0 0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

ข่าวภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวหนัง ทั้งหมด

ความคิดเห็น (0)

22 มิถุนายน 2560 10:53:39

Transformers The Last Knight นี่คือภาคที่สนุก-ลงตัวรองจากภาคแรก (ไม่Spoil)

ถ้าให้พูดถึง Transformers สำหรับตอนนี้ต้องมีทั้งคนที่ตั้งรอรอดู และหลายคนที่ร้องยี้ในความเยอะ ความเลอะเทอะของมัน แต่ไม่ว่าจะโดนสวดยับ มะเขือจะเน่าแค่ไหน ตราบใดที่ยังทำรายได้มหาศาลอยู่ ทางสตูดิโอก็เข็นภาคต่อออกมาได้เรื่อยๆ แน่นอน

ผมได้มีโอกาสไปชม คลิป 20 นาที จากเรื่องมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยที่เนื้อหาในคลิป ป๋าเบย์ได้บอกกับผู้ชมว่า เป็นภาคที่ระดมคนเขียนบทจำนวน 13 คน ขังไว้ในห้องเดียวกันแรมเดือน เพื่อระดมสมองเขียนบทให้ภาคนี้ จำนวน 13 แบบ และสุดท้ายนำมามิกซ์กันจนได้ออกมาเป็นภาคที่เราจะได้ชมกันนี่เอง

ส่วนตัวผมว่าถ้าทำขนาดนี้แล้ว ถ้าหนังยังไม่โอเคอีก (โอเคในที่นี่คือสนุกในระดับคนดูทั่วๆ ไปนะครับ) ต้องยอมรับว่าตอนนี้แฟรนไชส์นี้ ก้าวข้ามคำว่าต้องเขียนบทง้อนักวิจารณ์ไปแล้ว แค่ทำหนังออกมาบันเทิงตอบโจทย์คนดูทั่วไปได้ ถือว่าผ่าน ทำให้ก่อนชมภาคนี้ผมทำใจไว้เยอะมาก เพราะส่วนตัวไม่ชอบความยืดและเยอะ เลอะเทอะของภาคที่แล้วเป็นอย่างมาก ถือเป็นภาคที่ผมชอบน้อยที่สุดเลย เรียงลำดับความชอบตามนี้เลยครับ 1>3>2>4

เกริ่นซะนานถึงเวลารีวิวภาค 5 กันแล้ว ตามอ่านได้ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ

ภาคนี้ยังคงเต็มไปด้วยความเยอะและเลอะเทอะมาก มีการจับเอาประเด็นโน้นนี่เข้ามาใส่ เข้ามาโยงเยอะเต็มไปหมด แต่แปลกที่ภาคนี้ทำออกมาแล้วดูลงตัว ดูบันเทิงไปได้มากกว่าภาคที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวบทเอง ที่มีหยอดมุกตลก แอ็คชั่นเข้ามาแบบใส่ไม่ยั้งตลอดทั้งเรื่องจริงๆ อีกทั้งแอดมินนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ภาคที่แล้วที่ว่าจัดหนักจัดเต็มนั้น จะเหลืออะไรให้เอามาเล่น เพื่อสร้างความว้าว ความยิ่งใหญ่ให้กับคนดูได้อีก ซึ่งช่วงท้ายของเรื่องต้องบอกเลยว่า มันว้าวจริงในความเล่นใหญ่ความอลังของฉาก และอื่นๆ อีกเพียบ

ในด้าน IMAX ต้องขีดเส้นใต้เน้นๆ จริงๆ ว่า เรื่องนี้ทำมาเพื่อ IMAX 3D โดยเฉพาะ สำหรับใครที่ชอบบ่นว่าทำไมหนังสามมิติยุคหลังๆ นั้น ถ่ายทำเป็น 2D ก่อนแล้วค่อยเอามาแปลงเป็น 3D ทีหลัง อยากชมหนังที่ถ่ายทำเป็น 3D แท้ๆแบบที่ Avatar ทำไว้ บอกได้เลยว่า Transformers ภาคนี้จัดให้ การันตีเป็นภาพยนคร์ซัมเมอร์ของปีนี้ ที่ถ่ายทำในระบบ IMAX 3D เต็มรูปแบบมากขึ้น 98% (ฉากขยายมีเต็มเกือบทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้)

เรื่องเสียงนี่ก็เป็นจุดเด่นของป๋าแบย์อีกเหมือนกัน เพราะหนังป๋าเบย์แทบทุกเรือง มักจะใส่ฉากระเบิกภูเขาเผาใบกระท่อม #เดี๋ยวๆ เอาเป็นว่าจัดหนักกับฉากระเบิดเอามากๆ ระบบเสียงที่มิกซ์ออกมาก็ตอบโจทย์จริงๆ โดยเฉพาะเวลาได้ยินผ่านลำโพง IMAX คือกระหึ่มหูดับตับไหม้จริงๆ

สรุปเอาเป็นว่า ในด้านเนื้อเรื่องถึงจะไม่เพอร์เฟคเท่าภาคแรกที่ทำไว้ แต่ก็ไมได้แย่และเลวร้ายแบบภาคที่แล้ว ส่วนตัวผมนั้นเอนจอยกับภาคนี้เอามากๆ และมีโอกาสต้องไปซ้ำแน่นอน 8/10 ไปเลยสำหรับเนื้อเรื่อง เรียงลำดับภาคที่แอดมินชอบจะออกมาตามนี้เลยครับ 1>5>3>2>4 
แต่ในด้านประสบการณ์ IMAX เอาไปเลย 9.5/10 หักออก 0.5 เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมป๋าเบย์ไม่ใช้กล้อง IMAX เต็ม 100%ไปเลย จะได้ฟินกันไปเต็มสูบ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
8
21 มิถุนายน 2560 20:40:39

     หนังว่าด้วย Samantha Kingston หญิงสาวผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และต้องตื่นมามีชีวิตอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าเธอได้ตื่นมาในวันที่เธอตาย พบเจอเหตุการณ์ซ้ำเดิม ผู้คนเดิมๆ และตายอีกครั้งก่อนจะวนลูปมาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่เธอแก้ไขอะไรไม่ได้

     ในเมื่อพล็อตที่เล่าเรื่องให้ตัวละครกลับมาวนลูปชีวิตวงจรเดิมๆ ทุกวันเป็นพล็อตแนวแปลกที่ไม่ใหม่อีกต่อไปแล้ว น้ำหนักของความน่าสนใจของหนัง จึงตกอยู่กับลีลาการเล่าเรื่องในการลงลึกรายละเอียดต่างๆ ซึ่ง Before I Fall ก็ถือว่าเอาตัวรอดได้อย่างน่าชื่นชม หนังสามารถเฉลี่ยอารมณ์ดราม่าหน่วงๆ และการดำเนินเรื่องที่สนุกได้อย่างสมดุล และการขับเน้นเสน่ห์ของนางเอกสาว Zoey Deutch ก็ช่วยให้หนังน่าสนใจได้มากขึ้นไม่น้อย

     ในส่วนของแมสเสจว่าด้วยการเลือกใช้ชีวิตที่คุ้มค่า เพราะคนเรามีเพียงชีวิตเดียว และเวลาไม่เคยไหลย้อนกลับได้เหมือนตัวละคร Samantha อาจจะดูเป็นอะไรที่ดูเกร่อซ้ำซากไปหน่อย และหนังก็ไม่ได้มีท่าทีแนบเนียนในการสั่งสอนเท่าไหร่นัก ตรงจุดนี้อาจจะทำให้รู้สึกว่าหนังมีความตรงไปตรงมาเกินไปสักหน่อย ตัวละครถูกพล็อตบังคับให้ถ่ายทอดแก่นเรื่องออกมามากเกินไปอย่างน่าเสียดาย

     โดยภาพรวมแล้ว Before I Fall เป็นหนังที่มีความกลมกล่อมดูสนุกใช้ได้ แม้ความแปลกของพล็อตจะดูเผินๆ แล้วไม่น่าหวือหวา แต่ด้วยรายละเอียดภายในที่มีลีลาน่าเพลิดเพลิน ถึงแม้จะสะดุดไปบ้างในการบอกเล่าแมสเสจของหนังอย่างโจ่งแจ้งไปหน่อย แต่ในส่วนความดีงามด้านอื่น โดยเฉพาะความเจิดจรัสของ Zoey Deutch ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยเช่นกัน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.9
16 มิถุนายน 2560 22:33:22

Despicable Me 3 - มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 3

90 min | Animation | Directed by Kyle Balda, Pierre Coffin, Eric Guillon 

เรียกได้ว่ามีภาคต่อภาคแยกกันมาเรื่อยๆ สำหรับ มิสเตอร์ กรู และเหล่ามินเนี่ยนที่เดินทางกันมาถึงภาค 3 ซึ่งสำหรับผมเองค่อนข้างเฟล และเซ็งหน่อยๆ กับภาคแยกอย่างมินเนี่ยน ที่ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่คิดว่าความเซ็งนั้นจะลามมาถึงจุดนี้ด้วย ซึ่งในภาคนี้เล่าต่อเนื่องมาจากภาค 2 เลยคือ กรู และ ลูซี่ ยังคงทำงานในองค์กรต่อต้านวายร้ายอยู่ และไล่ตามจับวายร้ายตนนึง แต่กรูกลับทำพลาดอย่างน่าอับอายทำให้เขาถูกไล่ออก และประจวบเหมาะกับการได้รู้ความจริงว่าที่จริงแล้วเขามีพี่น้องฝาแฝด กรู และ ลูซี่ ต้องหาทางจับวายร้าย และกู้สถานการณ์ที่เคยทำพลาดให้ได้

จริงๆ ตอนแรกการได้เห็นภาคต่อของหนังตระกูลมินเนี่ยนเยอะๆ ผมรู้สึกดีมาก เพราะไอเดียแรกเริ่มของมันดีมาก จนต่อมาภาค 2 ก็ยังสามารถประคองความสนุกได้ แต่พอเดินทางมาถึงภาคที่ 3 แม้ว่าหนังจะสั้นมากแค่ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกน่าเบื่อมาก เพราะหนังเต็มไปด้วยความจำเจ แถมไม่สามารถดึงเสน่ห์ความตลกของมินเนี่ยนออกมาได้เลย สักนิดเดียว ขอย้ำสักนิดเดียวนะครับ ลืมไปได้เลยความฮาเป็นบ้าเป็นหลังในภาค 2 แถมเส้นเรื่องหลักอย่าง กรู ลูซี่ และเด็กๆ ก็จืดและซ้ำซาก วนเวียนกับการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่เป็นบุพการีที่ดี ซึ่งใช้มาแล้วทุกภาค 

แถมการปั้นตัวเป็นสัญลักษณ์ของหนังในหลายๆ อย่างถูกลดทอนความสำคัญไปแล้ว เหมือนทำๆ มางั้นๆ ทำมาขายแฟน ขายของเล่น ขายของที่ระลึกต่างๆ ซึ่งผมในฐานะของคนที่รักภาค 1-2 และรักในคาแรคเตอร์ของเจ้ามินเนี่ยนค่อนข้างผิดหวัง และเฟลมากถึงมากที่สุด เพราะจุดขายอย่างเสน่ห์ของตัวละครมันจืดชืด และแห้งลงไปอย่างชัดเจนจริงๆ นอกจากนี้ ปมทุกอย่างที่ผูกไว้ในเรื่องก็ยังคลายง่ายดายจนตอนดูจบ ยังงงว่ามันง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ

ภาพรวมของ Despicable Me 3 จึงเป็นหนังอนิเมชั่นที่น่าเสียดายมากที่สุด เพราะมันไม่สามารถให้ทั้งความสนุก ความฮา หรือเติมเต็มความรู้สึกแฟนหนังได้เลย ถ้ากราฟของหนังตกเบอร์นี้ ผมกลัวใจเหลือเกินครับว่าแฟรนไชส์มินเนี่ยน จะกลายเป็นแค่หนังที่เข็นมาเพื่อขายของอย่างเดียว แบบที่แฟรนไชส์บล็อคบลัสเตอร์หลายๆ เรื่องเป็น สำหรับหนังเรื่องนี้ใครที่เป็นแฟนคลับจริงๆ ก็คงไม่ควรพลาดควรตีตั๋วเข้าไปดูสักครั้ง แต่หากท่านไม่ได้พิสมัยในเจ้าตัวน้อยสีเหลืองเหล่านี้ หรือไม่ได้เป็นแฟนคลับ ก็สามารถปล่อยผ่านได้เลยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6
19 มิถุนายน 2560 10:26:43
เรียนคุณ อาวุธลับ หลังถ้ำ เช็ครอบหนังได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ
https://movie.thaiware.com/showtime/1004-Despicable-Me-3.html
19 มิถุนายน 2560 10:25:47
เรียนคุณ วรชัย ฉายถึงวันไหนแอดไม่สามารถบอกได้ครับ ส่วนใหญ่หนังดังหน่อยจะฉายอยู่ประมาณ 1 เดือนครับ
18 มิถุนายน 2560 06:44:57
ฉายกี่โมงครับ
12 มิถุนายน 2560 14:54:50

The Mummy เปิดจักรวาลผีๆ ที่น่าจะเอาตัวเองให้รอดซะก่อน

Marvel เค้ามี Marvel Cinamatic Universe / DC เค้าก็มี DC Extended Universe/ Warner Bro ก็มี Monsters Universe และถึงเวลาที่โลกของเราจะมี Dark Universe รวมจักรวาลผีๆ ของทาง Universal ซะแล้ว โดยที่เริ่มด้วย The Mummy ที่ฉายในปีนี้เป็นเรื่องแรก
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าตื่นเต้นกับโปรเจคนี้มาก ถ้าไปได้สวยมันจะกลายเป็นจุดขายอีก 1 จักรวาล ที่คนดูจะได้มีทางเลือกในการเลือกเสพ แต่จนแล้วจนรอด The Mummy เหมือนจะไปไม่ถึงฝั่งฝันซักเท่าไหร่

หลังจากได้ดูจบ ต้องบอกเลยว่า ตัวหนังมีความอยากหยิบโน้นผสมนี้ เพื่อต้องการความแตกต่างจากเวอร์ชั่น 1999 ไม่ว่าจะเป็นโทนหนัง การดำเนินเรื่อง ที่มีประเด็นมากมายใส่เข้ามา 
การที่ลดสเกลความยิ่งใหญ่ของหนังลง ครึ่งๆ จากเวอร์ชั่นที่แล้ว ทั้งๆ ที่จุดขายของซีรีย์นี้มันคือ มันอลังการในแบบที่เวอร์ชั่น 1999 ทำไว้ แต่ละอย่างที่เข้ามาประกอบในเรืองนี้ เหมือนจะไม่น่าเข้ากันได้ 
ทำให้ส่วนตัวคิดว่า มันออกจะเลอะเทอะ เละเทะไปหมด จริงๆ ผมหวังว่าจะได้เห็นฉากของอียิปต์ เยอะๆ มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป แต่กลายเป็นว่า เนื้อเรื่องไม่ได้ดำเนิน หรือกล่าวถึง อียิปต์ เยอะเท่าเวอร์ชั่นที่แล้วเลยด้วยซ้ำ 
แต่ก็ยังดีที่ ผู้กำกับ ไม่ได้กะจะปูเรื่องไปให้กับตัวละครอื่นๆ ใน Dark Universe อย่างที่คิดเอาไว้ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่า ทำหนังเรื่องนี้เพื่อปูฐานไปให้หนังเรื่องอื่นซะมากกว่า 

บอกตรงๆ เลยว่าส่วนตัวมีความผิดหวังมากในเวอร์ชั่นนี้ เป็นการเปิด Dark Universe ที่อนาคตแสนจะ Dark สมชื่อจักรวาลจริงๆ ไม่รู้ว่าทางค่ายนั้นจะเปลี่ยนใจตัด The Mummy ออกจาก จักรวาลนี้ตามรอย Drackula Untold หรือเปล่านะครับ ที่แน่ๆ คือ The Mummy ไม่โอเคจริงๆ 6.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
6.5
1 มิถุนายน 2560 16:29:54

Wonder Woman - วันเดอร์ วูแมน

141 min | Action/Fantasy | Directed by Patty Jenkins 

หลังจากที่ 3 เรื่องก่อนหน้านี้ในจักรวาลหนัง DC Extended Universe ยังไม่เปรี้ยงเท่าที่ควร (ส่วนใหญ่แล้วในแง่ของคำวิจารณ์) และหลายต่อหลายโปรเจคยังมีปัญหา ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความรีบร้อนเกินไปในการผลิตหนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC ออกมา แต่ทางค่ายก็ยังคงเดินหน้าโปรเจคนี้ต่อ และก็ถึงคิวหนังเดี่ยวของฮีโร่สาว ซึ่งเป็นเรื่องแรกด้วยที่เป็นหนังฮีโร่หญิง ที่กำกับโดยผู้กำกับหญิง Patty Jenkins ที่เคยฝากงานดีๆ อย่าง Monster ไว้ 

หลังจากการปรากฎตัวใน Batman v Superman ไปแล้วในเรื่องนี้จะเป็นการเล่าย้อนไปถึงต้นกำเนิดของ ไดอาน่า หรือ Wonder Woman หญิงสาวที่เติบโตมาในเกาะ เธอมิสคีร่า ที่อาศัยโดยชาวอเมซอน ซึ่งมีแต่เพศหญิงเท่านั้น แต่อยู่มาวันนึงมีมนุษย์เพศชาย สตีฟ เทรเวอร์ เครื่องบินตกแถวๆ เกาะ และได้รับความช่วยเหลือโดยไดอาน่า และหลังจากที่พบกันไดอาน่าได้ทราบว่าโลกภายนอกกำลังเกิดสงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 1) ทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉยได้ และออกจากเกาะไปเพื่อช่วยเหลือและยุติสงครามนี้ลง 

ในตอนแรกผมก็แอบเกรงว่าจะรอดหรือไม่ แต่ Wonder Woman นี้กลายมาเป็น 1 ในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่น่าจดจำ ด้วยองค์ประกอบความบันเทิงที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินเรื่องที่กระชับ แม้ว่าหนังจะยาวแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค ฉากต่อสู้สุดเท่ และเพลงประกอบที่ดีงาม อันเป็นอีก 1 สเน่ห์ของหนัง DC ทำให้ภาพรวมหนังออกมาสนุกและบันเทิงมาก นอกจากนี้งานภาพก็ยังออกมาดี และเก็บรายละเอียดได้ดีมาก ผมชอบมุมมองที่มีต่อสงครามของหนังเรื่องนี้ ความไร้เดียงสาของคนที่อยากปกป้องคนที่เดือดร้อนในสงคราม มีกลิ่นอายความเจ็บปวดฝังลึกในหนังเรื่องนี้ (คล้ายๆ กับที่หนังสงครามโลกน้ำดีหลายๆ เรื่องทำได้) ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังฮีโร่ดูเอามัน แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะ และบทบาทของสตรีที่มีต่อโลกอีกด้วย 

Gal Gadot ยกระดับของตัวเองจากไม้ประดับสวยงามในหนังฟอร์มยักษ์ตระกูล Fast มาเปร่งประกายภายใต้สัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งของสตรี Wonder Woman เธอสวย ดึงดูด และมีออร่า เหมาะสมและคู่ควรในบทนี้มาก และที่ดีงามยิ่งขึ้นคือการที่หนังที่มีความเฟมินิสต์สูงขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความสำคัญของตัวละครชายในเรื่องไปเลยแม้แต่น้อย สตีฟ เทรเวอร์ เป็นตัวละครที่มาเสริมให้หนังกลมกล่อมขึ้น และทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์ และออกมาดีมาก 

ผมเป็นเพียงบุคคลทั่วไปที่เอาจริงๆ มีอคติกับหนังค่าย DC มากพอสมควร และไม่ได้ชื่นชอบ Wonder Woman เป็นทุนเดิมเท่าไหร่ ยังหลงไหลและชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากขนาดนี้ หากคุณเป็นแฟน ก็ทวีคูณความดีงามนี้เข้าไป และอย่าพลาดชมในระบบ IMAX 3D จอใหญ่ยักษ์ และสามมิติเรื่องนี้ก็ดีงามมาก ห้ามพลาดเป็นอันขาดเลยสำหรับหนังเรื่องนี้ครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
9.4
1 มิถุนายน 2560 04:03:53

One Step (Juhn Jai-hong / South Korea / 2017)

พอแค่ได้อ่านเรื่องย่อ ก็รู้สึกว่าน่าสนใจดีว่าหนังจะเล่าอะไรบ้าง ตัวละครจะแก้ปัญหากับสิ่งที่ต้องเผชิญนี้ยังไง และหนังจะพาเราไปได้ไกลสักแค่ไหน และด้วยความเป็นหนังเกาหลี และดาราก็ไม่ได้โนเนม ก็เลยคาดหวังประมาณหนึ่ง แต่พอได้ดูหนังแล้วหนังกลับโหรงเหรงกว่าที่คิด ทั้งพล็อตและเรื่องราวที่ตัวละครต้องเผชิญและแก้ไขปัญหาทุกอย่างมันง่ายดายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ หรือการเยียวยาการสูญเสียความทรงจำของนางเอกที่หายจากอาการฟังเพลงไม่ได้ เพราะจะเห็นเสียงเพลงเป็นสีต่างๆ และกลายเป็นเสียงรบกวนโสตประสาทจนหมดสติได้มันง่ายเหลือเกิน ในส่วนของความรักก็เช่นกัน

อุปสรรคทุกอย่างดูยากเย็นและซับซ้อนได้มากกว่านี้ แต่สุดท้ายแล้วทั้งในส่วนของบทและการกำกับ ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องราวมันน่าตื่นเต้นหรือน่าสนใจได้อย่างที่ควรจะทำได้ แถมเรื่องราวทุกอย่างยังถูกคลี่คลายได้ง่ายๆ ชอบอยู่อย่างเดียวคือ ตอนท้ายที่หนังกล้าที่จะไม่จบด้วยการเฉลยที่มาของนางเอก ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะได้รู้ที่มาที่ไปของตัวเองไหม แต่ก็แอบสงสัยว่าคนทำตั้งใจไม่แคร์คนดูจริงหรือเปล่า หรือเพราะพลาดเอง แต่ถ้าเอาความรู้สึกของคนดูไว้ก่อนอย่างน้อยๆ ก็น่าจะช่วยให้คนยั้งมือที่จะเขียนด่าหนังที่ไม่สนุก แถมยังจบแบบไม่จบ จบแบบคาใจชิบหาย! จบเหี้ยอะไรวะเนี่ย! อะไรเทือกๆ นี้ จากนักเลงคีย์บอร์ดบนโลกโซเชียลได้บ้าง
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
5.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
5.6