0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

24 เมษายน 2561 10:11:05

      midnight sun 

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังญี่ปุ่นในชื่อเดียวกัน โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึง เคที่ หญิงสาวผู้ป่วยเป็น โรค xeroderma pigmentosum หรือเรียกง่ายๆ ว่า xp ซึ่งอาการของโรคนี้คือการแพ้รังสี uv ทำให้เคที่ไม่สามารถออกไปไหนข้างนอกได้ในเวลากลางวัน โดยในเวลากลางคืนเธอจะออกไปเล่นกีตาร์ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เมื่อเธอได้พบกับ ชาร์ลี เธอไม่ได้บอกถึงข้อจำกัดของตัวเองในตอนแรก เพราะเธอกลัวว่าจะทำให้เขาจากไปแต่สุดท้ายเมื่อพวกเขาทั้งคู่ไปออกเดทกันในคืนหนึ่ง ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเธอรีบวิ่งกลับบ้านให้ทันเท่าที่จะทำได้ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ชาร์ลีเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่เคทียังคงกลัวที่จะบอกเขาถึงความลับของเธอ

ความรู้สึกหลังชม

หนังค่อนข้างมีโทนที่เน้นความเป็นโรแมนติกและเรื่องของครอบครัวโดยที่ตัวหนังนั้นจะเราเรื่องในทิศทางที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรงดูง่ายแต่อาจจะมีความเลี่ยนในเรื่องของบทพูดของตัวะครที่ทำให้เกิดอาการเบื่อได้ซึ่งหนังค่อนข้างมีอะไรที่ซ้ำซากและคาดเดาได้ง่าย ส่วนในเรื่องของดนตรีนั้นช่วงที่หนังพยายามจะ drama หนักๆ ดนตรีประกอบดูจะส่งไปไม่ค่อยถึงซักเท่าไร ส่วนในเรื่องเพลงที่นางเอกร้องนั้นเพลงที่เป็นเพลงหลักถือว่าทำได้ค่อนข้างดี ส่วนเพลงอื่นๆ นั้นเฉยๆ

สรุป

    หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังรักวัยรุ่นเรื่องนึงที่ค่อนข้างจะเป็นหนังที่มีความเรียบง่าย สุขและเศร้าซึ่งเหมาะกับผู้ชมที่เป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.6
18 เมษายน 2561 16:58:45

รีวิว “RAMPAGE” ฉบับเด็กเดินตั๋ว

Feeling
โดยรวมจากหน้าหนัง Rampage เป็นหนังแอ็คชั่นบู๊ระห่ำ สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ถล่มเมืองโดยมีพี่บึ้กกล้ามโตเดอะร็อค ‘ดเวยน์ จอห์นสัน’ นำทีมเบ่งกล้ามเหนี่ยวไกปืนลุยปราบสัตว์ประหลาด คล้ายๆ หนังลิงยักษ์ King Kong, Jurassic Pack, Jurassic World หรือ Godzilla ที่มีบู๊แอ็คชั่นระดับมโหฬาร ผสมผสานความมันส์แอคชั่น ขี้โม้ๆ ของแบบหนังภารกิจกอบกู้สถานการณ์แบบ Transformer ภาคแรกๆ (ไม่เชิงหนังสงครามซะทีเดียว แต่อารมณ์แบบทหารแอคชั่นระเบิดระเบ้อ) ผสมมุกฮามาบ้างประปราย นับว่าบันเทิงมันส์สะใจสไตล์ฮอลลีวู้ดมากๆ

ถามว่าเทียบกับ Jumanji ภาคล่าสุดที่ดเวยน์ จอห์นสันเพิ่งเล่นไปได้ไหม? 
เด็กเดินตั๋วเห็นว่าเรื่องนี้จะจริงจังกว่า บู๊ระห่ำมันส์กว่าเยอะ ไม่เน้นเนื้อเรื่องมาก Jumanji แค่แอคชั่นรุนแรงสะใจกว่า สัตว์ประหลาดเจ๋งกว่า ใหญ่กว่า บ้านเมืองพังถล่มทลายเละเทะกว่า เท่าทีเคยดูหนังถล่มเมืองมา รู้สึกเรื่องนี้จะพังถล่มสะใจดีที่สุดเลย ดูไม่ปลอม ดูเละเทะจริงจัง สัตว์ประหลาดก็พังตึกได้สะใจมากๆ  ถ้าจะแพ้ Jumanji คงจะมีแต่มุกฮาที่มาน้อยกว่าก็เท่านั้น

การดำเนินเรื่อง
ไม่ได้เน้นเนื้อเรื่องอะไรมาก ความสมเหตุสมผลไม่ต้องพูดถึง... ขี้โม้สุดๆ ขี้โม้แบบหนังอินเดียแอ็คชั่นรถปลิวยังต้องชิดซ้าย พระเอกเก่งเวอร์ขี้โม้แบบไปสุดทางเลย จากนักวิทยาศาสตร์กลายเป็นมีสกิลทหาร ขับเฮลิคอปเตอร์ได้ โดนยิงแขนยังวิ่งปร๋อ เห็นจะมีแค่มุกตลกที่ฮาแต่มาน้อย ถ้ามาเยอะกว่านี้เรื่องนี้จะบังเทิงขั้นสุด! 


Production
ที่เห็นว่าแจ่ม จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้คืองานกราฟฟิคทั้งหลาย ทั้งตัวสัตว์ประหลาดลิงยักษ์ หมาป่ายักษ์ จระเข้ยักษ์ออกแบบคาแรกเตอร์มาได้อย่าง ‘เหนือจินตนาการมาก’ สุดยอด ดูแล้วว้าวกว่าเหล่ามังกรหรือไดโนเสาร์อีก แล้วเหล่าซีจีเมืองถล่ม ทำได้ยอดเยี่ยมมาก ดูสมจริงไม่ลอย ภาพสวยมาก แถมจังหวะหนังก็ดี การออกแบบฉากแอคชั่นทำได้สอดคล้องทั้งจังหวะการแสดง การตัดต่อ ภาพ ซีจี เสียง ลงตัวไร้รอยต่อ ดูแล้วได้อารมณ์ทุกมุกแอ็คชั่นเลย เจ๋งมากทะลุความขี้โม้ออกมาเด่นเป็นประกายให้เด็กเดินตั๋วได้เอ่ยปากชื่นชม (ซึ่งปกติหนังแนวนี้จะไม่ดูหาคุณค่าอะไรมากนอกจากความบันเทิง) 

รวมๆ แล้ว Rampage ดีกว่าหน้าหนังที่ขายในตัวอย่างหนังมาก (ตัวอย่างหนังทำมาเห่ยมากจนไม่แน่ใจว่าหนังจะดีหรือไม่) ดีกว่า Jurassic World หรือ Jumanji ภาคล่าสุดอีก ดูแล้วได้รับความบันเทิงเต็มเปียมสะใจยิ่งนัก เหมาะสมต่อการดูในโรงจอใหญ่ๆ มาก (ถ้าดู IMAX ก็ดูเลยสะใจแน่) ถ้าใครกำลังหาอะไรบู๊ระเบิดดูสะใจ ใหญ่ๆ ตู้มๆ กราฟฟิคเยี่ยมๆ ให้คุ้มค่าตั๋ว... Rampage ตอบโจทย์มากๆ 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.3
17 เมษายน 2561 23:58:53

 

Please Stand By |  Ben Lewin

หนังครอบครัวเรียบๆ สบายๆ ที่มีประเด็นน่าสนใจมากๆ เนื่องจากผมมีโอกาสเข้าไปดูรอบสื่อ ก็เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาชมโดยมีผู้มีอาการออทิสติกเข้ามาด้วย และเนื่องจากมีเพื่อนที่เคยอยู่ในแวดวงเด็กกลุ่มนี้อยู่บ้าง ทำให้ผมดูหนังเรื่องได้มีอรรถรสพอสมควร ที่ถึงแม้หนังจะไม่ได้สนุกสนาน บันเทิงมากมาย แต่การพาเข้าสำรวจโลกของเด็กออทิสติกจากมุมมองแบบธรรมดาสุดๆ ไม่น่าสงสารมากไป ไม่โหดร้ายมากไป ทำให้หนังมันไปไกลกว่าความบันเทิงปกติพอสมควร

หนังว่าด้วยเรื่องของเวนดี้ ผู้เป็นออทิสติกอาศัยอยู่ภายใต้การดูแลของโรงเรียนพิเศษเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยเธอจะต้องอาศัยอยู่ในกฏระเบียบมากมาย โดยเฉพาะการจำหน้าที่ในแต่ล่ะวัน เพื่อทำหน้าที่ในฐานะของมนุษย์ปกติ (ออทิสติกจะไม่เรียนรู้ตรรกะแบบมนุษย์ แต่จะใช้การจำทุกอย่างแทน อันนี้อธิบายแบบง่ายๆ) เธอใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด โดยหนึ่งในภารกิจประจำวันนั้นเป็นการดู Startrek ก่อนนอน ที่ทำให้เธอเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์เรื่องนี้ จนเมื่อมีการประกวดบทภาพยนตร์ Startrek เธอก็ไม่พลาดที่จะลงมือเขียน

โดยหนังจะค่อยๆ เฉลยว่า ที่เวนดี้ยอมทำทุกอย่างทั้งหมด ก็เพื่อกลับไปหา “หลาน” ของเธอ กลับไปหาครอบครัวปกติ หรือพี่สาวที่ตอนนี้ไม่สามารถมีชีวิตร่วมกับเวนดี้ได้ เพราะเวนดี้มีอาการทำร้ายตัวเอง มีโอกาสที่เป็นอันตรายกับเด็กๆ และก็รับมือกับเวนดี้ไม่ไหวแล้ว โดยเราจะได้เห็นวิธีการระงับความโกรธด้วยคำพูดของชื่อเรื่องนั่นคือ “โปรดเตรียมพร้อม” ซึ่งก็เป็นคำคล้องจองกับการจอดของเครื่องบิน และการเดินทางของยานอวกาศนั่นเอง

ในการพบกันครั้งล่าสุดทำให้ทั้งสองแตกหักกันอย่างรุนแรง และเวนดี้คิดว่ามีวิธีเดียวที่จะจัดการเรื่องราวพวกนี้ได้คือ การชนะการประกวดบท Startrek แต่ไปรษณีย์หยุดทำงานแล้วในวันศุกร์ค่ำ เวนดี้ที่ไม่เคยออกเดินเลยป้ายรถเมล์แม้แต่ครั้งเดียว ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไป LA เพื่อบทประกวดนั่นด้วยตัวเองคนเดียว

มันจึงเป็นหนัง Advanture แบบเส้นตรง ตัดสลับการตามหาคนหายของพี่สาวกับผู้ดูแล มีให้ลุ้นให้สนุกบ้างตามภาษาหนังครอบครัวผจญภัยทั่วไป แต่การพาไปสัมผัสโลกของเด็กออทิสติก และการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ของพวกเขาทำให้หนังมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเราจะค่อยๆ เรียนรู้วิธีการที่คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิต รวมไปถึงบุคคลรอบตัวเขาที่ต้องจัดการวางแผน และรับมือต่างๆ กันไป

ซึ่งบทบาทของหนังที่ทำให้เราฉุกใจคิดถึงคนกลุ่มนี้ทำออกมาได้ดีมาก ยิ่งสำหรับครอบครัวที่ไม่เข้าใจอาการนี้เท่าไหร่นัก มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นภาพชัดเจนว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในการปูพื้นฐาน และพาผู้คนที่อยู่รอบๆ เด็กออทิสติกจริงได้เป็นอย่างดี ให้เห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เป็นนักเขียนได้ มีมิตรภาพได้ และมีความสุขได้เช่นคนทั่วไป

“เราล้วนมีชิวิตของตัวเอง” ป้าคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ได้พูดเอาไว้ ความจริงมันมี Coming Of age อยู่สูงมาก โดยเฉพาะกับออทิสติกเพราะการเติบโตไปของพวกเขามันใหญ่หลวงกว่าคนปกติมากเลย

หนังจัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มบันเทิงดูสบาย มีบทเนี๊ยบที่เล่นแบบง่ายๆ เพลงโคตรเพราะ ทำให้หนังปลอดภัยในการดู เราชอบความเป็นธรรมชาติของการเป็นออลทิสติคที่แทรกแซมอยู่ในเนื้อเรื่อง และความพยายามของทุกฝ่ายที่จะทำให้ “ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง” ไม่ว่าจะฟากพี่สาว ฟากคนดูแล และฟากเวนดี้ 

เป็นหนังที่สนุก ได้เห็นอะไรใหม่ๆ และทำให้ฉุกใจคิดดี ถ้าอยากรู้จักออทิสติกมากกว่านี้ หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แนะนำให้รับชมกัน

ปล. เพื่อนที่ทำงานด้านนี้บอกว่า ดาโกต้า เฟนนิ่งยังเล่นไม่เหมือนเด็กออลทิสติคมากเท่าไหร่ ยังสู้ Sean penn จากเรื่อง Rain man และ I Am Sam ไม่ได้

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
17 เมษายน 2561 00:54:41

"A Quiet Place"

หนังนำเสนอด้านความแปลก ที่ใช้ความเงียบ มาเป็นแรงกดดันให้กับชีวิตของตัวละครในหนังแทบทุกย่างก้าว ด้วยความแปลกใหม่และความตื่นเต้นนี้เอง ก็ทำให้ผู้ชมตีตั๋วเข้าไปดูในโรงแบบไม่ขาดสาย
คำแนะนำ ไม่ควรซื้อขนมที่เกิดเสียงดังเข้าไปในโรง เพราะคุณจะแทบทานไม่ได้เพราะตลอดชั่วโมงครึ่ง ในโรงนั้นมีแต่ความเงียบ

ด้านดี
1.ด้านเนื้อหา หนังสร้างแรงกดดัน ตื่นเต้น ตกใจให้กับผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง ลุ้นเกร็ง จนแทบไม่ได้พักหายใจ และตัวเนื้อหาก็ทำให้เราติดตามจนจบเรื่อง 
2. นักแสดงหลักทั้ง 4 แสดงได้ดี รื่นไหล การแสดงออกทางสีหน้าทำให้เราลุ้นตาม ทำให้เราอินกับเนื้อเรื่องของหนังเป็นอย่างมาก
3. sound ในหนังทำออกมาได้ดีมากๆ ถึงแม้หนังจะใช้ความเงียบ และเสียงบรรยากาศ ณ ขณะนั้นมาประกอบหนัง แต่เวลามี sound โผล่ออกมา มันก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี  

ด้านแย่ 
หนังบังคับเนื้อเรื่องมากไป คือเนื้อเรื่องพยายามดึงให้เกิดความตื่นเต้น จนดูไม่เป็นธรรมชาติมากๆ ประกอบกับความไม่สมเหตุสมผลของหนังอีกหลายๆ ด้าน ก็เลยทำให้รู้สึกแย่กับตรงนี้ของหนังเป็นอย่างมาก 

สรุป
ด้านความระทึก ลุ้นจนตัวเกร็ง หนังทำได้ดีมากๆ หนังไปสุดด้านนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ไม่แปลกใจที่หนังต้นทุนต่ำเรื่องนี้ จะได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
17 เมษายน 2561 00:32:24

"Blockers"

เป็นหนังตลก ที่ตลกมากๆๆๆๆ และเป็นหนังที่ให้อะไรดีๆ กับเราไปพร้อมกับความตลกเลย เนื้อหาคือพ่อแม่พยายามหยุดลูกสาวไม่ให้มี sex ในคืนงานพรอม ตัวหนังสื่อออกมาได้ถึงมากๆ ดูจบแล้วอิ่มแบบพอดีๆ จากตัวอย่างหนังจะดูติดเรทหน่อยๆ แต่พอไปดูจริงๆ ก็อยากบอกว่า มันเป็นหนังครอบครัวเรื่องนึงเลยนะ สอนอะไรดีๆ ให้ทั้งผู้ใหญ่ และวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี 

ด้านดี
ดีมากๆ คือความตลก แต่ไม่ได้ตลกทุกห้านาทีนะ มันจะมาเป็นช่วงๆ แต่เวลามาคือหัวเราะแบบหยุดไม่ได้ หัวเราะแบบน้ำตาไหล ทั้งโรงนี่ขำกันไม่หยุด หนังเล่นกับมุกได้ดีมากๆ เลยทีเดียว จับจุดยิงมุกตรง ขำจนกรามค้างจริงๆ และหนังก็ไม่ได้มีแต่มุกตลกนะครับ หนังยังมีแง่ดีในการสอนทั้งวัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่ดูแลลูกๆ อีกด้วย คือหนังหยิบประเด็กการเลี้ยงลูกในสมัยนี้ออกมาได้อย่างมีสาระ และตรงจุด และหนังก็สื่อออกมาได้ดีมากๆ ด้วย (ในโรงที่ผมไปดู มีคุณพ่อพาลูกสาวมาดูกันเยอะนะ หรืออาจจะเป็นลูกสาวพาคุณพ่อมาดูก็เป็นได้) สุดท้ายนักแสดงแต่ละคนเหมือนเคมีตรงกัน ทำให้หนังดูลื่น ดูสบาย ไม่ติดขัด

ด้านแย่
ตัวอย่างของหนังเรื่องนี้เอามุกตลกออกมาเยอะทำให้พอไปดูจริงๆ เลยจับทางได้ แต่อย่างที่บอกมันก็ยังตลกอยู่ดี 

สรุป
จริงๆ สำหรับผม ยกให้เป็นหนังครอบครัวที่ดีมากๆ เลยนะ มันอาจจะติดเรทบ้างแต่ถ้าได้ดูจริงๆ มันมีสาระมากกว่าที่คิดแน่นอน และมุกตลกก็ฮาจริงๆ ไม่มีมุกแป๊กสำหรับผมเลย ก็เป็นหนังที่เหนือความคาดหมายอีกเรื่องนึงเลยทีเดียว 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.2
17 เมษายน 2561 00:06:05

"Rampage"

หนังระห่ำของนักแสดงที่ได้ชื่อว่า เล่นเรื่องไหนไม่มีขาดทุนนั่นก็คือ The rock จากตัวอย่างหนังเราก็จะเห็นได้ว่าหนังขายตัวนักแสดง สัตว์ตัวใหญ่จากสารเคมี เมืองถล่ม ระเบิด และเราก็เดาได้เลยว่าหนังคงไม่ได้ขายเนื้อหา และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เนื้อหาหนังอ่อนมากๆ แลกกับหนังที่ระห่ำล้างผลาญทั้งเรื่องแทน

คุณภาพของภาพ เสียง และ3D
ได้ไปดูในโรง IMAX 3D ต้องบอกว่าคุ้มสุดคุ้ม แค่ฉากแรกก็คุ้มแล้ว จอใหญ่ 3D พุ่งทะลุหน้ามากๆ เสียงกระหึ่มแบบพื้นในโรงสั่น ทำให้ได้บรรยากาศแบบโรงอื่นๆ ทำไม่ได้ ทำให้เราอินกับตัวหนังมากๆ แล้วหนังเรื่องนี้อย่างที่บอก ระห่ำทั้งเรื่อง แทบไม่ได้พักหายใจ ลุ้นไปกับหนังทั้งเรื่องจริงๆ อยากให้ได้ไปดูในโรง IMAX กันครับ (ฉากจระเข้โผล่ขึ้นมาในตัวอย่าง พอได้ดูแบบ 3D บอกเลยว่าพุ่งออกมาจากจอเลย) เป็นหนังที่ทำ 3D ได้ดีมากๆ เลยครับ ส่วนตัวผมชอบมากๆ เลย 

เนื้อเรื่อง
Rampage ไม่ได้ขายเนื้อเรื่อง ใครที่จะไปดูความซับซ้อน ก็คงจะไม่ได้ตามที่หวัง แค่เปิดเรื่องมาก็มีระเบิด สัตว์ ออกมาให้เห็นทันที ถ้าดูเอาความบันเทิง ความมันส์ เรื่องนี้ตอบโจทย์ตลอดทั้งเรื่องเลยครับ (สำหรับผมเป็นเรื่องที่ดูง่าย บันเทิง สนุกมากๆ เลยทีเดียว)

ด้านดี
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดคือด้านดีหมดเลยครับ ตัว CG ของสัตว์ก็ทำได้ดี ชอบความละเอียดของ CG ส่วนตัวเรื่องนี้ผมชอบพอสมควร ไปดูแบบไม่คิดมาก แต่ได้ความบันเทิงกับมามาก 3D ก็ดีมาก ระบบเสียงก็ดี ส่วนตัวผมคุ้มค่าตั๋วสุดๆ

ด้านแย่
เนื้อเรื่องเลยครับ ทั้งเรื่องพล็อตง่ายดายไปหมด เดินเรื่องเป็นเส้นตรงไม่พลิกอะไรทั้งนั้น เดาได้ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่อง

สรุป
สำหรับผม ก็ชอบมาก เป็นหนังที่ดัดแปลงจากเกมส์แล้วทำออกมาได้ดี นักแสดงก็มีความสามารถครบถ้วน ตอบโจทย์ความบันเทิงได้ดีมากๆ เลยครับ ไปดูเลยครับ!!!

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.7
16 เมษายน 2561 21:12:20

Blocker " บล็อคซั่ม วันพรอมป่วน "

102 min | Comedy | Directed by Kay Cannon

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?

เรื่องราววุ่นๆ เกิดขึ้น เมื่อเหล่าพ่อแม่เกิดไปเห็นแชทของลูกๆ ว่าเหล่าบรรดาลูกสาวของพวกเขาวางแผนที่จะสละความบริสุทธิ์ในวันงานพรอม ทำให้แก๊งพ่อแม่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายแผนการของเหล่าลูกสาวให้จงได้

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

ตั้งท่าว่ากะไปฮากับความบ้าความป่วง ความไร้สาระของหนัง แต่พอเอาเข้าจริงๆ หนังหยิบเรื่องซีเรียสมาพูดแบบทีเล่นทีจริงได้อย่างน่าสนใจเหมือนกัน เป็นหนังที่แอบเข้าใจทั้งฝั่งวัยรุ่น และ ฝั่งพ่อแม่ ดูมีสาระกว่าที่คิดมากๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม

มุกตลกในเรื่องก็ทำออกมาได้ขำประมาณนึง ไปสุดทางในเรื่องของมุกใต้สะดือ มุกตลกเจ็บตัว มุกห่ามๆ ได้ขำอยู่หลายช่วง ไม่ค่อยมีช่วงไหนของเรื่องที่น่าเบื่อเท่าไหร่ เป็นหนังที่ดูเพลินมากประมาณนึง ตอนแรกเส้นเรื่องดูเหมือนจะไม่ค่อยดี แต่เช่นเดียวกับประเด็นของหนัง รวมไปถึงมุกตลก หนังไปได้ไกลกว่าที่คาดไว้จริงๆ 

อีกจุดนึงที่ชอบมากคือเหล่าบรรดานักแสดงในเรื่อง ค่อนข้างโอเคมาก โดยเฉพาะ จอห์น ซีน่า เล่นดีมากเริ่มต้นได้ดีเลย แอบคิดว่าเส้นทางของเขาแอบคล้าย เดอะร็อค เหมือนกัน ฮ่าๆ

สรุป 

โดยรวมแล้ว Blocker เป็นหนังตลกห่ามๆ ที่ดูเพลินมาก ได้ขำได้อะไรเต็มที่ แถมประเด็นที่แฝงในเรื่องค่อนข้างน่าสนใจ ไม่ได้จัดวางแบบกลวงๆ ไว้อย่างที่คิดตอนแรก โปรแกรมภาพยนตร์ในเดือนนี้มีให้เลือกไม่มาก ใครอยากหาหนังดูง่าย เบาสมอง ตลกๆ ดูต้องไปจัดเรื่องนี้เลยฮะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7.2
12 เมษายน 2561 13:24:30

A Quiet Place "ดินแดนไร้เสียง"

90 min | Drama/Horror | Directed by John Krasinski 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังพูดถึงโลกดิสโทเปียในอนาคตอันใกล้ โลกที่ถูกรุกรานโดยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ตามล่าเหยื่อผ่านเสียง ผ่านการได้ยิน โดยดำเนินเรื่องราวผ่านครอบครัวหนึ่งที่ต้องอาศัยและเอาชีวิตรอดในโลกที่ไร้เสียงนี้ พวกเขาต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะหากทำให้เกิดเสียง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

รู้สึกชอบอย่างประหลาดใจมาก ถ้าได้ดูจะรู้ว่าตัวหนังจริงๆ แล้วมีความคล้ายหนัง "ประเภทนี้" หลายต่อหลายเรื่อง แต่ความเจ๋งของมันอยู่ที่การเล่าท่ายากมากกว่า คือความสยองขวัญ กับ หนังเงียบมันเป็นอะไรที่ contrast แต่ตัวหนังกลับนำเสนอออกมาได้ดีเยี่ยมและน่าสนใจมากจริงๆ 

สิ่งที่น่าชื่นชม

คราซินสกี้ กลายเป็นผู้กำกับหนังที่น่าจับตามองมากคนนึง ด้วยการกำกับและการเล่าเรื่องราวที่แม้จะมีพลอตโฮลมากมาย แต่ก็ถูกทดแทนด้วยไอเดีย ด้วยลูกเล่น ที่เล่นกับความเงียบ ความไม่รู้อะไรของคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม แถมในช่วงองค์สุดท้ายของหนัง ยังลุ้นระทึก และ สนุกมากเลยทีเดียว 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

หนังยังมีปัญหาตรงจุดนึง ความเงียบของหนังเองถือเป็นดาบสองคมมาก ยิ่งตัวหนังเองไม่ได้ดูแลคนดูดีมากนักในช่วงแรก เพราะเบาะแส ประเด็นต่างๆ ถูกทิ้งไว้ให้คนดูค้นหาและรับรู้เอาเองในเรื่อง ทำให้คนดูกับหนังอาจจะซิงค์กันไม่ติดและกลายเป็นไม่ชอบหนังเรื่องนี้ไป แม้แต่ตัวผมเองรับชมด้วยความสนอกสนใจอย่างสูงมาก ก็ยังแอบรู้สึกได้เลย โชคยังดีที่หนังไม่ยาวมาก 

สรุป 

นี่เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญ สยองขวัญ อีกเรื่องที่มีจุดขายคือไอเดียของหนังที่น่าสนใจ ดูเหมือนจะไม่แปลก แต่ก็ใหม่ แถมนักแสดงในเรื่องก็ถ่ายทอดบทบาทผ่านความเงียบ และไดอะล็อกอันน้อยนิดได้อย่างดีเยี่ยม หนังไม่จำเป็นต้องเชื่อมจักรวาลหรือให้อะไรเรามากมายนัก เน้นอารมณ์ และวิธีในการเอาชีวิตรอด แค่นี้ก็สนุกมากแล้ว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
GUEST
ดูหนังเรื่องนี้แล้ว
15 เมษายน 2561 17:02:26
หนังไม่สนุกในเรื่องนักแสดงรวมมีแคไม่10คนด้วยซ้ำหน้าเบื่อ
GUEST
Koong
14 เมษายน 2561 16:12:45
กดดันแบบไม่ค่อยมีเหตุและผล
12 เมษายน 2561 12:13:46

Rampage "ใหญ่ชนยักษ์"

107 min | Action/Sci-fi | Directed by Brad Peyton

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากวีดีโอเกมส์มอนสเตอร์ทำลายตึกชื่อเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับ ดาวิส โอโคเย่ (Dwayne Johnson) นักสัตววิทยา กับ กอริล่าเผือก จอร์จ ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จนอยู่มาวันนึงมีวัตถุลึกลับตกลงมาในโซนที่จอร์จอยู่และแพร่พิษให้กับจอร์จโดยบังเอิญ ทำให้เขาตัวใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น รวดเร็วขึ้น แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ กลายเป็นกอริล่ายักษ์ที่ดุร้าย และเข้าทำลายเมือง ดาวิสจึงต้องหาทางปกป้องและช่วยเหลือเพื่อนสนิทของเขาให้ได้

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ.. 

หนังค่อนข้างพอดูได้ไปจนถึงเกือบน่าเบื่อ เพราะช่วงต้นไปจนถึงกลางเรื่องของหนังเล่าเรื่องได้น่าเบื่อประมาณนึงเลย จนเกือบประคับประคองหนังแทบไม่อยู่ แถมหนังยังดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ไม่ได้หลุดจากการคาดเดาจากตัวอย่างเท่าไหร่ โชคยังดีที่ช่วงท้ายของเรื่องทำออกมาได้ดีมาก สนุกมากประมาณนึงเลยทีเดียว

สิ่งที่น่าชื่นชม

อย่างที่กล่าวไปช่วงมอนสเตอร์มาทำลายตึก มาบู๊กัน ในช่วงท้ายของหนังเป็นอะไรที่ทำออกมาได้ดีมาก ทำออกมาสนุก การต่อสู้ที่ผสมผสานระหว่างตัวละครของเดอะร็อค กับ กอริล่าจอร์จครีเอทดีมาก ทำให้ช่วงท้ายมีหลายซีนน่าจดจำอยู่ แถมอีกเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากคือมุกตลกที่สอดแทรกมาตลอดทั้งเรื่อง ได้ขำอยู่เต็มเสียงเลยทีเดียว

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

นอกจากช่วงแรกที่เล่าเรื่องได้อย่างน่าเบื่อ สิ่งนึงที่ไม่ชอบมากคื่อตัวละครมนุษย์วายร้ายของเรื่อง เป็นตัวละครที่งี่เง่า และดูกลวงที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลย คือเชื่อว่าหลายคนก็จะรู้สึกได้เลยว่านี่คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็คแรมเพจหรือนี่ เรียกได้ว่ามิติของตัวละครแทบไม่ต่างอะไรกับพวกหนูทดลองในกรงเลย 

สรุป

ภาพรวมคือหนังพอดูได้เพลินๆ หากใครที่หาโปรแกรมหนังแอคชั่นดูเรียกน้ำย่อยเพื่อรอ Infinity War เรื่องนี้พอดูได้สนุกประมาณนึงเลยหากแต่ต้องลดความคาดหวังก่อนเข้าไปชม น่าจะช่วยให้ดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนุกมากขึ้นครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.9
7 เมษายน 2561 17:09:39

รีวิว “A Quiet Place - ดินแดนไร้เสียง” ฉบับเด็กเดินตั๋ว [No Spoil]

Feeling
A Quiet Place เป็นภาพยนตร์ Sci-fi ที่มีกลิ่นอายระทึกขวัญผสมผสานแนวเอาตัวรอด ใครที่ชอบแนวๆ นี้เรื่องนี้จัดว่า Entertain จัดเต็มสุดๆ หนังบิวท์อารมณ์ได้ระทึกขวัญมากๆ ลุ้นไปกับตัวละครตลอดเรื่อง ลุ้นจนเหนื่อย แทบไม่มีช่วงให้พักหายใจเลย ถามว่าน่ากลัวไหม ไม่ได้น่ากลัวแบบหนังผี ไม่หลอน แต่น่ากลัวมากเลย น่ากลัวแบบรู้สึกไม่ปลอดภัย เด็กเดินตั๋วรู้สึกร่วมกับหนังว่ามีภัยอันตรายอยู่ตลอดเวลา เอาใจช่วยครอบครัวนี้ให้อยู่รอดตลอดฝั่งตลอดเวลา Mood Tone เหมือนดูหนังเอาตัวรอดจากภาวะคับขันแบบ ‘I Am Legend’ , ‘Train To Busan’ หรือ ‘Walking Dead’ ผสมผสานหนัง Sci-fi แบบ ‘Edge of Tomorrow’, ’War Of The World’ แต่ไม่แอคชั่นเท่านั้น จะได้ฟิลลิ่งเรียลๆ ผสมผสานดราม่าเข้มข้นแบบ ‘Children of Men’, ’Revenant’ หรือ ‘Into the Wild’ มากกว่า


การดำเนินเรื่อง
ไม่มีการสปอยล์นะครับ เริ่มจากไอเดียก่อน การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบที่สุด ห้ามส่งเสียงเลย เป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก แค่ไอเดียนี้ก็น่าดูมากแล้ว ค่อนข้างแปลกใหม่(สำหรับเด็กเดินตั๋ว) ชวนดูมาก และในความห้ามส่งเสียงมีความอันตรายต่อชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งทำให้น่าสนุกมากและใหม่มาก ส่วนกราฟอารมณ์จะพีคไปไหน พีคแล้วพีคอีก ระทึกขวัญขึ้นไปเรื่อยๆ น่าติดตามตลอดเรื่อง อย่าถามถึงช่วงน่าเบื่อเลย เอาช่วงไหนพักหายใจแทบจะไม่พอเลย คือยังไม่ทันหายตกใจหวาดผวา ก็ซัดมาอีกดอกแล้ว มุกก็ปูมาดีมาก มีลูกเล่นใช้ได้อยู่ แม้บางอย่างจะตรรกะไม่สมเหตุสมผลบ้าง แต่เด็กเดินตั๋วไม่ได้ไปโฟกัสอะไรมากจากหนังแนวนี้อยู่แล้ว เด็กเดินตั๋วแทบคิดวิธีเอาตัวรอดของตัวเองถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้รอไว้เลย แบบว่าอินจัด


ภาพรวม
สนุกมาก ระทึกขวัญตลอดเวลา หัวใจแทบวาย แทบไม่ได้พักหายใจ และหนังเงียบมากจนแทบไม่กล้ากินขนมหรือดื่มน้ำเลย ได้อารมณ์มาก ทั้งการเล่าเรื่อง ภาพ การกำกับ การแสดงของทุกตัวละครมีมิติแบบหนังดราม่าครอบครัวมากๆ การดีไซน์เพลงและเสียงมีส่วนทำให้หนังได้อารมณ์ถึงใจในทุกอารมณ์มากๆ แต่ทุกองค์ประกอบผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว นำพาอารมณ์คนดูไปพร้อมๆ กับตัวละครและเนื้อเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม 

ขอเลี้ยวกลับมาพูดถึงการแสดงอีกสักหน่อย ด้วยความที่เนื้อเรื่องดราม่าเบอร์นี้ การแสดงจะอุ้มเรื่องมากๆ ต้องชื่นชม เอมิลี่ บลันท์ นางเอกสายแอคชั่นจากที่ฝากผลงานน่าจดจำไว้อย่าง ‘Edge of Tomorrow’ และ ‘Sicario’  สำหรับการแสดงฉากที่คลอดลูกตราตรึงมากถ่ายทอดได้ดีมากๆ เทพมากๆ (คิดดู...ต้องคลอดลูกเงียบๆ อ่ะ) เอาจริงๆ ไม่เฉพาะเอมิลี่หรอก แทบทุกตัวละครมีมิติ ถ่ายทอดอารมณ์ได้จนผู้ชมได้เข้าไปเข้าอกเข้าใจแทบทุกตัวละคร รับรู้ความรู้สึกได้ทุกตัวเลยจริงๆ


เด็กเดินตั๋วรู้สึกชื่นชอบและอินมาก ดูแล้วอยากดูอีกสักรอบ อยากไปเก็บรายละเอียด อยากไปรับฟิลลิ่งระทึกขวัญ แบบนี้อีกสักรอบ รวมๆแล้ว A Quite Place นับเป็นหนังระทึกขวัญที่สนุกที่สุดที่ฉายอยู่ในตอนนี้เลยทีเดียว

 

คำแนะนำ
ถ้าจะหาขนม ของกิน หรือเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานระหว่างชมภาพยนตร์ เด็กเดินตั๋วแนะนำว่าให้หาแบบเคี้ยวเสียงเบาๆ ไม่แนะนำให้เลือกขนมที่เป็นกรอบๆ หรือซองอลูมิเนียมเข้าไปกินนะ เสียงมันจะดังรบกวนการรับชมของท่านเอง (เดี๋ยวจะเขินตัวเองด้วย) แนะนำเป็นพวกลูกอม เยลลี่เคี้ยวๆ นิ่มๆ แนะนำให้เปิดซองก่อนหนังเริ่มด้วยนะ หนังเรื่องนี้เงียบมาก ขนาดตัวละครพูดยังกระซิบแผ่วเบาเลย นอกจากนี้แนะนำปิดเสียงเครื่องมือสื่อสาร แค่สั่นยังตกใจเลยอ่ะ

 

- เด็กเดินตั๋ว -


 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
7 เมษายน 2561 15:57:48



7 Days in Entebbe
| José Padilha

7 Day In Entebbe เป็นหนังกดดันช้าๆ ที่เดินเรื่องด้วยบทสนทนายุบยับ และเต็มไปด้วยบริบททางการเมืองระหว่างทหาร ฝ่ายปกครอง และฝ่ายต่อต้าน แต่ก็เป็นหนังที่ครบเครื่องความเป็นหนังประวัติศาสตร์ชนชาติยิว โดยเฉพาะการพาไปสำรวจทุกพื้นที่ของมนุษย์ในเหตุการณ์นี้ได้อย่างน่าสนใจ มีความลุ่มลึก ความอึดอัด และการเข้าถึงอย่างน่าประหลาด มันทำให้เราสนุกมากๆ อย่างไรก็ตามมันเป็นหนังที่มีความเฉพาะกลุ่มสูง และการพูดคุยกัน รวมไปถึงการดำเนินเรื่องทั้งหลาย ก็เหมือนจะตั้งอยู่บนสุมมติฐานที่ว่าคนดูมีความรู้ด้านยิวมาก่อน ซึ่งก็นั่นแหละถ้าไม่ทำการบ้านมา ก็อาจดูหนังไม่รู้เรื่องเลย ทำให้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน

7 Day in Entebbe เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง จากการจี้เครื่องบินของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนปาเลสไสตน์ในปี 1976 บนสายการบิน Air France จากกรีกไปปารีส โดยเป็นการจี้เครื่องบินที่ได้รับการร่วมมือจากเยอรมันหัวขบถที่ต่อต้านเผด็จการ 2 คนและปาเลสไตน์อีก 2 คน ก่อนจะนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเอนเทบเบ้ในอูกันด้า ที่ตอนนั้นสงครามเย็นกำลังลุกเป็นไฟ อูกานด้าเองก็เลือกจะเอาใจรัสเซียด้วยการช่วยเหลือการจี้เครื่องบินนี้ โดยแนวร่วมก่อการร้ายปาเลสไสตน์พยายามเจรจากับอิสราเอลเพื่อปล่อยนักโทษทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยปกครองกลาโหม และรัฐบาลว่าตกลงเราจะเจรจา หรือไม่เจรจาและจัดการอย่างเฉียบขาด ที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือสายฟ้าแล่บอันโด่งดังไปทั่วโลกในยุคนั้น และทำให้หน่วยมอสสาร์ดที่เป็นหน่วยลับคล้าย CIA ของอเมริกาได้เชิดชูในวงการหน่วยข่าวกรองมาจนถึงทุกวันนี้

ซึ่งหนังจะพาเราเข้าไปสำรวจทุกๆ พื้นที่ของเหตุการณ์เหล่านั้น ผ่านตัวละครที่เป็นหมากจากฟากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวประกัน วิศวกรกัปตันชาวฝรั่งเศษ ปาเลสไตน์หัวรุนแรง กลุ่มเยอรมันแบบนักปฏิวัติ หน่วยรากทหารของมอสสาร์ด ประชาชนชาวยิวที่ต้องเผชิญกับนโยบายเหล่านั้น รัฐมนตรีกลาโหมที่ยืนยันว่าจะจัดการทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด ไม่เจรจา กับนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะฝ่ายปกครองที่ต้องเผชิญกับความรับผิดชอบจากหลายๆ ช่องทาง ทั้งในการรับมือกับความสูญเสีย การหยั่งเสียงนโยบาย การเจรจา หรือรับมือกับการปฏิบัติการที่ผิดพลาด โดยเขามองว่าถ้าหากไม่เจรจา เราก็จะต้องสู้ไปต่อเรื่อยๆ

ซึ่งหนังทำได้ดีมากๆ กับการเข้าไปอยู่เคียงข้างเหตุการณ์ต่างๆที่ไล่ระดับ 7 วัน ระดับความกดดันระหว่างการตัดสินใจของแต่ล่ะฝ่ายค่อยๆ หนักขึ้นไปเรื่อยๆ ตามวันที่เข้าใกล้การเจรจา เราจะได้เห็นความใจอ่อนของฝ่ายแบ่งแยกดินแดน และเราก็จะได้เห็นใจเหี้ยมดำของฟากเดียวกันนี้เช่นกัน หนังไม่ชัดเจนเรื่องฟากตัวละครเท่าไหร่นัก ทุกคนในเรื่องเป็นสีเทา และทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองในการลงมือตัดสินใจทำ เราจะได้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายเองก็เป็นมนุษย์ มีจิตใจ นักปฏิวัติเองก็มีความรู้สึก มีความนึกคิดเพื่อมนุษย์ชนเฉกเช่นคนอื่นๆ หรือความขัดแย้งแบบที่ยิวจะมองเห็นเท่านั้น เช่นการเกณฑ์ทหาร ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกจองจำในการต่อสู้ไม่สิ้นสุดเสมอ หรืออีกฟากหนึ่งก็คือถ้าเราทำไม่เด็ดขาด ถ้าเราเปิดเจรจากับก่อการร้าย ชาวยิวทุกคนก็จะอยู่ในอันตราย ไม่มีใครอยากทำแบบนี้หรอก แต่ทหารทั้งหลายต่างก็กำลังต่อสู้เพื่อให้ “ผู้คนทั่วไปได้เต้นรำอย่างเสรี” และต้องมีคนเสียสละเสมอ

7 Day in Entebbe จึงเป็นหลุมความขัดแย้งที่พร้อมจะสาดใส่กันด้วยบทสนทนาเสมอ และมันก็น่าสนใจมากๆ เพราะในแต่ล่ะเหตุการณ์ที่ตัวละครแต่ล่ะตัวต้องเผชิญ มันหนักหน่วง ต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะสุดท้ายเราเอาใจทุกคนไม่ได้ และเราก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่เราตัดสินใจเสมอ การเป็นชาตินิยมในเรื่องมันเลยรุนแรงและขัดแย้งกันเองตลอดเวลา เพราะต่างก็อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชาติตัวเอง

ซึ่งพอเป็นแบบนั้น มันผลักให้หนังเรื่องนี้ไปไกลกว่าหนังการเมืองปกติ เพราะมันกล้าเข้าไปเผชิญกับความขัดแย้งของชาวยิวที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจจะเข้ามายุ่ง เพราะจะถูกแบนจากวงการได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่ใช่ชาวยิวเองทำแล้วใครจะทำ หนังเรื่องนี้จึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจจากหลายฝ่าย และการเลือกวางตัวอย่างไม่ตัดสินในหนังเรื่องนี้ มันทำให้หนังมีมิติของตัวละครที่กลม และสื่อสารแนวคิดความขัดแย้งจากโครงสร้างได้ลุ่มลึกและน่าเจ็บปวด

สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นฝ่ายดีชั่ว ประมาณว่า “คิดว่าดีก็ลงมือทำ” หนังเป็นเรื่องราวของการ “สร้าง” แต่ไม่ใช่ภาวะงดงามเหมือนการสร้างฝัน แต่เป็นการสร้าง “ชาติ” ที่บ่อยครั้งเต็มไปด้วยคาวเลือด การเสียสละ และกลิ่นควันปืน จากสองฝ่ายที่คิดว่าตัวเองทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

เป็นหนังเฉพาะกลุ่มจริงๆ ต้องรู้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอิสราเอลระดับหนึ่ง รู้จักนาโต้ รู้จักสงครามเย็น วิธีการเล่าเรื่องของหนังไม่ค่อยปูให้คนดูรู้เรื่องเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะไปต่อโดยไม่สนใจความเข้าใจเหล่านั้น ทำให้คนที่ไม่ได้เตรียมพร้อมหรือทำการบ้านไปอาจไม่เข้าใจเนื้อเรื่องไปเลย และด้วยความที่เต็มไปด้วยบทสนทนาที่ค่อนข้างหนักหน่วง มันทำให้หนังไม่ไหลลื่น เนื่องจากมันกดดันตลอดเวลาจนไม่มีที่พักหายใจเท่าไหร่ แต่การตัดต่อ และภาพที่เฉียบขาดแบบฉบับฮอลลี่วู๊ดก็ช่วยพยุงหนังให้เดินไปอย่างสง่าผ่าเผยได้เสมอ รวมไปถึงการแสดงของเยอรมันสองคนที่เนี๊ยบมาก เราได้เห็นภาวะความสิ้นหวังจากอุดมการณ์ กับภาวะที่ยึดมั่นกับมันที่น่าสนใจจากคนสองคนนี้จริงๆ

โดยรวมแล้วเราชอบมากๆ แต่เนื่องจากมีความดูยากอยู่เยอะ ทำให้ไม่ค่อยเหมาะกับบุคคลทั่วไปนัก แต่ถ้าเป็นนักรัฐศาสตร์ รู้จักหน่วยมอสสาร์ด หรือเป็นคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์สมัยใหม่ล่ะก็ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดูจริง การพาไปรู้จักทุกตารางเกมอำนาจทางการเมืองในหนังเรื่องหนึ่งเราเห็นไม่บ่อยนักหรอก โดยเฉพาะการวิพากศ์วิจารณ์ตัวเองของยิวที่เต็มไปด้วยชาตินิยมแบบนี้

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.8
6 เมษายน 2561 07:09:57

ผู้สาวขาเลาะ เดอะมูฟวี่อินดี้ (สุกิจ นรินทร์ | ไทย | 2018)

พอได้ยินข่าวประกาศสร้างก็รอดูมาตลอดว่าผู้สร้างจะเอาเพลงผู้สาวขาเลาะมาเล่าแบบไหน  แล้วพอทางผู้สร้างปล่อยภาพนิ่งก็ยังพอลุ้น แต่พอเห็นโปสเตอร์ตัวจริงที่คอมโพสดูยำๆ สีทื่อๆ ไดคัตดูรีบๆ จนทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าเป็นโปสเตอร์ตัวจริง และบลาๆๆ หลังจากนั้นก็ได้แต่นั่งปลง จนกระทั่งมีข่าวว่า อุเทน ศรีริวิ (ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ | 2014) ที่ถูกวางตัวให้กำกับได้ถอนตัวเนื่องจากมีปัญหากับผู้สร้าง จากข่าวนี้ส่วนตัวก็นึกเป็นห่วงว่าหนังเปลี่ยนมือผู้กำกับแล้วจะออกมาเละหรือเปล่า และแล้วไม่กี่วันก่อนที่หนังจะเข้าโรงก็ได้มีโอกาสได้ชมตัวอย่างหนังแล้วก็ต้องนั่งถอนหายใจตั้งแต่มุกแรกที่ปล่อยมา ก็ได้แต่พูดว่าเอาอย่างงี้จริงๆ เหรอ!!!

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องราวที่หนังต้องการจะเล่าคือมิตรภาพและเส้นทางที่มาที่ไปของการกำเนิดเพลงผู้สาวขาเลาะตามชื่อเรื่องและความสำเร็จของเพลงนี้และเพลงอื่นๆ นั้นดีงามด้วยตัวต้นเรื่องของมันเอง แต่สถานการณ์ต่างๆ ที่เลือกมาใช้เล่าทุกชีวิตที่ดำเนินไปนั้นกลับลดค่าทุกอย่างลง รู้สึกว่าชีวิตของตัวละครเหล่านี้ที่ส่วนหนึ่งนำเค้าโครงมาจากชีวิตจริงมันสามารถทำให้ดูมีคุณค่ากว่านี้ได้น่า หนังล้มเหลวแทบทุกองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่จะสามารถเป็นหนังที่ดีได้ ทั้งบทหนังที่เลือกสถานการณ์ต่างๆ มาเล่าเรื่องราวได้ไร้มิติสุดๆ มุกตลก งานสร้าง โดยเฉพาะการกำกับ  การกำกับภาพ และดนตรีบวกซาวด์เอฟเฟ็กต์ประกอบความพยายามตลกที่ไม่ตลกและโคตรรกหูน่ารำคาญที่ทำให้หนังทั้งเรื่องพังพาบไปทุกอณู มีเพียงนักแสดงเท่านั้นที่สามารถพาเรื่องราวไปต่อได้บ้าง ถึงแม้จะล้มลุกคลุกคลานไปตามเส้นเรื่องที่เฉิ่มเชยสะเปะสะปะและแบนราบ แต่ก็ต้องชื่นชมที่นักแสดงและนักร้องเหล่านี้สามารถสร้างความบันเทิงได้ตามบทบาทที่ต้องรับผิดชอบไปจนถึงมุกเห่ยๆ ที่ต้องแบกรับ (สุดของที่สุดคือมุกลื่นเปือกกล้วย) เส้นเรื่องที่ควรจะดีกลับขาดๆ เกินๆ และอ่อนด้อยที่สุด พวกตัวละครที่ปกติมักจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเกินของหนังอย่าง น้าถึก ทะลุฟ้า กับ อีส อีสานพาสวบ กลับช่วยสร้างความบันเทิงมากยิ่งขึ้น

น่าเสียดายจริงๆ ที่หนังซึ่งน่าจะมีต้นทุนกลุ่มคนดูตามมาจากผลงานเพลงที่หลายร้อยล้านวิวซึ่งโด่งดังในทุกกลุ่มพื้นที่ฐานะอาชีพทั่วประเทศจะต้องเดินทางมาได้แค่นี้ ซึ่งจะไม่ถือสาก็ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นหนังที่ทำให้คนดูทั่วไปจดจำภาพหนังเรื่องนี้เหมารวมหนังไทยส่วนใหญ่ไปแล้วว่าหนังไทยมันแย่ หนังไทยมันห่วย จนพาลไม่ไว้ใจที่จะตีตั๋วดูหนังไทยต่อไป และการที่แฟนเพลงได้เห็นศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบในหนังที่เละเทะแบบนี้ ก็น่าจะถอนหายใจปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กันอยู่ไม่น้อย และถ้าจะมาพร่ำบอกว่าหนังไทยดีๆ มีให้ดูทุกปี ก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะอุตสาหกรรมหนัง การตลาด และโรงหนังบ้านเราไม่เอื้อให้คนไทยได้มีโอกาสได้เข้าถึงและทำความรู้จักกับหนังดีๆ ที่หลากหลายได้อย่างทั่วถึงเลย ก็ได้แต่ถอนหายใจ (อีกครั้ง)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
2
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
1
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
2.5
คะแนนเฉลี่ย
2.9
6 เมษายน 2561 06:45:50

Slumber (Jonathan Hopkins | UK, USA | 2017)

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่รายละเอียดและตัวละครที่เลือกมาเล่าระหว่างครอบครัวคนธรรมดาๆ ที่ถูกผีปีศาจอำกับหมอที่อดีตในวัยเด็กเคยประสบกับเหตุการณ์นี้มาเช่นกัน แต่เมื่อเติบโตมาเป็นหมอที่ยึดแต่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทำให้การที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านั้นมันเกิดความย้อนแย้งภายในใจมันแตะได้น่าสนใจดี แต่จนแล้วจนเล่าหนังก็ฝืนตรรกะจุดละเล็กละน้อยจนทำให้รู้สึกหนังทั้งเรื่องมันโหว่แหว่งและไม่น่าเชื่อถืออยู่พอสมควร และช่วงแรกๆ ของหนังก็ค่อนข้างน่าเบื่อเมื่อหนังเลือกที่จะเล่าปูตัวละครหมอนางเอกในสิ่งที่คนดูสามารถคาดเดาได้ก่อนไม่ยากว่าหนังจะพาไปสู่จุดหักเหของเรื่องแบบไหน

แต่สถานการณ์ของหนังโดยรวมทั้งเรื่องมันก็สร้างความบันเทิงได้อยู่ ชอบที่เป็นหนังผีปีศาจที่ไม่ค่อยได้เห็นตัวผีสักเท่าไหร่ และภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้ง 4 คนที่ถูกผีอำทั้งบ้านก็น่ากลัวและสร้างความน่าสงสารน่าเห็นใจได้ไม่น้อยในขณะที่ดูไปก็คิดเปรียบเทียบว่าถ้าบ้านตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ยังไง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วบทหนังมีความกระอักกระอ่วนหลายอย่างมากที่จะทำให้หนังทั้งเรื่องนั้นเข้มข้นขึ้นได้แต่หนังกลับไม่ได้ขุดคุ้ยและตบตีมันให้เข้าที่และส่งแรงระเบิดได้มากสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ความกระอักกระอ่วนที่บางตัวละครต้องเสียสละ หรือเหตุผลอันหนักแน่นที่นางเอกหมอไม่ยอมช่วยเหลือครอบครัวนี้ในตอนแรก แถมยังถูกกลบด้วยความน่าเชื่ออื่นๆ ถึงเงื่อนไขของปีศาจที่ไม่แน่นอนและไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีที่หนังเลือกจบเรื่องราวลง เพราะขาดความชัดเจนและการอ้างอิงเพื่อสร้างความเชื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของสถานการณ์นี้ได้ คือโอเคกับจุดจบของทุกตัวละครแต่ไม่ชอบวิธีการเล่าที่มันไม่ชัดเจนจนไม่น่าเชื่อและส่งผลให้ไม่อินตาม

แต่อย่างที่บอกไปก็จะเห็นว่าส่วนที่ชอบยังมีอยู่ประปรายภาพการละเมอของคนในครอบครัวมันสร้างภาพสะท้อนความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาได้ เป็นประเด็นครอบไว้เล็กๆ ที่ทำให้ชอบบางมุมมองของหนังได้ เช่นการที่หมอคนหนึ่งมองเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดจากความรุนแรงของพ่อติดเหล้าที่ทำร้ายลูกและคนในครอบครัว ไม่ใช่ซึ่งมันอาจจะเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่สารานุกรมวิทยาศาสตร์ไม่มีบอก แต่เมื่อไม่มีบอกและอธิบายด้วยหลักการไม่ได้จึงไม่เชื่อ จนนำมาถึงจุดจบของตัวละครหมอนางเอกที่คล้อยตามกัน ซึ่งประเด็นเล็กน้อยเหล่านี้มันมีดีให้พอได้ขบคิดได้อยู่บ้าง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.8
2 เมษายน 2561 00:46:33

Ready Player One "สงครามเกม คนอัจฉริยะ"

140 min | Action/Sci-fi | Directed by Steven Spielberg 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน ว่าด้วยเรื่องของโอคลาโฮมาในปี 2045 ที่ซึ่งเป็นกึ่ง ๆ ดิสโทเปียไปแล้ว เกิดปัญหาด้านความขาดแคลนมากมายไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือพลังงาน โลกน่าอยู่น้อยลงไปทุกวันทำให้มนุษย์ต้องหนีความจริงไป พึ่ง OASIS โลกเสมือนจริง หรือ VR Society ที่มีความเป็นเกมผสมอยู่ จนอยู่มาวันนึง ผู้สร้างของ OASIS ได้เสียชีวิตลงและได้ทิ้งเบาะแสให้กับผู้เล่น ให้ตามล่า Easter Egg ซึ่งจะสามารถหาพบได้หากค้นหากุญแจครบทั้งสามดอก และเมื่อค้นพบก็จะได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่มีค่านับแทบไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนทั้งโลกต่างออกล่าเพื่อหวังว่าจะได้พลิกชีวิต

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นแฟนหนังสือเล่มนี้เลย เวอร์ชั่นหนังสือจัดว่าเป็นหนังสือที่ดีและอ่านสนุกมากที่สุดเล่มนึงเท่าที่ผมเคยอ่านมา แต่ด้วยความที่หลายๆ อย่างของต้นฉบับมันค่อนข้างดัดแปลงมาทำหนังได้ยากทำให้ก่อนดูก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีมากแม้กระทั่งมันอยู่ในมือของสปีลเบิร์กก็ตาม แต่พอได้ชมแล้วก็รู้สึกดี รู้สึกสนุกและเอนจอยไปกับหนังมากกว่าที่คาดเอาไว้มาก 

สิ่งที่น่าชื่นชม

ตัวหนังบิดจากหนังสือไปอย่างสิ้นเชิงเหมือนกัน คือมีแบ็คกราวที่คล้ายกัน มีโครงเรื่องที่เหมือนกัน แต่ตัวภารกิจ ตัว objects ต่างๆ ถูกดัดแปลงจนแตกต่างกับหนังสือไปมาก ซึ่งเป็นจุดที่ผมเข้าใจได้และเซอร์ไพร์สมากที่มันทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย แปลกใหม่และคาดไม่ถึงกับลูกเล่นพวกนี้ ถือว่าเป็นความรู้สึกใหม่มากที่หนังไปดัดแปลงหนังสือยับแต่ก็ทำได้ดี มีน้ำหนักและเหตุผลมารองรับที่ดี ผมชอบตรงจุดนี้มาก เพราะคิดว่าหากนำ puzzle ในหนังสือมาใช้แบบเต็ม ๆ เลยมันอาจจะลึกไปยากไปสำหรับคนที่ไม่ได้เนิร์ด หรือ geek ขนาดนั้น 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

การที่มันเป็นหนัง มีเวลาให้เล่าเรื่องค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องมีการลดทอนรายละเอียดทิ้งออกไปมากมาย ตรงจุดนี้ก็เหมือนเป็นการสร้าง plot hole จนเชื่อว่าหลายคนรู้สึกได้ เพราะเดิมทีตัวหนังสือที่ว่าแน่นก็อาจจะพอมีอยู่บ้าง ตัวหนังจึงไม่ต้องห่วง แต่ก็ไม่ได้ไปลดทอนความสนุกอะไรขนาดนั้น

สรุป

หนังค่อนข้างบันเทิงมาก คือหลายคนคงอยากไปดูหนังเรื่องนี้เพราะมีตัวละครมีวัตถุจากหนัง การ์ตูน ซีรีส์ เกม เพลงที่เราล้วนเคยเสพกันมามาปรากฎในเรื่องนี้มากมาย ซึ่งก็ถือว่าเป็นสเน่ห์ของ Ready Player One ที่หยิบเอา pop culture หลายต่อหลายเรื่องมาร้อยเรียงให้กลายเป็นหนังเป็นเรื่องเป็นราว ห้ามพลาดเลยทีเดียว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.9
31 มีนาคม 2561 15:26:32

Ready Player One | Steven Spielberg

โอ๊ย หนังฟินมาก โคตรตอบโจทย์ของบรรดา Geek เกมได้เป็นอย่างดี แม้ตัวเนื้อเรื่องค่อนไปทางหลวมเลยล่ะ แต่ด้วยตัวหนังมันขาย Easter Egg เป็นหลักก็เลยทำให้เป็นการดูอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะทำงานกับความรู้สึกเวลาเราพบความลับในเกมปกติ ซึ่งก็ทำงานได้ดีสุดๆ เลย รู้สึกกรี๊ดกร๊าดที่ได้เห็นคัลเจอร์ป๊อปในยุคเรามาปรากฏตัวในรูปแบบต่างๆ ในหนัง ให้ความรู้สึกเมื่อพบเพื่อนเก่าในวัยเด็ก ประกอบกับสปิลเบิร์ก พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์ที่ช่วยให้หนังมันมีเสน่ห์แบบสุดๆ ช่วยพยุงให้หนังได้ไปต่อจนสุดทาง

Ready Player One เกี่ยวกับเกมล่า Easter Egg ที่นักพัฒนาเกมฮอลิเดย์แห่งยุคที่เหล่าตัวเอกเล่นกัน ได้แอบซ่อนเอาไว้ในเกม เป็นกุญแจ 3 ดอก ถ้าใครไขปริศนากุญแจทั้ง 3 ดอกที่เป็น Easter Egg ในชีวิตจริงของคนดูแล้ว ก็จะได้หุ้นทั้งหมดของเกมไปจนหมดสิ้น โดยมีแกนกลางของเรื่องคือ เวด วัตส์ หรือในนามเกม “เพอร์ซิวัล” นักล่า Easter Egg ผู้ซึ่งบังเอิญไขปริศนาแรกสำเร็จด้วยการเข้าไปในชีวิตของฮัลลิเดย์ ทำให้บริษัท IOI ที่จ้องจะหุบเกมนี้ตั้งแต่แรกเข้ามาแย่งชิง จนทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นว่ายที่ไม่ใช่แค่การ “เล่นเกม” เท่านั้น แต่มันกระทบกับ “ความจริง” จนนำไปสู่การต่อสู้เอาชีวิตรอด และอนาคตของเกมทั้งหมดเป็นเดิมพัน

ท่ามกลางการเดินเรื่องขั้นเทพแบบลองเทคไร้รอยต่อของสปิลเบิร์ก เราก็จะได้เห็นแฟนเซอร์วิสกันในระดับทุกนาที ที่มาจากวัฒนธรรมป๊อบร่วมสมัยในยุค 90 จนถึงปัจจุบัน และทำให้เราสนุกสนานกับการดู Easter Egg ในหนังด้วยความเพลิดเพลิน พร้อมกับความทรงจำที่พลั่งพรูออกมามากมาย ราวกับพบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน ซึ่งทำให้หนังมันมีนัยยะความสำคัญที่มากว่าเนื้อปกติ และเข้าไปสัมผัสกับผู้คนจริงๆ ที่ส่วนนี้

แต่พอมาดูเนื้อเรื่องหลักของหนัง สำหรับเราแล้วค่อนข้างไม่โอเคเท่าไหร่ เป็นเส้นตรง เดาออกง่าย แล้วก็ตัวละครกับ Setting ก็แปลกๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ความขัดแย้งส่วนใหญ่วนไปอยู่กับความขัดแย้งเก่าๆ ที่พยายามให้ความสำคัญกับโลกความจริงมากกว่าโลกเสมือน แถมตัวหนังเองก็ไม่ได้เข้าไปสำรวจเด็กติดเกมจริงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ สำหรับบริบทความจริงเองน่าจะเข้มข้นกว่านี้ได้ อย่าลืมว่ามันไม่มีรัฐบาลอยู่เลย เหมือนตัดทิ้ง โดยรวมเหมือนดูหนังเด็กแอคชั่นยุคโบราณ ที่มีการรวมทีม โค่นตัวร้าย (ตัวร้ายติดตลกแบบสปิลเบิร์กที่ชอบทำใน อินเดียน่า โจน นั่นแหละ) พ่ายแพ้เพื่อจะชนะ และก็ได้ผู้หญิงไป ซึ่งในความเป็นจริงมันก็เป็นพล๊อตโบราณที่ทำให้เราคิดถึงเหมือนกันนะ แต่เนื่องจากไม่มีอะไรใหม่ในส่วนนี้ เราเลยไม่ค่อยอิน บวกกับความกดต่ำทุนนิยมกับเงินด้วย ก็เลยยิ่งทำให้เราห่างเหินพอควร

แต่การกำกับการของสปิลเบิร์กก็ช่วยไว้เยอะมากๆ การสร้างตัวละครให้มีเสน่ห์น่าสนใจ มีความกลม การนำเสนอบุคคลิกรูปแบบต่างๆ ให้ผู้คนหลงรัก สปิลเบิร์กเป็นคนบุกเบินการสร้างตัวละครแบบนี้ในหนังเด็ก ที่งดงามมากๆ ในหนังเรื่องก่อนของเขา ซึ่งก็ทำได้ดีในยุคนี้เช่นกัน และช่วยให้หนังมันสนุก ได้ไปต่อ ไม่ได้ทำให้แย่เกินไปนัก

โดยรวมแล้วมันเป็นหนังที่ “โคตรฟิน” ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับ Justice League ที่ให้ความสำคัญกับแฟนเซอร์วิสมากๆ แม้ตัวเรื่องจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่สำหรับคนที่ผ่านพล๊อตแบบนี้มายาวนาน แต่ก็หนังก็ยังพาเราไปผจญภัยไปกับเหล่าผู้เล่น พบเจอเพื่อนเก่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราและของตัวละคร จนเหมือนการเล่นเกมโบราณที่ทำให้เราได้พบกับความทรงจำเก่าๆของเรา แค่นี้ก็ทำให้ Ready Player One เป็นหนังที่น่าประทับใจแบบสุดๆ แล้วล่ะ

พยายามดู 3D นะครับ กราฟฟิคและการเล่าสปิลเบิร์กสไตล์ตินติน มันน่าตื่นตาตื่นใจแบบโคตรๆ

ปล.คะแนนที่ให้เนี่ย เป็นคะแนนของหนังจริงๆ แต่ถ้ารวม Easter Egg ทั้งหลายเข้าไปด้วย ผมให้โบนัสรวมไป 9 คะแนนเลยจ้า มันฟินสำหรับเด็กเล่นเกม ดูการ์ตูน เด็กดูหนังในต้นยุค 2000 จริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.8
31 มีนาคม 2561 09:52:32

สำหรับเหล่าเกมเมอร์ถ้าได้ดูเรื่องนี้แทบลงไปนอนดิ้นตายตลอดตั้งแต่หนังเริ่ม จนหนังจบเลยทีเดียว มีตัวละครจากเกมที่รักตะลอนเดินอยู่ในหนังเรื่องนี้เพียบ ตั้งแต่เกมยุค 90 มาเรื่อยๆ (ช่วงเรโทร-ป๊อปคัลเจอร์) ตัวละครเกมและตัวป๊อปๆ จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องข้ามค่ายมาสู้กันอย่างสนุกสนานอยู่ภายในหนังเรื่องนี้ นับว่าฟินสุดๆ

จากวิชั่นของพ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์คุณปู่ ‘สตีเวน สปีลเบิร์ก’ ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานไว้หลายเรื่อง หลายแนวเช่น Jurassic Park, A.I. Artificial Intelligence, Saving Pirate Ryan หรืออีกหลายๆ เรื่องที่ขึ้นหิ้งระดับตำนานทั้งนั้น แทบการันตีความสนุกเหนือจินตนาการของ ‘Ready Player One’ กันได้เลย

จริงๆ พล็อตหนังก็ทั่วๆ ไปถ้าจะเล่าเรื่องราวออกมา แต่ในความธรรมดาเมื่อผ่านสายตาและการคิดการตีความของเฮียสปิลเบิร์กออกมาแล้ว มันไม่เคยมีคำว่าธรรมดา เลยจริงๆ ทุกดีเทล ทุกวิธีเล่าเรื่องมันมีความสปิลเบิร์กมากๆ แถมสำหรับเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายการได้เห็นตัวละครจากแต่ละเกมออกมาวิ่งโลดแล่นในจอภาพยนตร์ใหญ่ยักษ์แบบนี้ จะยิ่งอินยิ่งฟิน พีคในพีคเข้าไปใหญ่

แล้วไม่ใช่คอเกมจะดูสนุกไหม?

เด็กเดินตั๋วเองก็ไม่ได้เป็นเกมเมอร์ บอกได้เลยว่าหลายๆ ตัวละครในเกมก็เคยๆ ผ่านตามาบ้าง เคยเล่นมาบ้าง ก็ยังอินและสนุกไปกับมันอย่างมาก ที่ต้องเตือนให้เตรียมความพร้อมไว้เลยคือ.... ‘ควรดูหนังเรื่อง The Shining ของผู้กำกับ Stanley Kubrick มาเสียก่อน’ เพราะมีฉากนึงที่เข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้เต็มๆ เลย ใครที่เคยดู The Shining มาก็จะฟินมาก แต่ถ้าไม่เคยดูล่ะ? จะงงไหม จะโดนสปอลย์ไหม บอกเลยว่าหนัง Ready Player One ก็จะพาทุกคนไปพร้อมๆ กันแหละ ส่วนฉากที่ถูกนำมาใช้ก็เป็นฉากจำ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ไม่โดนสปอยล์ก่อนแน่นอน (อารมณ์เหมือนทุกๆ คงรู้อยู่แล้วว่าในไททานิค แจ็คกับโรส จะไปยืนกางแขนกันที่หัวเรือ อารมณ์จะเป็นอะไรทำนองนี้) 

เด็กเดินตั๋วแนะนำให้ดูเลยเรื่องนี้ แถมยังแนะนำให้ดูในระบบ IMAX หรือถ้างบพอให้ดูแบบ 3DIMAX กันไปเลย รับรองความคุ้มค่า ความฟิน และได้รับความบันเทิงและประสบการณ์สองชั่วโมงคุณภาพเยี่ยมแน่นอน

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.2
28 มีนาคม 2561 16:33:29

 

Wrinkle In Time หายนะครั้งใหม่จากดิสนีย์

ดิสนีย์คือค่ายหนังที่มีแนวทางในการสร้างภาพยนตร์ของตัวเองชัดเจนเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวทางที่ว่าคือ การสร้างภาพยนตร์ที่เน้นตลาด เด็กและครอบครัวเป็นหลัก โดยที่มีผลงานที่ประสบความสำเร็จต่างๆ มากมาย

A Wrinkle In Time ถือเป็นผลงานดัดแปลงจากนิยายขายดี เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมาณว่า จะเป็นหนังเจ๊งประจำปีนี้หรือเปล่า เพราะหลังจากที่ตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ได้ถูกปล่อยออกมา ถือว่าไม่น่าติดตามหรือน่าตีตั๋วเข้าไปชมเลยก็ว่าได้ 

จนกระทั่งผมได้พิสูจน์ด้วยตาของตัวเอง บอกได้คำเดียวเลยว่า เป็นไปตามคาดจริงๆ ตัวหนังเต็มไปด้วยความเด็กที่เรียกได้ว่า กะขายเด็กเต็มๆ เลยทีเดียว แต่มันดันมีการเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาใส่ปะปนกับตัวหนังเข้าไปด้วย ซึ่งอีกครึ่งนึงของเรื่องจะเป็นโทนแฟนตาซี ทำให้ 2 ส่วนนี้ดูขัดแย้งกันโดยตลอดระหว่างดู รวมไปถึงแคสติ้งนักแสดงที่เรียกได้ว่า ไม่ใช่ดาราที่สามารถดึงดูดให้คนเข้ามาชมหรือเพลิดเพลินไปกับตัวเรื่องเลยก็ว่าได้ ส่วนดีที่สุดของหนังก็น่าจะเป็นน้อง Levi Miller และภาพวิวต่างๆ ที่สวยงามเตะตามากจริงๆ

ในเมื่อองค์ประกอบต่างๆ ที่มันโคตรจะไม่เข้ากัน ได้ถูกมามิกซ์ผสมรวมกัน ผลงานที่ออกมาเลยเลยแบบว่า จะบอกว่าดีก็พูดไม่ได้เต็มปาก จะว่าไม่ดีก็พูดไม่ได้เต็มปากเช่นกัน มันมีทั้งส่วนที่เวิร์คดี และโคตรขัดใจปะปนกันไปหมด รวมไปถึงตัวบทเองที่หลังจากดูหนังจบ ผมเองก็ยังจับทางหรือจับประเด็นที่หนังอยากเล่าได้ไม่หมดเลยจริงๆ มันมีความรู้สึกว่าเหมือนรีบๆ เล่าข้ามๆ จนไม่รู้เรื่อง (ในใจมีคิดว่าดูๆ ไปก่อนหนังอาจจะมีเฉลยเหตุผลต่างๆตอนท้ายให้เข้าในก็ได้) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการเฉลยหรืออะไรใดๆเลยที่ทำให้เข้าใจในตัวหนังที่ต้องการจะสื่อกับคนดู

สรุปแล้ว A Wringke In Time เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างน่าผิดหวังจริงๆ ไม่นึกว่าดิสนีย์จะปล่อยผลงานแบบนี้ออกสู่สายตาคนดูได้ และเป็นหนึ่งในหนังดิสนีย์ที่ไม่ชอบเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นหนังที่โชว์รูมทีวี จะนำไปใช้เปิดเทสสีสันของทีวีแน่นอน เพราะภาพสวยสีสดดีจริงๆ 6/10 ไปเลยครับสำหรับเรื่องนี้ ดิสนีย์ประเทศไทยคิดถูกแล้วที่ฉายในวงจำกัด ฉายจำกัดโรงเพราะโอกาสเจ๊งสูงจริงๆเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4.5
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
6
28 มีนาคม 2561 16:20:09

Tomb Raider โอกาสใหม่ปลุกชีพแม่หญิงลาร่า

ในปี 2001 ได้มีการนำเอาเกมส์ Tomb Raider มาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก โดยให้แองเจลิน่า โจลี รับบาท ลาร่า ครอฟต์ ได้รับเสียงตอบรับและรายได้ดีใช้ได้ จนได้เข็นภาค 2 ตามมาติดๆ ซึ่งภาค 2 ล้มเหลวในด้านคำวิจารณ์และรายได้ ทำให้เป็นการปิดประตูภาคต่อไปสมบูรณ์

ในเมื่อหนังสร้างแล้วไม่เวิร์ค เจ้าของลิขสิทธิ์เลยรีบูทเกมส์ขึ้นมาใหม่ในปี 2013 ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากจนไปเตะตาเข้ากับวอร์เนอร์บราเธอร์ จนได้ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นภาพยนตร์เวอร์ชั่นใหม่ โดยอ้างอิงจากเกมส์เวอร์ชั่นรีบูทใหม่นั่นเอง

โดยเนื้อเรื่องในภาคนี้เป็นการนับ 1 ใหม่สำหรับทุกคนที่ไม่เคยดู ตัวหนังเองจะพาเราไปพบกับลาร่า สมัยที่ยังไม่ได้เป็นนักล่าสมบัติมืออาชีพที่เก่งกาจในการต่อสู้ต่างๆ ในแบบเวอร์ชั่นก่อนหน้า ซึ่งในส่วนนี้ตัวหนังเองค่อนข้างทำได้ดีทีเดียว มีความเรียล มีความสมจริง มีเหตุและผลมารองรับต่างๆ นานา
และเป็นหนังที่เน้นความสมจริงเข้าว่า เรื่องราวตำนานความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์ในแบบเวอร์ชั่นเกมเลยถูกปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างเพื่อให้ไม่เวอร์วังเกินไป ในส่วนนี้อาจทำให้คอเกมส์หลายคนไม่ค่อยพึ่งพอใจเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวผมเองนั้น ยอมรับได้และเข้าในใจการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์
ฉากแอคชั่นต่างๆ ได้ถูกดีไซน์และอ้างอิงจากเวอร์ชั่นเกมส์ราวๆ 70% เลยก็ว่าได้ ในส่วนนี้คอเกมส์คงดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเกมส์ที่ตัวเองเล่น ได้ขึ้นฉายบนจอภาพยนตร์ 

สรุปสั้นๆ เลยคือ Tomb Raider ถือเป็นความพยายามที่จะคืนชีพตำนานลาร่า ครอฟต์ขึ้นมาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม และดูสมจริงขึ้น ในส่วนของคอหนังนั้นบอกได้เลยว่าเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมากเลยทีเดียว และไม่อยากจะให้เอาไปเทียบกับเวอร์ชั่นโจลี ซึ่งจุดเริ่มเรื่องก็ต่างกันแล้ว จะให้สกีลการต่อสู้นั้นทัดเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนได้ยังไงจริงมั้ยครับ ส่วนตัวผมเองชอบมากเป็นหนังที่สร้างจากเกมส์อันดับต้นๆ ที่สนุกดูเพลินและอยากดูซ้ำอีกแน่นอน 8/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8
28 มีนาคม 2561 13:42:51

ขอรีวิวสวนกระแส เด็กเดินตั๋วได้ไปดูมาหลังจากที่ลังเลอยู่นาน ด้วยกระแสไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก แต่ด้วยความชอบภาคแรกมาก เลยอยากเห็นด้วยตาว่ามันย่ำแย่ขนาดในกระแสวิจารณ์ต่างๆแบบนั้นจริงหรือเปล่า...

สำหรับเด็กเดินตั๋วแล้วก็ไม่แย่ขนาดนั้นนะ เวลาดูหนังแนวๆ นี้ เด็กเดินตั๋วไม่ได้โฟกัสกับบท ความสมเหตุสมผล หรือเชื่อมโยงความสมจริงอะไรมาก ดูเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วๆ ไป ดูด้วยความใจกว้างและรักหุ่นยนต์แดนอาทิตย์อุทัยและเหล่าสัตว์ประหลาดกิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์อะไรทำนองนั้น สำหรับเด็กเดินตั๋วแล้ว Pacific Rim Up Rising ช่วงแรกเหมือนปูเรื่องให้ตัวละครใหม่ (แทบทั้งหมด) มีศัตรูขององค์กรเยเกอร์ มีเด็กใหม่มาฝึก โครงสร้างก็เรื่อยๆตามสไตล์หนังฮีโร่ แต่พอเปิดตัวฉากสู้ของเยเกอร์กับตัวร้าย สำหรับเด็กเดินตั๋วรู้สึกว่าว้าวมาก แล้วก็ใหม่สำหรับ Pacific Rim เลย (อาจจะดูธรรมดาๆ เหมือนทรานฟอร์มเมอร์นะ แต่ด้วยหัวจิตหัวใจของโลกแปซิฟิกริม มันก็ใหม่เลยสำหรับการที่มีเยเกอร์มาสู้กันเอง) ทุกอย่างในฉากต่อสู้แทบครึ่งเรื่องหลังชวนติดตาม สนุกมาก ใหญ่มาก ไคจูก็ตัวใหญ่ขึ้น เยเกอร์ก็มีมุกใหม่มากขึ้น เหมือนทรานฟอร์มเมอร์ภาคใหม่ๆ ที่อะไรก็ต้องใหม่ขึ้น ใหญ่ขึ้น เร้าใจขึ้น ดูแล้วก็เพลิดเพลินบันเทิงใจขึ้น

ภาคนี้ไม่ได้ผู้กำกับมือตุ๊กตาทองคนใหม่ ‘กีเยร์โม เดล โตโร’ ที่กำกับภาคแรกมากำกับ ได้ผู้กำกับหน้าใหม่ ‘สตีเว่น เอส เดอไนท์’ ที่ขึ้นมาจากกำกับซีรียส์ดังมากมายมาถ่ายทอดเรื่องแทน ส่วนเรื่องนักแสดงภาคนี้แทบจะเป็นหน้าใหม่หมด ไม่ค่อยมีนักแสดงจากภาคเก่ามาร่วมงานสักเท่าไหร่ได้นักแสดงนำเป็นพ่อพระเอกปากบึน ‘จอห์น โบเยก้า’ หรือ ‘ฟินน์’ จากสตาร์วอรส์สองภาคล่าสุดนั่นเอง (Star Wars Force Awaken, The Last Jedi) กับสาวน้อย ‘ไคลี สแปนี’ นักแสดงเด็กสาวหน้าใหม่ ที่ถูกส่งมาเอาใจเหล่าแฟนๆ รุ่นเด็ก (จริงๆ นโยบายการตลาดคล้ายๆ แฟรนไชส์ทรานฟอร์มเมอร์ที่เน้นขายกลุ่มเด็กและเน้นขายของเล่นเป็นส่วนใหญ่) การดำเนินเรื่องจะเน้นไปที่การต่อสู้ของเหล่าเยเกอร์และไคจูเสียมากกว่าภาคแรกที่มีพาร์ทของดราม่าซึ่งเน้นฝีไม้มือทางการแสดงมากกว่า การแสดงของตัวละครก็จะไปคล้ายๆ เหล่าตัวละครต่างๆ ในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วไป (โทนประมาณมาเวล) ไม่ได้แสดงทักษะการแสดงที่ว้าว หรือโดดเด่นอะไรมากนักในความคิดเห็นของเด็กเดินตั๋ว นักแสดงภาคเก่าที่ยังคงอยู่ก็มีมาโกะ และสองดอกเตอร์คู่หูที่มาเป็นตัวซัพพอร์ตเรื่องเช่นเดิม

ในความเทใจให้หนังเรื่องนี้ ก็มีหลายๆ จุดที่ขัดใจเด็กเดินตั๋วอยู่ประมาณนึงที่จะไม่เอ่ยถึงไม่ได้ เรื่องนี้เน้นขายเด็กมากๆ จนเกือบจะกลายเป็นหนังเด็กเหมือนความรู้สึกที่ดูทรานฟอร์มเมอร์สภาคหลังๆ และเรื่องนี้เน้นขายตลาดประเทศจีนมาก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นในจีน นักแสดงสำคัญๆก็เป็นชาวจีน จนเริ่มรู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง (นึกว่าดูหนังไต้หวัน ฮ่องกงอยู่ - -“) ส่วนเพลง Theme สุดเท่ห์จากภาคแรกในภาคนี้ไม่มีนำมาใช้เลย แอบผิดหวัง การนำมาใช้อยู่ในลักษณะการดัดแปลงใหม่ แล้วค่อนข้างก๊องแก๊งและแย่ประมาณนึง ทำให้ผิดหวังกับเพลงมากๆ และเรื่องใหญ่มากสำหรับเด็กเดินตั๋วคือภาษาภาพ การคอมโพสต์ภาพช่างธรรมดาเกินไปสำหรับมาตรฐาน (ซึ่งจัดอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กเดินตั๋ว) ภาพไม่ค่อยส่งอารมณ์และเพิ่มความน่าสนใจให้หนัง ต่ำกว่ามาตรฐานของหนังฮอลลีวู้ดมาก 

แม้จะมีข้อตำหนิเยอะอยู่ประมาณนึง สรุปว่าเด็กเดินตั๋วยังคงชอบแฟนไชร์สนี้อยู่ สำหรับใครที่ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจเด็กเดินตั๋วแนะนำให้ไปดูด้วยตัวเอง อย่าเพิ่งเชื่อรีวิวซะทีเดียว ไปตัดสินจากตัวเรา ความชอบเรา บางทีบางอย่างต่างคนต่างความคิด ให้ตัวเราเข้าไปตัดสินความชอบของเราเสียดีกว่า บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นสองชั่วโมงที่มีความสุขกับคนที่คุณรักในโรงภาพยนตร์ก็เป็นได้

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
2.5
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
5.5
28 มีนาคม 2561 02:10:17

Pacific Rim: Uprising
หลังจากความสำเร็จในภาคแรก ที่ทำรายได้ที่จีนเป็นกอบเป็นกำ มาภาคนี้ก็เลยเอาใจชาวจีนโดยเฉพาะ โดยใส่บทคนจีนไปเพียบ แต่ใส่มากเกินไปจนทำให้คนดูเหมือนโดนยัดเยียด อีกทั้งตัวบทหนังก็ด้อยกว่าภาคแรกเยอะ แทบจะหาเค้าเดิมของภาคแรกไม่เจอ ดูจบแล้วก็อยากลืมๆ ภาคนี้ไปเลยในทันที

ตอนดูตัวอย่างหนังเราก็คงจะรู้สึกได้ว่านี้ไม่น่าใช่ Pacific Rim แต่มันน่าจะเป็น Transformers ซะมากกว่า พอมาดูจริงๆ ก็เป็นแบบนั้นเลย และจุดเด่นจากภาคที่แล้วอย่างตัวสัตว์ประหลาดจากใต้พิภพ "ไคจู" ภาคนี้กลับกลายเป็นตัวประกอบ เหมือนผู้กำกับก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรตรงนี้ ทำให้หนังยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ บทจะฮา ก็ฮาได้ไม่เต็มที่ บทจะซึ้ง มันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ก็ยอมรับเลยว่าหนังเรื่องนี้สอบตกในแทบทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ด้านเลยทีเดียว

ส่วนตัวได้ไปดู IMAX3D ข้อดีคือ ระบบเสียง IMAX ทำให้ดูหนังสนุกขึ้น (สนุกขึ้นจริงๆ) แต่ที่แย่คือ 3D ตลอดทั้งเรื่องภาพแบนราบแทบไม่นูนออกมาจากจอเลย จริงๆก็งงว่าจะทำแบบ 3D ทำไม   

ภาคแรกสำหรับผมก็ไม่ได้ดีมาก แต่อย่างน้อยหนังก็สร้างความบันเทิง ความน่าติดตามจากต้นเรื่องจนจบเรื่องได้ แต่สำหรับภาคสองนี้ ยอมรับเลยว่าบทอ่อน ไม่มีที่มาที่ไปสักเท่าไร บทสู้ก็ทำได้น่าเบื่อสุดๆ (หลับไปหลายรอบ)

จริงๆ แล้วก็ไม่รู้จะชมตรงไหนของหนังจริงๆ มันแย่ในทุกๆ ส่วน 

ปล.รูปด้านล่างคือ Transformers ชัดๆ เฮ้อ...

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
4
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
5.4
25 มีนาคม 2561 12:22:26

Pacific Rim: Uprising "ปฏิวัติพลิกโลก"

111 min | Action/Sci-fi | Directed by Steven S. DeKnight 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หลังจากที่มวลมนุษยชาติรอดพ้นจากการถูกเหล่ามอนสเตอร์หรือไคจูบุกโลก ใน Pacific Rim ภาคแรก โลกก็ดูเหมือนจะไม่สงบสุขอย่างที่คิด เพราะมนุษย์ก็ยังอยู่อย่างหวาดกลัว ว่าเหตุร้ายจะเกิดซ้ำสอง เจค เพนเทคอตส์ (John Boyega) ลูกชายของวีรบุรุษสงครามอย่าง สแต็คเคอร์ เพนเทคอตส์ เขาใช้ชีวิตต่างจากผู้เป็นพ่อของเขาอย่างสิ้นเชิง เป็นหัวขโมย ไม่สนใจโลก ทั้งที่อดีตเค้าก็เคยเป็นนักขับเยเกอร์ฝีมือดี แต่โชคชะตาก็ขีดให้เขากลับไปข้องเกี่ยวกับเยเกอร์อีกครั้ง พร้อมกับต้องรับมือกับภัยร้ายใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่โลก อีกครั้ง !? 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

อาจจะเพราะว่าได้ไปอ่านกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก่อนเข้าไปชมก็ได้ ทำให้ผมกดความคาดหวังที่มีต่อภาคต่อเรื่องนี้ไว้ต่ำมาก ซึ่งเดิมทีมันก็ค่อนข้างที่จะไม่สูงมากอยู่แล้ว เนื่องจากตัวอย่างหลายต่อหลายตัวของหนังที่ปล่อยออกมาก็ไม่ได้สร้างความ hype ให้กับตัวผมเท่าไหร่ เกริ่นมาเสียนาน หนังค่อนข้างทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ อย่างน้อยก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไร เป็นหนังป๊อปคอร์นดีๆ เรื่องนึง ดูได้เพลินๆ แต่ก็ไม่มีซีนใดซีนนึงที่พีคมากนัก

สิ่งที่น่าชื่นชม

เหตุผลในการแถสร้างภาคต่อค่อนข้างทำได้น่าพอใจ คือมันไม่ดูเด๋อหรือจงใจแถมากนัก เพราะตัวหนังภาคแรกมันค่อนข้างจบบริบูรณ์ไปประมาณนึง และการที่เดลโทโร่ไม่ได้มาทำต่อจึงทำให้เรื่องราวอาจไม่ปะติดปะต่อ แต่ Uprising ก็กลับทำส่วนนี้ได้ดี

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ 

ต้องยอมรับว่า การที่หนังภาคแรกถูกอกถูกใจแฟนหนังแผ่นดินใหญ่ มีผลให้ภาคนี้ออกมาไม่ดีอย่างภาคแรก เพราะภาคนี้ดูจะเอาใจจีนมากจนเกินไป จนหลายต่อหลายจุดในเรื่องดูประดักประเดิด ดูเด๋อไปนิด ซึ่งตรงนี้เองก็ทำให้ความเป็น Pacific Rim ที่เดลโทโร่สร้างขึ้นจากความรักความหลงไหลในวัฒนธรรมโทคุเซ็ทสึของญี่ปุ่น ซึ่งภาคนี้ไม่มีตรงนี้อยู่เลย แถมยังกลายพันธุ์เป็น Transformers: Age of Extinction อย่างเต็มตัว 

แถมดนตรีประกอบอันเป็นที่น่าจดจำ ภาคนี้ยังถูกหยิบมาใช้แบบไม่มีศิลปะและไม่ขลังอย่างที่มันควรจะเป็น รวมไปถึงไคจู ที่เป็นสเน่ห์อีกอย่างของหนังก็ถูกจัดวางอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งหมดนี้ลดทอนคุณค่าให้ภาคที่ 2 ของ Pacific Rim นี้กลายเป็นหนังตลาดดาดๆ เรื่องนึงไป 

สรุป

แม้ว่าตัวหนังจะโยนความเป็น Pacific Rim ทิ้งไปจนหมดสิ้น จนหนังขาดสเน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ไป แต่ตัวหนังก็พอจะดูได้เรื่อยๆ ดูเพลินๆ ได้อยู่ ฉากต่อสู้ฉากอะไรยังพอมีให้สนุกได้อยู่บ้าง ไม่ได้ถึงกับแย่จนดูไม่ได้อะไรนัก ใครที่ดูภาคแรกมาแล้วชอบมากอาจจะต้องเผื่อใจไว้นิดนึง ว่าคุณภาพอาจจะต่างไปจากภาคแรกโดยสิ้นเชิง 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.6
20 มีนาคม 2561 19:43:01

 

Legend of the demon cat เป็นภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวในรัชสมัยราชวงศ์ถัง ที่ได้มีแมวปีศาจออกมาอาละวาดทำให้พระหนุ่ม kukai และ Bai Letian ต้องร่วมมือกันสืบสวนหาสาเหตุการตายของพระสนม Yang ที่เจ้าแมวปีศาจได้ทิ้งเบาะแสเอาไว้ให้ ซึ่งนำไปสู่ความจริงในอดีตที่ถูกฝังมานาน

 ส่วนที่ชอบในหนังเรื่องนี้

1.หนังมีงานภาพและ cg ที่ออกมาสวยดูดีสมกับที่เป็นหนังที่จีนและญี่ปุ่นร่วมทุนกันสร้าง

2.นักแสดงสมทบหญิง  Yuqi Zhang ที่แสดงเป็นสนม Yang นั้นแสดงได้สมบทบาทมาก

3.เพลงประกอบหนังมีความไพเราะถึงแม้จะรู้สึกแปลกที่หนังจีนแต่เป็นเพลงอังกฤษ

ส่วนที่ไม่ชอบในหนังเรื่องนี้

1.ช่วงต้นเรื่องของหนังมีโทนและแนวการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างขัดกับช่วงกลางเรื่องและท้ายเรื่องพอสมควร

2.ตัวละครหลักของหนังไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าที่ควรเหมือนมีไว้แค่เชื่อมเนื้อเรื่อง

โดยรวมภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับคนที่เหมาะกับคนที่ดูหนังที่มีงานภาพที่สวยงามและคนที่สนใจในแนวนิยาย แฟนตาซีของจีน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.3
18 มีนาคม 2561 21:54:52

โดนของแรง - รีวิว RED SPARROW ฉบับเด็กเดินตั๋ว

 

ทุ่มกาย ทุ่มใจไปไม่น้อยสำหรับนักแสดงนำอย่าง ’เจนิเฟอร์ ลอวเรนซ์’ เป็นการพลิกบทบาท และพิสูจน์ตัวเองครั้งรุนแรงอย่างยิ่งสำหรับเธอ สำหรับบทที่โหด หนักหน่วง ใช้ทักษะการแสดงและการฝึกซ้อมอย่างมาก และการเผชิญกับการเล่นบท ‘เปลือย’ แบบ ‘ทั้งตัว’ ครั้งแรกของเธออีกด้วย

เรด สแปโรว์สร้างจากนวนิยายขายดีของอดีตเจ้าหน้าที่สายลับของอเมริกัน กำกับการแสดงโดยฟรานซิสท์ ลอว์เรนซ์ (ผู้กำกับ The Hunger Game) เป็นหนังสายลับที่ไม่แอคชั่นบู๊ระห่ำแบบเจมส์ บอนด์ หรือ MI และไม่รื่นเริงบันเทิงใจแบบ สปาย หรือ เดอะแมนฟอร์มอังเคิล เรดสแปโรว์มีความหนักหน่วง โหด ดิบ เถื่อน อึดอัด ซับซ้อน เฉือนคมกันแบบสุดๆ ไปเลย ซึ่งเป็นสไตล์ทริลเลอร์ ดราม่า ฉากบู๊ก็สมจริงสมจังมากๆ ฉากทรมานก็บีบอารมณ์สุดๆ ความอึดอัดของตัวละครถูกถ่ายทอดจนคนดูแทบปวดกบาลและอึดอัดตามไปด้วย (เล่นเอาซะดูเสร็จปวดหัวหนักเลย) อารมณ์พาให้นึกถึงแนว ‘แบล็กสวอน’ หรือ ‘แดนเซอร์อินเดอะดาร์ก’ มากกว่าหนังแอคชั่นสนุกๆ

เรื่องนี้จะดีจะร้ายอยู่ที่เจนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์เลย เธอแสดงและนำพาหนังไปทั้งเรื่อง ผู้ชมได้รับรู้มิติ อารมณ์ตัวละครและการดำเนินเรื่องเสมือนกำลังอ่านนิยายเล่มนี้อยู่จริงๆ เลยก็ว่าได้ เจลอว์เก็บรายละเอียดได้ดีมาก ทุกการแสดงดูมีมิติ ความนึกคิดที่ส่งผ่านเธอมาได้อย่างรุนแรง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธอแสดงได้อย่างดาร์กรุนแรงขั้นสุด อุ้มชูหนังไว้ได้ทั้งเรื่องจริงๆ แค่ได้เข้าไปดูการแสดงของเธอก็คุ้มค่าแล้ว สมราคานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตุ๊กตาทอง (ออสการ์) จริงๆ และสำหรับฉากนู้ดต่างๆ ไม่ได้มาทางเดียวกับ Fifty Shade of Grey เลย ต่างออกไปมากทีเดียว ยิ่งดูยิ่งเครียดหนัก ถ่ายทอดออกมาได้รุนแรงมากๆ

งานสร้างต่างๆ ดูแล้วน่าชื่นชม ฉากทุกอย่างดูมีรายละเอียดและคาแรกเตอร์ของมัน การออกแบบชุด เสื้อผ้าหน้าผม ฉากประกอบพาเราไปอยู่ที่ฉากนั้นอย่างเนียนสนิท ไม่ว่าจะรัสเซีย หรือที่ต่างๆ ตามเนื้อเรื่อง 

หลังจากดูเสร็จความรู้สึกคือชอบมาก ล้ำลึก ดื่มด่ำในศิลปะของภาพยนตร์มาก แต่ลักษณะทางกายภาพคือปวดหัวมาก เนื่องจากภาวะความเค้น ความกดดันสูงมากตลอดทั้งเรื่อง (เตรียมยาดมหรือน้ำหวานไว้ได้เลย ช่วยได้มาก) สิ่งเดียวที่ไม่ชอบแต่มันก็คงต้องเป็นแบบนั้นคือ เรื่องเกิดในรัสเซีย ตัวละครรัสเซียทุกตัวพูดภาษาอังกฤษ แม้แต่จะสนทนากันเอง? ทำให้ชวนงง และหลุดออกมาจากความสมจริง (แม้จะพูดภาษาอังกฤษสำเนียงรัสเซียก็เหอะ) แต่ก็เพราะ Region หลักที่ฉายหนังเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก นักแสดงนำก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทำให้ค่ายหนังคงต้องยอมให้พูดภาษาอังกฤษไปเพื่อความเสพง่าย เพราะไม่งั้นคงต้องพ่นรัสเซียกันแทบทั้งเรื่องเลย (อารมณ์คล้ายๆเรื่องเกอิชาที่ตัวละครทุกคนเป็นคนญี่ปุ่น แต่พูดอังกฤษ...ช่างไม่สมจริงเลย) 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
17 มีนาคม 2561 23:05:19

Red Sparrow | Francis Lawrence

“มนุษย์คือปริศนาของความต้องการ หากเราเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็จะพร้อมมอบทุกสิ่งให้กับเรา"

หนังสายลับฉบับเหี้ยมเกรียม มีฉากน่าอึดอัดใจทุกๆ สิบวินาที ตามมาด้วยการแสดงที่เย็นยะเยือก เต็มไปด้วยความกดดัน และภาวะบีบคั้น แถมมีความซาดิสที่ทำให้คนบางประเภทเพลิดเพลินได้ บวกกับการตัดต่อแบบสนุกมือ และภาพที่สวยหยาดเยิ้ม ทำให้หนังมีความงามแบบกดดันตลอดเวลา เป็นหนังที่ให้อารมณ์หายาก หน่วงหัว ทำให้ไม่สบายใจในหลายๆ จังหวะ ถามว่าสนุกไหม มันเฉพาะกลุ่มระดับหนึ่งเลยล่ะ มันให้ความรู้สึกแบบหนังสายลับแบบจริงจังเข้มข้น แต่เมื่อบวกกับฉากทรมาน ฉากเลือดสาด และฉากฆ่าที่สมจริงสมจัง ทำให้อารมณ์บีบกดดันมันไปอีกเลเวลหนึ่งไปเลย

Red Sparrow เป็นหนังตระกูล “สงครามเย็นสมัยใหม่” ที่อิงติดอยู่กับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับสายลับที่แฝงตัวอยู่ทั่วโลก และเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบสมจริงมากที่สุด มันจึงไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรเลย เทคโนโลยีหนึ่งเดียวที่ใช้ในการขับเคลื่อนนักฆ่าของรัซเซียก็คือ จิตวิทยา โดยตัวหนังให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ความต้องการ” โดยแก่นของมันคือที่เขียนไว้ไปด้านบนแล้ว หนังพาไปสำรวจความต้องการของผู้คนด้วยการฝึกฝน Sparrow ทั้งหลาย ก่อนจะนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างสายลับ ด้วยการฉะกันระหว่าง “ความต้องการ” ของแต่ล่ะฝ่าย เอามาเชือดเฉือน ต่อรองกันตลอดเวลา

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับสาวอดีตนักเต้นโดมินิก้า กำลังถูกให้ออกจากคณะบัลเล่ที่ออกเงินค่าดูแลให้แม่มาตลอด ในระหว่างที่จนตรอกอยู่นั้น อาของเธอ รองผู้อำนวยการราชการลับแห่งรัสเซียก็ติดต่อเข้ามา เขาบอกว่าโดมินิก้าเป็นหลานที่เก่งที่สุด เก่งในเรื่องความต้องการ และอ่านความต้องการนั้นออกจนสามารถชักเชิดพฤติกรรมผู้คนได้ตามต้องการ หลังจากโดนบีบหลายๆ ทางจากอาของเธอที่กำความต้องการของเด็กสาวเอาไว้จนหมด เธอจึงต้องจำใจเขาไปในโรงฝึก Sparrow ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สายลับโสเภณีของรัฐบาล" จากนั้นเรื่องราวต่อมาก็เป็นเรื่องราวเจ้านกกระจอกสีแดงที่โลดเล่นไปมาในเกมแห่งอำนาจ ที่แข่งกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด ระหว่างรัสเซีย อาของเธอ โดมินิก้า CIA และเจ้าหน้าที่อเมริกาที่อาจหลงรักเธอ ผ่านบทสนทนาที่คมคาย มีความหมายในทุกคำพูด

แต่ช่วงระหว่างทางที่โดมินิก้าโดนบีบกดดันนี่แหละที่หนักหน่วง หนังค่อนข้างเนือยๆ เบื่อๆ แต่ไม่ค่อยจะหยุดพัก มันบีบคั้น หายใจไม่ทั่วท้องตลอดเลย หนังชอบให้เราเห็นการฆ่ากันที่เห็นกันจะๆ เลือดสาด การทรมาน การบีบคั้นทางอารมณ์ที่จริงจังจนเล่นเอามึนหัว เป็นข้อดีและข้อเสียในตัวเอง มันทำให้หนังน่าสนใจขึ้นแต่ก็ทำให้ดูยากขึ้นไปอีกเท่าตัว เพราะนอกจากต้องตามเรื่องแล้ว ยังต้องมารับมือกับความกดดันต่อเนื่องอีกด้วย แต่เส้นการหักหลัง เส้นการหักมุมนี่ก็ยังครบองค์ประกอบดีนะ อะไรที่ปูเอาไว้เอามาใช้หมด และก็ปั่นหัวคนดูได้สนุกมือ

โดยรวมก็สนุกดีแหละ ฉากแอคชั่น กับฉากฆ่าที่ดูสมจริงมากทำให้สนุกไปอีกแบบ แต่ดูแล้วก็มึนหัวไปเลย เพราะเครียดจากเหตุผลข้างต้น ส่วนเจนิเฟอร์ ลอร์เลนซ์นักแสดงโดมินิก้าสวยหยาดเยิ้มจริงๆ คนอื่นๆก็ดูเล่นกันแบบเลือดเย็นกันสุดๆ ดีนะ ภาพสวย อาร์ตดี ตัดต่อโคตรกดดัน แต่มันเฉพาะกลุ่มไปหน่อยน่ะนะ เส้นเรื่องที่เป็นสายลับหักหลังกันไปมานี่แหละที่สนุกพอสมควรเลย บวกกับบทสนทนาที่เรียบเรียงได้เฉียบคมก็เลยประคองให้หนังมันไปต่อจบได้สวย

ถ้าชอบหนังกดดัน สมจริง สวยๆ เรื่องนี้เหมาะกับคุณเลย แต่เตรียมตัวกับฉากไม่สะดวกใจไว้ด้วยล่ะกัน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.6
17 มีนาคม 2561 21:05:01

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri | Martin McDonagh


นี่เป็นหนังในดวงใจของผมในระดับที่ติดอันดับท๊อป 5 ของตัวเองเลย สนุกมาก อินสุดๆ มันหนักหน่วง มันบ้าคลั่ง และมันก็งดงาม เราจะได้สัมผัสการเปลี่ยนผ่าน การให้อภัย และการเติบโตของตัวละครในระดับลึกด่ำกว่าหนังเรื่องไหนๆ รวมไปถึงความสมจริงสมจังแบบที่ทำให้เราเจ็บจุกเหมือนถูกแทง ในแต่ล่ะบทมันคือความลงตัวระหว่างความรุนแรงและชีวิตที่เล่าออกมาเฉียบคม ตัวละครทุกตัวเป็นสีเทา กลมเกลาเหมือนมนุษย์ปกติ เป็นสีเทาที่อบอุ่นและเลือดเย็นไปพร้อมๆ กัน ส่วนตัวแล้วให้เป็นหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ปีนี้เลย ถึงจะพลาดให้กับ Shape of Water แต่ Three Billboards เองก็ไปคว้ารางวัลมาหลากหลายมากแล้วล่ะ

Three Billboards เป็นหนังเกี่ยวกับการท้าทายอำนาจของรัฐ ในรูปแบบของการเอาคืนจากมิลเดร็ด แม่ผู้สูญเสียลูกสาวไปกับการข่มขืนและฆ่า โดยที่ตำรวจไม่สามารถแม้แต่จะหาผู้ต้องสงสัยได้เลย มิลเดร็ดไม่สามารถรับการจากไปโดยไม่ได้รับความยุติธรรมแบบนี้ นางเลยโทษว่าเป็นความผิดของตำรวจ จากนั้นก็เริ่มท้าทายตำรวจด้วยการตั้งป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ 3 ป้ายบนถนนชนบทที่แทบไม่มีใครขับผ่าน กลายเป็นข่าว แพร่ออกไปทั่วรัฐจนตำรวจท้องถิ่นไม่อาจนิ่งเฉยได้ ซึ่งมันไปเร่งให้อาการมะเร็งในร่างของนายอำเภอไปเร็วยิ่งขึ้น เหล่าคนที่เคารพนับถือนายอำเถอคนนี้ก็เริ่มไม่พอใจ แล้วเรื่องราวการเอาคืนไปมาระหว่างกันก็เริ่มต้นขึ้น คลืบคลานไปช้าๆ ตามการเล่าเรื่องที่ฉับไว แฝงด้วยมุกตลกผ่อนเบาไม่ให้เนื้อเรื่องหนักเกินไป

เราจะได้เห็นความแค้น และการเอาคืนของแต่ล่ะฝั่งได้แก่ฟากมิลเดร็ด กับฟากตำรวจไปเรื่อยๆ ในระดับที่ค่อยๆรุนแรงไปตามองค์ของหนัง เช่น ใช้อำนาจโดยมิชอบ เล่นงานเพื่อนของอีกฝ่าย แอบทำเรื่องผิดกฏหมาย ทำร้ายร่างกาย เผาป้าย เผาสถานีตำรวจ และการโยนคนจากตึก ปรากฏการณ์ความแค้นเหล่านั้นมันเค้นความรู้สึกหนักๆจากหนังออกมาตลอดเวลา จนเราได้เห็นข้อมูลและนิสัยของตัวละครแต่ล่ะตัวผ่านความเจ็บปวดจากการถูกดูหมิ่น ถูกทำร้าย และถูกเอาคืนได้อย่างแนบเนียนและสะเทือนใจ มันไม่เหมือนหนังล้างแค้นปกติ มันเป็นมากกว่าความสะใจ เพราะมันคือการทำร้ายกันระหว่างคนที่เจ็บปวด พวกเขาไม่ได้อยากทำร้ายกันหรอก แต่ต่างคนก็ถูกทำร้ายจากระบบ ไม่ว่าจะระบบรัฐ หรือระบบสังคมแบบต่างๆ จนต้องหันมาทำร้ายกัน ที่ทำให้เกิดการต่อสู้ที่ไม่จบสิ้นแบบนี้

เราจะได้เห็นครอบครัวของแต่ล่ะตัวละครที่อยู่ในวาระการเอาคืนในแต่ล่ะรูปแบบ ไม่ว่าจะฟากมิลเดร็ด สภาพของผู้คนที่ต้องรับมือกับการจากไปอย่างกะทันหันจากการฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะโทษตัวเอง ไม่ว่าจะฟากพ่อ แม่ หรือน้องชายของเหยื่อ ที่ติดอยู่กับคำว่า “ถ้าไม่ล่ะก็...” ฟากของนายอำเภอแสนอบอุ่นที่ใครๆ ก็รัก และอยู่ในรัฐที่การเหยียดผิวเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนที่ไว้ใจไม่ค่อยได้ หรือกับคดีที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถไขออกอย่างคดีของลูกสาวมิลเดร็ดนี้ ภาวะการกดทับดิกซอนจากแม่ที่ทำให้ชีวิตของเขาพัง เหยียดผู้คน และอารมณ์ร้อน หรือการเชื่อมั่นในมนุษย์ของนายอำเภอเองที่เรียกได้ว่ามันคือพลังของเรื่องนี้เลย ซึ่งผู้กำกับเก็บทุกรายละเอียดของตัวละครทั้งหมด และสร้างออกมาได้สมจริงสุดๆ มีความเหยียดเพศที่สาม ความเหยียดผิว คละคลุ้งอยู่ในทุกบทสนทนา ฝังลึกลงในแต่ล่ะตัวละคร ความสมจริงของมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการต่อต้านแบบยัดเยียดเลย มันเป็นธรรมชาติ เหมือนเราได้เห็นชีวิตของคนปกติที่มีความคิดรูปแบบจริงๆ ที่เราจะสัมผัสได้ในคนทั่วไป แถมยังกล้าเข้าไปสำรวจคนผิวขาวเหยียดผิวที่หนังเรื่องอื่นไม่ค่อยจะแตะเท่าไหร่ หรือส่วนมากจะเป็นตัวร้าย แต่เรื่องนี้หนังทำให้เขาเองก็มีจิตใจเฉกเช่นคนปกติ มีความเห็นแก่ตัวเอง เห็นแก่ผู้อื่น เขาเองก็เป็นมนุษย์ มีความชั่วร้ายดีแตกต่างกันไป หนังเล่นกับการตัดสินผู้คนแบบนี้ตลอดเลย เช่น เมียใหม่ของผัวเก่ามิลเดร็ดเองที่ถูกสร้างให้เห็นว่า “โง่” แต่พอมาถึงจุดๆ หนึ่งเราจะได้เห็นกระบวนการความคิดที่ซื่อและดีงามพอส่งตรงมาจากจิตใจ ที่เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องไปอีกขั้วหนึ่งเลย ซึ่งกระบวนการกระจกสะท้อนนี้แหละที่ทำให้หนังมันไปไกลกว่าหนังล้างแค้น หรือหนังท้าทายรัฐ โดยถือเป็นหัวใจของการเดินเรื่องเลยก็ว่าได้ เราจะได้เห็นการเดินเรื่องแบบนี้ในทุกตัวละคร โดยเฉพาะฉากท้ายๆ ที่ตัวละครสำคัญๆ เริ่มต้นที่จะเห็น “อีกด้าน” ของตัวเอง

หนังพาไปดูความงดงามของคนน่ารังเกียจ พาไปดูผู้คนที่ถูกตัดสินและทิ้งไว้ในความมืดมิด ที่ไม่ใช่แค่ด้านของคนผิวสีดำ ผู้หญิงเท่านั้น แต่มันไปถึงคนผิวขาวเหยียดผิวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการ

สุดท้ายพวกเขาก็คือมนุษย์ไม่ต่างกับเราๆ

ช่วงที่พีคที่สุดของเรื่อง ที่เล่นงานความรู้สึกอย่างรุนแรง เหมือนหมัดฮุคที่ค่อยๆ คลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดออกอย่างช้าๆ คือจังหวะให้น้ำส้มของเรด เวลบี้ ฉากนั้นเป็นอะไรที่สะเทือนใจมากๆ เพราะมันเป็นการให้อภัยที่งดงามมากหลังจากการเอาแค้นที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นมาในเรื่อง

ที่สุดแล้วแกนกลางของหนัง คือ การแก้แค้นที่ไม่ว่าจะเป็นยังไงมันก็จะดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น และสุดท้ายก็ไม่มีอะไรถูกแก้ไขได้เลย มีแต่การทำร้ายกันมากขึ้นๆ หนังพาเราไปพบกับฉากสะเทือนอารมณ์ของการให้อภัย การก้าวผ่านสิ่งที่ตัวเองยึดติดมาโดยตลอดของตัวละครแต่ล่ะตัวในเรื่อง และการอยู่กับมันต่อไป อาจยังคงเหยียดชนชาติเหมือนเดิม เลวเหมือนเดิม แต่คราวนี้พวกเขามีเครื่องมือใหม่แล้ว

ฉากจบของหนังจึงเป็นอะไรที่แตกต่างกับตอนต้นเรื่องมาก และชีวิตก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละ ไม่มีอะไรสมใจอยากไปจนหมด ชีวิตคือเรื่องลุกล้มคลุกคลาน มอบบททดสอบมากมายเพื่อให้เราก้าวผ่านอะไรบางอย่าง และมีแต่เราเท่านั้นที่จะต้องดำรงชีวิตต่อไปในทุกๆวัน การให้อภัยในหนังเรื่องนี้จึงทรงพลังสุดขีด เพราะคนที่ให้อภัยเป็นคนแรก ก็คือคนสุดท้ายที่ถูกทำร้ายมากที่สุด ดังนั้นในตอนจบ ทั้งดิกซอนและมิลเดร็ดที่หันกลับมาคืนดีกัน ออกเดินทางไปตามผู้ต้องสงสัยที่พ้นผิดด้วยปืนลูกซอง ต่างก็ไม่แน่ใจว่าพอไปถึงที่หมายแล้วจะฆ่ากันหรือไม่ นั่นเพราะชีวิตทั้งสองเปลี่ยนไปจนหมดสิ้นแล้ว เป็นคนสุดท้ายที่รับเอาความเจ็บป่วยของมนุษย์ ของรัฐ(ทหาร) และของสังคมเอาไว้ทั้งหมดด้วยการเงียบงัน

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งเลย บทภาพยนตร์สมจริงกดดันหนักหน่วงได้ทุกการเล่า มีเนื้อเรื่องที่สะเทือนใจได้ในทุกนาที การแสดงก็ยอดเยี่ยม เก็บละเอียดทุกเม็ด เทความบ้าคลั่ง ความเครียด อารมณ์ใส่กันแบบสุดๆ แสดงกันในระดับถึงแก่น โหดเหี้ยม เลือดเย็น อบอุ่นในเวลาเดียวกัน เพลงอาจไม่เด่นมาก แต่การตัดต่อนี่เฉียบคมและมีเสน่ห์เลย

เป็นหนังในดวงใจครับ ทรงพลังมากๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
9
14 มีนาคม 2561 17:15:34

tomb raider เป็นหนังที่สร้างจากเกมส์ชื่อเดียวกัน โดยเนื้อเรื่องเล่าถึงตัวละคร ลาล่า ครอฟต์ ที่เป็นทายาทของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยและถือครองทรัพย์สินมากมายแต่หลังจากที่คุณพ่อของเธอได้หายตัวไปนั้นเธอก็ไม่ยอมรับว่าพ่อเธอตายไปและไม่ยอมรับสมบัติและเมื่อเธอได้รับเบาะแสว่าพ่อของเธอหายไปที่ไหน เธอก็เริ่มการเดินทางเพื่อตามหาพ่อของเธอ

ส่วนที่ชอบในหนัง

1.การถ่ายทำฉากต่างๆ ที่มีความคล้ายคลึงกับในเกมส์เอามากๆ

2.หนังมีการลงลึกถึงตัว ลาล่า ว่ามีความรู้สึกอย่างไรและเป็นคนนิสัยยังไงหลังจากที่พ่อหายไป

3.alicia ที่ดูหน่วยก้านแล้วดูเหมาะกับการเป็นสาวที่พร้อมออกผจญภัย

ส่วนที่ไม่ชอบ

1.การดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้บางครั้งรู้สึกว่าตัว ลาล่า จะตัดสินใจทำอะไรที่มันทำให้รู้สึกว่านี่เป็นการยัดเยียดให้ทำเพื่อให้เข้า scene แบบในเกมเร็วๆ

2.จุดหักมุมของหนังในช่วงท้ายเรื่องที่ cliche มากๆ

3.โทนของหนังเรื่องนี้จะว่าเน้นไปทางหนังดูสนุกก็ไม่ใช่ จะจริงจังสุดๆ ไปเลยก็ยังไม่สุด

โดยรวม ถือว่าเป็นหนังที่ทำมาจากเกมที่ดูใช้ได้เลยที่เดียวถึงไม่ได้ดีมากแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นห่วย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
12 มีนาคม 2561 01:46:55

"The Monkey King 3: Kingdom of Women"
คงไม่มีใครไม่รู้จักไซอิ๋ว ไม่ว่าจะกี่ปีหนังเรื่องนี้ก็กลับมาทำใหม่เสมอๆ เช่นเดียวกับไตรภาค The Monkey King ที่ได้เดินทางมาถึงภาคที่ 3 แล้ว แน่นอนกาลเวลาเปลี่ยน The Monkey King ก็มีอะไรที่แตกต่างจากภาคก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น CG ที่จัดหนักจัดเต็ม ความทันสมัยของตัวบท และคาแรคเตอร์ของตัวละครในเรื่องไซอิ๋ว ที่ปรับให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ภาคนี้ CG มาแบบยิ่งใหญ่อลังการมาก (ในประเทศจีนเรื่องนี้ทำอัตราส่วนให้เข้ากับโรง IMAX ด้วย) อีกทั้งบทฮา ตบมุกของตัวละคร ภาคนี้ทำได้ดีมากๆ มีหลายฉากที่ฮาจนท้องแข็ง ตัวละครหลักทั้งสี่ เข้าขากันมากๆ เล่นได้เป็นธรรมชาติ ไหลลื่นสุดๆ 

แต่สิ่งที่ภาคนี้แย่มากๆ ก็คือตัวบท ช่วงกลางเรื่องคือน่าเบื่อมาก แทบหลับ มีฉากสู้ ฉากฮาก็จริง แต่เนื้อเรื่องแบบว่าน่าเบื่อ จริงๆ ดูไปก็ง่วงไป และอีกอย่างที่แย่ก็คือ เราไม่มีอารมณ์อินไปกับฉากต่อสู้เลย โอเค CG ตอนต่อสู้สวยและเนียนมาก แต่ฉากต่อสู้มันไม่อิน รู้สึกว่า สู้แล้วไง หนังไม่ได้โยงเรื่องให้เราอินกับการต่อสู้ได้เลย 

จริงๆ สองภาคที่แล้วทำได้ดีพอสมควร แต่ภาคนี้บทอ่อนมาก ถึงแม้หนังจะจบไปแล้วแต่เราก็ไม่รู้สึกว่าเนื้อเรื่องจะมีอะไรเลย เนื้อเรื่องแทบไม่มีอะไรต่างจากตอนเริ่มเรื่อง (อารมณ์เหมือนเรามาดูทำไมเนี่ย)

เพลงที่ใช้ประกอบหนัง อันนี้เราชอบนะ ชอบทั้งความหมายและทำนองของเพลงเลยแหละ 

เสียงพากย์ ก็พากย์โดยพันธมิตร พากย์ได้ดีจริงๆ พากย์ฮา และเนี่ยนมากๆ

สุดท้ายถามว่าน่าดูมั้ย ถ้าไปดูเอาฮา ดู CG สวยๆ ก็แนะนำให้ไปดูเลยครับ แต่ถ้าคิดมากเรื่องเนื้อเรื่อง อาจจะต้องคิดอีกทีนึง 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
2
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
5.8
12 มีนาคม 2561 01:13:37

"Death Wish"
ใครที่อยากเห็นบรูซ วิลลิส เล่นหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้อาจทำให้ความคิดนั้นพอจะเป็นจริงได้บ้าง พล็อตหนังมันแนวซุปเปอร์ฮีโร่จริงๆ

ช่วงแรกของหนัง หนังทำดีมาก ผูกปม และตัวร้ายก็เข้าไปทำร้ายคนในครอบครัวของ พอล (บรูซ วิลลิส) ที่เป็นศัลยแพทย์ ถามว่าพล็อตแบบนี้มันก็ซ้ำๆ แหละ แต่หนังในช่วงเริ่มต้นก็ทำออกมาได้ดี คือหนังทำให้เรารู้ว่าพอลรักครอบครัวมากจริงๆ (จริงๆ นี่เป็นฉากที่ดีที่สุด ที่หนังมี) (ตรงนี้ไม่ได้สปอยนะครับ เพราะตัวอย่างหนังก็บอกโต้งๆ เลย)

หลังจากนั้นถ้าเราดูจากตัวอย่างหนัง เราก็รู้สึกว่า ป๋าบรูซ น่าจะไปถล่มตัวร้ายให้ยับ แต่ป่าวเลย พล็อตหนังกลายเป็นแนวซุปเปอร์ฮีโร่ซะงั้น แบบว่าเฮ้ยยยย! มันอะไรเนี่ย 

ฉากบู๊ ฉากยิงถล่ม มีน้อยมากในหนังเรื่องนี้ แถมบทก็อ่อนมาก จนรู้สึกว่า พระเอกเราทำอะไรก็ง่ายไปหมด ดูไม่สมเหตุสมผลสักอย่าง 

ตัวผมเป็นแฟนคลับของ บรูซ วิลลิส มานานแต่ก็ยอมรับว่าเรื่องนี้แอบผิดหวัง ที่หนังไม่ค่อยมีฉากบู๊ระห่ำสักเท่าไร เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แถมยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลอีกต่างหาก  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
5.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
6.4
11 มีนาคม 2561 21:58:28

อู้หูว!!! มาเป็นเข่ง...

ประกาศไปแล้วเรียบร้อยสำหรับรางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตกเป็นของ “The Shape of Water” ของลุงกีเยร์โม เดล โตโร (ขึ้นแท่นสามทหารเสือแมกซิกันเรียบร้อยแล้ว) ที่น่าสนใจคือเรื่องที่ตีคู่มีลุ้นมาแบบสูสีเลยคือเรื่อง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (โอ่ย.... เขียนชื่อก็เหนื่อยแล้ว... แอบเม้าท์ตอนไปซื้อตั๋วบอกพนักงานขายว่าเรื่อง ‘ป้าสามป้าย’ ครับ เขาก็รู้เรื่องแฮะ ฮ่า! ฮ่า!) ที่สูสีแถมดูเหมือนจะเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วยคือ โกยรางวัลมาจากหลายเวทีแล้ว แถมได้ Best Motion Picture สาขา ดราม่าจากลูกโลกทองคำด้วย คือหอบรางวัลมาเป็นเข่งไม่แพ้ “The Shape of Water” เลย... ทำให้เป็นที่สนใจของเด็กเดินตั๋วมากว่าเรื่องนี้มีอะไรที่ต้องตาหลายเวทีขนาดนี้....

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร?
เรื่องนี้เกี่ยวกับการทวงถามความยุติธรรมกับเจ้าหน้าที่รักษากฏหมาย คล้ายๆ คดีสามป้าขวานซิ่ง หรือคดีเสือดำในบ้านเราที่คุกรุ่นอยู่ในตอนนี้ เนื่องด้วยป้าที่เช่าพื้นที่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่สามป้ายนอกเมืองมิซูรี่ เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับลูกสาวเธอที่ถูกฆ่าข่มขืนเมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว จากเรื่องเป็นการยืนหยัดของพลเมืองคนหนึ่งต่อระบบความยุติธรรม ต่อกฏหมาย และต้องเผชิญกับการตัดสิน วิพากษ์วิจารณ์จนไปถึงความปลอดภัยในชีวิตของหลายๆคนในชีวิตเธอ 

เดินเรื่องอย่างหนักหน่วงและทรงพลังมาก!!!!
เล่าเรื่องดีมาก ทั้งเนื้อเรื่องที่ชวนติดตามมากๆ ดูง่ายกว่า Manchester by The Sea ประมาณนึง มีความดราม่าไปสุด การกระทำของตัวละครที่สมเหตุสมผล และชวนหัวทิ่มหัวตำมาตลอดเรื่อง หนังพาไปอย่างเด็ดเดี่ยว สิ้นหวัง (รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังสุดๆเลย) และปลายเปิดให้คิดต่อ ชวนคิดต่อมากๆ ชวนตั้งคำถามถึงสังคมมากๆ รวมถึงตัวเราเองในสังคม และสิ่งที่เราทำมากๆ

การแสดงสมราคาตุ๊กตาทอง
เรื่องนี้ป้าเอาอยู่มากอ่ะ... คือหนังเรื่องนี้ได้ดีเพราะป้าเลย หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ‘Frances McDormand’ เด็กเดินตั๋วรู้จักป้าครั้งแรกจากเรื่อง “Burn After Reading” บทสาวทำงานฟิตเนสที่ต้องการทำศัลยกรรม (จนวายป่วงไปทั้งเรื่องเลย...) เรื่องนี้ป้ามาดขรึมมาก ป้าพาเราตื่นเต้น ทึ่งตะลึงงันกับสิ่งที่ป้าทำและจะทำมาก ป้าเป็นตัวแทนของความคิดเล็กๆ ที่หมดศรัทธาในความยุติธรรมที่ได้รับในสังคม เป็นยืนหยัดเพื่อตัวป้าอย่างผงาดในสังคม ป้าเรียกร้องพื้นที่ให้ลูกสาวจนเรารับรู้ได้ ป้าเล่นได้แพงสมราคานักแสดงนำหญิงออสการ์ปีนี้มาก นอกจากนี้มีได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายอีกรางวัลอีกรางวัลด้วย เอาจริงแทบทุกตัวละครช่างดีไซน์มาดีมาก และนักแสดงเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมแทบทุกคนเลย

แต่พอได้ดูก็ชวนคิดต่อนะว่าทำไมถึงไม่ได้ออสการ์ อาจเป็นเพราะไม่ใช่การสร้างจากเรื่องจริงหรือเปล่า? (เรื่องนี้เป็น Original Screenplay เด้อ) หรือการที่ตั้งคำถามปลายเปิด หรือประเด็นไม่ใหม่พอ หรืออะไร??? ฝากทุกท่านที่ไปดูมาคุยกันนะครับ 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
8.3
11 มีนาคม 2561 14:40:16

Tomb Raider " ทูม เรเดอร์ "

118 min | Action/Adventre | Directed by Roar Uthaug 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังสร้างจากเกมสฺ์ชื่อดังอีกเรื่องที่เคยถูกสร้างเป็นหนังไปแล้วหนนึง ครั้งนี้ถูกหยิบมารีเมคอีกครั้ง เรื่องราวของ ลาร่า ครอฟต์ (Alicia Vikander) หญิงสาวผู้รักอิสระที่ดูเหมือนจะยากจน แต่จริงๆ เธอเป็นทายาทตระกูลครอฟท์ผู้ร่ำรวยและถือครองทรัพย์สินมากมาย แต่การหายตัวไปของพ่อเธอทำให้เธอแยกตัวออกมาและปฏิเสธสมบัติเหล่านั้น อยู่มาวันนึงลาร่าได้รับเบาะแสเกี่ยวกับพ่อของเธอ ทำให้เธอต้องเดินทางไปยังเกาะร้างลึกลับนอกญี่ปุ่นเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับพ่อของเธอ 

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..

มันก็พอดูได้เรื่อยๆ อยู่ประมาณนึง เพราะตลอดทั้งเรื่องตัวหนังเองก็ทำให้เรารู้สึกว่าอยากรู้เบาะแสที่หนังวางไว้ เพราะทูม เรเดอร์เองมีความน่าสนใจตั้งแต่ในเกมส์แล้ว ตรงที่มันมีพื้นเพ มีประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมต่างๆ มาอิง ซึ่งในภาคนี้หากใครที่เคยเล่นเกมส์ Tomb Raider (2013) เรื่องราวจะมีความคล้ายคลึงกันเลย นั่นก็คือพูดถึง ฮิมิโกะ ราชินีแห่งความตาย แต่ตัวหนังเองก็มีหลายจุดที่ทำได้ไม่ดี ระหว่างดูมันเลยรู้สึกเหมือนสนุกไม่สุด หรือรู้สึกว่าในหลายจุดน่าจะทำได้ดีกว่านี้

สิ่งที่น่าชื่นชม 

แม้ว่าข้อครหาเกี่ยวกับรูปร่างของ อลิเซีย จะมีมากแค่ไหน แต่อยากให้มองข้ามไป เพราะเธอมีบุคลิกและความสามารถทางการแสดงที่เหมาะสมกับตัวละคร ลาร่า ครอฟต์มาก ดูแข็งแรง มีพลัง และไม่ก๊องแก๊ง ส่วนจุดอื่นๆ ก็คือหนังดูใส่ใจแฟนเกมส์ด้วยการใส่ซีนต่างๆ ที่มีในเกมส์ด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ก็ทำได้ดีและดูใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อยดี 

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ

การเฉลยจุดหักมุมของหนังทำได้ไม่ดีนัก แถมยังรู้สึกว่ามันคลิเช (ตรงจุดนี้มีความต่างออกไปจากเกมส์ด้วย) ซึ่งมันก็ดูเป็นไอเดียที่ดีที่หนังอยากจะมีเส้นทาง และทิศทางเป็นของตัวเอง แต่ด้วยความที่หนังมันดำเนินเรื่องมาเป็นเส้นตรงมากๆ มาโดยตลอดทั้งเรื่อง ทำให้มันเกิดความรู้สึกคาดหวังความอิมแพ็คในจุดเฉลยหรือหักมุมมาก และในพาร์ทไคลแม็กก็ยังดูธรรมดาไปหน่อย เรียกว่าหนังมีปัญหามากๆ ในช่วงท้ายของเรื่อง 

สรุป

ภาพรวมของ Tomb Raider อาจไม่ใช่หนังที่แย่แบบหนังเกมส์เรื่องอื่นๆ แต่ก็รู้สึกน่าเสียดายที่มันอาจดีได้กว่านี้มาก แต่อย่างไรก็ดีหนังก็มีความเพลิดเพลิน และสนุกพอใช้ได้เลยทีเดียว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
11 มีนาคม 2561 14:11:22

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri " 3 บิลบอร์ด ทวงแค้นไม่เลิก "

115 min | Crime/Drama | Directed by Martin McDonagh 

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ? 

หนังพูดถึง มิลเดร็ด (Frances McDormand) แม่ผู้สูญเสียลูกไปกับคดีฆ่าข่มขืน ซึ่งแม้ว่าคดีจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนไม่มีทีท่าที่จะจับคนร้ายมาลงผิดได้เลย จนกระทั่งวันนึง มิลเดร็ดขับรถผ่านป้ายบิลบอร์ด เก่า ๆ ที่ชานเมืองเอบบิ้ง มิสซูรี่ เธอจึงเกิดไอเดีย เช่าป้ายบิลบอร์ดและลง ads ประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมขึ้น ทำให้คดีของลูกสาวเธอกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง แต่ทว่าฝ่ายตำรวจเองก็มีสารวัตร วิลเลอบี ที่เป็นที่รักของชาวเมือง ทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่มิลเดร็ดคิด ...

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ ..

หน้าหนังดูจริงจัง เข้มข้น และจับประเด็นที่หนักมาก แต่ทว่าพอได้ชมแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายและไม่กดดันอย่างที่คาด เพราะตัวหนังสอดแทรกไปด้วยมุกตลกมากมาย ซึ่งมันได้ผลมาก ได้ขำแต่ก็ได้รู้สึกหดหู่กับสังคมและสิ่งที่มิลเดร็ดต้องเผชิญ ความรู้สึกมันหน่วงกันอยู่ระหว่างสองสิ่งนี้ อีกทั้งตัวหนังยังดูง่ายกว่าที่คิดไว้มาก ดูเพลินและสนุกไปกับการเอาใจช่วย รวมไปถึงตั้งคำถามถึงสิ่งที่มิลเดร็ดทำ ด้วยมุมมองของตัวผู้ชม ซึ่งความยอดเยี่ยมของหนังก็คือการที่มันสามารถรีเลทและออกมาได้หลายหน้าหลายทางหลายความรู้สึกมากขึ้นอยู่กับมุมมองว่าผู้ชมมองแบบไหน 

สิ่งที่น่าชื่นชม 

แม้ว่าหนังจะมีการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยม จับประเด็นที่น่าสนใจ ใช้ภาพ ใช้เพลงได้อย่างดีงาม แต่จุดที่ดีที่สุดเห็นจะเป็นการแสดงของนักแสดงนำในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Frances McDormand หรือแม้แต่ Sam Rockwell ซึ่งทำได้ยอดเยี่ยมมาก ในกรณีตัวละครของ ร็อคเวลล์ นั้นถือเป็นกรณีที่น่าศึกษามาก เพราะตัวละครนี้เป็นตัวละครที่มีการพัฒนาตั้งแต่ต้นเรื่องไปจนถึงท้ายเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ต้องชื่นชมทั้งนักแสดงที่ถ่ายทอดการพัฒนานี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม 

สรุป 

Three Billboard Outside Ebbing, Missouri เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ครบถ้วนไปด้วยคุณภาพ เสียดสีสังคม ดูไม่ยาก และดูเพลินกว่าที่คาด แถมยังมีการแสดงและซีนที่น่าจดจำมากมาย คู่ควรกับการเข้าชิงและรางวัลที่ได้รับ และคู่ควรแก่การรับชมในโรงภาพยนตร์อีกด้วยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.7
7 มีนาคม 2561 16:06:48

"Red Sparrow หญิงร้อนพิฆาต"

หนังเดินเรื่องเนิบๆ ช้าๆ แต่ก็ได้ Jenifer Lawrence ช่วยพยุงหนังให้ดูสนุกขึ้นมา

ต้องยอมรับว่าหนังยาว 140 นาทีแต่ดำเนินเรื่องช้ามาก (มีหลายฉากที่น่าเบื่อ) สิ่งที่ทำให้หนังไปรอดได้ก็คือนางเอกและนักแสดงสมทบอีกหลายคน ที่ทำให้เราติดตามหนังได้จนจบเรื่อง การแสดงของนักแสดงทำได้ดีมาก บางคนสร้างความลึกลับ บางคนน่าค้นหา ทำให้หนังก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด 

การดำเนินเรื่องก็สร้างความลึกลับระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แต่ด้วยบทพูดที่ยาวและรวดเร็ว และทุกคำพูดแทบสำคัญหมด ทำให้เราต้องตั้งใจดูมาก (ถ้าไม่ตั้งใจดูตอนจบอาจจะงงได้ หรืออาจจะต้องดูรอบสอง คนที่หลุด อาจจะงงไปเลย) ตัวผมเองก็ยังงงๆ บางฉากอยู่ แต่สุดท้ายก็ชอบตอนจบมาก ถึงแม้จะไม่ได้หักมุมมาก แต่ก็ชอบในแนวคิดนี้จริงๆ 

เรื่องนี้ Jenifer Lawrence พยุงทั้งเรื่อง ถ้าไม่มีเธอ เราอาจจะออกจากโรงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแล้วก็ได้ การแสดงสะกดคนดู และตัวละครที่เธอแสดง โดมินิกา เธอก็แสดงได้ลึกลับ น่าสงสาร เก่ง ฉลาด ทำให้เราเข้าถึงตัวละครนี้ได้จริงๆ ด้วยการแสดงของ Jenifer Lawrence (ยังมีหลายฉากที่ทำให้เราต้องตาค้างๆ ค้างจริงๆ ไปดูๆ)

อีกนักแสดงคนนึงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัวคือ Matthias Schoenaerts ที่แสดงเป็นอาของนางเอก การยิ้มของพี่แกดูกวนมากๆ แถมเดาไม่ออกด้วยว่าคิดอะไรอยู่ ตัวละครนี้ถือเป็นตัวละครลึกลับที่ทำให้หนังน่าติดตามมากๆ 

สุดท้าย ถ้าถามว่าน่าดูมั้ย สำหรับผม หนังเป็นหนังเฉพาะจริงๆ บางคนอาจจะบอกน่าเบื่อก็ได้ แต่ผมคิดว่าหนังน่าติดตามจนจบเรื่อง อีกทั้งยังได้ดูการแสดงของ Jenifer Lawrence ที่ดีมากๆ อีกด้วย สำหรับผมก็ไม่เสียดายที่ได้ไปดูครับ :)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.8
2 มีนาคม 2561 17:38:16



Lady Bird |
Greta Gerwig

ขอต้อนรับสู่ภาพยนตร์ Comming of Age ที่เรียบง่ายและสมจริงอย่างที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา มันอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ พิสดารเหมืองหนังเปลี่ยนวัยเรื่องอื่นๆ แต่การเล่าเรื่องในแต่ล่ะฮุค คือชกตรงเข้าไปในความรู้สึก เกี่ยวกัดเข้าไปในความสมจริงที่สะท้อนไปมาในตัวเราเอง มันสบสัน มันวุ่นวาย มันกระท่อนกระแท่น มันคือการเปลี่ยนผ่านวัย มันคือวัยรุ่น ที่ไม่ใช่แค่ตัวเอกเท่านั้น แต่หมายถึงการเปลี่ยนถ่ายวัยของพ่อแม่ด้วย มันเลยไปไกลกว่าหนังเปลี่ยนวัยปกติ เก็บเอาความทรงจำระหว่างวัยรุ่นและครอบครัว มาถักทอร้อยเรียงกันได้สมบูรณ์ สมกับที่ได้รางวัล Golden Globe และเข้าชิงออสการ์จริงๆ

Lady Bird เป็นเรื่องราวปีสุดท้ายของ คริสทีน เด็กสาวหัวกบฏในโรงเรียนมัธยมศาสนาที่ตัวเองไม่เคยอยากเรียนในปี 2002 และเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นฐานะทางการเงิน พ่อแม่ บ้าน พี่ชาย ศาสนา เขตนอกเมืองเฉาๆ ที่ตัวเองอาศัย และแม้กระทั่งชื่อของตัวเธอเองที่พ่อแม่ตั้งให้ก็เปลี่ยนไปให้ทุกคนเรียกว่า “Lady Bird" เราจะได้เห็นการเผชิญโลกของ Lady Bird ในแบบวัยรุ่นธรรมดาเป็นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เรื่องการดิ้นรน เป้าหมายชีวิต ครอบครัว กับความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ระหว่างวัย เว้าแหว่ง และเติมเต็มกันอย่างแปลกๆ ของครอบครัวคริสทีน รวมไปถึงการเป็นคนดัง การหลงผิดทาง และการยอมรับสิ่งต่างๆ ของคริสทีนทำให้หนังมันไปไกลกว่า Comming of Age ทั่วไปมาก ทั้งวิธีการหนีจากชีวิตที่ตัวเองทั้งหลายของวัยรุ่นคนอื่นๆ ที่มีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ช่วยเติมสีสันหม่นหมองในหนังให้เข้มข้น และน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

ตัวหนังเลือกที่จะเล่าจังหวะจะโคนที่รวดเร็ว เรียบง่าย และมีกลิ่นอายตลกอยู่เสมอ แต่ในทุกช่วงการเล่าเรื่อง จะมีหมัดฮุคความรู้สึกแรงๆ เข้ามาแทงในใจของคนดูตลอดเวลา อาจเพราะด้วยตัวบทถูกสร้างมาจาก Insight ของมนุษย์ทุกช่วงวัยได้อย่างตรงประเด็นสุดๆ ทั้งความไม่เข้าใจกันของผู้คน การไม่ได้สื่อสาร การโกหก เรื่องราวความสัมพันธ์พังๆ ของกันและกันที่เกิดจากความหวังดีรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจากทิศทางใด ไม่ว่าจะทางเพื่อน ทางครอบครัว ทางครู หรือทางคนรัก ที่ต่างทำร้ายกันมากมายเหลือเกิน แต่ก็รักกันมากมายเช่นกัน ถึงจะเถียงกันแค่ไหนก็รู้ใจกันเสมอ มันคือความเป็นครอบครัว มันคือการพากันและกันไปต่อ มันอาจมีเป้าหมายนะ แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องไปตามเป้าหมายนั้น เวลาเปลี่ยนแปลงเสมอไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่

“ไม่มีใครอยากจน ไม่มีใครอยากติดอยู่ที่นี่” แม่ของคริสทีนพูดกับคริสทีนที่พยายามออกจากบ้านไปสู่นิวยอร์ค จนเกิดการปะทะกันท่ามกลางความเจ็บปวดของทุกฝ่ายที่ไม่มีอะไรเป็นไปตามอย่างที่ตัวเองต้องการ

แต่รูปร่างของชีวิตมันเป็นแบบนั้น คือเต็มไปด้วยความล้มเหลว ทำร้ายกันและกันด้วยความหวังดี ไม่ค่อยมีคนได้รับชัยชนะเท่าไหร่หรอก แต่พวกเราก็ยังต่อสู้ต่อไป และเราก็ต้องไปต่อ ชีวิตมันไปต่อเสมอ แม้ว่าเราอาจไม่คุยกันอีกแล้ว หรือต่างเดินทางไปตามทางของตัวเองก็ตาม

ฉากทาสีขาวให้ห้องตัวเองของคริสทีนนี่คืองดงามและเจ็บปวดมากๆ เพราะสุดท้ายเราก็เคลื่อนตัวออกไปเป็นเรา ไปสู่หนทางใหม่ๆ ของชีวิต มีคนมากมายที่ผ่านเข้ามา และผ่านไป ทิ้งเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ ให้คิดถึง ให้จดจำ ฉากสุดท้ายมันจึงทรงพลัง ก็ยังมีเรื่องราวที่ไม่จบมากมายนั่นแหละ เราก็ค่อยๆ เดินต่อไป และมันก็ให้ความหมายของการเติบโตได้งดงามอย่างที่สุด

อีกจุดหนึ่งที่ชอบมากๆ คือหนังมีความเกี่ยวโยงกับ “พระเจ้า” อยู่บ่อยๆ และแอบสอดแทรกความขัดแย้งที่ไม่มีผิดไม่มีถูกมาเสมอๆ เช่นเรื่องคนจนคนรวย เรื่องเกย์ พรหมจารี เรื่องการทำแท้ง ความผิดถูกของเซ็กส์ ซึ่งผู้กำกับก็ฉลาดมากพอที่จะทำมันเป็นแค่สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวละคร ปล่อยให้มันไม่ถูกตัดสิน ปล่อยให้ผู้คนที่ดูเก็บเกี่ยวตีความเอาเอง มันส่งผลกับเรื่องนั่นแหละ แต่ในระดับปกติที่มันจะทำกับผู้คน เราจะได้เห็นสภาพที่งดงามของศาสนาคริสต์ และเห็นสภาพพังๆ ของมันในระยะเวลาที่เท่าๆ กัน บาทหลวงที่ใจดีเก่ง แต่ก็ซึมเศร้า แม่ชีระเบียบจัดแต่หัวสมัยใหม่เปิดกว้าง เราจะได้เห็นความศักดิ์สิทธิของพหรมจารีที่แม้พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจ แต่ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิง เราจะได้เห็นการกระทำต่างๆ ที่ส่งผลกับชีวิตในรูปแบบต่างๆ รอบๆ ตัวเลดี้เบิร์ด ท่ามกลางความโหยหาอิสระของเธอ ที่สุดท้ายก็ติดอยู่ในชีวิตเช่นเดิม โดยเฉพาะชีวิตของผู้ใหญ่ที่มีความโดดเดี่ยวเพิ่มเข้ามา

Lady Bird เป็นหนังเฉพาะสำหรับผู้คนที่เข้าอกเข้าใจความเจ็บปวดระหว่างวัย ด้วยความสมจริงและเรียบง่ายมันทำให้เราเข้าถึงได้ง่าย พาเราไปสำรวจพื้นที่เก่าๆด้วยสายตาใหม่ๆ ได้หมดจรด เป็นหนังที่เหมาะกับวัยรุ่นทุกช่วงวัยและให้ความงดงามของการเติบโตแบบชีวิตพังได้อย่างประทับใจจริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
8.5
2 มีนาคม 2561 04:13:06

Phantom Thread (Paul Thomas Anderson | UK, USA | 2017)

เรื่องราวของชายวัยกลางคนนักออกแบบเสื้อผ้าหรูหราให้กับเหล่าบรรดาชนชั้นสูงแต่เขากลับไม่ชอบเข้าสังคมสักเท่าไหร่  และไม่ค่อยจะมีใครกล้ารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเขา มีเพียงพี่สาวคนสนิทที่เป็นทั้งผู้ช่วยเรื่องงานและเป็นผู้กล้าออกความเห็น ที่เหลือนอกจากนั้นทั้งชีวิตของเขาก็ดูเหมือนจะมีเพื่อนเป็นผืนผ้า มีคนรักเป็นรูเข็มกับเส้นด้าย  และมีสมุดสเกตช์อำนวยความบันเทิงเริงใจ แรงบันดาลใจเดียวที่ทำให้เขายังมีความสุขอยู่กับชีวิตคือการรังสรรค์ชุดเลิศหรูให้กับคนมีหน้ามีตาในสังคมกระเป๋าหนักได้สวมใส่ออกงาน ไม่ว่าจะเป็นชุดราตรีออกงานสังคม งานปาร์ตี้ ไปจนถึงชุดแต่งงานของเจ้าสาวระดับเจ้าหญิง แต่ทว่าเขากลับเป็นชายผู้ที่แห้งแล้งซึ่งความรักกระทั่งได้มาพบกับสาวเสิร์ฟบ้านนอกและรักกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสื้อผ้าอาภรณ์เป็นสายใยชักพาให้ชายหญิงทั้งสองคนใกล้ชิดและแนบแน่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จักที่ถูกชะตา จนกระทั่งเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันและทำให้ชีวิตของคนสองคนเปลี่ยนไปตลอดกาล

ชอบไอเดียความรักของเรื่องทีนำไปสู่ตอนจบของหนังมากๆ ที่ปูทางให้คนที่อยู่ในสังคมชั้นสูงมาพบรักกับสาวเสิร์ฟบ้านนอก และไม่ได้มีความแตกต่างกันเพียงแค่สังคม ทั้งพื้นเพชีวิต ความคิด ทัศนคติ การศึกษา และวัยวุฒิซึ่งทุกอย่างที่เป็นทั้งเขาและเธอแทบจะตรงกันข้ามกัน แรกเริ่มตัวละครพระนางต่างวัยแสดงให้เห็นตัวตนของตัวเองเพียงแค่สิ่งที่อยากให้อีกฝ่ายได้เห็น  เกิดความโรแมนติกวาบหวานราวเทพนิยายดั่งเจ้าชายพาเจ้าหญิงขึ้นรถม้าเข้ามาใช้ชีวิตในรั้ววัง จนกระทั่งมาถึงจุดที่หญิงสาวอยู่ตำแหน่งที่กล้าจะต่อรองและหักล้างกับความเจ้ากี้เจ้าการของชายคนรักผู้เป็นช้างเท้าหน้านำพาเธอมาใกล้ชิดสังคมที่สูงศักดิ์มากขึ้น แต่ทั้งหมดที่เธอกระทำไม่ได้เกิดจากแรงผลักดันอย่างเช่น อยากสูงศักดิ์จนกลายเป็นวัวลืมตีน หรืออยากล้มสามีเพื่อให้ได้สมบัติอะไร แต่เป็นเพราะความรักความต้องการที่คุคลั่งอยู่ภายใน

มันไม่ได้เป็นหนังรักใสใสใจชื่นบานแบบเจ้าชายกับซินเดอเรลล่า หรือนำไปสู่ความร้าวรานที่มาจากเหตุแห่งโศกนาฏกรรมใดๆ แต่กลับนำพาไปสู่จุดสำเร็จความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าลึกลับและยังคงชวนตั้งคำถามเพื่อซอกแซกหาคำตอบบนรูปแบบความสัมพันธ์ของคนรักทั้งคู่ที่เกิดขึ้น แต่เสียดายที่วิธีการเล่าเรื่องของหนังโดยรวมไม่ได้ถูกจริตจนทำให้เราคล้อยตามเรื่องราวและชอบหนังมากมายอย่างที่เห็นใครหลายคนชอบกัน ก็เลยไม่ได้ถึงขั้นเชียร์ให้เป็นหนึ่งในหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ แต่ถึงยังไง Phantom Thread ก็ได้เขี่ยให้หนังดีมีประเด็นสังคมที่ส่วนตัวแล้วคล้อยตามได้มากกว่าอย่าง  I, Tonya (Craig Gillespie | USA | 2017) กับ The Florida Project (Sean Baker | USA | 2017) หลุดหายไปเรียบร้อย

แต่ก็เข้าใจได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อได้พิจารณาดีๆ หลังจากดูหนังจบไปได้สักพักแล้วก็เริ่มมองเห็นรายละเอียดที่งดงามต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งงานสร้างดีๆ การกำกับและเขียนบทแบบนุ่นนวลและเด็ดขาดของ Paul Thomas Anderson นั้นดูสมบูรณ์ตามหนังปกติทั่วไปยิ่งกว่า I, Tonya หรือ The Florida Project แค่เพียงการใช้เนยหรือน้ำมันทอดของกินก็สามารถใช้เล่ามิติตัวละครที่ลงหมึกเพียงปลายเข็มแต่สร้างให้เห็นหลากลายงามของผ้าทั่วทั้งผืนได้ และการแสดงที่ดีงามโดดเด่นของทั้ง Daniel Day-Lewis, Vicky Krieps และ Lesley Manville (ซึ่งรายแรกกับรายหลังได้เข้าชิงออสการ์สาขารางวัลนักแสดงนำชายและนักแสดงสมทบหญิงตามลำดับ) นั้นได้สร้างให้เรื่องราวความรักอันชวนฉงนนี้ให้เป็นจริงอยู่ได้ รวมทั้งรายละเอียดเล็กๆ น้อยที่ผ่านการคิดมาอย่างดีซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในหลายๆ ฉากตอนก็ช่วยให้หนังน่าสนใจและประคับประคองนำพาให้บทสรุปของความรักของชายหญิงต่างขั้วความคิดยังคงวนเวียนอยู่ในหัว(ใจ)ได้ไปอีกนาน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
8.2
1 มีนาคม 2561 14:12:11

ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 part 1 (สุรศักดิ์ ป้องศร | ไทย | 2018)

หลังจากประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ในภาคแรกทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์แง่บวกจากทั้งคนดูทั่วไปและนักวิจารณ์ ซึ่งเมื่อเทียบกับทุนสร้าง 4 ล้านบาทและความสมบูรณ์ของงานโปรดักชั่นที่ไม่ได้สมบูรณ์แต่อย่างใด แต่กลับทำรายได้ถึง 28 ล้านบาท ก็กล้าพูดแทนทีมงานผู้สร้างได้ว่าหนังได้เดินทางมาไกลกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก เพราะนอกจากจะสร้างกลุ่มคนดูของตัวเองได้สำเร็จจนสร้างรายได้มากมายแล้วยังได้รับการต้อนรับที่ดีจากเวทีรางวัลในประเทศมากมาย ทั้งการได้เข้าชิง 10 รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง 3 รางวัล Starpics Thai Film Awards รวมถึงได้คว้ารางวัลนักทำหนังหน้าใหม่น่าจับตา การแสดงแห่งปีที่พ่วงรับรางวัลกันทั้งทีม และหนังไทยแห่งปี จากรางวัล Bioscope Awards มาแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งล่าสุดที่คะแนนโหวตมาจากคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เองถึง 4 รางวัล ทั้งเพลงนำ นักแสดงสมทบชาย นักแสดงนำชาย รวมถึงสาขารางวัลที่เกินคาดสุดๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าถึงแม้ภาพรวมโปรดักชั่นงานสร้างจะด้อยกว่าหนังค่ายใหญ่ทุนหนาหรือหนังนอกกระแสเนี้ยบนิ้งก็สามารถชนะใจพี่น้องผองเพื่อนร่วมวงการภาพยนตร์ที่ร่วมโหวตให้ได้  ด้วยสิ่งที่หนังตลกรักหลายๆ เรื่องที่หยิบเรื่องราวชีวิตของคนบ้านๆ ชนบทยังขาดไป นั่นก็คือความจริงใจใสซื่อซึ่งมาจากการรู้จักเรื่องราวที่เล่าเป็นอย่างดี

บอกไว้ก่อนเลยว่าก่อนที่จะได้เข้าไปดูในโรงนี่คาดหวังไว้มากๆ ในทุกมิติ ทั้งเรื่องราวสนุกมากขึ้น การกำกับและลำดับภาพที่ไหลลื่น ตัวบทหนังที่มีชั้นเชิง การถ่ายภาพและจัดแสงที่เพิ่มมิติทางอารมณ์มากขึ้น งานสร้างที่คำนึงถึงการสื่อสารด้วยภาพและสีมากขึ้น และการแสดงที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้จะไม่ได้ดีขึ้นมากในระดับที่คาดหวังไปเสียทุกองค์ประกอบแต่สิ่งที่ดีอยู่แล้วอย่างความจริงใจใสซื่อในทุกมิติก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม ทุกตัวละครก็ยังคงแพรวพราวด้วยเสน่ห์ซึ่งหนังพยายามจะแชร์พื้นที่เล่าชีวิตแต่ละตัวละครให้เท่าเทียมกันมากขึ้น รวมไปถึงตัวละครใหม่เล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมบรรยากาศความเป็นสังคมชาวบ้านให้หลากหลายขึ้น และเพิ่มมิติชีวิตในแง่มุมอื่นๆ ได้

มาในปีนี้ภาคต่อของไทบ้านเดอะซีรีส์ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นที่ขยับจากเรื่องรักวุ่นๆ มาเล่าการเติบโตขึ้นเป็น young adult บ้านๆ ชีวิตของแต่ละตัวละครดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติในแบบที่ควรจะเป็น และน้อยคนนักที่สามารถและกล้าที่จะเลือกสรรช่วงเวลาของแต่ละชีวิตมาเขียนโดยที่ไม่คุมบังเหียนบังคับชีวิตตัวละครเพื่อความบันเทิงลูกเดียวได้ปกติมนุษย์ขนาดนี้ หากเราขับรถเข้าไปในหมู่บ้านอีสานแถบบ้านนอกเราจะพบชาวบ้านที่ทำให้นึกถึงบักลอด บักเซียง และหมู่เสี่ยวได้ไม่ยาก แต่หมออนามัยน่ารักๆ ระดับหมอปลาวาฬอาจจะเจอยากหน่อย

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการบาลานซ์ระหว่างเส้นเรื่องของแต่ละตัวละครที่เท่าๆ กันมากไปหน่อย ชีวิตตัวละครยังคงน่าติดตามแต่จังหวะหนังมันเรื่อยไปเรื่อยๆ เกินไปจนนำพามาถึงช่วงจบของหนังที่เหมือนมันยังไม่จบดี หมายความว่าหนังพาเรื่องราวไปถึงจุดตัดจบและบทลงเอยที่จะนำไปสู่ Part 2 ได้ดีแล้ว แต่จังหวะจะโคนของหนังที่เรียบเรื่อยเท่ากันไปเกือบทั้งเรื่องทำให้มันไม่มีหมุดหมายต้นกลางจบของเรื่องที่ชัดเจนพอที่จะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกค้างคาใจ  เหมือนหนังดังทำเงินที่ภาคต่อมาถูกหั่นเป็นสองภาคเพื่อทำให้ได้เงินทั้งที่หากรวมกันเป็นภาคเดียวแล้วมันคงกระชับและได้เนื้อหนังมากกว่านี้ ถ้ามันทำในรูปแบบซีรีส์อย่างที่ตั้งชื่อเรื่องมาตั้งแต่ต้นจะไม่รู้สึกมีปัญหากับส่วนนี้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นทุกชีวิตทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังยังคงงดงามเช่นที่เคยได้สัมผัสจากภาคแรก  แถมยังล้วงลึกลงไปสัมผัสตัวตนของไทบ้านได้สมจริงที่สุดอย่างน่าชื่นชมและสมควรแก่การสนับสนุน  ซื้อตั๋วเข้าไปดูกันโลด
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7.1
GUEST
คนเลว ในสายตาเทอร์
23 มีนาคม 2561 12:19:42
หนังออกโรงยังค่ะ
11 มีนาคม 2561 11:19:24
ยังเจ้าอยู่ป่าวคับ
GUEST
มด
3 มีนาคม 2561 23:28:28
วันที่4/3/61 ไทบ้านเดอะซีรียมีรอบก็โมงบ้างค่ะ
28 กุมภาพันธ์ 2561 13:45:57

Black Panther มิติใหม่ของจักวรวาลหนังมาร์เวล

นับตั้งแต่ปี 2008 Marvel Studio ได้เริ่มฉาย IronMan ภาคแรกในโรงภาพยนตร์ และเป็นปฐมบทของ Marvel Cinematic Universe ที่ปัจจุบันมาฐานแฟนๆ แข็งแกร่งมาก พร้อมทั้งพล็อตเรื่องทุกอย่างที่ถูกปูมาจะถูกคลี่คลายสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่ใน Avengers Infinity Wars นั่นเอง

ซึ่ง Black Panther ถือเป็นเส้นเรื่อง หรือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายก่อนมหากาพ 10 ปี Marvel Cinematic Universe ถือเป็นไฟท์บังคับที่ทุกคนต้องดู ทีแรกผมก็กลัวๆ เหมือนกันว่าเนื้อเรื่องจะเป็นเพียงแค่การเล่าเหตุการณ์เล็กๆ และทิ้งเชื้อไว้ไปคลี่คลายใน Avengers Infinity Wars

แต่หลังจากที่ได้ชมแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นหนังมาร์เวลที่มีเสน่ห์อันดับต้นๆ ของผมเลยก็ว่าได้ เนื้อเรื่องเอาเข้าจริงมีความเล่าง่ายย่อยง่ายไปหมด แต่เพราะด้วยโปรดักชั่นดีไซน์ การออกแบบองค์ประกอบฉาก ชุด ต่างๆ ที่ดูใหม่แลกตา การผสมผสานของวัฒธรรมของชนเผ่าแอฟริกา กับเทคโนโลยีสุดไฮเทคได้อย่างลงตัว และมีเสน่ห์ ทำให้เรื่องนี้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ top ของหนังมาร์เวลในใจผมเลยก็ว่าได้ 

อีกอย่างที่ต้องชมเลยก็คือ เป็นหนังที่มีเพลงประกอบภาพยนตร์ติดหูมากจริงๆ การผสมผสานธรรมนองเพลงแบบแอฟริกาเข้ากับเพลงสมัยใหม่ทำให้หนังดูสนุก บิ้วคนดูให้อินกับหนังได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

เอาเป็นว่า Black Panther เป็นหนังที่ดูฟอร์มแล้วน่าจะเป็นหนังฟอร์มเล็ก ที่ไม่ได้เล็กเลยจริงๆ ทุกอย่างในเรื่องดูดี ดูน่าค้นหา ถ้าประเทศวาคานด้าในเรื่องมีอยู่จริงก็น่าไปเที่ยวจริงๆ 8.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
8.5
28 กุมภาพันธ์ 2561 13:33:32

Winchester สร้างบ้านไว้ขังผี แบบนี้ก็มีด้วย

คฤหาสน์หลังนี้ หลายคนเคยได้ยินผ่านๆ มาบ้างเพราะเป็นคฤหาสน์ที่สร้างความสะพรึงมายาวนานและมีอยู่จริง ปัจจุบันนั้นได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปแล้ว ต้องยอมรับจริงๆ ว่าครั้งแรกที่ได้เห็น Poster แรกจากหนังเรื่องนี้พร้อมกับพล็อตเรื่อง บอกได้เลยว่าอยากดูมาก อยากรู้เรื่องราวของคฤหาสน์หลังนี้จริงๆ ว่าทำไมเขาถึงต้องมีการก่อสร้างตลอดเวลา 36 ปี 24 ชั่วโมง

หลังจากที่ได้รับชมนั้น ผมบอกได้เลยว่าถึงมันจะเป็นหนังผีที่ไม่ได้หลอนขั้นสุด หรือสะพรึ่งขั้นสุดแบบ light out / the Conjering 1-2 / Annabelle Creation แต่มันมีความน่าสนใจอยู่ในส่วนของพล็อตเรื่อง ซึ่งต้องขอแยกเป็น 2 กรณีนะครับ คือส่วนที่ชอบและไม่ชอบของหนัง

อย่างแรกเลยส่วนที่ชอบของหนัง ตัวหนังเองพยายามที่จะไม่ได้เดินเรื่อง หรือโทนหนังที่จะโชว์ความมืดสยองน่ากลัวให้กับคนดู แต่จะโชว์ถึงความเป็นมา ประวัติของคฤหาสน์หลังนี้ ผ่านตัวละครใหม่ที่ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ อารมณ์แบบว่า เหมือนเราย้ายเข้าไปอยู่ใหม่โดยที่ไม่เคยรู้ปูมหลังของบ้าน และต้องพบกับเหตุการณ์แปลกๆ ที่ให้ความกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจุดหักมุมในช่วงท้าย ที่หลายๆ คนอาจจะพอเดาออกได้บ้าง แต่ก็ยังทำให้เหวออยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ในส่วนที่ไม่ชอบของเรื่องนี้คงจะเป็นการคาดหวังว่าจะเป็นหนังที่สร้างความสะพรึ่ง สร้างความหลอกหลอน แบบสุดขีดตามแบบหนังผีที่ควรจะเป็น ในจุดนี้เหมือนจะทำไปไม่ถึงจริงๆ แต่ยังดีที่มีฉากตุ้งแช่ที่หลอกล่อคนดูได้อยู่หลายฉากอยู่

เอาเป็นว่า Winchester ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนังผีที่ไม่ค่อยจะหลอนเท่าที่คิดเท่าไหร่ แต่ด้วยพล็อตเรื่องวิธีการเล่ามันมีความน่าสนใจมากพอให้เราจดจ่อติดตามตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องได้ ถ้าใครอยากใฝ่หาความสยองคงไม่ได้แนวแน่ๆ แต่ใครที่ชอบพล็อตความดราม่าน่าจะชอบได้ไม่ยาก 7/10 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7
22 กุมภาพันธ์ 2561 18:10:31

หนัง Black Panther - แบล็ค แพนเธอร์
ผู้กำกับ Ryan Coogler / ความยาว 135 นาที

นี่คือภาพยนตร์เดี่ยวของกษัตริย์แห่งวากานด้า กับภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ซึ่งเขาเคยปรากฏตัวมาก่อนหน้านี้ในภาพยนตร์เรื่อง Captain America : Civil War บทบาทของเขาในภาพยนตร์เรื่องนั้นเรียกได้ว่าน่าดึงดูด โดดเด่น และเท่มากกกกกกกกก แต่พอมาเป็นภาพยนตร์เดี่ยวๆ ผมรู้สึกเฉยๆ มาก

เริ่มกันที่สิ่งที่ชอบและน่าปรบมือให้อย่างยิ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ เพลงประกอบ มันมีการผสมสานความเป็นชนเผ่าและดนตรีแนวฮิปฮอปได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ดูล้าสมัย และยังสนุกอีกด้วย ทางด้านของตัวละครตัวที่น่าสนใจและผมว่าโดดเด่นยิ่งกว่า Chadwick Boseman นั่นก็คือ Michael B. Jordan เป็นตัวร้ายที่เท่และมีมิติพอสมควร ซึ่งเราจะเห็นท่าทางและการแสดงออกของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว รวมๆ แล้วตัวละครตัวนี้ดูเท่ยิ่งกว่าพระเอกของเราเสียอีก แต่ตัว Chadwick Boseman เองก็มีเรื่องให้น่าชมอย่างมาก คือเรื่องสำเนียง เขาได้พูดสำเนียงแอฟริกา ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งรายละเอียดนี้ถือว่าสำคัญมากของภาพยนตร์เรื่องนี้

​​​​​​​

สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบมากๆ คือฉากต่อสู้ แทบจะทุกฉาก มันดูแปลกๆ และเหมือนเคลื่อนไหวช้าๆ ไปซะหมด เพราะเราได้เห็นใน Civil War แล้วว่ามันทำออกมาดีมาก ดูแข็งแกร่ง ดุดัน รวดเร็ว แต่พอมาเห็นในภาพยนตร์เดี่ยวของเขาแล้วก็ค่อนข้างผิดหวังเลยทีเดียว ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุกกับฉากต่อสู้ฉากไหนสักฉากเลยในเรื่องนี้ ยิ่งฉากท้ายเรื่องที่ควรจะทำให้ตื่นเต้น แต่ก็กลับรู้สึกเฉยๆ แล้ว Black Panther เนี่ยมี Skill นึง ซึ่งใช้จนเกร่อมากกกกกกกในเรื่องนี้ เอะอะใช้ เรียกได้ว่าคิดไรไม่ออกก็ใช้นั่นแหละ ตัวเรื่องพยายามบอกเราว่าวากานด้าเป็นประเทศที่เจริญ มีเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างมาก ตัว Black Panther มีอุปกรณ์ไฮเทคมากมาย แต่กลับโชว์ให้เราได้เห็นเทคโนโลยีเหล่านั้นเพียงน้อยนิด ทั้งๆ ที่ควรจะโชว์ Gadget ต่างๆ ของฝ่าบาทให้เยอะกว่านี้ แต่ก็ไม่ 

โดยรวมแล้วถ้าใครเป็นแฟน Marvel หรืออยู่ทีมฝ่าบาท ก็ไม่ควรพลาด ต้องขอบอกอีกนิดว่าค่อนข้างจะต่างจากเรื่องอื่นๆ ของ Marvel เหมือนกันนะ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังทำให้เพลิดเพลินไปกับมันได้เหมือนกัน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.4
19 กุมภาพันธ์ 2561 17:57:47

Den of Thieves - โครตนรกปล้นเหนือเมฆ
ผู้กำกับ Christian Gudegast / ความยาว 140 นาที

ความรู้สึกแรกหลังได้ดู "ตัวอย่าง" หนังเรื่องนี้คือ "น่าดูมาก" ในหัวนี่มโนและคิดไปไกลแล้วว่า มันต้องดิบ เถื่อน หักเหลี่ยมเฉือนคมกันอย่างดุเดือดมากๆ ด้วยมาด "Gangster Cop" ของ เจอราร์ด บัตเลอร์ เรามองว่ามันต้องออกมาสุดยอดแน่ๆ...

หนังเป็นแนวผสมผสานระหว่างหนังปล้น แอคชั่น และอาชญากรรมได้อย่างลงตัว ถ้าใครจะมาหวังว่ามันจะเป็นหนังแอคชั่นจ๋า มีฉากดวลปืนตลอดทุก 5 นาที คุณคิดผิดแล้วครับ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังแอคชั่นแต่อย่างใด เพราะมันมีฉากแอคชั่นให้เราได้เห็นกันแค่ 2 ฉากเท่านั้น !!! นั่นคือตอนต้นเรื่องและจบเรื่อง !!! ส่วนทางฉากปล้นก็ทำออกมาให้เราไม่รู้สึกลุ้นไปกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว ทางด้านประเด็นครอบครัวของแต่ละคน เรารู้สึกว่าไม่ต้องใส่เข้ามาก็ได้ และอีกอย่างที่เราคาดหวังไว้ตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างนั่นก็คือความดิบ ความเถื่อนของความเป็น "Gangster Cop" ซึ่งหนังเปิดเรื่องมาได้ดีพูดถึงเหล่าตำรวจกลุ่มนี้ไว้ได้ดี แต่ก็ไม่ได้แสดงให้เราได้เห็นถึงความโหดของเหล่าตำรวจพวกนี้สักเท่าไหร่ 

ในด้านดีของหนังมันอยู่ที่การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้จะแบ่งเป็นสองฝ่ายทั้งด้านตำรวจ และผู้ร้าย หนังจะตัดสลับไปมา เล่าเรื่องเหตุการณ์ของทั้งสองฝ่ายทีละส่วนๆ ซึ่งมันทำออกมาได้น่าสนใจ แต่มีช่วงหนึ่งที่ฝั่งตำรวจกลับหายไปดื้อๆ ซะอย่างนั้น ทำให้น้ำหนักที่ทำมาตลอดทั้งเรื่องต้องสั่นคลอนลงและทำให้คนดูไม่รู้สึกอยากเอาใจช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยแม้แต่น้อย เรื่องที่น่าชื่นชมคือการปะทะคารม และจิตวิทยาใส่กันของตัว เจอราร์ด บัตเลอร์ ที่เป็นตำรวจและ ปาโบล ชไรเบอร์ ที่เป็นโจร แต่เรื่องที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นฉากแอคชั่น ที่ถึงแม้จะมีน้อยแต่ก็ประทับใจไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เพราะโดยมุมมองส่วนตัวคิดว่าฉากแอคชั่นดวลปืน ไม่จำเป็นต้องมีเสียงดนตรีประกอบช่วยแต่อย่างใด และเรื่องนี้ก็จับมาถูกจุด โดยการที่ให้สองฉากนี้มีแต่เสียงปืนดวลกันเพียวๆ นั่นยิ่งทำให้เพิ่มความดิบ และความสมจริงของหนังเรื่องนี้ได้ดีเลยทีเดียว

ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น Den of Theives หลังจากได้ดูตัวอย่างเราคิดว่ามันจะเป็นหนังที่ออกมาสุดยอดแน่ๆ... แต่นั่นหล่ะ มันไม่ได้สุดยอดขนาดนั้น ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ผสมผสานความเป็นปล้น แอคชั่น และอาชญากรรมได้อย่างดี แถมยังทำให้เราสนุกไปกับมันได้ เพราะฉะนั้นไม่เสียดายหรอกครับ หากต้องจ่ายค่าตั๋วเพื่อเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.2
18 กุมภาพันธ์ 2561 23:03:06



Black Panther |
Ryan Coogler

หนังตระกูลมาเวลที่เข้ามาคั่นกลางระหว่างรอเอเวนเจอร์ ที่มีความแหกขนบที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ Afroism ที่อยู่ในทุกอณูของภาพยนตร์ พร้อมกับโปรดักชั่นสไตล์ปลอดภัยที่ทำออกมาได้เกินมาตรฐาน เมื่อบวกรวมกับตัวละครที่มากเสน่ห์ กับการเมืองแบบเบาๆ ทำให้แบล็คแพนเธอร์เป็นหนังที่สนุกพอสมควร

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ ทิชาล่า กษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรวากานดา ที่จะได้รับสืบทอดอำนาจเพื่อดูแลอาณาจักรลับแลในแอฟริกาที่คอยหลบซ่อนความขัดแย้งของโลกมนุษย์มาโดยตลอด และคอยส่งสายลับออกไปเพื่อจัดการความลับเหล่านั้น เหมือนเสือดำที่รอดพ้นจากการล่า และขย้ำสังหารด้วยความเงียบ ไม่มีใครรู้จักอาณาจักรวากานดา หรือถ้าจะรู้ก็เป็นเพียงประเทศเกษตรกรยากจน ทั้งที่เป็นเมืองที่พัฒนาเทคโนโลยีจากไวเบรเนี่ยมได้ไกลที่สุด จนกระทั่งพ่อหรือกษัตริย์องค์ก่อนของวากานดาล่าจะถูกลอบสังหารในหนังของกัปตันอเมริกันภาคซีวิลวอร์โดยซีโม่ ก็เกิดความขัดแย้งในอาณาจักร ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงภายในอานาจักรวากานดาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

Black Panther เป็นหนังในระหว่าง Phase 3 ของจักรวาลมาเวล โดยมีแกนหลักของเรื่องคือ Avenger Infinity war ที่กำลังจะมาถึง ฉะนั้นหนังมาเวลที่ออกมาช่วงนี้จึงมีความเกี่ยวโยง และสร้างอยู่รอบๆ แกนของ Infinity war โดย Black Panther ก็เป็นหนังที่มีส่วนช่วยให้องค์ประกอบของเฟสนี้ดูสมจริง มีที่มาที่ไป และเป็นการแนะนำตัวละครใหม่ๆ ที่จะมีบทบาทต่างๆ ในเอเวนเจอร์ภาคหลัก ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีเลย

เมื่อไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักตรงๆ ตัวเรื่องก็เลยสามารถที่จะเล่นอะไรที่แหกขนบได้ โดยเฉพาะการที่มันเป็นหนังฮีโร่แรกๆ ที่มีนักแสดงผิวสีดำเนินเรื่องไปตลอด พร้อมกับนำเสนอขนบวัฒนธรรมแบบแอฟริกันร่วมสมัยได้น่าสนใจ และทำให้รู้สึกตื่นตาดี โปรดักชั่นแบบมาเวลนั้นเก่งกาจด้านอาร์ตอยู่แล้ว ก็ออกแบบอาร์ตออกมาได้สีสันฉูดฉาด ร่วมสมัย สนุกสนาน ซึ่งเข้ากันดีกับ Thor Ragnarok หรืออาร์ตของฟาก Guardian of Galaxy เลย

ด้านการแสดงกับเนื้อเรื่อง อาจเฉยๆ ไปบ้าง แต่ความสามารถในการสร้างตัวละครให้มีเสน่ห์ ทำให้คนหลงรัก ก็เป็นจุดแข็งที่มาเวลทำได้ดี และมันก็ทำให้เราประทับใจในตัวละครแต่ล่ะตัวไม่ยากเย็นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นตัวร้าย หรือตัวทิชาล่าเอง เรียกได้ว่าคราวนี้ปูตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือ ตัวละครในเรื่องนี้เป็นสีเทา ทุกคนเคยผิดพลาด และทุกคนก็เลือกที่จะแก้ปัญหาในแบบตัวเอง ซึ่งมันก็สอดคล้องกันดีกับการสร้างอาณาจักรวากานดาในแบบที่ทิชาล่าอยากให้เป็น อีกจุดหนึ่งคือเรื่องเหยียดผิว เราพบว่ามันเป็นหนังที่ก้าวข้ามการเหยียดผิวจริงๆ มันแทบจะไม่มีความขัดแย้งตรงนี้ให้เห็นแบบรูปธรรมแล้ว แต่เป็นการไปต่อ ไปสู่การ "แบ่งปัน" ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เป็นหนังมาเวลที่แฟนๆ หนังฮีโร่ของจักรวาลนี้สามารถเสพได้สนุกเลยล่ะ ถึงแม้รูปแบบการตัดต่อ การเดินเรื่องจะคล้ายเรื่องเก่าๆ คือเน้นปลอดภัยไว้ก่อนแต่ก็ทำออกมาได้เกินมาตรฐาน ลื่นไหล สนุกเร้าใจ ในขณะที่ฝั่งอาร์ตและเพลงประกอบเองก็กล้าเปิดขนบไปสู่วัฒนธรรมแบบ Afroism หรือสไตล์แอฟริกันร่วมสมัยจนทำให้หนังมีความน่าสนใจมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของมาเวล ตัวเนื้อเรื่องเองมีความใหม่สดอยู่บ้าง เรียกว่าเป็นหนังมาเวลที่แยกจากเนื้อเรื่องหลักและทำได้ดีมากๆ เลยล่ะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
17 กุมภาพันธ์ 2561 08:47:19

"Black Panther"

ตั้งแต่จักรวาล Marvel เดินทางมายาวนาน Black Panther เป็นหนังที่กล้าที่จะฉีกแนวมากที่สุด และดีที่สุดเท่าที่จักรวาลนี้มีมา

เป็นหนังที่ชอบมาก (จริงๆเราไม่ค่อยถูกกับจริตหนัง Marvel เท่าไร แต่เรื่องนี้ยอมเลย) เป็นหนังที่แนวเนื้อหากล้าฉีกจากเรื่องอื่นๆ ไม่เน้นฮา ไม่เน้นขายตัวฮีโร่ แต่เน้นความจริงจัง การแย่งบัลลังก์ สอดแทรกการเมืองการปกครอง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ เทคโนโลยี ที่ล้ำกว่าชาวบ้านเค้า และทำได้ดี มีเหตุผล ดูแล้วไม่รู้สึกขัดใจ

ถึงแม้ วาคานด้า จะเป็นเมืองล้ำสมัย แต่ก็ยังมีบรรยากาศแอฟริกาอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งวัฒนธรรม ที่แทรกมาในหนัง ยอมรับว่าผู้กำกับทำได้ดีมาก มันลื่นไหล ดูมีสไตล์ (ผู้กำกับทำการบ้านมาดีมากๆ ด้วย) และยังแฝงเรื่องการเยียดผิวได้ดีมากๆ อีก 

ตัวเนื้อเรื่อง เป็นเนื้อเรื่องที่ต่อจาก Civil wars เลย หลังจากองค์ราชาสิ้นพระชนม์ รัชทายาท ทีชาล่า ก็มาสืบทอดบัลลังค์ต่อจากผู้เป็นพ่อ จากนั้นเนื้อเรื่องก็มีปมปัญหาเพิ่มตลอดเวลา จนเดาไม่ได้เลยว่าเนื้อเรื่องจะไปทางไหน ตัวหนังสร้างปม ให้เราได้ติดตามตลอดเวลา ถึงแม้ตัวละครจะพูดกันเยอะแต่ไม่เบื่อเลยครับ เป็นสองชั่วโมงที่ติดตาตรึงใจมาก หนังทำได้ดี ตัวร้ายก็มีเหตุผล เป็นตัวร้ายที่ดีมากๆ ไม่เหมือนเรื่องอื่นๆ ในจักรวาลที่ตัวร้ายไม่ค่อยจะเด่นสักเท่าไร (ตัวอย่างหนังก็ไม่ได้สปอยเนื้อหาตัวหนังมากนัก ทำให้ดูหนังสนุกมาก)

หนังมีตัวละครเยอะมาก แต่แบ่งบทได้ดี ตัวละครแต่ละตัวมีบทเด่นเป็นของตัวเองแทบทุกตัวละคร (เป็นภาคแรกที่ดีมากๆ จริง) ยอมรับว่าอินกับทุกตัวละครในหนังเลยละ และนักแสดงก็แสดงเก่งทุกคน เข้าถึงบท ดูแล้วก็คล้อยตามอารมณ์ของแต่ละคัวละครได้เป็นอย่างดี 

ส่วนตัวได้ไปดูในระบบ IMAX 3D มีความชัดลึก สีสดใส จอใหญ่เต็มตา ระบบเสียงดีมาก เลยอยากแนะนำว่าถ้าจะดูในโรงไหนๆ ก็เสียตังค์แล้ว แนะนำให้ไปดูในโรง IMAX เลยครับ คุ้มมากแน่ๆ  

 นี่ยังอยากไปดูอีกรอบเลยนะ ... หนังดีมากจริงๆ ครับ แนะนำเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.3
16 กุมภาพันธ์ 2561 12:15:48

หนัง Sensei! - หัวใจฉันแอบรักเซนเซย์
ผู้กำกับ Takahiro Miki / ความยาว 115 นาที

ภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ทำให้เราย้อนกลับไปรำลึกถึงอดีตหรือเรื่องราวที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ทำให้เราได้ย้อนหวนกลับไปรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของนักเรียนสาวใสซื่อบริสุทธิ์ที่ไปตกหลุมรักกับอาจารย์หนุ่มาดนิ่งสุดเท่ ซึ่งแน่นอนหล่ะ เรื่องราวความรักเหล่านี้มันคงเป็นไปได้ยาก และต้องเป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ดราม่า ตลอดทั้งเรื่องแน่นอน ซึ่งนี่คือความคิดทั้งหมดก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่พอหลังจากได้ดูแล้วบอกได้เลยว่า เกินคาดมาก

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันน่าจะเศร้าแต่จริงๆ แล้ว เรียกได้ว่ามันเป็นภาพยนตร์ ดราม่า แบบ Feel Good มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คือทั้งเรื่องมันสามารถทำให้เรายิ้ม อมยิ้ม หัวเราะ และรู้สึกดีไปกับมันได้ตลอดทุกๆ ช่วงของภาพยนตร์เลย ถึงแม้เนื้อเรื่องจะธรรมดาและเดาออกได้อยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถทำให้เรารู้สึกอยากติดตามมันไปเรื่อยๆ อยู่ดี (หรือเพราะเพื่อนที่นั่งข้างๆ คอยบิ้วอยู่ตลอด ทุกฉาก หึ้ยยย อูยยยย ดูนั่นสิ อ๊าาา กรี๊ด อะไรประมาณนั้น 555) 

สิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นก็คือนักแสดง ทางฝั่งนางเอกกันก่อน เริ่มที่ตัวนางเอกเลย แค่ปรากฏมาฉากแรกก็รับรู้ได้ถึงความใสซื่อ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดั่งผ้าขาวพับไว้ ดูใสๆ น่ารักแบบไม่มีคำบรรยายอะไรจะอธิบายความน่ารักของเธอคนนั้นได้เลย และตลอดทั้งเรื่องเธอคนนี้ได้แสดงความน่ารักออกมาอย่างไม่บันยะบันยัง แถมด้วยกลุ่มเพื่อนนางเอกที่เคมีเข้ากันมาก ทั้งตัวผู้หญิงที่เล่นได้เกินธรรมชาติ แต่รู้สึกว่า "เออมันก็ดีนะ" กับเพื่อนที่เป็นผู้ชายเล่นได้กวนสุดๆ คือทั้งสามคนนี้เล่นได้เหมือนเป็นเพื่อนในชีวิตกันมานานแล้ว ส่วนทางด้านอาจารย์หนุ่มสุดหล่อมาดนิ่งก็เล่นได้ดีไม่แพ้กัน (หรือเพราะด้วยความบุคคลิกเป็นคนนิ่งๆ ด้วยหว่า) เรียกได้ว่าออกมาทุกฉาก ผมต้องได้ยินเสียงสาวๆ ในโรงร้องกรี๊ดกันระนาวเลย พร้อมด้วยตัวละครตัวอื่นๆ ที่แสดงแล้วทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ขับเคลื่อนไปอย่างไม่สะดุด

โดยรวมแล้วเป็นภาพยนตร์ที่หากใครอยากดูหนังรัก Feel Good จิกหมอนหน่อยๆ ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ หรือใครมีประสบการณ์ตรงที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ก็พลาดไม่ได้เช่นกัน ผมรับรองเลยว่า ถ้าคุณได้ดูแล้วคุณจะนั่งอมยิ้มไปตลอดเกือบ 2 ชม. เลยทีเดียวเชียวหล่ะ :) 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.4
15 กุมภาพันธ์ 2561 14:41:23

The Shape Of Water | Guillermo del Toro

หนังลำดับล่าสุดของเดลโทโร ผู้กำกับมากความสามารถ และยังเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่น่าจับตามองมากๆ ในปีนี้ โดยคราวนี้กลับมาพร้อมกับรวบรวมองค์ประกอบมากมายที่เขาได้ผจญภัยในฮอลลีวูด มีส่วนผสมโหดร้ายแบบแพนไลเบอลินท์หนังยุคแรกเริ่มของเดลโทโร กับโลกใหม่ๆ จากเฮลบอย ความบันเทิงเฮฮาแบบตลาด และความตระกาลตาCGเทพๆ โดยหนังเรื่องนี้เป็นการรวมองค์ประกอบในตัวของเขาตลอดมา กลั่นอย่างลงตัว ออกมาได้อย่างงดงาม และน่าจับใจ

The Shape Of Water เป็นเรื่องราวของอิไลซ่า พนักงานทำความสะอาดใบ้ ซึ่งค่อยๆ ตกหลุมรักต้องห้ามกับสัตว์ประหลาดในแล็บ จนนำไปสู่การดิ้นรนต่อสู้ และอิสระของตัวสัตว์ประหลาด หนังได้รับแรงบันดาลใจจากหนังอสูรกายยุคเก่า แต่ก็เปี่ยมล้นไปด้วยประเด็นร่วมสมัย พอก้าวผ่านมาสู่ยุคนี้ ผ่านผู้กำกับมือดี มันก็ออกมาได้ลงตัวจนน่าตกใจ สนุก งดงาม ตื่นเต้น และก็รุนแรงดี

เราชอบองค์ประกอบความรุนแรงที่แสดงออกอย่างเจาะจง และแนบเนียนอยู่ระหว่างนาทีในหนังได้อย่างบ้าคลั่ง คือถ้าหนังไม่มีความโหดร้าย และเลือดในระดับนี้ มันก็จะกลายเป็นหนังรักโรแมนติกใสๆ ไปเลย แต่พอมีมีบรรทัดของความรุนแรงรองรับเนื้อเรื่องอยู่เสมอ ที่นอกจากจะออกมาจากการแสดงออกแล้ว มันยังคุกกรุ่นแฝงตัวอยู่ในระหว่างตัวละครทุกตัวได้อย่างแนบสนิท มันก็เลยกลมกล่อมอย่างน่าประหลาด เป็นส่วนผสมที่โรแมนติคคาวเลือดสุดๆ

แถมหนังยังมีประเด็นของเรื่องผู้คนชายขอบที่สังคมละเลยเอาไว้เป็นจำนวนมากจากความรุนแรงทั้งหลาย ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่เป็นประเด็นในสังคมภาพยนตร์ตอนนี้เท่านั้น แต่หนังได้ขยายตัวเองไปในพื้นที่ของคนพิการ LGBT คนดำ วิทยศาสตร์ รวมถึงสัตว์ประหลาดอันเปรียบเปรยได้เคียงเทพเจ้า ภายใต้การปกครองของชายผิวขาวผู้เป็นใหญ่ สถานที่ที่ผู้คนเชิดชูคาดิแลค หน้าที่การงาน ที่แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจต่อกรได้

ไม่มีใครต่อกรกับ “ห้าดาว” บนไหล่ของนายพลฮอยด์ได้เลย

โดยถ้าหากสังเกตุดีๆ อย่างตัวร้ายชายผิวขาว ริชชาร์ด สติคแลนด์ ก็เป็นตัวอย่างของการกดทับอำนาจที่ส่งต่อมาจากเบื้องบน คือ สูงใหญ่ เป็นอดีตทหาร สนใจหน้าที่การงาน รถ มีไอ้แท่งไฟฟ้าอันเบ้งไว้ข่มใครต่อใคร  เราชอบความกลมของตัวละครตัวนี้นะ ถ้าดูดีๆ เราจะพบว่า ริชชาร์ด สติคแลนด์ ก็เป็นแค่ผลของกระบวนการทำซ้ำ เขาเป็นพ่อที่ดีซะด้วยซ้ำ ภรรยารัก เด็กๆ ก็รัก เขาก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งแน่ล่ะว่าเราก็จะสามารถตีความตัวละครตัวนี้ไปถึงตัวแทนของอเมริกาได้เลย ดังนั้นตัวร้ายที่แท้จริงก็คือดาวบนไหล่ ซึ่งมันใหญ่โตกว่าแทงไฟฟ้าของสติคแลนด์มากนัก ที่ปกครองอย่างเสร็จสรรพ ทำซ้ำผลผลิตน่าหวาดกลัวนี้ จนสามารถทำอะไรกับใครก็ได้ โดยเฉพาะการ “ฆ่า” อะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เห็นสมควรว่าควรอยู่ในสังคมของเขา (ถ้าสังเกตต่อไปอีก เราจะพบว่าผู้ชายในหนังเรื่องนี้ทุกคนล้วนห่วยแตกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง)

เรื่องราวของหนังจึงไม่ใช่การดิ้นต่อสู้เพื่อสิทธิหรืออะไรทั้งนั้น แต่เป็นกระบวนการช่วยเหลือที่มีต่อการใช้ชีวิต คือยังไม่ต้องไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหรืออิสระภาพใดๆ หรอกในเมื่อชีวิตในมือกำลังจะถูกฆ่า ยังไงก็ต้องเอาตัวรอดไปก่อน มันก็เลยเป็นการกบฏเล็กๆ ภายใต้สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ดูเผินๆ หนังอาจโรแมนติคมากๆ จนหลงลืมหนังเก่าๆ ของเดลโทโรไป แต่หากเข้าไปสัมผัสเนื้อเรื่อง เราจะพบว่ารอยต่อของความรุนแรงยังคงดำเนินต่อเสมอ ไม่ว่าจะในพื้นที่ไหนๆ ของเนื้อเรื่องที่ปฏิบัติต่อคนชายขอบทั้งหลาย องค์ประกอบความรุนแรงก็ยังเปี่ยมครบ ดำเนินต่อไปในอนาคตของหนัง เพียงแต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เดลโทโรนำเสนอออกมาให้แตกต่างจากปกติหน่อยหนึ่งก็คือ การมีความสุข และการมีความรัก ภายใต้อำนาจจากการถูกกดทับของชายผิวขาวเหล่านั้น

พวกเขามีชีวิตอยู่ เอาตัวรอดต่อไปในวันพรุ้งนี้ ก็เพื่อที่จะมีความสุข ...เพื่อจะมีชีวิต

กราฟฟิคของเดลโทโรยังไงก็เป็นเลิศอยู่แล้ว ทั้งงดงาม น่าหวาดกลัว และคุมโทนสีได้เหงา แปลกประหลาดได้สุดๆไปเลย โดยเฉพาะการเล่นสีเขียวและแดงของทั้งเรื่อง การแสดงของอิไลซ่านี่ดีมากๆ โดยเฉพาะฉากพาฝันที่เหมือนระเบิดออกมาจากความรู้สึกทั้งหลาย และเพลงก็เพราะ หยาดเยิ้มในไสตล์โบราณ

เป็นผลงานที่ลงตัว มีองค์ประกอบที่พอจะท้าทายออสการ์ได้ มันทำให้เรารู้จักโลกที่ไม่ใช่แค่ไร้เพศสภาพเท่านั้น แต่มันไปถึงความไร้พรหมแดนของความสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ Beauty and The Beast ไม่เคยไปถึง แต่หนังเรื่องนี้ก็นำเสนอความรักอันไร้พรหมแดนได้อย่างเปี่ยมชัด ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความรักหนุ่มสาวเท่านั้น

เป็นหนังวาเลนไทน์คาวเลือดที่งดงามจริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.4
15 กุมภาพันธ์ 2561 12:22:12

ราชาเสือ หรือ ลูกแมว - รีวิวแบล็คแพนเตอร์ ฉบับเด็กเดินตั๋ว [ไม่สปอยล์]

หลังจากรอคอยมาแรมปี สำหรับภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ของค่ายมาเวล ราชาเสือดำ Black Panter ที่เราได้แต่ดูตัวอย่างหนัง ดูไปดูมาด้วยความเท่เฉียบ สไตล์ฮิปฮอป ดูหน้าหนังใหม่และน่าดูมาก น่าจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ถูกใจเด็กเดินตั๋วแน่ๆ เลย (ช่วงหลังนี้ค่ายมาเวลปล่อยซุปเปอร์ฮีโร่ออกมาเยอะดีจังเลยเนอะ)

พูดถึงเนื้อเรื่องและหน้าหนังก่อนดีกว่า ก็สไตล์คล้ายๆ set up ฮีโร่และอาณาจักรของฮีโร่ขึ้นมาก่อน (คล้ายๆ ไอรอนแมนภาคหนึ่งที่บอกที่มาที่ไปของฮีโร่ไอรอนแมน หรือ Doctor Strange แต่จะเซ็ตเร็วกว่า) ที่ต่างจากฮีโร่ตัวอื่นๆ คือ เรื่องนี้จะออกแนวจักรๆ วงศ์ๆ มีราชวงศ์ มีการครองราชย์และสืบราชสมบัติ คล้ายๆ Thor แต่เป็นรสชาติแอฟริกัน จะแนวเผ่าๆ หน่อย แต่ไม่ค่อยป่าจะเป็นแนว Sci Fi วิทยาการล้ำๆ ตัวฮีโร่แบล็คแพนเตอร์ของเรามีภารกิจในภาพยนตร์เรื่องนี้คือปกป้องอาณาจักรจากการรุกรานและรักษาสมบัติล้ำค่าของเมือง ดูสอดคล้องกับเรื่องยุคล่าอณานิคมและการต่อสู้ของชาวผิวสีและจุดยืนในโลกกว้าง  มีสัญญะมากมายให้ตีความกันอย่างสนุกสนาน แถมเสียดสีอเมริกันเอาให้หน้าชากันไปเลย (มีกระแนะกระแหนโดนัล ทรัมป์ด้วย อย่างจี๊ดอ่ะ) เนื้อเรื่องมีความดาร์ก มีความหม่น ไม่ค่อยฮาแบบ Iron Man หรือ Thor นะ จะหม่นที่สุดในบรรดาฮีโร่มาเวลด้วยซ้ำ แต่เป็นอะไรที่รวมๆ แล้วเท่มากๆ

ถ้าพูดถึงหนังซุปเปอร์ฮีโร่มาเวล ไม่พูดถึงงานสร้างเลยก็ไม่ได้ ความเจ๋งของเรื่องนี้อยู่ที่วิชวลแทบเคลมได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์เลย วิชวลล้ำมาก ดีงาม ทั้งเรื่องวิทยาการล้ำๆ งานซีจีเนี๊ยบกริบ การแต่งการประยุกต์ออกแบบได้เจ๋งมาก Production Designer และ Wardrobe Stylist ตีความและทำการบ้านได้ดีมาก เพลงก็นำพาความเท่ห์แบบอเมริกันและความท้องถิ่นแอฟริกันมาเจอกันได้เจ๋งดี ผู้กำกับเจ๋งมากๆ พูดเลย... คุ้มมากได้เห็นแนวคิด วิชวล ภาพและเสียงที่ดีขนาดนี้ นักแสดงแทบทั้งหมดเป็นเชื้อสายแอฟริกัน สำหรับเด็กเดินตั๋ว Black Panter เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ Exotic มากๆ แปลกการรับรู้ไปเสียทุกอย่าง ทั้งเพลง การแต่งตัว วัฒนธรรม ความไซไฟ มันแปลกและงดงามมากๆ เด็กเดินตั๋วดูไปสักพักแอบแว้บนึกถึง Lion King ขึ้นมาแว้บๆ ด้วยความที่เป็นแอฟริกัน แปลกหูแปลกตา แปลกวัฒนธรรม รวมๆ แล้วเจ๋งมากๆ 

สรุปว่าเจ๋งมาก เป็นฮีโร่อีกตัวที่ชอบเลยหล่ะ ปกติไม่ค่อยชอบฮีโร่มาเวลสักเท่าไหร่ แต่อันนี้ยกให้เลย ดีมาก สมควรที่วันหยุดวันว่างจะไปดู หรือใครที่ลังเลในมาเวลก็ไม่ต้องกังขาอะไรเลย ดีกว่า DC ยุคหลังๆ นี่ด้วยซ้ำ (เขียนเองเจ็บเอง...) ออกจากโรงมาแทบจะร้องว่า Cool Man! 

มี End Credit 2 รอบนะจ้ะ 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.6
13 กุมภาพันธ์ 2561 17:43:20

"ฉากปะทะสุดระอุ" ของเดนคนและการเดินทางของเรื่องราวแสน "เฉื่อยชา"

ความยาว: 140 นาที 
ประเภทภาพยนตร์: แอคชั่น, อาชาญกรรม, ดราม่า
ผู้กำกับ: คริสเตียน กูตแกส (Christian Gudegast)  


จากเพียงครั้งแรกที่ผู้เขียนได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์ของ Den of Thieves พร้อมการปรากฎตัวของ "เจอราร์ด บัตเลอร์" นักแสดงในดวงใจที่ผู้เขียนจดจำและชื่นชอบผ่านบทบาทปุถุชนคนธรรมดาที่ลุกขึ้นทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเองและความถูกต้องที่กฎหมายไม่สามารถมอบให้จากในเรื่อง Law Abiding Citizen และนั่น คือน้ำหนักบนตราช่างเพียงหนึ่งเดียวที่มากพอจะจูงใจให้ผู้เขียนไปรับชม แต่เมื่อได้ดูจบ ผู้เขียนกลับมีความรู้สึกสองอย่างให้กับหนังที่ย้อนแยงกันคือทั้ง "ถูกใจ" และ "เสียดาย" ในเรื่องเดียว

สิ่งที่ผู้เขียน "ถูกใจ" คือ ฉากแอคชั่นทั้งหมดของเรื่อง (โดยเฉพาะฉากช่วงท้าย) ที่แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีจังหวะจะโคนของการต่อสู้ที่แพรวพราว (Action Choreography) ดั่งภาพยนตร์แอคชั่นร่วมสมัยในปัจจุบัน แต่ตัวหนังก็แทนที่ด้วยความดุเดือดสมจริงเข้าว่า ทั้งการปล่อยให้คนดูได้ซึมซับสรรพเสียงต่างๆ ภายในเรื่องที่มีพลวัตรและทิศทางกำเนิดเสียงตามที่สิ่งของเหล่านั้นสร้างได้แทนที่และไร้ซึ่งการใส่ดนตรีประกอบพื้นหลังใดๆ (หลายเรื่องมักจะสร้างหรือชักจูงอารมณ์คนดูในส่วนนี้เกินกว่าที่ฝั่งของภาพนำเสนอ) และฉากยิงปะทะกันของทั้งสองฝ่ายที่ดูมีแบบแผนและกลยุทธ์เหมาะสมกับการเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในขณะเดียวกันเหล่ากองโจรก็มีความโชกโชนชำนาญในการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกขัดขวางเช่นเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์นั้น "คนดูจะได้สัมผัสถึงฉากแอคชั่นที่สมจริงแตะต้องได้พร้อมลุ้นระทึกไปกับฉากกราดกระสุนที่ว่านี้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ"

ฟากของการดำเนินเนื้อเรื่องเอง ก็มีหลากหลายฉากที่ตัวหนังทิ้งช่วงให้คนดูได้เห็นศักยภาพของทั้งสองฝ่ายถึงความเป็นมืออาชีพที่ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน (การสะกดรอยของตำรวจอันเป็นการหาหนึ่งในกลุ่มผู้ร้ายที่หัวอ่อนที่สุดมาเพื่อข่มขู่และซักถามความลับ, การเปลี่ยนเงินที่ปล้นให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ เป็นต้น) และประเด็นดราม่าอันเป็นเส้นเรื่องรองของ บิ๊ก นิค (Big Nick) ตัวละครเอกที่รับบทโดยเจอราร์ด บัตเลอร์นั้นตัวเขายังคงแสดงมันออกมาได้ดีเหมือนบทบาทที่แล้วๆ มา

และครั้น สิ่งที่ "เสียดาย" ก็ได้อยู่ในส่วนของเนื้อเรื่องเช่นกัน โดยสิ่งแรกคือจังหวะในการเล่าเรื่องที่ทำออกมาได้น่าเบื่อชวนให้ซุกหัวนอนลงเบาะนั่งเป็นอย่างมาก และถึงแม้ผู้เขียนจะเอ่ยปากชมการแสดงของ เจอราร์ด บัตเลอร์ ไว้ในย่อหน้าบนก่อนหน้านี้ แต่ในช่วงเส้นเรื่องรองที่ว่า อยู่ดีๆ ก็กลับไปหายไปไร้การสานต่อและรวมถึงความสมดุลในการเล่าเรื่องของทั้งสองฝ่ายที่ในช่วงท้ายๆ ของเรื่องได้หายกลายเป็นตามติดแค่เพียงฝั่งของกลุ่มตัวร้ายแทน

โดยรวม Den of Thieves คือภาพยนตร์แอคชั่นอาชญากรรมที่สรรสร้างฉากปะทะกันกลางเมืองได้ออกมาสนุกและดูดิบเถื่อนสมจริงใช้ได้ แต่กระนั้นในมุมมองของผู้เขียนแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจยังไม่สามารถเทียบชั้นภาพยนตร์ชั้นครูตลอดมาอย่าง "HEAT" ที่มีดีในทุกภาคส่วน (ฉากแอคชั่น, เนื้อเรื่อง, ดนตรีประกอบ) แต่หากใครที่เป็นแฟนคลับของ เจอราร์ด บัตเลอร์ หรือคลั่งไคล้ภาพยนตร์แนวอาชาญกรรมแล้วละก็ไม่มีอะไรเสียหายหากจะบันทึกภาพจากแผ่นฟิล์มเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไปอีกหนึ่งมวนครับ :) 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
13 กุมภาพันธ์ 2561 00:45:39

"The Last Recipe"

หนังทำอาหาร ที่พีคในพีคในพีคอีกที !

ไม่คิดว่าหนังทำอาหารจะผูกปมได้เยอะขนาดนี้ ยิ่งตอนใกล้จบเนื้อเรื่องพลิกหลายตลบมาก จนแบบร้องในใจดังๆ ว่าหนังดีขนาดนี้เลยหรอเนี่ย !!!!!

เนื้อเรื่องเริ่มจาก ซาซากิ มิตสึรุ เชฟถังแตกที่ทำร้านอาหารแล้วเจ๊ง จนติดหนี้หลายล้าน ทำให้เค้าต้องรับงาน เชฟอาหารมื้อสุดท้าย เพราะตัวเค้าเองสามารถชิมอาหารแล้วจำรสชาตินั้นได้ตลอดไป ถึงแม้จะมีรายได้แต่ก็ยังไม่พอใช้หนี้ จนมีคนมาเชิญตัว ไปเป็นเชฟอาหารมื้อสุดท้าย ที่ประเทศจีน และนั่นทำให้ มิตสึรุ ได้ค้นพบความลับของอาหารจักรพรรดิจีน และเบื้องหลังอันน่าเศร้าของอาหารเหล่านี้ที่มีผลต่อ มิตสึรุ ตลอดไป

ตอนเข้าโรงก็นึกว่าเป็นหนังทำอาหารทั่วไป แต่ปรากฎว่าหนังซับซ้อนมาก แถมตอนจบเนื้อเรื่องยังคาดเดาไม่ได้เลย พลิกไปพลิกมา พอออกจากโรงก็ยังอินกับความรู้สึกในตัวหนังอยู่เลย 

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะซับซ้อน แต่ก็ไม่ได้ดูยากอะไร หนังสร้างมาให้ดูง่ายเข้าใจง่าย หนังมีครบแทบทุกอารมณ์เลยแหละ ทั้งสุข เศร้า อมยิ้ม นักแสดงก็สื่ออารมณ์ได้ดีมาก ดูไปอินไป 

หนังทำอาหารก็ต้องพูดเรื่องอาหารในหนังบ้าง ก็ยอมรับว่าดูไปหิวไป 555 หนังถ่ายทำตัวอาหารได้ดี น่าทาน และดูจบบางคนอาจจะอยากเป็นเชฟเลยแหละ 

คำเตือนก่อนเข้าโรง ควรกินอะไรก่อนเข้าโรงไม่งั้นจะหิวมากกกกกกก!!!

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.1
13 กุมภาพันธ์ 2561 00:28:16

Sensei!

หนังแอบรักอาจารย์ ที่ไม่ได้ปล่อยให้แอบรักอยู่ข้างเดียว!!! 

หนังใช้โทนสีเหลืองส้ม (สีแสงแดด) ตลอดทั้งเรื่องเลย เลยดูละมุนมาก (ชอบเป็นการส่วนตัว) หนังได้นางเอก Suzu Hirose (ที่กำลังดังอยู่ เล่นหนังดังเปรี้ยงปร้างหลายเรื่องมากในรอบ 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา) โดยนางเอกเป็นตัวละครหลักเลย แสดงได้ใสมากๆ และก็แสดงได้ดี เอาจนคนดูนั่งตาไม่กระพริบแน่ๆ 

เนื้อเรื่องมีจุดดีหลายจุดเลย  มุกตลกที่หนังเรียกเสียงฮาได้ทั้งโรง บทโรแมนติกที่ทำให้เราเขิน บทน่ารักๆ ที่ทำให้เราอมยิ้ม และบทของเพื่อนนางเอกถือเป็นจุดสำคัญเลยที่ทำให้หนังสนุกมาก แต่เนื้อเรื่องเป็นเส้นตรงไปหน่อย ทำให้เราน่าจะพอเดาทางได้อยู่ จึงไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นนัก

หนังยาวกำลังดี จริงๆ ก็ลุ้นแทนนางเอกตลอดเวลาเลยนะ ว่าจะได้กับอาจารย์มั้ย (ฮา) Suzu แสดงได้ดีมากจริงๆ และพระเอกรับบทโดย Toma Ikuta จริงๆ หล่อขนาดนี้เป็นผู้หญิงคงหลงใหลกันหมดแหละ แถมบทคราวนี้มาในมาดอาจารย์เงียบขรึม ไม่ค่อยสนใจอะไร บุคลิกแบบนี้ผู้หญิงหลายคนน่าจะชอบ สาวๆเข้าไปในโรงคงกรี๊ดแหละ 555

หนังสนุกนะครับ น่ารัก อมยิ้มแทบทั้งเรื่องเลย ก็น่าจะเป็นตัวเลือกให้ลองเข้าไปชมดูนะครับ :)) 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8
13 กุมภาพันธ์ 2561 00:04:00

Fifty Shades Freed

หนังไตรภาค จากหนังสือนวนิยายอีโรติก สู่บทสรุปใน Fifty Shades Freed

ภาคนี้ดีกว่าภาคที่ 2 เยอะเลยครับ (ภาค 2 นี่เนื้อเรื่องเข้าขั้นแย่สุด) แต่ก็ไม่ได้ดีมากอะไร ตัวบทก็ยังอ่อนมากๆ เน้นขายหน้าตาพระเอกนางเอก และเนื้อหนังมังสามากกว่า (ก็คุ้มค่าตั๋วตรงนี้แหละครับ)

ฉากเปิดมาเป็นฉากแต่งงานเลย ฉากนี้ทำได้ดีนะ ภาพฟุ้งๆ ขาวๆ มีมุมกล้อง ดูเป็นงานแต่งที่โรแมนติกมากจริงๆ โดยหลังจากงานแต่งก็เป็นการใช้ชีวิตคู่ของทั้งสอง แน่นอนก็ต้องมีปัญหาตามมา อีกทั้งตัวร้ายจากภาคที่แล้วก็ยังจ้องตามล่านางเอกอีก 

แต่บทสร้างปมมา แล้วก็คลายปมง่ายไปหน่อยเลยแทบไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย ก็ดูไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดที่พีคมากมาย ถ้าดูแบบคิดมาก ตัวเนื้อเรื่องไม่สมเหตุสมผลหลายฉาก แบบเฮ้ยยย ไรเนี่ย ถ้าไม่คิดมากปล่อยผ่านก็น่าจะดูสนุกครับ (ฉากขับรถที่หนีผู้ร้าย ที่มีในตัวอย่าง ไม่ตื่นเต้นเลย นางเอกยิ้มตลอดการขับเลย คือตกลงกลัวจริงๆ รึป่าวเนี่ย แถมพอขับหนีได้นางเอกเกิดมีพฤติกรรแปลกๆ อีก มันแบบเฮ้ยอะไรเนี่ย ลองไปดูในโรงนะครับเราจะเข้าใจ) บทหนังยิ่งตอนจบหยั่งกับละครหลังข่าวในไทยมากๆ (จริงๆ)

สำหรับ Dakota Johnson ที่รับบทเป็นอนาสตาเซีย ภาคนี้แสดงได้ดี คือเคมีคู่กับพระเอกมาก แถมเล่นหูเล่นตา ดูเพลินมากครับ และภาคนี้ยังโชว์ได้หวือหวากว่าภาคก่อนๆ เยอะเลย

Jamie Dornan ที่แสดงเป็นมิสเตอร์เกรย์ ภาคนี้กล้ามล่ำมาก ถอดเสื้ออกมานี่ตกใจ 555 

การเลือกเพลงประกอบหนังภาคนี้มีเพลงติดหูหลายเพลงเลยนะ คนเลือก เลือกเก่งจริงๆ มันเข้ากับจังหวะหนังฉากนั้นๆ พอดี ออกจากโรงมา หาฟังหลายเพลงเลยแหละ

สรุป สำหรับคนที่ดูมาทุกภาค ก็ควรดูภาคนี้นะครับ ไม่ได้แย่ ดูเพลินๆ สำหรับคนไม่เคยดูแนะนำให้ไปดูภาคก่อนๆ จะดีกว่า ไม่งั้นอาจดูงงๆ หลายฉากเลยครับ 

ภาคนี้เข้า IMAX ด้วยนะครับ ใครอยากดูเต็มๆ ตา จอใหญ่ๆ แนะนำเลยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
5.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.9
9 กุมภาพันธ์ 2561 19:16:48

Downsizing - มนุษย์ย่อไซส์

135 min | Comedy/Sci-fi | Directed by Alexander Payne

ดาวน์ไซส์ซิ่งคือภาพยนตร์ที่พูดถึงวิกฤตการณ์พลังงานในโลกอนาคตอันใกล้ (ซึ่งเป็นประเด็นที่หนังไซไฟ ดิสโทเปีย ยูโทเปีย ทั้งหลายหยิบมาใช้ ก็แน่ล่ะเพราะมันเป็นประเด็นที่รีเลทกับชีวิตจริงเราอยู่ประมาณนึง แต่อาจไม่ถึงขั้นนั้น) ซึ่งเรื่องนี้เป็นในส่วนของทรัพยากร อาหาร น้ำต่างๆ ในอนาคตใกล้ ทำให้กลุุ่ม