งาน Stop Motion ที่งดงามและสนุกมากๆ เสน่ห์ของตัวละครหนังเรื่องนี้ทำให้เราหลังรักแบบสุดๆ นักแสดงแต่ล่ะคนที่มาพากษ์เรียกว่าเป็นขาประจำของ Wes อยู่แล้ว การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่สมมาตร เนี๊ยบ พร้อมกับบทเพลงที่ติดหู ทำให้หนังเรื่องนี้จะขึ้นหิ้งพูดถึงไปอีกนานแน่นอน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.3
26 กรกฎาคม 2561 14:19:21

รีวิว Isle of Dog ฉบับเด็กเดินตั๋ว

เป็นอีกหนึ่งงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของเวส แอนเดอร์สันเลย ชื่นชมและชื่นชอบทุกอย่างที่อยู่ในหนังเลย ดูเพลิ๊นเพลิน... มีความสนุก น่าตื่นเต้น น่าติดตาม ถูกจริตมากๆ ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การออกแบบตัวละคร ตัวหุ่นตุ๊กตาหมาน้อย(นักแสดง)ต่างๆ เพลง ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ หนังจบอารมณ์ไม่จบแน่ๆ คาดว่าหลายคนหลังจากดูต้องทำอะไรบางอย่างต่อ เช่นโหลดเพลงมาฟัง หาภาพสวยๆจากในหนังมาใช้เป็นวอลเปเปอร์ หางานเบื้องหลังการสร้างมาดู หรือย้อนดูงานเก่าๆของเวส แอนเดอร์สันไปเสพต่อก็จะดีเหมือนกัน....


หลังจากงานที่หลายคนเรียกว่าเป็นงานมาสเตอร์พีซของเฮียเวสอย่าง “The Grand Budapest Hotel” ที่ขึ้นแท่นชั้นครูถูกฉายเมื่อหลายปีก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องล่าสุดของเฮียเขาเลย... น่าจะถูกกระแสจับตา และเปรียบเทียบมาก สำหรับเด็กเดินตั๋วบอกเลยว่ามันคนละอย่างกัน... อย่าเอาไปเทียบกันเล๊ยยยยย งานนี้เป็นงาน Animation Stopmotion ที่ถ่ายตัวหุ่นทีละเฟรมแล้วเอามาประกอบกันเป็นเรื่องราว น่าจะคล้ายๆกับงานเก่าของเฮียเวสเรื่อง “Fantastic Mr.Fox” เสียมากกว่า และเหมือนเรื่อง Kubo ของค่าย Sony เมื่อสองสามปีก่อน และหลายๆ งานที่ถนัดๆ ของ Tim Burton อาทิ Nightmare Before Chirstmas หรือ Franken Ville 

แต่ไม่ว่าอย่างไร “Isle of Dog” มีความเป็นเวส แอนเดอร์สันสูงมาก ไม่ตกมาตรฐานของเฮียแกเขาเลย มีหลายๆอย่างที่เป็นสไตล์ของเฮียแกชัดเจนมากอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเคลื่อนกล้อง การเลือกใช้สี วิธีการเล่าเรื่องเป็น Chapter เป็นองก์ เป็นบทๆไป... วิธีการสร้างตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง บุคลิก การใช้คำพูด วิธีการคิดของตัวละครมันมีเสน่ห์มากๆ วิธีเล่าเรื่อง การหักมุม มุกต่างๆ มันช่างเป็นสไตล์เวส แอนเดอร์สันอย่างชัดเจนมากๆ ยิ่งดูยิ่งฟิน ชั้นเชิงเทพและเก๋ไก๋มากๆ เรื่องการออกแบบวิชวลก็ยังมีความสมมาตรแบบที่เฮียแกชอบใช้อยู่เยอะมาก ที่เห็นว่าจะแตกต่างจากเรื่องอื่นๆคือ ความบู๊แอคชั่น มีความน่าตื่นเต้นมากขึ้นเยอะ แทบตลอดทั้งเรื่องเลย ทำให้นึกถึงฉากนึงใน The Grand Budapest Hotel ที่ Mr. Gustave และ Zero หนีตายจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ชั้นเชิงการเล่าแบบนั้นมีตลอดทั้งเรื่องเลย แถมเรื่องนี้มีความ “แก้แค้น” ที่มักเจอในหนังของเฮียหลายๆเรื่อง อยู่อย่างมากและมีชั้นเชิงการเล่าที่ทำให้ผู้ชมติดตามและรู้สึกมีส่วนร่วมอยู่ด้วยสูงมาก

งานสร้างบอกได้เลยว่าคล้ายๆ Fantastic Mr.Fox ดูเป็นตุ๊กตาหุ่น แต่ดูเหมือนจริงขึ้นมากกว่า...นึดนิง... สีไม่จัดจ้านเท่างานเรื่องอื่นๆ แต่ก็คุมโทนสีได้แบบเวสเลย ชอบความที่ใช้ใยฟองน้ำแทนควัน เหมือนเรื่อง Fantastic Mr.Fox เด๊ะๆ เลย.... หลายๆอย่างในโมเดลดูค่อนข้างวินเทจเข้าใจว่าเป็นความเคารพที่เวสมีต่องาน Stopmotion ทุกอย่างลงตัวสวยงามดูมีความเป็นศิลปะสูง อีกอย่างที่ชอบและมักมีในหนังของเวสแทบทุกเรื่องเลยคือกระเช้าลอยฟ้าแบบรางเลื่อน แทบเห็นได้ในหนังเวสทุกเรื่องเลย จริงๆมีอีกหลายดีเทลที่แทบอยากกลับไปดูอีกเพื่อเก็บรายละเอียดจริงๆเลย...

เรื่องของเพลงไม่พูดถึงไม่ได้เลย ทุกเรื่องของเฮียเวสจะมีความคราฟท์เรื่องเพลงสูงมาก คราวนี้เป็นคราวของกลองแบบญี่ปุ่นที่ดูฮึกเหิม มาเร้าความตื่นเต้นแทบตลอดทั้งเรื่อง จนดูจบยังต้องหาเพลงจากเรื่องนี้มาฟังต่อตอบสนองอารมณ์ที่ยังไม่จบหลังดูหนังจบของตัวเองเลยทีเดียว...

น่าจะเป็นอนิเมชั่นที่ชอบที่สุดในปีนี้เลย ถ้ามีโอกาสคาดว่าจะกลับไปดูอีกรอบเพื่อเก็บรายละเอียด และแนะนำทุกท่านเลยว่าไม่ควรพลาดเรื่องนี้จริงๆ

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.2
25 กรกฎาคม 2561 15:30:28

[รีวิว]Adrift - รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน
--- 6.5/10 ---
“เป็นหนังที่มีแต่น้ำ เนื้อน้อยอย่างน่าเสียดาย มีดีที่จุดหักมุมและตอนจบ”

Adrift หรือชื่อภาษาไทยว่า รักเธอฝ่าเฮอริเคน หนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริง โดยเป็นเรื่องราวของคู่รัก Tami Oldham (Shailene Woodley) และ Richard Sharp (Sam Claflin) ต้องลำบากลำบนลอยเคว้งอยู่กลางทะเล และต้องทำทุกอย่างเผื่อเอาชีวิตรอดไปให้จงได้ เรื่องมันเกิดจากที่ทั้งคู่ต้องนำเรือลำหนึ่งไปส่งให้เจ้าของ แต่ในระหว่างการเดินทางก็ต้องเจอกับโคตรเฮอร์ริเคนแคทรีนา ทำให้พวกเขาประสบอุบัติเหตุติดอยู่บนเรือกลางทะเล มองไปไม่เห็นแม้แต่ผืนแผ่นดิน

หนังเล่าเรื่องโดยการตัดสลับระหว่าง เหตุการณ์ปัจจุบัน (ตอนติดอยู่บนเรือกลางทะเล) กับ เหตุการณ์ในอดีต (ตอนที่ก่อนทั้งสองจะรักกันและตอนรักกันก่อนเดินเรือ) ด้วยการตัดสลับแบบนี้ มันก็ทำให้หนังดูน่าสนใจไม่ใช่เล่น แต่มันกลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายไปในที่สุด เพราะในจังหวะที่กำลังถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่องในระหว่างติดเรือ กลับตัดมาเหตุการณ์ในอดีตซะงั้น!? ทำให้กระชากอารมณ์คนดูเกินไป ได้แต่อุทานเบาๆ ในใจว่า “เอ๊า!” และเป็นแบบนี้หลายฉากเลยทีเดียว กำลังพีคๆ บิ้วอารมณ์คนดูได้อย่างดี ก็ตัดมาเหตุการณ์ในอดีตอีกแล้ว รวมไปถึงฉากที่น่าจะเป็นจุดพีคมากๆ ของเรื่องก็น่าจะเป็นฉากพายุเฮอริเคนที่โดยส่วนตัวคิดว่าทำออกมาได้สั้นไป และน่าจะดึงดราม่าอะไรได้มากกว่านี้

หนังน่าจะ “เล่าเยอะไป” ในส่วนของเหตุการณ์ในอดีต ความสัมพันธ์ของคู่พระ-นาง แต่ถึงแม้จะเล่าเยอะแค่ไหน เราก็ยังไม่เชื่อ และไม่เห็นความผูกพันธ์ ความรักของทั้งสองคนนี้จริงๆ เลย อีกส่วนที่น่าจะให้ความสำคัญกว่า ตัวหนังก็กลับ “เล่าน้อยไป” โดยเฉพาะส่วนที่ติดอยู่บนเรือกลางทะเล เรายังไม่ค่อยได้เห็นความลำบาก การดิ้นรน เอาตัวรอด และท้อแท้กับชีวิตสักเท่าไหร่ กับเวลา 41 วัน ที่ติดอยู่กลางทะเล เวลามันผ่านไปเร็วมาก เร็วเกินไปจริงๆ ทั้งที่น่าจะขยี้ความดราม่าส่วนนี้ให้ได้มากกว่านี้ แถมน่าเสียดายกับฉากที่ (เหมือนจะ) โรแมนติก

แต่ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่ดีมาอยู่ในตอนท้ายเรื่อง จุดหักมุมของเรื่องยิ่งทำให้เรา “เฮ้ย” ก็เซอร์ไพรส์อยู่พอสมควร และคาดไม่ถึงเหมือนกัน (ถ้าไม่ได้รู้เรื่องราวมาก่อนนะ) และฉากจบที่คลี่คลายเรื่องราวทำได้ดี แถมยังซาบซึ้งกว่าฉากที่(เหมือนจะ)โรแมนติก ที่ใส่มาแทบทั้งเรื่องเสียอีก สิ่งที่น่าชื่นชมอีกสิ่งหนึ่งคือนักแสดงนำอย่าง Shailene Woodley ที่แบกรับหนังทั้งเรื่องเลย เราจะเห็นเธอทุกฉากในหนัง ลืมภาพจำเธอจาก Fault in our stars ได้เลย เธอดูเก่งและโตขึ้นมาก การแสดงอาจไม่ได้โดดเด่นมาก แต่ต้องยอมรับว่าเธอแบกหนังเรื่องนี้ไว้จริงๆ

โดยรวมแล้ว Adrift เป็นหนังที่มีแต่น้ำ เนื้อหลักๆ น้อยมาก เป็นหนังมีดีที่ตอนจบ จุดหักมุม ถ้าไม่รู้จะดูเรื่องอะไร นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว ไม่ซาบซึ้ง โรแมนติก ดราม่าจนน้ำตาไหล แต่ก็ดูได้เพลินๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.5
19 กรกฎาคม 2561 18:02:58

[รีวิว] Billionaire Boys Club
--- 7.5/10 ---
“ตำนานแชร์ลูกโซ่ อายุน้อยร้อยล้าน ที่ทำให้คุณต้องอึ้ง!”

Billionaire Boys Club เป็นหนังที่สร้างมาจากคดีสุดอื้อฉาวในยุค 80 ของวัยรุ่นชายคู่หนึ่งแห่งนคร LA ณ Beverly Hills เกี่ยวกับกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ฝันอยากจะรวยทางลัด โดยมีแกนนำเป็น Joe Hunt (Ansel Elgort) และ Dean Karny (Taron Egerton) ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท BBC ขึ้นมาเพื่อหลอกเหยื่อให้มาลงทุนกับบริษัทโดยจะให้ผลกำไรคืนแก่คนที่มาลงทุน หรือ “แชร์ลูกโซ่” นั่นเอง แต่แผนกลับพังไม่เป็นท่าเพราะโดนนักต้มตุ๋นอย่าง Ron Levin (Kevin Spacey) มาหลอกซะเสียเลย 

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองและการเล่าของ Dean Karny เพียงมุมมองฝ่ายเดียวเท่านั้น ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้น เราก็ไม่ทราบได้ว่าจริงเท็จเพียงใด เหมือนกับเรากำลัง “ฟังความข้างเดียว” เสียมากกว่า ตัวหนังชวนให้นึกถึงบรรยากาศของ The Wolf of Wall Street กลายๆ ในช่วงแรกๆ (แต่รายนั้นทำได้ดีกว่าเยอะ) ความจริงคดีนี้ดูน่าสนใจ และเหมือนจะเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการเอามาทำหนังสักเรื่องเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการหลอกลวงตั้งบริษัทแชร์ลูกโซ่ของกลุ่มเด็กอยากรวย หรือแม้กระทั่งการฆาตกรรม แต่หนังเรื่องนี้กลับทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร

James Cox ผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ได้ทำตัวหนังออกมาได้สนุกน่าติดตาม แต่ยังรู้สึกว่า “ไม่สุด” แถมพอดูจบแล้วก็ยังเกิดอาการชวน “เอ๊ะ!” ชวน “สงสัย?” เช่น ประเด็นของตัวละครที่หายไปดื้อๆ ไม่มีสรุปให้ฟังว่าหายไปไหน หรือประเด็นเรื่องพ่อของ Joe Hunt ที่เหมือนเกือบจะแตะดราม่าในตอนท้าย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ติดตามต่ออยู่ดี 

แต่หนังปูพื้นเพตัวละครทั้งสองได้อย่างน่าสนใจ ด้วยกลุ่มเด็กที่มีความฝันอยากรวยทางลัดด้วยสภาพสังคมที่รายล้อมไปด้วยลูกคุณหนู ทำให้พระเอกของเรา Joe Hunt คิดอยากจะรวยขึ้นมา และคนที่รับบทนี้คือ Ansel Elgort ที่เราคุ้นเคยเค้าจากเรื่อง The Fault in Our Stars และ Baby Driver การแสดงของเขาทำให้หนังสนุกและทำให้ดูไหลลื่น เพลิดเพลินสุดๆ เขาเล่นได้ฉลาดสมบทบาทเลยทีเดียว (แต่บางฉากก็ดูเหมือนพวกขายตรง และการกระทำการตัดสินใจหลายๆ อย่างดูไม่ค่อยฉลาด) ส่วน Taron Egerton ในบทบาทเพื่อนคู่หูอย่าง Dean Karny ที่ในเรื่องนี้เขารับหน้าทำเล่าเรื่องหลัก และการปรากฏตัวของเขาแต่ละฉากเขาก็ทำได้ดีสุดๆ ต้องเรียกได้ว่าทั้งสองคนนี้ทำให้หนังดูกลมกล่อมยิ่งขึ้น และอีกคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั่นก็คือ Kevin Spacey ที่มารับบทเป็นนักต้มตุ๋นนามว่า Ron Levin ซึ่งนับเป็นการกลับมาเล่นหนังของเขาได้อย่างน่าชื่นชม แถมยังแสดงได้ดีไม่มีตกอีกด้วย หลังจากที่โดนมรสุมชีวิตหนักไม่ได้แสดงไปช่วงนึง เพราะถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศนักแสดงหลายคนในวงการ จนถูกถอออกจากหนังหลายเรื่อง ในปีนี้นับว่านี่เป็นเรื่องแรกของเขาเลย และได้เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับ Ansel Elgort อีกด้วย หลังทั้งคู่เลยร่วมงานกันใน Baby Driver ส่วนตัวละครสาวๆ ไม่ว่าจะเป็น Emma Roberts หรือ Suki Waterhouse ก็ถือซะว่าเป็นแค่ของสวยๆ งามๆ ในเรื่องก็พอ เพราะนอกจากมาโชว์หุ่นสุดเซี้ยของเธอแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำเลยหรือได้เห็นการแสดงของเธอสักเท่าไหร่

โดยภาพรวมหนังเรื่องนี้ค่อนข้างสนุก และเพลิดเพลินไปได้กับการแสดงของทั้งสองนักแสดงหนุ่ม (สำหรับสาวๆ แค่ความหล่อกับมาดเท่ๆ ของทั้งสองคนก็กินขาดแล้ว) นี่ก็เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ ถ้าลงทุน(ดู)ไปกับมันก็ไม่เสียหายนะ แต่รับรองไม่ขาดทุน  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.5
18 กรกฎาคม 2561 17:30:04

[รีวิว] 7 days เรารักกัน จันทร์ - อาทิตย์
--- 6.5/10 ---
"เรารัก(การแสดง)กันต์ แต่เราไม่ได้รักเนื้อเรื่องในทุกวันที่เกิดขึ้น"

เรื่องราวของ แทน เชฟหนุ่ม (กันต์ กันตถาวร) ที่เป็นแฟนกับนักวิจารณ์อาหารขั้นเทพ มิน (มิว นิษฐา) ทั้งสองได้เกิดเรื่องราวทะเลาะกันจนกลายเป็นจุดแตกหัก แต่พอวันถัดมา แทน กลับค้นพบว่า ตนเองต้องตื่นมาในทุกๆ เช้า เข้าไปอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ถึง 7 คน 7 วัน ด้วยกัน ไล่ไปตั้งแต่วันจันทร์ - อาทิตย์ แทนต้องทำให้มินเชื่อและคลี่คลายปัญหาเรื่องราวความรักของทั้งสองที่เกิดขึ้น

พล็อตเรื่องหลักน่าสนใจมากๆ การที่แต่ละวันมีกิมมิคเฉพาะ 7 วัน มีคำจำกัดความในแต่ละวัน จันทร์ - Memories (ความทรงจำ), อังคาร - Different (ความแตกต่าง), พุธ - Only You (เพียงแค่คุณ), พฤหัส - Passion (ความหลงไหล), ศุกร์ - Wonder (ความประหลาดใจ), เสาร์ - Dream (ความฝัน) และอาทิตย์ - Mind Soul (จิตวิญญาณ) ก็ยิ่งทำให้หนังน่าสนใจและเราจะ อ๋อ ว่าทำไมตัวละครเหล่านั้นถึงถูกเลือกมาให้ตรงกับวันเหล่านั้น

น่าเสียดาย ที่รายละเอียดของแต่ละตัวละครในแต่ละวัน การแบ่งบท ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ทั้งๆ ที่เราคิดละว่าตัวละครตัวนี้ต้องพาเราไปเห็นฉากซึ้งๆ ดราม่าๆ ได้แน่นอน แต่ฉากที่ควรซึ้งควรดราม่า ทำไมกลับใช้ตัวละครตัวนี้หล่ะ อะไรทำนองนั้น แถมหนังก็ยังไม่ได้ให้เหตุผลมากพอที่เราจะเข้าใจได้ว่าทำไม แทน ถึงต้องเข้าไปอาศัยร่างเหล่านั้นเพื่อไปเจอ มิว หล่ะ? เพราะมีทั้งตัวละครที่ใกล้ชิด สนิทสนมกับมิว แต่บางตัวละครก็ดูจะเกี่ยวข้องกับตัวมิวอย่างผิวเผินเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสงสัยอยู่ไม่น้อยเลย และสิ่งที่น่าเสียดายมากๆ และควรจะเล่นอะไรกับมันได้อีกเยอะแยะเลยคือ การที่ตัว แทน ไปอยู่ในร่างคนอื่น แต่กลับจับไม้จับมือ จูบกับมิวผ่านตัวละครตัวอื่นได้อย่างเฉยๆ และไม่มีแม้กระทั่งรู้สึก เอ๊ะ “ไม่ใช่ตัวเรานะ ไม่ใช่ร่างกายของแฟนเรานะ” ถ้าจับประเด็นตรงนี้มาทำเป็นคอเมดี้ น่าจะทำได้อีกเยอะแยะ และยังสามารถขยี้ความดราม่า ความรัก ความคิดถึงของการพบกันของสองตัวละครได้อีกมากเลยทีเดียว

และในซีนท้ายเรื่องที่พยายามจะให้ดราม่า เศร้า เคล้าน้ำตา กลับทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ความรู้สึกในห้วงเวลาตอนนั้น มันน่าจะเศร้าและหดหู่ได้มากกว่านี้มากๆ และเมสเสจที่หนังต้องการจะส่งถึงคนดูมันยังไม่ชัด ไม่เคลียร์สักเท่าไหร่

ในด้านการแสดง ต้องชื่นชม มิว นิษฐา ที่มาเล่นประกบนักแสดงถึง 7 คน ซึ่งในจุดนี้ มิวทำออกมาได้ดีพอสมควร เพราะต้องเล่นกับหลากหลายตัวละครที่อายุ บุคลิก นิสัย แตกต่างกัน (แถมออร่ามิวในเรื่องนี้เปร่งประกายมาก สวย น่ารักแบบฝุดๆ >///<) แต่คนที่โดดเด่น และทำออกมาได้ดีเกินคาดคือ “กันต์ กันตถาวร” ที่เล่นได้ธรรมชาติมากๆ ดูไม่เหมือนการแสดงเลยแม้แต่น้อย เล่นได้ดีโคตรๆ กับอีกตัวละครที่ต้องบอกว่า “เล่นเป็นตัวเองสุดๆ” นั่นคือ “สตาร์บัค” เรารู้จักตัวเขาแบบไหน นั่นแหละ ในหนังเรื่องนี้เป็นแบบนั้นเลย 555 และตัวละครที่เล่นดีแต่น่าเสียดายนั่นก็คือ “อนันดา เอเวอริงแฮม” ที่เปิดเรื่องมาก็ได้เห็นถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมและความเป็นโปรของเขา แต่กลับมีพื้นที่ให้เขาได้โชว์ฝีมือเพียงไม่เท่าไหร่

พูดถึงเรื่องนักแสดงมีบางตัวละครที่ทำไม่เหมาะกับบทบาทที่ได้รับ ทำให้สถานการณ์ในหนังตอนนั้น กับตัวละครตัวนั้น ได้ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย และประเด็นเรื่อง “ถนัดซ้าย” ที่เป็นมือที่ แทน ถนัด ในแต่ละตัวละครที่ แทน ได้เข้าไปอยู่นั้น ก็ไม่ได้โชว์ให้เห็นถึงความ ถนัดซ้าย ของตัวละครเสียเท่าไหร่

และอีกอย่างโดยส่วนตัวที่รู้สึกขัดๆ คือการใช้แสงไฟ ที่พยายามทำให้ภาพสวยๆ ฟุ้งๆ เกือบตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เรารู้สึกว่ามันเยอะไป

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูได้เรื่อยๆ เพลินๆ กับความน่ารักของมิว ไปพลางๆ แถมเพลงประกอบ "โลกที่ไม่มีเธอ" ที่ "อิงค์ วรันธร" ร้องไว้เพราะมากที่มากที่สุด ถ้าดูแบบไม่คิดอะไรมากก็คงเป็นหนังที่อบอุ่น ชวนให้หวนคิดถึงความสัมพันธ์ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.5
18 กรกฎาคม 2561 13:45:44

Skyscraper เสียวสุดแล้วหยุดที่ภาคนี้

ถือว่าเป็นหนังที่ไม่ได้มีพล็อตอะไรใหม่แต่อย่างใด แต่จะทำอย่างไรให้ดูสนุก และบันเทิงทั้งเรื่อง นี่คงเป็นโจทย์ที่ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ ได้รับมาและต้องทำให้มันออกมาเป็นหนังให้ได้ จนเสร็จสรรพออกมาเป็น Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า

เรื่องราวก็ดำเนินไปเรือยๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง ที่จะปูให้ตัวละครที่เดอะร้อคเล่น เป็นทหารมาก่อน จนมาประสบอุบัติเหตุ จนทำให้ต้องเสียขา ในหน้าที่ และผันตัวเองมาตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัย และถูกชักชวนจากเพื่อนทหารของเค้า (ที่ตอนนี้เป็นบอดีการ์ดให้กับ จ้าว นักธุระกิจชาวจีน) ให้มาเป็นหัวหน้าดูแลรักษาระบบรักษาความปลอดภัยให้กับตึง เดอะ เพิร์ล ตึกสูงเสียดฟ้าแห่งใหม่ ในประเทศฮ่องกง

ดูเหมือนว่า ถ้าพิจารณาจากค่ายหนังที่สร้างหนังเรื่องนี้แล้วอย่าง Legendary (ที่ซึ่งตอนนี้โดนเทคโอเวอร์โดยบริษัทจีนไปแล้ว) ไม่แปลกใจที่พล็อตเรื่องนั้นมักจะมีตัวละครจีน เอ่ยถึงประเทศของอาตี๋อาหมวย หรือแม้กระทั่งวายร้าย ที่เป็นคนจีน มาเดินกันให้ว่อน ตลอดทั้งเรื่อง #มันคงเป็นเทรนไปแล้ว สำหรับฮอลลีวูดในยุคนี้ ที่ต้องมองตลาดหนังในประเทศจีนเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ที่หนังแนวนี้น่าจะถูกในคนจีนได้ไม่ยาก

กลับกันเมื่อหนังดำเนินเรื่องมาทางนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ไม่น่าจะถูกใจชาวอเมริกันซักเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะถูกคอคนไทยได้ไม่ยาก ซึ่งหลังจากที่ผมดูจบแล้ว ก็บอกได้เลยว่า ถึงมันจะไม่มีอะไรใหม่ แต่ด้วยความที่เข้าไปดูแบบสมองโล่งๆ และไม่คาดหวังอะไร หนังเรื่องนีก็ตอบโจทย์ความบันเทิงแบบเต็มที่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากแอคชั่น หวาดเสียว ที่เล่นกับคนดู ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกลัวความสูงแน่นอน อาจจะเป็นลมได้ในโรง

สรุปแล้ว Skascraper ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่น่าดึงดูดใจให้เข้าไปดูเท่าไหร่ แต่ถ้าลองปรับประบวนการคิดและคาดหวังทิ้งไป เรื่องนี้ก็สามารถตอบโจทย์ของ ภาพยนตร์ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ผมให้ 7/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
18 กรกฎาคม 2561 13:35:25

Ant-Man and the Wasp จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่หายไปช่วงอเวนเจอร์ส 3

หลายคนคงสงสัยว่า แอนท์-แมนหายไปไหนในอเวนเจอร์สภาคล่าสุด ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย ทำไมพี่แกไม่ไปช่วยคนอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายจริงๆ สำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เนื่องมาจากความพีคของจักรวาลมาร์เวล มันดำเนินมาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเวนเจอร์ มหาสงครามล้างจักรวาล ที่ได้ชมกันไปตอนเดือน เมษาแล้ว ทุกคนรู้จุดจบของภาคนั้นอยู่แล้ว จะทำหนังเดี่ยวยังไงที่ใช้ช่วงเหตุการณ์ ก่อนในอเวนเจอร์

เนื้อเรื่องภาคนี้ก็ดำเนินตามตัวอย่างที่ปล่อยออกมาให้ชมกันนั่นก็คือ เป็นเหตุการณ์หลังจาก Captain America Civil War เมื่อแอนท์-แมนได้ช่วยกัปตันอเมริกาหลบหนีการจับกุม จนทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบาก ติดทัณฑ์บน ต้องอยู่ภายในบ้านของตัวเองให้ครบกำหนด ไม่งั้นจะโดนจับขังคุก แต่เรื่องราวยุ่งๆ ต่างๆ ก็ดันมาเกิดช่วงปลายๆ ของทัณฑ์บนนี้ แอนท์-แมนเลยต้องใช้กลเม็ดต่างๆ ในการหลอกล่อให้ไม่ถูกจับได้ว่าหนีออกจากบ้าน

นอกจากปมของแอนท์-แมนที่เป็นผลกระทบมาจาก CivilWar แล้วประเด็นหลักๆ ของภาคนี้ยังคงดึงประเด็นของครอบครัวของแฮงค์พิม ที่ต้องสูญเสียเจนเน็ต ภรรยาอันเป็นที่รัก (เดอะวอส์ป) คนแรก ไปในภาระกิจลับเมื่อปี 1996 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจนเน็ต ยังไม่ตาย และได้พยายามติดต่อให้ทุกคนไปช่วยเหลือเธอออกจากมิติควอนตั้ม 

ต้องยอมรับจริงๆ ว่าภาคนี้เป็นหนังที่เนื้อเรื่องจะเป็นตัวของตัวเองโดดๆ ไม่ได้มีฮีโร่คนอื่นๆ มาช่วย หรือมาเอี่ยวด้วยแต่อย่างใด เป็นหนังภาคแยกภาคเดี่ยวที่ดำเนินเรื่องสนุกใช้ได้ เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นตลอดทั้งเรื่อง แถมมาด้วยมุขฮาๆ และเสน่ห์จากภาคแรกก็ไม่ได้หายไป พร้อมทั้งปิดฉากเรื่องด้วย Mid-cradit ที่ทำให้ต้องชวนว้าว และอยากดูต่อไวๆ เลยทีเดียว

เป็นหนังที่เหมาะกับคนที่เคยดูภาคแรก และ Civilwar มาก่อนเท่านั้นจริงๆ ไม่งั้นคงจะเก็บประเด็นต่างๆ ในเรื่องได้ไม่ครบ ส่วนตัวผมเองชอบในการกระจายบนให้แต่ละตัวละคร และการตัดต่อ มากกว่าอเวนเจอร์ส์ 3 ซะด้วยซ้ำไป (เรื่องนั้นเหมือนกับการตัดฉากต่างๆ มาแปะๆ ให้ครบๆเป็นเรื่องราวยาวแค่นั้นจริงๆ) ผมให้ 8/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
17 กรกฎาคม 2561 23:38:48

แอนท์แมน คือ หนังตลก....พูดเลย ฮามากแต่ไม่เกรียนเท่าเดดพูลและ The Gardian Of The Galaxy มีลูกเล่นสนุกๆ แพรวพราวเหนือความคาดหมาย ได้อารมณ์หนังแอคชั่นมันส์ๆ ผสมๆ กับหนังครอบครัวฮาๆ สักเรื่องหนึ่งเลย...​ รู้สึกได้ถึงความเอนเตอร์เทนมากๆ

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับมิติควอนตัมมากกว่าเรื่องอื่นๆ... ควรดูภาคแรกมาก่อนไม่งั้นไม่ฮา ไม่รู้เรื่องแน่ๆ... ส่วนมุกไหนที่เป็น Gimmick เป็นมุกเด็ดๆ ก็ยังคงมีอยู่ให้หายคิดถึง ซีจีไม่ตกมาตรฐานมาเวลเลย ทำได้ดีมากๆ การดำเนินเนื้อเรื่องก็ชวนติดตามไม่ตกมาตรฐานเช่นกัน งานสร้างก็อลังการใช้ได้อยู่แม้ไม่เท่าอินฟินิตี้วอร์หรือแบล็กแพนเตอร์แต่ก็อยู่ในมาตรฐานที่รับได้ของมาเวลอยู่แล้ว

ด้วยความเป็นหนังภาคต่อ ความสมบูรณ์หรือความประทับใจมักเป็นรองหนังภาคแรกอยู่ประมาณนึงเลย แต่เป็นหนังที่ตลกและสนุกๆ เรื่องหนึ่งเลย 

- เด็กเดินตั๋ว -

ป.ล. มี End Credit สองครั้งนะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.7
13 กรกฎาคม 2561 23:01:08

Skyscraper

หนังที่ได้ Dwayne Johnson มาเป็นนักแสดงนำ (และแน่นอนหนังก็ขายชื่อเสียงของพี่ The Rock เราเนี่ยแหละ) ถ้าดูเพื่อความตื่นเต้น ไม่คิดอะไรมาก เรื่องนี้ตอบโจทย์สุดๆ ครับ แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็ต้องบอกว่า หนังหาความเหตุผลมารองรับไม่ค่อยได้เลย ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงแบบเดาเนื้อเรื่องได้ 

เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ วิล ซอยเยอร์ อดีตตำรวจ ที่สูญเสียขาจากการทำงานช่วยตัวประกัน และได้มีโอกาสไปทำงานเป็นผู้ดูแลความปลอดภัย The Pearl ตึกที่สูงที่สุดที่ตั้งอยู่บนเกาะฮ่องกง แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันเมื่อตึกโดนวางระเบิดจนไฟไหม้ ทำให้ วิลต้องเข้าไปช่วยครอบครับที่พักอยู่บนตึก The Pearl

หนังดำเนินเรื่องเร็วมากครับ เปิดเรื่องมาก็จัดเต็มฉากบู๊ ฉากดราม่า ไม่พูดกันเยอะใส่จัดเต็มแทบไม่ได้พักหายใจ ก็ต้องบอกว่าตื่นเต้น ลุ้นเอาใจช่วยพระเอกของเราตลอดทั้งเรื่องเลยครับ (เป็นหนังเอนเตอร์เทนคนดูพอสมควร ไม่มีฉากน่าเบื่อ หรือฉากพูดเยอะๆเลย)

สิ่งที่ดีมากๆก็แน่นอนครับก็คือพระเอกของเรา Dwayne Johnson พี่แกก็แสดงได้ดีมากๆ แต่ละฉากของหนังตื่นเต้นเพราะพี่แกเนี่ยแหละใส่อารมณ์กับตัวละครเต็มที่ และอีกอย่างก็คือตึก The Pearl ที่หนังสร้างได้สวยมากๆ แบบว่าอยากให้มีตึกนี้อยู่จริงๆ แบบว่ามันสวยมากๆ ทำ CG ได้ดีสุดๆ เลยครับ

สิ่งที่แย่ก็มีหลายเรื่องครับ เริ่มด้วยเนื้อเรื่องที่เดาง่ายเกินไป เดาได้หมดเลย(แอบเสียดายครับ) บทหนังก็เดินเป็นเส้นตรงธรรมดาๆ และแทบไม่สมเหตุสมผลทั้งเรื่อง แต่อันนี้ก็ต้องบอกว่าถ้าไม่คิดมากหนังเรื่องนี้ก็ตื่นเต้น และลุ้นสุดๆครับ 

สรุป ก็เป็นหนังที่บีบคั้นหัวใจ ตื่นเต้น ยังไงผมก็ว่าคุ้มค่าตั๋วแน่นอนครับ ไม่เสียดายเลยหลังดูจบ วันหยุดนี้ก็ลองตีตั๋วเข้าไปชมกันดูครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7
13 กรกฎาคม 2561 22:19:00

Ant-Man and the Wasp

หนังมนุษย์มด ที่ยังคุมโทนหนังด้วยอารมณ์ขัน ครอบครัว และความแสบของกลุ่มพระเอก ที่ทำให้หนังเต็มไปด้วยความสนุกและความอบอุ่น และส่วนตัวผมเองผมชอบภาคนี้นะ มีฉากตลกที่แบบหยุดขำไม่ได้เลย มีฉากแอคชั่นที่ดี CG เนียนกริบมากๆ และระบบ IMAX3D ที่ดีสุดๆ ไปเลย 

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
เนื้อเรื่องภาคนี้เต็มไปด้วยความเป็นครอบครัว เส้นเรื่องเล่นเนื้อหาครอบครัวเป็นหลักเลย ซึ่งหนังทำออกมาได้ดีมากๆ อีกทั้งเนื้อเรื่องก็ลื่นไหล สนุกตั้งแต่ต้นจนจบเลย เป็นมุมครอบครัวอีกแบบนึงในหนังแนวฮีโร่เลย (ทุกทีเจอแต่เส้นเรื่องเดิมๆ แต่ Ant Man สามารถทำให้แตกต่างได้น่ารักและอบอุ่นมากๆ) มุกตลกต้องยอมรับว่ามีฉากหนึ่งที่หยุดขำไม่ได้ หัวเราะจนน้ำตาไหล ฮาแบบต่อเนื่องมาก (ฉากนั้นเกือบขาดใจตาย :D ) 

ภาคนี้จะมีตัวละครที่เด่นขึ้นมาอีกตัวนั่นก็คือคู่หูของ Ant Man หรือว่า  The Wasp นั่นเอง โดยมี Evangeline Lilly เป็นผู้แสดง จะบอกว่าแสดงบทบู๊ได้เก่งสุดๆ ไปเลย เท่มากๆ เอาใจไปเลยครับ และอีกตัวละครที่ชอบมาตั้งแต่ภาคที่แล้วก็คือ Luis นำแสดงโดย Micheai Pena คือแสดงได้ตลกมากๆ ภาคแรกฮาเท่าไร ภาคนี้ก็ไม่แพ้กันอาจจะฮามากกว่าด้วยซ้ำ  

อีกอย่างคือชอบเนื้อเรื่องของตัวร้ายในภาคนี้ มันไม่ได้ร้ายมากมายอะไรแต่แบบมีเส้นเรื่องประกอบการแสดงทำให้เรารู้สึกชอบมากๆ 

คุณภาพของภาพและเสียง
ด้านนี้จะขอรีวิวในระบบ IMAX3D นะครับ จะบอกว่าฉากแรกของหนัง 3D ทะลุหน้าจอมากกกกกก!!!! จนแบบว่าเออคุ้มมาก คุ้มแล้วที่ได้มาดูในระบบนี้ และ 3D ก็ดีตลอดเรื่องเลยนะครับ ทำให้ภาพดูมีมิติมากๆ แถมสีสวยขึ้นอีกเยอะเลยครับ ส่วนทางด้านเสียง แปลกตรงที่ระบบเสียงในโรงเฉยๆ มาก sound ไม่ค่อยบิ้วสักเท่าไรเลยครับ (บางฉากเสียงเบาด้วย)

ด้านดี
อย่างที่กล่าวมาข้างต้น มีด้านดีเยอะมาก ด้านเนื้อเรื่อง ด้านความฮา ด้าน 3D ด้าน CG (จะบอกว่า CG ทำได้ดีมากๆเลยครับ ตอนแบบย่อร่าง ขยายร่างแบบว่าเนียนมากๆเลย) ถือว่าครบเครื่องมากๆ ครับ และนักแสดงยังแสดงได้ดีอีก ช่วยกันแบกเนื้อเรื่องเอาไว้ ทุกคนทำได้ดีจนรู้สึกหนังมันดีมากๆ เลย

ด้านแย่
ระบบเสียงเลยครับ แอบตกใจที่หนังเสียงเบามาก ทุกทีในโรง IMAX เสียจะกระฮึ่มมาก แต่เรื่องนี้เสียงเบา 

สรุป จะบอกว่าผมรักหนังเรื่องนี้มากๆเลยนะ ดูง่าย สนุก ตื่นเต้น น่ารัก อบอุ่น และตลกมากกกกกก!!! มันครบรสในหนังเรื่องนี้ อีกอย่าง CG ก็เนียนกริบ 3D ก็เทพ ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นหนังฮีโร่ของ MARVEL อีกเรื่องที่จะดูซ้ำอีกหลายๆ ครั้งครับ 

แก๊งค์นี้คือฮามากๆ จริงๆ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8.9
13 กรกฎาคม 2561 10:14:37

Ant-Man and the Wasp " ฮีโร่ที่ดีต้องมีคู่หู "

118 min | Action/Sci-fi | Directed by Peyton Reed

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หลังจากที่ทุกคนต้องพบกับจุดพลิกผันครั้งยิ่งใหญ่ใน Avengers: Infinity War หลายคนคงสงสัยว่าฮีโร่บางคนนั้นหายไปไหน โดยเฉพาะมนุษย์มดอย่าง Ant-Man ที่หายไปเลยหลังจากเหตุการณ์ใน Civil War ซึ่งในภาคต่อนี้จะเล่าเรื่องราวของสก๊อต แลง หลังผ่านเหตุการณ์ใน Civil War มาเลยทันที เพราะเขาเลือกที่จะรับโทษและโดนกักบริเวณเพื่อที่จะได้ล้างโทษและใช้ชีวิตอยู่กับลูกสาว แต่เรื่องราวก็ไม่จบง่ายขนาดนั้น เมื่อแฮงค์ พิม ค้นพบวิธีที่จะช่วยภรรยาของเค้าที่ติดอยู่ในมิติควอนตัม และสก๊อต แลงก็เป็นกุญแจสำคัญในภารกิจครั้งนี้ ทำให้ Ant-Man ต้องกลับมาทำภารกิจอีกครั้ง

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

จากที่คิดว่านี่อาจเป็นหนังคั่นเวลาธรรมดาๆ เรื่องนึง แต่กลับกลายเป็นว่าหนังดูสนุกมากกว่าที่คิด ด้วยความที่หนังสลัดความก้ำกึ่งระหว่างผู้กำกับใหม่ และ สิ่งที่เอ็ดการ์ ไรท์ เคยสร้างไว้ ทำให้ภาคที่ 2 นี้กลายเป็นหนังภารกิจโจรกรรมที่มีส่วนผสมของความตลกขบขันอยู่ด้วย 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

สิ่งที่ชอบมากที่สุดเห็นทีจะเป็นความที่นี่คือหนังมาร์เวลที่ไม่เน้นภารกิจกู้โลกใหญ่โต แต่เป็นการเปิดศึกแย่งชิงเทคโนโลยี (หรือโจรกรรมสิ่งของกัน) จากหลายฝ่าย ทำให้หนังมีความซับซ้อนและน่าติดตามมากยิ่งขึ้นกว่าภาคแรก และนอกจากนี้ ตัวละครต่างๆ ในเรื่องก็ดูจะมีมิติมากขึ้น พอลล์ รัดด์ ดูมีความสุขมากในการแสดงเป็นสก๊อต แลง เขาใส่ความฮา ความทะเล้นเข้าไปแบบจัดเต็ม หลายจุดที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นก็มาจากเค้า และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพวกแก๊งลูอิส และชาวคณะ ที่ภาคนี้ก็ยังฮาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือจังหวะเล่นมุกที่เฉียบและดูสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้อีกจุดที่เสริมขึ้นมาและช่วยให้หนังน่าสนใจยิ่งขึ้นคือเน้นในเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวของ แฮงค์ พิม และ โฮป แวน ไดจ์ มากยิ่งขึ้น ทำให้ Ant-Man and the Wasp เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างหนังโจรกรรม ฮีโร่ ตลก และครอบครัวได้อย่างลงตัว

สรุป 

Ant-Man and the Wasp เป็นมากกว่าหนังที่ขั้นเวลาก่อนดู Avengers 4 เพราะมีจิ๊กซอว์ต่างๆ ที่สาวกมาร์เวลต้องมาตามเก็บตามดูกันมากมาย แถมถ้ามองเป็นหนังที่เป็นเอกเทศน์เรื่องนึง ก็ถือว่าเป็นหนังที่ค่อนข้างดูได้อย่างเพลิดเพลิน และสนุกกว่าที่คาดไว้มาก เป็นอีก 1 เรื่องที่ชาวมาร์เวลไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง และแน่นอนว่า ฉากหลังเอนด์เครดิตนั้นเกี่ยวข้องกับ Avengers อย่างแน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.7
11 กรกฎาคม 2561 17:09:07

 

50 First Kisses
“การที่พระเอกได้ทำให้นางเอกตกหลุมรักพระเอกในทุกๆ ครั้งฉันใด มันก็ทำให้เราตกหลุมรักที่ได้ดูเรื่องนี้ในทุกๆ ครั้งฉันนั้น”

50 First Kisses เป็นหนังญี่ปุ่นได้นำของ Hollywood มาทำใหม่ โดยมีต้นฉบับเดิมชื่อคล้ายๆ กันอย่าง 50 First Dates (2004) ที่นำแสดงโดยดาราตลกชื่อดัง Adam Sandler ประกบคู่กับ Drew Barrymore และตัวแย่งซีนสุดฮาอย่าง Rob Schneider ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนี้ก็ได้ Takayuki Yamada ประกบคู่กับ Masami Nagasawa มารับหน้าที่เป็นพระ-นางในดำเนินเรื่องนี้

เรื่องราวจากทั้งสองเวอร์ชั่นนั้นเรียกได้ว่าดำเนินเรื่องเหมือนกันเป๊ะๆ ไม่ว่าจะเหตุการณ์ หรือองค์ประกอบต่างๆ โดยเป็นเรื่องราวของชายที่เจ้าชู้คนหนึ่ง ที่มาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งในร้านอาหาร แต่ปัญหาคือทุกๆ เช้าที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมา เธอจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้เลย ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ ทำให้เธอเสียความทรงจำระยะสั้นไป คือเธอจำได้แค่เรื่องราวก่อนเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น เรื่องราวหลังจากนั้นที่เกิดขึ้นจะถูกลบในทุกๆ เช้าวันใหม่ ชายหนุ่มคนนั้นจึงต้องหาวิธีมาทำให้ผู้หญิงที่เขารักตกหลุมรักเขาให้ได้ในทุกๆ วัน

ในต้นฉบับนั้นทำออกมาไว้ได้ดีมากๆ ซึ่งส่วนตัวเองดูหลายรอบมากๆ และเป็นหนังรอมคอมที่เชื่อได้เลยว่าเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายๆ คน และติดตามการจัดอันดับหนังต่างๆ อย่างแน่นอน ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนี้เรียกได้ว่าหยิบมาทั้งเรื่องเลย ทุกลำดับเหตุการณ์ การกระทำ หรือสถานที่ นั้นถอดแบบมาจากต้นฉบับทั้งหมดออกมาเป๊ะๆ แต่นั่นก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย (ขอเสียเดี๋ยวบอกในอีกสองย่อหน้าถัดไป) เพราะในฉบับญี่ปุ่นนี้ยังคงองค์ประกอบที่ดีของหนังไว้ครบถ้วน สิ่งที่แตกต่างนั่นก็คือ อย่างแรกก็คืออาชีพของพระเอก (ที่เข้าใจว่าคงจะอยากเอื้อให้เห็นความโรแมนติก+ฉากสวยๆ นั่นแหละ ต้องลองไปดูในหนัง) อย่างที่สองเลยคือความตลก ที่เวอร์ชั่นนี้ฮาขี้แตกขี้แตน ฮาทุกฉาก มุกบาทสองบาทก็เล่น และเอามาขยี้ให้มันฮาเข้าไปอีก คงเพราะด้วยความที่หนังญี่ปุ่นนักแสดงมัก “เล่นใหญ่มาก” จึงบวกความฮาเข้าไปเต็มๆ ไม่ใช่ว่าต้นฉบับไม่ฮา เพียงแต่ต้นฉบับมีความฮาน้อยกว่า แต่น่ารัก มุ้งมิ้งกว่าเท่านั้นเอง ที่แตกต่างอีกคงเป็นกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หรือบางมุกจากต้นฉบับที่เอามาขยี้มากขึ้นกว่าเดิม

ต้องขอชมทีมนักแสดงเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเลยว่าแต่ละคน ซัดเต็มข้อมาก พระเอกจัดเต็มหมด ไม่ว่าการเล่นมุก สีหน้า ท่าทาง และนางเอก ที่น่ารักโคตรๆ เล่นได้ธรรมชาติ ที่การหัวเราะของเธอสามารถทั้งให้คนในโรงยิ้มได้ตามๆ กันไปเลยทีเดียว และบทพ่อกับน้อง ที่ส่งให้หนังเวอร์ชั่นนี้ฮายิ่งขึ้นไปอีก แถมด้วยบทเพื่อนพระเอกที่ออกมาแย่งซีนได้แทบทุกฉากจริงๆ ที่สำคัญเพลงประกอบเรื่องนี้ยังเพราะมากๆ อีกต่างหาก

ถ้าจะให้พูดถึงข้อเสีย (จริงๆ ก็ไม่ใช่ข้อเสียหรอก มันคือสิ่งที่ส่วนตัวเองผิดหวังเสียมากกว่า) มันก็อยู่ในข้อดีนั่นแหละ การที่เวอร์ชั่นนี้หยิบเอาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมือนต้นฉบับมาทั้งดุ้นเลย ก็ทำให้เราผิดหวังนิดหน่อย เพราะเราคงคาดการณ์ว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากในเวอร์ชั่นนี้ แต่ที่ได้เพิ่มเติมมาก็คงเป็นฉากสวยๆ กับความตลกโปกฮาเท่านั้นเอง

สรุปคร่าวๆ คือ “เนื้อเรื่องเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือฮากว่า” ถ้าถามว่าควรดูทั้งสองเวอร์ชั่นเลยไหม ก็คงตอบได้ว่า “ก็ได้นะ ก็ดีนะ” โดยส่วนตัวเคยดูต้นฉบับมาก่อนและชอบมากๆ ดูหลายรอบมากๆ จึงอยากมาดูเวอร์ชั่นญี่ปุ่นด้วย แต่ถ้าใครดูเวอร์ชั่นญี่ปุ่นแล้วชอบมากๆ อย่างเพื่อนแอดเนี่ย เขาก็บอกว่าไม่ได้มีแรงกระตุ้นให้อยากไปดูต้นฉบับสักเท่าไหร่ เพราะมันครบรสแล้ว เหมือนเป็น First Impression ไปแล้ว ส่วนเพื่อนแอดอีกคนก็แนะนำว่า ถ้าชอบเวอร์ชั่นนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปดูต้นฉบับหรอก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่พิจารณาแหละครับ ผมเพียงอยากจะบอกว่าเรื่องนี้ “การที่พระเอกได้ทำให้นางเอกตกหลุมรักพระเอกในทุกๆ ครั้งฉันใด มันก็ทำให้เราตกหลุมรักที่ได้ดูเรื่องนี้ในทุกๆ ครั้งฉันนั้น”

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
9 กรกฎาคม 2561 18:28:13

Ant-Man and the Wasp
"ฮีโร่ขนาดจิ๋วที่แบกความสนุกมาเท่าตัว"

นี่ก็เป็นครั้งที่ 3 ที่เราได้เห็นฮีโร่ตัวนี้ปรากฏตัวขึ้นมา นับตั้งแต่ครั้งแรกใน Ant-Man (2015) จนครั้งต่อมาใน Captain America: Civil War (2016) และล่าสุดกับภาคต่ออย่างเป็นทางการของ Ant-Man ในชื่อเรื่องที่ว่า Ant-Man and the Wasp โดยมีชื่อแปลไทยอย่างง่ายๆ ว่า แอนท์-แมน และ เดอะ วอสพ์ (ทั้งๆ ที่ภาคแรกตั้งชื่อซะเท่เลย “มนุษย์มดมหากาฬ” เงี้ย) ถือว่าทิ้งช่วงมา 3 ปีให้เราได้กลับมาพบกับตัวละครตัวนี้อีกครั้ง แต่ในภาคนี้ได้มีคู่หูคู่ใจมาอีก 1 นั่นก็คือ The Wasp ที่ทั่งสวย เก่ง และเท่ ในแบบฉบับสาวบู๊

หนังในจักรวาล MCU แต่ละเรื่องล้วนก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บอกมาตั้งแต่ภาคแรกๆ แล้วว่า “เราสายฮานะ” ด้วยองค์ประกอบการเล่าเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศต่างๆ มุกเอย อะไรเอย ที่ชวนให้ยิ้มหัวเราะเกือบทั้งเรื่อง

หนังเรื่องนี้เปรียบเสมือน Side-story ของ Avengers: Infinity War กับคำถามที่หลายๆ คนสงสัยว่า “Ant-Man หายไปไหน?” นั่นแหละคำตอบก็อยู่ในเรื่องนี้ เพราะเนื้อเรื่องในภาคนี้เป็นเรื่องราวสืบเนื่องมาจาก Captain America: Civil War ซึ่ง ดูๆ แล้วเรื่องราวในภาคนี้ก็เป็นเรื่องราวที่ไม่มีฉากเครียดสักเท่าไหร่ แต่ทำออกมาได้บันเทิงสุดๆ

ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะแฝงไปด้วยความตลกชวนหัวเราะขนาดนั้น แต่ทางด้านฉากแอ็คชั่นก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันเลย ถึงแม้อาจจะไม่ได้มีเยอะเหมือนหนัง MCU เรื่องอื่นๆ แต่มี 2 ฉาก ที่แอดชอบมากๆ คือฉากบู๊แรกของ The Wasp ที่ทั้งดูเท่ มีสไตล์ รุนแรง และฉากขับรถสู้กันในช่วงเกือบท้ายเรื่อง โดยภาพรวมแล้วทำเราได้เห็นเลยว่าในเรื่องนี้ได้นำการย่อ/ขยายไซส์ มาใช้กับเนื้อเรื่องได้อย่างลงตัวมากๆ บวกกับการแสดงของเหล่ากลุ่มตัวเอก ไม่ว่าจะเป็น Paul Rudd (Scott Lang / Ant-Man) ที่ภาคนี้จัดหนักจัดเต็ม เล่นใหญ่ โคตรฮา และไม่กลัวเสียฟอร์มเลยแม้แต่น้อย ประกบคู่มากับ Evangeline Lilly (Hope Van Dyne / The Wasp) ที่ดูเป็นสาวดุ ขาลุย และเท่เอามากๆ ซึ่งทำให้เคมีเข้ากับพระเอกได้เป็นอย่างดี ตามมาด้วย Michael Douglas (Dr. Hank Pym) ที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากภาคแรก และทำให้ทั้ง 3 คนพอมาอยู่ด้วยกัน ทุกอย่างมันดูลงตัวไปหมด และเหล่าตัวประกอบที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้อย่าง Michael Pena (Luis) ที่โผล่มาทุกฉากต้องฮา แค่เห็นหน้าเราก็ฮาแล้ว แถมในภาคนี้ยังมีฉากพล่ามของเขาอย่างหนักหน่วงเลยทีเดียว และตัวประกอบอื่นๆ ที่เล่นได้ดีไม่แพ้กันเลย ไม่ว่าจะเป็น Laurence Fishburne (Dr. Bill Foster ), Michelle Pfeiffer (Janet Van Dyne / The Wasp) และตัวละครเพื่อนพระเอกที่ถึงแม้เราได้เห็นพวกเขาเพียงไม่กี่ฉากเท่านั้น แต่พวกเขาก็แสดงออกให้เราเห็นแล้วว่าแสดงได้ดีเลยแหละ

แต่ที่น่าผิดหวัง คงจะเป็น “คาแร็คเตอร์ของตัวร้าย ที่เหมือนใส่มางั้นๆ” กับตัวละครอย่าง Ghost ที่เปิดตัวออกมาได้น่าสนใจ แต่ก็...นะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เผื่อใครดูมาแล้วก็คงเข้าใจเหมือนกัน และเรื่องราวของมิติควอนตัมที่ภาคแรกปูมาได้น่าซับซ้อน ลึกลับ เป็นมิติที่เข้าแล้วออกมาไม่ได้ แต่ในภาคนี้เข้าออกกันง่ายราวกับประตูหน้าบ้านหลังบ้านตัวเองซะอย่างงั้น - -

สรุป ในเวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงที่คุณได้ดูเรื่องนี้ คุณจะได้รับความ “บันเทิง” ไปเต็มๆ เหมือนดูหนังตลก รอมคอม ครอบครัวที่มีธีมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ยังไงยังงั้น ที่ถึงแม้ว่าหนังจะเป็นมนุษย์มดขนาดจิ๋ว แต่ก็แบกความสนุกมาเท่าตัวเลยที่เดียว 

ปล. หนังเรื่องนี้มี Mid-Credit และ End-Credit ซึ่งบอกเลยตัวแรกว้าวแค่ไหน ตัวที่สองว้าวยิ่งกว่า!!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8
9 กรกฎาคม 2561 13:24:28

 

Sicario: Day of the Soldado | Stefano Sollima

หนังภาคต่อจาก Sicario ที่กลับมาพร้อมกับความดิบ เถื่อน และฉากกลยุทธ์ที่มีความถูกต้องอยู่สูง ทำให้หนังมีความไหลลื่น น่าสนใจ แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนผู้กำกับ แต่ก็สานต่อกลิ่นอายของภาคต่อได้พอสมควร แม้จะขาดลูกกดดันที่ทำให้หายใจอึดอัด แต่กระบวนการลุ้นระทึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในทุกวินาทีหลังจากออกจากฐานครั้งที่ 2 ก็ทำให้หนังสมบูรณ์ในแบบของมัน

จริงๆ เพราะมันถูกสร้างเพื่อให้ไปพีคภาค 3 ทำให้ภาคนี้ไม่ได้รวบจบสมบูรณ์แบบภาคหนึ่ง และขาดกลิ่นอายที่เข้าไปสำรวจความรู้สึกแบบต่างโลกอย่างที่ภาค 1 ทำกับเคท ที่เหมือนได้เข้าไปในความมืดมิดของโลกมนุษย์ในเม็กซิโก

“โลกที่ฆาตกรต้องอำพรางศพหนีกฏหมาย กับโลกที่แขวนศพเอาไว้เตือนไม่ให้ทรยศ เป็นโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”

ภาคนี้เปิดฉากมาเป็นหนังสงครามเบื้องหลังเต็มรูปแบบ ในเมื่อไม่มีอะไรให้ปิดเหมือนภาคหนึ่ง ก็เลยจัดเต็มตามกระบวนกลยุทธ์สงครามสไตล์หลังฉาก เป็นหนังสงครามกลางเมืองขนาดเล็กของอเมริกา ด้วยหน่วยงานลับเฉพาะที่จัดการตามประสงค์ของรัฐบาลแบบไหนก็ได้ แต่คราวนี้ผลกลับไม่ได้เป็นดั่งใจ และทำให้ความวุ่นวายแปลเปลี่ยนการสังหาร ทั้งนี้หนังเองก็ไม่ทิ้งการเข้าถึงคนเม็กซิโก ถ้าภาคเก่าคือเรื่องราวของตำรวจทรยศ ภาคนี้ก็คือเรื่องราวของผู้คนที่อาศัยอยู่ระหว่างเขตเท็กซัสและเม็กซิโก เป็นเรื่องราวของคนหนุ่มที่กลายเป็นมือปืน ที่เชื่อมโยงกับเรื่องด้วยการแอบข้ามเขตแดน

แต่ผู้กำกับคนนี้ยังทำไม่ถึงภาคเก่าน่ะนะ เดนนิสผู้กำกับภาคแรกได้วางเพลง วางองค์ประกอบเอาไว้ได้อย่างทรงพลัง แถมบทเองก็พาเข้าไปสู่โลกแห่งความมืด ความดิบ ความเถื่อนได้อย่างงดงาม เป็นการวางบทที่ค่อยๆเผยทุกอย่างไปทีล่ะเปราะ ใช้ความเงียบงัน เพลงโทนต่ำกดดันอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับเคทที่ตกลงในบ่วงความจริงที่มืดมิดแบบสุดๆ จนทำให้เข้าชิงออสการ์สาขาเพลงประกอบ และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้

ถึงจะเป็นแบบนั้นภาคนี้ก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน