0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

21 มกราคม 2561 21:50:42

The Commuter - นรกใช้มาเกิด

105 min | Action/Crime | Directed by Jaume Collet-Serra

ก่อนอื่นเลยนี่คือหนังที่ผมคับข้องใจในชื่อไทยมากที่สุด ดูหนังจบก็ยิ่งไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมหนังถึงใช้ชื่อว่า นรกใช้มาเกิด หนังว่าด้วยเรื่องราวของลุงเลียม ที่รับบทเป็นชายขายประกันที่เดินทางไปกลับที่ทำงานด้วยรถไฟทุกวันเป็นปกติจนกระทั่งวันนึงมีหญิงสาวลึกลับมาชวนคุยและยื่นข้อเสนอให้ตามหาคนคนนึงบนรถไฟ โดยมีค่าตอบแทนให้หากทำสำเร็จ ประจวบกับลุงเลียมแกร้อนตังพอดีแถมยังอยากรู้อยากเห็นเลยเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวสุดวุ่นวายที่เขาไม่มีวันลืม 

นี่คือ 1 ในภาพยนตร์จากซีรี่ย์ การคมนาคมกับเลียมนีสัน แน่นอนล่ะว่าที่ผมพูดแบบนี้ เพราะหนังแทบมี step การดำเนินเรื่องคล้ายหนังหลายต่อหลายเรื่องหน้านี้ของเขา อาธิ Non-Stop เป็นต้น ยิ่งตัวละครนี่คุณแทบแยกไม่ออก บางครั้งผมคิดว่าอาจเพราะลุงเลียมเหมาะกับบทแบบนี้มากก็ได้ แต่บางทีก็รู้สึกเหมือนเขา reuse character sheet ไปเรื่อยๆ รวมไปถึงบท เพราะเหมือนเปลี่ยนแค่เปลือกนอกเล็กน้อยแต่เนื้อในแทบเหมือนเดิม 

แต่ให้ตายเถอะ หนังก็ยังดูสนุก และเพลินพอใช้ได้ประมาณนึง โดยที่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบู๊อะไรมาก แต่ลูกล่อลูกชนที่ดูเหมือนจะมั่วๆ แต่มันกลับทำให้เราคาดเดาไม่ได้ อยากรู้ว่าท้ายที่สุดจะมาไม้ไหน จะลงยังไง นี่คือความสนุกหลักของหนัง โอเคว่าช่วงท้ายอาจเดาง่าย แถมยังหาทางลงง่ายไปหน่อย (บางช่วงนึกว่าดู murder on the orient express) แต่ก็นั่นแหละปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสนุกประมาณนึงเลยทีเดียว 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.8
21 มกราคม 2561 21:37:20

Faces Places - ถ่ายภาพเธอไว้ให้โลกจดจำ

89 min | Documentary | Directed by JR & Agnès Varda

ภาพยนตร์สารคดีที่ดำเนินเรื่อง กำกับโดย JR ศิลปินสุดแนว และ Agnès Varda ผู้กำกับและนักเขียน ทั้งสองต่างวัย ต่างแนวคิดแต่มาเจอกันและร่วมกันทำหนัง ตะลุยไปทั่วฝรั่งเศส พบเจอผู้คนที่หลากหลายเพื่อถ่ายภาพพวกเขาด้วยรถที่มีรูปและดีไซน์เหมือนกล้องขนาดใหญ่ และยังสร้างงานศิลปะที่สวยงามอีกด้วย 

กว่า 1 ชั่วโมงครึ่งที่หนังนำพาเราไปพบเจอกับความสวยงาม และมุมมองที่แปลกใหม่รอบประเทศฝรั่งเศส แถมยังสร้างแรงบันดาลใจ เติมไฟให้เราอย่างยิ่ง ที่เราชอบมากคือการปะทะกันของความคิดแบบคนยุคเก่าและคนยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการทริบิวท์ มีการกล่าวถึง โกดาร์ด ปรมาจารย์แห่ง french new wave และอย่างทริบิวท์ให้กับชีวิตและการทำงานของ คุณยาย อานเญส วาร์ดา เองด้วย นอกจากความอาร์ทแล้วพูดกันในเรื่องของความเพลิดเพลินตัวหนังสารคดีก็กระชับและดูเพลินไม่น่าเบื่อเลย ดูจบแล้วแทบอยากไปชานเมืองฝรั่งเศสทันที 

นอกจากที่เราจะได้เห็นคนสองคนได้เดินทางตามความฝัน และได้ทำในสิ่งแปลก ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว ความสัมพันธ์ของตัวละครสองคน(ที่มีชีวิตจริงๆ) ก็น่าสนใจและทำออกมาได้ดีไม่แพ้กับตัวหนังเลย ยิ่งซีนสุดท้ายของหนังหากใครได้ชมก็คงจะเข้าใจเป็นอย่างดีเลยทีเดียว ไม่อยากให้มองข้ามนี่เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดูเพลิน และงดงามอีกเรื่อง ดูแล้วได้อะไรหลายอย่างเลย     

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.5
19 มกราคม 2561 11:04:20

๙ ศาสตรา (กันย์ พันธ์สุวรรณ, ณัฐ ยศวัฒนานนท์, พงศา กรศรี | ไทย | 2018 | Aniamtion)

เปิดปีรับศักราชใหม่วงการหนังไทยก็มีหนังมาทำให้ชื่นใจตั้งแต่หัวปีแล้วกับ ๙ ศาสตรา หนังอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ที่จัดเต็มกับทุนสร้างกว่า 230 ล้านบาท ที่มาพร้อมกับความแอคชั่นระทึกขวัญตื่นตาตื่นใจไปกับความแฟนตาซีและความตลกสนุกสนาน เรื่องราวของ อ๊อด เด็กหนุ่มที่ออกเดินทางผจญภัยเพื่อนำ ๙ ศาสตรา อาวุธลับในตำนานกลับไปยังเมืองรามเทพบ้านเกิดของตัวเองที่ถูกกองทัพยักษ์รุกรานและยึดเป็นฐานที่อยู่ของพวกตัวเอง ระหว่างทางอ๊อดก็ได้เจอกับมิตรภาพมากมายที่มาช่วยต่อสู้กับเหล่าศัตรูและภยันตรายที่เข้ามา จนในที่สุดก็พากันไปถึงรามเทพ(ที่ไม่เกี่ยวกันแต่ก็ทำให้นึกถึงจตุคามรามเทพอยู่ร่ำไป) อ๊อดและผองเพื่อนได้แฝงตัวเข้าไปในรังของผู้ปกครองยักษ์เพื่อปลดแอกเชลยทั้งหลายรวมทั้งช่วยเหลือเจ้าชายแห่งรามเทพและส่งมอบ ๙ ศาสตราให้ถึงมือเจ้าชาย

หนังเปิดเรื่องมาก็พาเข้าฉากแอคชั่นสุดระทึกกันเลย กับงานภาพที่ละเอียดทั้งการออกแบบการต่อสู้และตัวละครต่างๆ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวในฉากแอคชั่นที่ไหลลื่นชวนตื่นตาตื่นใจมากกว่าหนังอนิเมชั่นของไทยเรื่องไหนๆ ที่เคยมีมา สัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีบวกกับฝีมือของคนทำตั้งแต่แรกเริ่ม แต่น่าเสียดายที่หลังจากฉากแอคชั่นตะลุมบอนกลางสายฝนนั้นหนังก็พาเข้าสู่ช่วงปูเรื่องราวเรื่อยเอื่อยมากไปเสียหน่อย งานภาพยังดีอยู่แต่ปัญหาที่ส่วนตัวรู้สึกคือการเล่าแนะนำให้ทำความรู้จักตัวละครผ่านชั้นเชิงบทที่ราบเรียบจำเจและง่ายจนสามารถคาดเดาแต่ละก้าวย่างของตัวละครมากไปหน่อย จนความน่าเบื่อมาเยือนในช่วงแรกก่อนที่การออกเดินทางผจญภัยจะมาถึง โดยเฉพาะในตอนที่พ่อต้องบอกความจริงที่ปกปิดมานานกับอ๊อดนั้นไร้ชั้นเชิงจนขาดมิติมากจนน่าเสียดาย จนมาถึงฉากที่อ๊อดขว้าง ๙ ศาสตราทิ้งพร้อมกับพูดประโยคสุดแสนจะคลิเชจนต้องขมวดคิ้วให้ด้วยความที่เสียดายแทนว่า ถ้าหากคิดเกลาบทพูดเพื่อลดทอนความจงใจให้เป็นธรรมชาติมากกว่านี้น่าจะดีต่อความรู้สึกในแต่ละฉากละตอนสำคัญไม่น้อยเลย

หลังจากนั้นหนังก็เริ่มน่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ไปกับการผจญภัยของอ๊อดที่พาคนดูไปเจอพื้นที่และตัวละครใหม่ๆ ที่มีเสน่ห์และน่าทำความรู้จักตั้งแต่ลิงตัวแดงเจ้าชายเมืองลิงที่เคยถูกยักษ์รุกราน กับยักษ์ตัวแดงที่หนีออกนอกเมืองยักษ์และกลายมาเป็นสหายกัน และนายหญิงสำเภาโจรสลัดอากาศชาวจีนสาวสวยที่มาทำให้พระเอกอ๊อดเกิดความหวั่นไหวครั้งแรกในวัยหนุ่ม รวมถึงตัวละครฝ่ายร้ายอย่างแม่ทัพยักษ์ และนักฆ่าขี่ครุฑที่ตามล่าพระเอก ตัวละครสำคัญทั้ง 6 ถูกออกแบบมาให้มีเสน่ห์และมีพื้นหลังชีวิตความเป็นมาที่มีมิติเพียงพอให้ชวนติดตามความเป็นไป แต่น่าเสียดายจนต้องถอนหายใจเมื่อเวลาปมบางอย่างของบางตัวละครถูกเปิดเผยกลับขาดมิติและทำให้ความน่าสนใจที่มีราบเรียบไปกับการยัดเยียดและความจงใจที่อยากจะให้ตัวละครคิดและเป็นไปตามใจอยากอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่าบทโดยรวมยังเป็นปัญหาสำคัญของอนิเมชั่นเรื่องนี้โดยเฉพาะการหาทางออกให้ตัวละครด้วยความไทยๆ แบบโต้งๆ จังหวะแสงอาทิตย์ผุดมาพร้อมวลีเวรระงับด้วยการไม่จองเวรนั้นยังคงเป็นฉากที่น่าชวนเลี่ยนเอียนและน่าเสียดายที่สุด ทั้งที่การขุดลึกปมตัวละครร้ายในฉากนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในความสร้างสรรค์ที่น่าค้นหาและน่าขบคิดที่สุดตามบริบทบ้านเมืองไทยในโลกภาพยนตร์ แต่หนังก็ไม่ได้ใส่ใจและนำพาไปถึงไหน แถมตัดบทด้วยการยัดจับวางสร้างความดีแบบฉาบฉวยขึ้นมาผลิบานกลางใจตัวละคร น่าเสียดายสุดๆ

แต่ถึงอย่างนั้นโดยรวมแล้ว ๙ ศาสตราก็ยังคงเป็นหนังที่ดูสนุก ฉากแอคชั่นที่อาจจะชวนลายตาในบางขณะแต่ก็ชวนตื่นตาตื่นใจสัมผัสได้ถึงแพสชั่นความหลงใหลและตั้งใจจริงของทีมผู้สร้างที่วาดหวังจะให้หนังออกมาดีที่สุด เป็นหนังที่ควรสนับสนุนเพื่อที่จะให้คนทำหนังได้มีทุนทั้งกำลังใจและกำลังเงินที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปออกมาให้ได้ชมกันอีก นับว่าเป็นอีกปีที่วงการหนังไทยมีหนังเปิดปีที่น่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว

หาก ๙ ศาสตราฉายปลายปีที่แล้วตามกำหนดเดิมอย่างที่เคยได้ยินมาก็แน่นอนเลยว่าจะกลายเป็นตัวเก็ง 1 ในหนังลุ้นรางวัลได้กระทั่งหนังยอดเยี่ยมในเวทีระดับประเทศได้ไม่ยากเย็น อย่างน้อยๆ ก็เวทีป๊อปปูล่าอย่างสุพรรณหงส์ ซึ่งพอไล่นับหนังดีๆ นอกเหนือจากหนังสารคดีดีๆ ที่พอจะชิงหนังเยี่ยมได้ด้วยมือข้างเดียวก็ยังนับได้ไม่ครบนิ้ว แต่ในปีนี้ที่มีหนังนอกกระแสที่เพิ่งผ่านเวทีระดับนานาชาติและได้รับคำชื่นชมหนาหูมาสองสามเรื่องก็คงทำให้คนที่เชียร์ ๙ ศาสตราต้องออกแรงเชียร์กันมากหน่อยแล้วล่ะ ขอย้ำว่าเป็นหนังน่าสนับสนุนที่เชียร์ให้ไปดูกันเยอะๆ อย่าปล่อยให้ชะตากรรมเป็นเหมือน เปรมิกา T^T

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.2
18 มกราคม 2561 12:59:19

หนัง 12 STRONG - 12 ตายไม่เป็น
ผู้กำกับ Nicoli Fuglsig / ความยาว 130 นาที

"เหล่าทหารกล้า บนหลังอาชา ทั้ง 12 นาย"
ภาพยนตร์เรื่องราวของเหล่านักรบทั้ง 12 คน ที่อาสาไปออกรบที่อัฟกานิสถาน หลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องตามแบบฉบับหนังสงครามที่ขาดไม่ได้เลย คือมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงการต้องจากครอบครัว มีการร่ำลา เสียน้ำตากัน แบบสูตรสำเร็จหนังสงคราม ซึ่งในส่วนนั้นก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีพอสมควร

สิ่งที่น่าสนใจมากๆ เลยในเรื่องนี้คือ "ม้า" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเราเองอยากดูหนังเรื่องนี้ และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย เพราะการที่เราได้เห็นการรบบนหลังม้าของหนังเรื่องนี้ ทำให้เราถึงกับอุทานในใจเลยว่า "โค-ตะ-ระ เท่" เราอาจคุ้นเคยกับหน่วยทหารม้า Cavalry ที่ขี่ม้าเป็นกองเข้าไปฟาดฟันกัน ในเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงใช้ปืนเข้าไปยิงกันเสียมากกว่า ซึ่งนั่นมันทำให้เรารู้สึกว่า เป็นอะไรที่เท่มากกกกก

จะบอกว่าหนังเรื่องนี้แฝงอุดมการณ์ความรักชาติไว้ก็คงไม่ผิด ด้วยความที่มันเป็นหนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง จึงทำให้หนังมีเวลาที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ กับคนดูได้พอสมควร ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีและไม่ทำให้เรารู้สึกว่าช่วงไหนของหนังมันยืดจนเกินไป ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป จังหวะหนังกำลังดี หนังแสดงให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ของเหล่าทหารในหน่วยได้เป็นอย่างดีในช่วงแรกๆ ของหนัง ฉากแอคชั่นของหนังเรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดี โดยในฉากแอคชั่นท้ายเรื่องถือว่าทำออกมาได้ดีมาก เท่มาก (ถึงจะมีบางฉากที่คิดในใจว่า แบบนี้ก็ได้หรอ ก็ตามเถอะ 555) หนังเรื่องนี้ทำให้เราเกาะติดอยู่กับมันได้แทบจะตลอดเวลา อาจไม่ได้มีจุดพีคสุดๆ แต่ก็ทำให้เราละสายตาจากมันไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้ในด้านดนตรีประกอบจะไม่ได้โดดเด่นหรือช่วยเพิ่มอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ สักเท่าไหร่ 

ไม่แปลกใจเลยที่ได้ซูเปอร์สตาร์จากวงการภาพยนตร์โฆษณาอย่าง นิโคไล ฟูเอลซิก มากำกับ เพราะฉากหลายๆฉากออกแบบมาได้สวยงาม เท่ และแฝงความหมายเอาไว้ได้ดีมาก นั่นนับเป็นอีกส่วนที่ดีของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ในด้านของนักแสดง แต่ละคนแสดงได้เป็นตัวเอง ประมาณว่าเราเดาได้ไม่ยากเลยว่าตัวละครตัวนี้จะออกมาในรูปแบบไหน อย่างพระเอกของเรา คริส แฮมสวอร์ธ ก็นั่นแหละ ก็เล่นเป็นแบบนั้น ถึงแม้จะเป็นพระเอก แต่ตัวผมกลับรู้สึกว่าไม่ได้โดดเด่นสักเท่าไหร่ ส่วน ไมเคิล พีน่า ก็คือ ไมเคิล พีน่า บทบาทของเขาก็อย่างที่เราเดากันได้ไม่ยาก เขาก็จะมาเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะในบางจังหวะ ซึ่งมันจะทำให้หนังไม่เครียดจนเกินไป ส่วนที่ผมชอบมากๆ เลยก็คือการแสดงของ ไมเคิล แชนนอน ต้องบอกว่า "น้อย แต่ทรงพลัง" ถึงบทบาทของเขาคนนี้จะไม่ได้มีบทพูดเท่ๆ ออกมาน้อยด้วยซ้ำ แต่มันกลับทำให้เรารู้สึกว่าตัวเขาเท่มาก บวกกับหน้าตาและเสียงพูดของเจ้าตัว จะมีอยู่ฉากหนึ่ง ไมเคิล แชนนอน เอาอยู่มาก และทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความเก๋าของเขา ผ่านทางการแสดง สีหน้า และคำพูด แต่ที่ขาดไม่ได้เลยแถมยังแสดงดีเกินคาดอีก เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่แย่งซีนคนอื่นๆ ได้เยอะเลย นั่นก็คือ นาวิด เนกาบาน ที่แสดงเป็นนายพลพันธมิตรทางเหนือของอเมริกาฯ ด้วยบทที่ช่วยส่งให้เขาดูเท่ ยียวน และกวนประสาท ซึ่ง นาวิด เนกาบาน ทำออกมาได้ดีมากๆ โดยรวมแล้วทุกคนก็แสดงออกมาเป็นธรรมชาติ และดูไหลลื่นเลยทีเดียว ถึงแม้จะแบ่งบทให้ความสำคัญของตัวละครทั้ง 12 คนได้ไม่ดีเท่าไหร่ก็ตาม 

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะสนุก ดูเพลิน ไม่น่าเบื่อ ทำให้เราติดตามหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง ถึงแม้จะมีจุดบกพร่องเล็กน้อยก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ลดลงแต่อย่างใด จัดเป็นหนังสงครามอีกเรื่องที่ควรดูเลยแหละ

 


 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.3
14 มกราคม 2561 13:02:27

Darkest Hour - ชั่วโมงพลิกโลก

125 min | Biography/Drama | Directed by Joe Wright 

หากคุณเคยดู Dunkirk ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่พูดถึงการช่วยทหารอังกฤษกว่าสี่แสนนายที่ถูกไล่ต้อนโดยทหารนาซีและติดอยู่ที่แหลมดันเคิร์ก รอความช่วยเหลือและในขณะนึงก็เหมือนรอความตายด้วยเช่นกัน Darkest Hour คืออีกด้านนึงของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ หนังเล่าถึงการเข้ามารับตำแหน่งนายกอย่างกระทันหันของ วินสตัน เชอร์ชิล ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเกือบพ้ายแพ้ของอังกฤษต่อนาซี ท่ามกลางความวุ่นวายมากมาย วินสตัน เชอร์ชิลต้องรับมือกับศึกรอบด้าน ทั้งสงครามโลก สงครามการเมืองการเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง และ อีกมากมาย 

สิ่งที่ต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้เลย คือการแสดง และทีมนักแสดงที่เอาแค่ดูจากภายนอกก็ต้องบอกว่าเหมือนตัวจริงมากๆ โดยเฉพาะแกรี่ โอลด์แมน ที่มารับบทวินสตัน เชอร์ชิล ต้องบอกเลยว่าถ้าไม่บอกว่าเขาเล่นเราก็แทบไม่รู้เลย แปลงโฉมสุดๆ แถมการแสดงของเขาก็ละเอียดยิบ ทั้งท่าทาง สำเนียง การขยับปาก ขยับหน้าต่างๆ สุดยอดมาก จะชมแค่เขาคนเดียวก็ไม่พอ ที่ผมรู้สึกเหมือนไม่แพ้กันคือ คนที่มารับบทเนวิลล์ แชมเบอเลน อย่าง โรนัลด์ พิกอัพ ลองไปเสิร์ชภาพเก่าๆ ดูแล้วมาเทียบกับภาพในหนังนี่นึกว่าตัวจริงมาเล่น ส่วนเบน เมนเดลสันที่รับบท กษัตริย์จอร์จที่ 6 ก็เหมือนมาก คงต้องชมทีมรีเสิร์ชต่างๆ และทีมเมคอัพด้วย หนังชวนอินที่จุดนี้เลย 

การนำเสนอก็ดีมาก กระชับ และตรงจุด แถมดูประสานกับหนังหลายๆ เรื่องที่เราได้ดูก่อนหน้านี้ เหมือนเป็นจิ๊กซอว์อีกชิ้นที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน ครบถ้วนดีมาก สำหรับคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง/สงครามของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ควรดูเป็นอย่างยิ่ง แล้วที่ว่าเก็บรายละเอียดได้ดี พวกประเด็นอย่างการสนับสนุนให้คิง เอดวาร์ดที่ 8 สมรสกับสาวหม้ายก็มีพูดถึง รายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ก็ดีชอบมาก 

ใครที่ชอบดูหนังประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรดู ไม่น่าเบื่อ และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญยังได้เห็นการแสดงระดับลูกโลกทองคำ และ critic's chioce รวมไปถึงลุ้นออสการ์ ของ Gary Oldman อีกด้วย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.5
10 มกราคม 2561 14:38:19

หนัง The Commuter - นรกใช้มาเกิด
ผู้กำกับ Jaume Collet-Serra / ความยาว 105 นาที

"I will look for you, I will find you and I will kill you" โทษๆ ผิดเรื่อง 555

"แค่คำถามสมมุติเล่นๆ ว่าคุณเป็นคนแบบไหนกัน...ถ้าฉันขอให้คุณทำอะไรนิดหน่อย คุณจะทำไหม?" 

เมื่อเห็นหน้าป๋าเลียมทีไร เรามักจะคาดเดาไปก่อนเลยว่ามันต้องเกิดความ lostshift อะไรสักอย่างกับป๋าหรือรอบๆ ตัวป๋า เพราะไม่ว่าป๋าจะขึ้นเครื่องบิน เครื่องบินก็โดนปล้น อีกเรื่องเครื่องบินตก ต้องมาอยู่ในสภาพอากาศอันหนาวเหน็บแถมยังต้องเจอกับหมาป่าอีก และมาในเรื่องที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Taken ซวยได้ทุกภาคต้องตามไปช่วยครอบครัวอยู่ร่ำไป และแน่นอน มาในบทนำภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดนี้ อย่าง The Commuter คงเดากันได้ไม่ยากว่ามันจะเกิดความวายป่วงแค่ไหนบนรถไฟขบวนนี้ 555

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าช่วงหลังๆ ป๋าแกเล่นแต่หนังประเภทนี้แหละ ในตอนแรกทีเห็นเรานึกเลยว่า แน่นอนมันต้องเป็นหนังบู๊ ประเภทเดิมๆ ไม่หนีพวก Taken สักเท่าไหร่ ซึ่งหนังแบบนี้มันก็เกลื่อนกลาด และบทมันก็เดิมๆ แต่พอหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว กลับเปลี่ยนความคิดเราไปพอสมควรนะ จนเรารู้สึกว่า มันก็โอเคอยู่นะ แต่จริงๆ มันก็ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่

ส่วนที่ชอบมากๆ คือตอนต้นเรื่องเลย 5-10 นาทีแรกของหนัง หนังบอกเล่าเรื่องราวของตัวละครอย่าง Michael ซึ่งรับบทโดย Liam Neeson ผ่านทางการให้คนดูได้เห็นกิจวัตรประจำวันของป๋าแก โดยใช้ภาพจำของตัวละครให้เกิดการจดจำในคนดู เช่นการดำเนินเหตุการณ์ผ่านสถานที่เดิมๆ แต่บทสนทนาที่แตกต่างออกไป ซึ่งมันทำให้คนดูได้รับรู้ว่าในแต่ละวันของป๋าเลียมนั้น ต้องพบเจอกับอะไรบ้าง จนเรารับรู้ไปเองโดยปริยายว่า "อ๋อ ชีวิตป๋าเป็นแบบนี้นี่เอง" โดยที่หนังไม่ได้พยายามยัดเยียมคำพูดเพื่อบอกกล่าวกับคนดูเลย มันเจ๋งตรงเนี้ยแหละ ใครที่จะไปดูต้องบอกเลยว่าพลาดไม่ได้จริงๆ กับช่วงต้นเรื่อง

และอย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า มันไม่ใช่หนังแอคชั่นจ๋าอย่างเรื่อง Taken แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีฉากบู๊เลย ออกจะเป็นแนวสืบสวนเล็กๆ ได้เหมือนกัน "แค่คำถามสมมุติเล่นๆ ว่าคุณเป็นคนแบบไหนกัน...ถ้าฉันขอให้คุณทำอะไรนิดหน่อย คุณจะทำไหม?" เป็นคำพูดที่ตัวละครหญิงในตัวอย่างพูดกับป๋าเลียม ซึ่งนั่นเองเหมือนเป็นการใส่ปมและตั้งคำถามปลายเปิดกับคนดูเกี่ยวกับการหาตัวบุคคลบางคนที่อยู่บนขบวนรถไฟ เพื่อแลกกับเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง พร้อมกับตอบคำถามว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นคนแบบไหนกันแน่ ในจุดนั้นมันทำให้คนดูได้เกิดข้อสงสัยพร้อมตั้งคำถามและติดตามหนังอยู่ตลอดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่หนังเองกลับคลี่คลายปัญหาได้ง่ายจนเกินไป แถมยังมีอะไรที่สามารถเล่นกับประโยคนั้นได้อีกเยอะ จนทำให้เรารู้สึกว่า "เอาง่ายๆ งี้เลยหรอ" แต่ถึงอย่างไรก็ตามตัวหนังก็สนุกและชวนให้น่าติดตามอยู่ดี

ในด้านของฉากแอคชั่นถึงจะมีไม่มาก แต่ก็ทำออกมาได้ดีเลย โดยในแต่ละฉากตัวป๋าเองเล่นได้เหนื่อยจริงๆ เหมือนคนแก่จริงๆ (ตัวจริงก็แก่แล้วแถมบทที่ป๋าแกรับก็เป็นพ่อที่แก่แล้วเหมือนกัน) เห็นแล้วเหนื่อยแทน ตอนถ่ายทำมีใครกลัวแกจะเป็นลมมั่งไหมนะ 555 แถมฉาก Long Take เกือบๆ ท้ายเรื่อง ค่อนข้างทำออกมาได้ดี น่าลุ้น และน่าสนใจไม่น้อยเลย 

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ป๋าเลียมแสดงออกมาได้ดีและสมบทบาทมาก บางฉากนี่ลุ้นกันจนใจเต้นรัวเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตามในด้านบทมันก็ยังไม่ฉีกจากหนังเรื่องอื่นทีเราเคยดูมาเท่าไหร่  (หรือเราเองที่เบื่อหนังแนวนี้แล้วหว่า 555) โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ดีและให้ความบันเทิงในระดับหนึ่งพอสมควรเลยแหละถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ดูก็ได้ ไม่ดูก็ไม่เสียดาย แต่ถ้าใครชื่นชอบหรือติดตามป๋าเลียมเป็นพิเศษ ผมก็แนะนำว่าควรไปดูนะครับ 

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.5
10 มกราคม 2561 13:06:35

Insidious The Last Key จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของจักรวาล วิญญาณตามติด

ต้องบอกเลยว่า ไม่มีใครคิดว่า หนังผีเรื่อง Insidious จะสามารถขยายมาจนถึงภาคที่ 4 กันแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริง ไม่มีใครคิดเลยว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ อานิสงค์ของภาคแรกและ 2 ที่กำกับโดย เจมส์ วาน เจ้าพ่อหนังผียุคนี้ ที่ทำเอาไว้ได้ดี และเซอร์ไพรส์มาก เนื่องด้วยความแตกต่างของซีรีย์ชุดนี้ ที่เป็นหนังผีที่ไม่ได้มีดีแค่ผี แต่ยังเป็นผีที่มีการเล่า การใช้ไทม์ไลน์ของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ และน่าติดตาม จนกลายเป็นเอกลักษณ์เลยก็ว่าได้

The Last key ภาคนี้เล่าเรื่องราวแบ่งเป็น 2 ยุค นั่นก็คือก่อนภาค 3, 1-2 ช่วงที่ป้าเอลีสยังเป็นเด็ก และเล่าถึงช่วงที่ป้าปราบผีลุงแก่ใส่หน้ากากพยาบาล ในภาค 3 (แต่เหตุการณ์ทั้งหมดยังคงเกิดก่อนเรื่องราวใน Insidious ภาค 1-2) ซึ่งเอาเข้าจริงในภาคนี้ ไม่ค่อยได้เน้นความสยองขวัญของผีเท่าไหร่ คุณสมบัติของผีตัวบอสในภาคนี้นั้น ปูเรื่องมาดี มีความน่าติดตาม แต่ผลสุดท้ายบอสตัวนี้กลับไม่ได้โชว์ความโหด หรือความร้ายกาจให้เราได้เห็นเยอะแยะแต่อย่างใด กลายเป็นจุดด้อยของภาคนี้เลยก็ว่าได้ แต่ในความด้อยก็มีความดีเหลืออยู่อีกมากมาย ไม่ว่าเป็นจังหวะตุ้งแช่หลอกล่อคนดู ที่เรียกได้ว่า หลอกแล้วหลอกอีก หลอกซ้ำซ้อน หลอกซ่อนเงื่อน หลอกจนคนดูเหนือยมาก เป็นหนังอีกเรื่องที่มีฉากตุ้งแช่ที่คาดเดาไม่ได้เลยอีกเรื่องนึง รวมไปถึงการเฉลยปมความค้างคาใจจาก Insidious ภาคแรก ในบางฉากที่หลายคนยังสงสัยอยู่ ภาคนี้ก็ทำการเฉลยไว้ให้เรียบร้อย จนกลายเป็นว่า Insidious the last key อาจจะเป็นภาคสุดท้ายในซีรีย์ผีชุดนี้แล้วหรือเปล่า หรือว่าจะมีการสานต่อภาคถัดๆ ไปอีก เนื่องจากมีการปูทางตัวละครใหม่ไว้ให้เรียกใช้ในอนาคตเรียบร้อยเลยทีเดียว

สรุปแล้ว Insidious The Last Key เป็นภาคที่ดูสนุกว่าภาค 3 แต่ยังคงไม่ดีเทียบเท่า Insidious ภาค 1-2 นั่นเอง ใครที่ติดตามซีรีย์ชุดนี้ต้องอย่าพลาดชมในโรงภาพยนตร์แน่นอน เพราะถ้าดูที่บ้าน ฟิลลิ่งความสนุกความตื่นเต้น มักจะได้ไม่เต็ม 100 เท่ากับที่ชมในโรงแน่นอน 8.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.5
10 มกราคม 2561 01:07:34

The Commuter - นรกใช้มาเกิด (รีวิวในระบบ IMAX2D)

นำแสดงโดย  Liam Neeson แน่นอนขึ้นชื่อว่าเลียมแสดงแล้ว เนื้อหาของหนังคงไม่ต่างกันมาก เรื่องนี้ก็เช่นดียวกัน เปลี่ยนสถานที่มาเป็นรถไฟ (ก่อนหน้านี้ก็เป็นเครื่องบิน มาคราวนี้รถไฟ คือเลียมขึ้นอะไร มันต้องมีเหตุร้ายสักอย่างเนี่ยแหละ 555 ขำๆ นะครับ)

หนังมีความบันเทิงมากๆ เลยแหละ ถึงแม้หนังจะมีเนื้อเรื่องเป็นเส้นเดียวกับหลายๆ เรื่องที่เลียมเล่นมา แต่เราก็ยังลุ้นกับเหตุการณ์ต่างๆ ในหนัง บางตอนก็แอบลุ้นจนมือไม้เกร็งไปหมด แน่นอนใครชอบแนวบู๊ แอคชั่น สืบสวน ลึกลับ สไตล์เลียม เรื่องนี้ก็ไม่ควรพลาดเช่นกันครับ เอาจริงๆ ผมก็ไม่ผิดหวังเลยนะ 

ฉากเปิดเรื่อง ประมาณ 5 นาทีแรก หนังทำดีมาก สรุปความสัมพันธ์ ความเป็นมาของตัวละครประกอบภาพที่เร่งเร็วแต่ดูได้ไหลลื่น เป็นฉากเปิดที่ไม่อยากให้พลาดเลยครับ มันดีมาก และเราจะเข้าใจตัวละครต่างๆได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น รีบเข้าโรงนะไม่อยากให้พลาดฉากนี้ (ถ้าใครไปไม่ทันจริงๆ ผมว่าก็ไม่เป็นไรนะ ยังไงหนังก็ดูง่ายอยู่แล้ว เดาได้ว่าความเป็นมาของตัวละครเป็นอย่างไร แต่ก็แอบเสียดาย ถ้าได้ดูมันจะอินกับหนังแบบสุดๆ)

ฉากบู๊หรือฉากต่อสู้ในเรื่องนี้ไม่ได้มีมาก เพราะเลียมแสดงเป็นพ่อที่ดูมีอายุพอสมควร (ตัวจริงก็แก่แล้ว) แต่เมื่อไหรที่ได้สู้ หนังก็ทำได้ดีมาก เอาเป็นว่าดีเลยแหละ ลุ้นแทนพระเอกเลยทีเดียว ฉากรถไฟตกรางนี่ก็ลุ้นหนัก แต่ CG แย่ไปนิด

ด้านเสียก็มีนะครับ อย่างที่กล่าวไปว่า the commuter เป็นหนังสไตล์เลียม ก็เลยไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ให้ตื่นตาตื่นใจสักเท่าไร ส่วนเอฟเฟคหรือ CG ก็เฉยๆนะ ไม่ได้เนียนและก็ไม่ได้แย่จนเกินรับได้ เนื้อเรื่องบางตอนก็ดูเกินจริงไปนิด 

อีกอย่างครับ คือดูในระบบ IMAX แต่เสียงไม่ค่อยตูมตามสักเท่าไร แอบผิดหวังนิดนึง 

สรุป ผมชอบมากเลยครับ ฉากแอคชั่นอาจน้อยไปนิด  แต่เมื่อไรมีฉากแอคชั่นทุกฉากคือดี อย่างที่บอก บางตอนนี้ลุ้นหนักมาก ก็อยากให้ทุกคนได้ไปดูครับ ส่วนใครเป็นแฟนคลับเลียม ต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
7.4
9 มกราคม 2561 18:50:14

The Square - อาร์ตตัวแม่งงงงงง

142 min | Comedy Drama | Directed by Ruben Östlund

ภาพยนตร์สัญชาติสวีเดนที่ชนะรางวัล Palme d'Or และน่าจะมีลุ้นถึง Oscar (สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม) หนังพูดถึงเรื่องราวของ คริสเตียน ผู้ดูแลหอศิลป์ ซึ่งต้องการทำการโปรโมทงานแสดงชิ้นใหม่ที่ชื่อว่า The Square ซึ่งไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเรื่องวุ่นๆ ป่วงๆ เกิดขึ้นกับคริสเตียนมากมาย ทั้งการโปรโมทงาน ทั้งนักข่าวสาว ทั้งเด็กที่เข้ามาพัวพัน ทำให้ชีวิตของคริสเตียนต้องวุ่นวายและบ้าบอสุดๆ 

ก่อนเข้าไปชมคิดว่าหนังปาล์ม ดอร์เรื่องนี้ก็คงจะดูยากสุดๆ แน่ ตั้งท่าก่อนชมคิดต้องเป็นหนังอาร์ต งงๆ ดูยากแน่ๆ แต่เปล่าเลย หนังโคตรเพลิน และ ตลกร้ายสุดๆ ตลอดสองชั่วโมงกว่าๆ หนังแซะประเด็นหลายต่อหลายประเด็นที่ค่อนข้างทันสมัย และร่วมสมัยมาก ขำจนคอแห้งกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะแซะศิลปิน แซะความเหลื่อมล้ำทางสังคม แซะชนชั้น แซะเฟมินิสต์ สายแซะของจริง เรียกได้ว่าถ้าใครชอบทางของการจิกกัดคมๆ เรื่องนี้คือทางของคุณเลย นอกจากนี้ยังชอบในความแปลก ความพิลึกของหนังมาก ทำให้คาดเดาไม่ได้เลยว่าในซีนต่อๆ ไปจะเกิดอะไรขึ้น 

ด้านโปรดักชั่นที่ชอบและดีงามที่สุดเลยเป็นเรื่องราวของงานภาพซึ่งสวยและมีซีนจำหลายซีนมาก ชอบในเทคนิคการนำเสนอของหนังสุดๆ บ้าพลัง และ ปั่นประสาทสุดๆ ด้านอื่นๆ อย่างบทก็ยอดเยี่ยม เพราะอย่างที่ผมบอก การแซะแบบเนียนๆ แต่เจ็บ เปรียบเปรยเบาๆ แต่คมของหนังคงต้องยกความดีความชอบให้กับบทด้วย ดนตรีประกอบก็สุดดี ในบรรดาหนังภาษาต่างประเทศชอบเรื่องนี้ที่สุดเลย ครบรสดีครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9
9 มกราคม 2561 18:29:32

Insidious: The Last Key - กุญแจผีบอก

103 min | Horror | Directed by Adam Robitel

เป็นแฟรนไชส์อีกเรื่องที่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีมาถึงภาค 4 ได้ และหากให้เรียบเรียงไทม์ไลน์ให้ เนื้อหาในภาคนี้ต่อเนื่องจากภาคที่ 3 (และมีเนื้อหาก่อนภาค 1 และ 2) โดยภาคนี้จะพาย้อนไปสำรวจอดีตของตัวละครแม่หมอ จิตสัมผัส อย่าง ดอกเตอร์ เอลีส กับความกลัวในวัยเด็กและปีศาจนิ้วกุญแจ 

ตัวผมเองเป็นคนที่กลัวผีค่อนข้างมาก แต่สำหรับผมภาคนี้ค่อนข้างดรอปในหลายๆ ด้าน อย่างการหลอกด้วยเสียงดังๆ จัมป์สแกร์ก็ดูน้อยลงไป รวมไปถึงเทคนิคการหลอกอื่นๆ ก็ดูดรอปลงไปมากเลยทีเดียว แต่ที่ดูโอเคขึ้นก็คือเรื่องของการผูกปมต่างๆ ที่ดูน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าหลายอย่างมันจะดูคลี่คลายได้ง่ายดายมากเกินไปหน่อยก็ตาม แต่ด้วยความที่หนังไม่ยาวเกินไป ทำให้ไม่ค่อยมีช่วงไหนน่าเบื่อเท่าไหร่นัก 

โดยรวมภาคนี้ไม่ถึงกับแย่ แต่ก็ไม่ได้ว่าดีอะไรมากนัก ใครที่ดูมาแล้ว 3 ภาค ก็ไม่ควรพลาด เพราะในภาคนี้เหมือนเป็นจิ๊กซอว์หลายๆ อย่าง ที่มาปะติดปะต่อเรื่องราวในจักรวาลของ Insidious ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6.9
9 มกราคม 2561 10:00:50

หากใครเคยชมเทรลเลอร์มาก่อน คงจะคิดว่านี่เป็นหนังแนวแอคชั่นแฟนตาซี เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

แต่ความจริง คือ มันออกแนวเชิงปรัชญา ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นบาปของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ไม่มีใครดี 100% หรือว่าเลวบริสุทธิ์

ตัวหนังมีคอนเซ็ปที่ดี มุมกล้องสวย CG งาม ฉากแอคชั่น(ที่มีนิดนึง) ก็เท่มาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่หนังกำหนดมาว่าเป็นบาป 7 ประการ การเล่าถึงบาปจึงถูกแบ่งออกเป็น 7 เหตุการณ์ ที่พระเอกเคยทำบาปไว้

อาจเพราะว่าหนังมันมีเวลาเล่าเรื่องที่จำกัด ทำให้ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเรานั่งดูโฆษณาไทยประกันชีวิต 7 เรื่องแทนซะงั้น จังหวะแก้ต่างคดีง่ายจนไร้ชั้นเชิง

เดินออกมาจากโรงด้วยอารมณ์ที่ไม่สุดดุจขี้ไม่ออก (แต่ก็ไม่เสียดายตังค์ค่าตั๋วนะ)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.8
6 มกราคม 2561 14:36:32

Goodbye Christopher Robin - แด่ คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์

107 min | Biography/History | Directed by Simon Curtis 

หนังเล่าเรื่องราว เบื้องหลังการถือกำเนิดตัวละครหรือตัวการ์ตูนสุดคลาสสิค จาก วินนี เดอะ พูห์ ผองเพื่อน และเด็กชาย คริสโตเฟอร์ โรบิน มิลน์ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากลูกชายของนักประพันธ์ A.A. Milne รวมไปถึงครอบครัวและคนรอบข้างของเขา ท่ามกลางความสุขสันต์และอบอุ่นที่เรามองเห็น มีฉากหลังที่น่าหดหู่ไม่น้อย 

แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องแบบเนิบๆ เรื่อยๆ สไตล์หนังอังกฤษพีเรียด แต่ตัวหนังก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด หนังเหมือนจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้แต่งหรือผู้เป็นพ่ออย่าง A.A. แต่จริงๆ แล้วหนังเน้นไปที่การเฝ้ามองเหตุการณ์ เฝ้ามองครอบครัวผ่านสายตาเด็กน้อยอย่าง บิลลี่ มูน หรือ คริสโตเฟอร์ โรบิน มากกว่า เขาต้องเติบโตมากับคู่สมรสหรือครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่น และไม่ได้ดูเหมือนต้องการเขามากมายนัก เรียกได้ว่าหากมองดีๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นไปที่การถือกำเนิดของตัวละครหมีพูห์และผองเพื่อนมากนัก เน้นเล่าเรื่องราวในอารมณ์กึ่งๆ coming of age ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างโอเคมาก หากใครเคยได้อ่านตำนานหรือเรื่องราวของ คริสโตเฟอร์ โรบินม าบ้าง จะรู้เลยว่าเรื่องราวของเขาค่อนข้างน่าหดหู่มาก หนังเรื่องนี้ก็เล่าออกมาได้โอเคเลย เสียดายที่หนังแตะประเด็นสงครามโลกบางไปหน่อย จุดที่ปูมาตรงนี้อาจดูไม่มีมิติเท่าไหร่

ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องราวเบื้องหลังหรือชีวิตของคริสโตเฟอร์ โรบิน จริงๆ ลองไปดูกันได้ครับ ค่อนข้างดีกว่าที่คาดเลย อย่างตัวผมเองไม่เคยอ่านเรื่องราวของเขามาก่อน พอได้รู้แล้วก็รู้สึกหดหู่และเศร้าใจไม่น้อยเลยทีเดียว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
4 มกราคม 2561 17:51:22

เปรมิกาป่าราบ (ศิวกร จารุพงศา | ไทย | 2017)

หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ | 2017) ที่ GDH 559 ปล่อยออกมาเราก็ไม่ได้เห็นหนังไทยกระแสหลักที่กล้าหาญชาญชัยและใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบทั้งในแง่โปรดักชั่นและประเด็นที่เล่าอีกเลย แม้แต่กับ เพื่อน..ที่ระลึก (โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ | 2017) จากค่ายเดียวกันเองยังต้องสร้างความผิดหวังให้กับคนรอดูไม่น้อยบนความคาดหวังที่มากกว่าว่าตัวหนังจะพาเรื่องราวไปไกลสุดขีดได้มากว่านี้ทั้งในแง่ความบันเทิงและประเด็น แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อน..ที่ระลึก ก็ยังคงเป็นหนึ่งในหนังไทยไม่กี่เรื่องในปีนี้ที่เข้าขั้นมีประสิทธิภาพและความน่าสนใจมากพอที่จะถูกพูดถึงบนเวทีรางวัลใหญ่ในต้นปี 2018 นี้ และแล้วในปลายปี 2017 ก็มี เปรมิกาป่าราบ ที่ได้ฤกษ์ออกมาหลอกหลอน ผีสาวร้านคาราโอเกะที่เที่ยวยื่นไมค์ให้คนเป็นร้องคาราโอเกะและต้องเดิมพันด้วยความตาย

ตัวหนังเองน่าสนใจในแง่ความสนุกตั้งแต่ไอเดีย พล็อต และเฉดอารมณ์ของหนังตั้งแต่ตัวอย่างถูกปล่อยออกมา แต่ความตลกเรี่ยราดคือสิ่งที่ต้องถอนหายใจ แล้วพอได้ดูก็ต้องถอนหายใจรัวๆ กับช่วงเริ่มแรกที่ผีเปรมิกายังไม่โผล่ออกมาซึ่งน่าเบื่อมากๆ และรู้สึกว่าการชงประเด็นที่ต้องการจะเล่าในช่วงแรกๆ มันดูตรงไปตรงมาเกินไปเสียไปหมด แถมมุกตลกเรี่ยราดและความเชื่อมช็อต - ฉากที่ไม่ค่อยจะไหลลื่นก็ทำให้สะดุดอารมณ์ได้เรื่อยๆ

แต่พอถึงตอนที่ผีเปรมิกาออกมาบั่นคอคนครั้งแรกเท่านั้นแหละ เรื่องราวหลังจากนั้นก็เริ่มสนุกขึ้นมาทันทีกับความคัลท์เลือดสาดด้วยสีสันและกติกาคาราโอเกะ 3-4 ข้อที่สุดจะกวนตีน ไม่ร้องตาย ร้องผิดตาย ร้องเพี้ยนตาย คะแนนไม่ถึง 80 ตาย แบบแทบจะหาทางรอดจากผีไม่ได้เลย แล้วขยี้ไปกว่านั้นคือถ้าร้องดีเกินไปแล้วได้คะแนน Bonus ก็ต้องร้องเพื่อเอาตัวรอดจากผีให้ได้อีก มุกเหี้ยมมากกกกก คำชม!! ซึ่งหนังก็ใช้มุกจากกิมมิคที่ตู้คาราโอเกะมีได้ครบครันดีทีเดียว แถมยังเลือกเพลงให้ตัวละครแต่ละตัวร้องได้ดีมากซึ่งทั้งช่วยเสริมมุก ขับเล่าเบื้องหลังชีวิตและเบื้องลึกจิตใจของแต่ละตัวละครได้เข้าท่าเข้าทาง การเสริมความแฟนตาซีในแต่ละฉากที่ร้องคาราโอเกะก็ชวนให้สนุกและชวนขบคิดกับชีวิตไปได้พร้อมๆ กัน

เนื้อในที่หนังต้องการจะเล่าเกี่ยวกับชีวิตของคนชายขอบทั้งหลายค่อยๆ ผุดโผล่ขึ้นมาทำให้ชื่นใจขึ้นมาได้ทุกขณะที่เรื่องค่อยๆ ดำเนินไป เรื่องชนชั้นชาติฐานะและเรื่องเพศถูกนำพามาบรรจบกันด้วยเรื่องความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรองของสองสามีภรรยาที่มาเที่ยวพร้อมกับบาปในวัยมหา’ลัยที่ติดตามมา สองสาวนักร้องดูโอ้เน็ตไอดอลทรงโตที่เขย่านมพร้อมเสียบหลอดให้ดื่มทุกวินาที สาวทอมที่ถูกสาดมุกเหยียดเพศอยู่ตลอดเวลา และตัวหลักอย่างสาวบ้านดอยที่พูดไม่ชัดและถูกสั่งให้ร้องคาราโอเกะเพื่อพูดไทยให้ชัด ซึ่งถูกนำมาเทียบเคียงกับการปกปิดตัวตนของอีกตัวละครสำคัญในเรื่องและมาบรรจบกันอย่างสวยงาม

ฉากร้องเพลง ไถ่เธอคืนมา ของ ปู-พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ คือฉากที่ดีที่สุดในเรื่อง เป็นฉากที่ทำให้เสียน้ำตาไปจนจบเพลง ซึ่งนอกจากเรื่องราวที่น่าเศร้าของตัวละครแล้ว นักแสดงสำคัญในฉากนี้ทั้งสองคนทั้ง จีน่า เดอซูซ่า และ เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ ก็ยังแบกรับและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาผ่านทั้งเสียงร้องและสีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึก ราวกับว่าได้รับการปลดปล่อยทั้งความสุข ความเศร้า ต่างคนต่างเข้าใจความรู้สึกของกันในฐานะผู้ถูกเหยียบย่ำความรู้สึก จนฉากนี้กลายเป็นฉากที่ดีที่สุดและน่าจดจำที่สุดฉากหนึ่งของหนังไทยในรอบหลายปีหลายปีที่ผ่านมา

อยากให้ไปดูกันมากๆ ใครที่ชื่นชอบหนังอย่าง บุปผาราตรี (ยุทธเลิศ สิปปภาค | 2003) หรือหนังสยองขวัญประหลาดๆ อย่าง สวยลากไส้ (พีระพันธ์ เหล่ายนตร์, ทศพล ศิริวิวัฒน์ | 2007) นั้นไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง  เปรมิกาป่าราบ อาจจะยังไม่ใช่หนังที่เนี้ยบนิ้งพยายามที่จะสมบูรณ์แบบมากที่สุด แต่ก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด ซื่อตรงต่อตัวละครและสิ่งที่เล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีที่คุณภาพหนังไทยกระแสหลักโดยรวมนั้นร่อยหรอและขาดความน่าสนใจในแง่ของการนำเสนอและประเด็น และการมีมุกและฉากทริบิวต์ให้กับ บ้านผีปอบ ซึ่งมี ณัฐนี สิทธิสมาน มาปรากฏตัวเป็นคามีโอในเรื่องก็น่าดีใจ ขอยืนยันว่าเปรมิกาเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่จะทำให้คนไทยได้ทำความรู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมากยิ่งขึ้น
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.4
4 มกราคม 2561 04:18:55

Along with the Gods: The Two Worlds (Kim Yong-hwa | South Korea | 2017)

นี่คือหนังตลาดกระแสหลักฟอร์มใหญ่ในกลุ่มที่อุดมไปด้วยวิชวลเอฟเฟคที่ชอบที่สุดในรอบปี ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหนังฟอร์มยักษ์จากทั่วโลกทั้งจากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ยุโรป และขาใหญ่อย่างฮอลลีวูดแล้ว Along with the Gods : The Two Worlds ให้ได้มากกว่าความเป็นหนังแอคชั่นแฟนตาซีที่ดูสนุกตื่นตาตื่นใจ ด้วยการขับเคลื่อนประเด็นความดี - ความเลว ซึ่งแน่นอนว่าโคตรจะซ้ำซาก ซึ่งถูกใช้ในหนังจำนวนนับไม่ถ้วน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแสนจะน่าเบื่อ  แต่หนังกลับพาเรื่องราวจำเจนี้มาเล่าผ่านชีวิตก่อนตายและหลังตายของตัวละครพระเอกนักดับเพลิงฮีโร่จนเกิดมิติที่น่าถกเถียงและน่าติดตาม  

ตั้งแต่ต้นเรื่องตัวละครวิญญาณนักดับเพลิงถูกหยิบมาชำแหละชีวิตตั้งแต่ต้นยันตายจากครอบครัวที่มีแม่เป็นใบ้และน้องชายที่เป็นทหาร มีกลุ่มยมทูต 3 คนเป็นเสมือนทนายที่หากินกับพระเอกที่เพิ่งตายซึ่งถูกตีตราว่าเป็นวิญญาณคนดีเพื่อหวังรับผลประโยชน์ที่จะได้ไปเกิดใหม่ตามต้องการได้หากพาวิญญาณคนดีผ่านกระบวนการศาลคัดกรองคนดีคนชั่วจนได้ไปเกิดใหม่ครบตามจำนวนที่กำหนด ขณะเดียวกันระหว่างการเดินทางไปแต่ละศาลในโลกหลังความตายเกิดปั่นป่วนเพราะวิญญาณร้ายที่ตามกลิ่นมาจากความอาฆาตของวิญญาณทหารน้องชายพระเอกที่ตายหลังจากนั้นไม่นาน หัวหน้ายมทูตจึงต้องเดินทางไปโลกคนเป็นเพื่อตามหาความจริงและช่วยให้วิญญาณอาฆาตของน้องชายพระเอกหลุดจากความแค้นหรือไม่ก็จับตัวไปยังโลกหลังความตายเพื่อกำจัดทิ้ง จึงทำให้เกิดเรื่องราว 2 เส้นเรื่องที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันทั้งสองโลกอย่างน่าติดตาม

เสียแต่ว่าช่วงแรกของเรื่องจะรู้สึกว่าประเด็นความเป็นคนดี - คนเลวของตัวละครมันชวนเลี่ยนเอียนและผ่านพ้นอุปสรรคได้ง่ายดายไปหน่อย แต่พอเข้าถึงช่วงหลังที่หนังพาไปถึงฉากศาลสุดท้ายซึ่งความกระอักกระอ่วนเริ่มมากขึ้นก็ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างที่ค่อยๆ คลี่คลายบาปบุญคุณโทษนั้นน่าติดตามขึ้นมาทันที จริงๆ แล้วรู้สึกถึงความตั้งใจวางหมากบทเพื่อหวังบังคับอารมณ์คนดูมากๆ และส่วนของแอคชั่นที่ดำเนินไปพร้อมๆ กันก็เว่อร์เกินตรรกะมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวละครในหนังก็ยังชวนเศร้าและชวนคิดอย่างงดงาม คำถามที่ว่าคนดีต้องเป็นเช่นไร คนชั่วหรือคนที่เคยทำผิดพลาดจริงๆ แล้วสามารถเรียกว่าคนดีหรือเป็นคนดีได้ไหม เมื่อเขาเหล่านั้นกลับมาทำดีในภายหลังผุดขึ้นมาตั้งคำถามและตอบกลับกันไปมาภายในหัวซึ่งสุดท้ายยังคงไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดซึ่งทำให้เรายังคิดและรู้สึกถึงชีวิตของตัวละครเหล่านี้อยู่ และการเสียสละเก็บงำความรู้สึกของแต่ละตัวละครสามแม่ลูกในครอบครัวที่เคยสิ้นหวังก็ทำให้น้ำตาเราไหลพราก

เอาเข้าจริงแล้วรายละเอียดยิบย่อยที่จะทำให้หนังดูไหลลื่นและสมบูรณ์แบบนั้นยังดูอ่อนข้อและขาดหายอยู่ประปราย  ไม่ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนตัวละครหรือสถานการณ์ในบางจุดที่ง่ายเกินไป และมีหลายจุดในการสร้างโลกหลังความตายที่ขาดการทำความเข้าใจกับคนดูให้คล้อยตามเรื่องราวทั้งหมดโดยที่ไม่รู้สึกสะดุดได้ รวมไปถึงหลายจุดที่น่าจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความลุ้นระทึกและสนุกได้มากกว่านี้แต่หนังกลับปล่อยวางทิ้งไป อย่างเช่นการเดินทางเข้าออกระหว่างโลกคนเป็นและคนตายของเหล่ายมทูตและวิญญาณซึ่งหากมีการจำกัดเวลาก็น่าจะชวนลุ้นได้มากกว่าการท่องไปเรื่อยๆ ทำให้มีเพียงคอนฟลิกต์ในส่วนของเวลา 49 วัน ในเส้นเรื่องหลักเท่านั้นที่ทำงาน ซึ่งก็ยังน้อยอยู่ และอุปสรรคอื่นๆ อย่างความปั่นป่วนของวิญญาณร้ายในยมโลกที่ตัวละครต้องผจญระหว่างการเดินทางไปยังแต่ละศาลเพราะวิญญาณอาฆาตก็ถูกขจัดได้ด้วยวิธีง่ายๆ และไม่ได้ไต่ระดับความจนตรอกของตัวละครจากผลพวงนี้สักเท่าไหร่ก็เลยรู้สึกเสียดายที่หนังไม่ได้ใช้ไอเดียพวกนี้ขับความลุ้นระทึกได้อย่างเต็มที่  

และแน่นอนว่าความเนี้ยบเนียนไหลลื่นในส่วนของงานสร้างและวิชวลเอฟเฟคทั้งหลายอาจจะยังสู้ทางฝั่งฮอลลีวูดเงินหนาไม่ได้ แต่เนื้อเรื่องกลับโดดเด่นในการนำประเด็นจริงจังพาเครียดมาพูดถึงในหนังฟอร์มใหญ่ที่เรียกแขกด้วยฉากแอคชั่นตื่นตาตื่นใจ และการออกแบบโลกหลังความตาย อย่างเช่น ศาลต่างๆ ทั้งสถานที่ เทพผู้พิพากษาและวิธีการลงโทษของแต่ละศาลก็สร้างสรรค์ชวนสนุกและลุ้นระทึกดี อาจจะยังไม่ได้ไหลลื่นและไม่ได้เป็นหนังที่ลุ้นระทึกได้เทียบเท่า Train to Busan ซึ่งเป็นหนังที่หลายๆ คนหยิบขึ้นมาเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ แต่เรื่องราวและประเด็นที่เล่านั้นก็ชวนให้โศกเศร้า ซาบซึ้ง และติดค้างอยู่ในหัวได้ไม่แพ้กัน เชียร์ให้ไปดูๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.6
1 มกราคม 2561 20:29:58

สมการรอคอย!!! - รีวิว The Last Jedi ฉบับ “เด็กเดินตั๋ว” No Spoiled

หลังจากที่มีเวลาว่างพักผ่อน เด็กเดินตั๋วได้ดู Star Wars อีกครั้งทุกภาคทำให้นึกอยากดู Star Wars ภาค The Last Jedi ในโรงหนังสักครั้ง มีความตั้งใจว่าต้องดูให้ได้ กำลังอินมากๆ และ Hype Star Wars แบบสุดๆ เด็กเดินตั๋วได้นำพาร่างของตัวเองเข้าโรงหนังไปดูภาคล่าสุดอย่างใจจดใจจ่อและคาดหวังมากๆ....

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ....

ทุกรายละเอียด และการถ่ายทอดช่างน่าประทับใจ และน่าปลาบปลื้ม ทุกอย่างเป็นไปแบบที่ สตาร์ วอร์ ควรจะเป็น  เรื่องราวน่าติดตาม และทิ้ง hint หลายๆอย่าง ไว้อย่างที่ทุกๆ ภาคได้ทำเอาไว้ ปมเรื่องสายเลือด เรื่องศิษย์-อาจารย์ และเจไดคนสุดท้าย และสู้รบบู๊ล้างผลาญบนอวกาศและสนามรบ ตื่นเต้น เร้าใจ เป็นไปตามรสชาติของ สตาร์ วอร์ แบบไม่ออกห่างจากมาตรฐานเลย

งานสร้างเป็นสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย ภาพ realistic มาก สวยงามและสมจริง มุมกล้องเล่าเรื่องพอๆ กับการแสดงและบทสนทนา ส่วนผสมของเพลง เสียงประกอบและเสียงในหนังทำได้อย่างเนี้ยบ ทำให้การดูในโรงภาพยตร์จอใหญ่ๆ ยักษ์แบบ IMAX เป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบและแนะนำมาก ทุกส่วนผสมมีผลทำให้ สตาร์ วอร์ เป็นแบบที่ควรเป็น บันเทิง แอคชั่น ดราม่าแบบลงตัว  หลายฉากหลายซีนช่างได้อารมณ์ทั้งเศร้า ทั้งลุ้น มันส์ และหลายๆ ฉากการต่อสู้ออกแบบภาพ มุมกล้อง การแสดงได้เท่มาก เท่มากๆ.... 

ในส่วนของเนื้อเรื่องเด็กเดินตั๋วขอไม่กล่าวถึงใดๆ จะขอกล่าวเพียงสั้นๆ ถึงคำพูดหนึ่งที่อาจารย์โยดาได้พูดไว้ และยังจำได้อยู่เลยแม้จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นก็ตาม  “Failure is the great master…” อาจารย์ที่ดีที่สุดคือความล้มเหลว มันตื้นตัน มันเอ่อล้นและมีพลังมากๆ ความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาและตัวละครมันช่างมีพลังมากๆ

แนะนำสำหรับแฟนๆ ให้ดูแบบ IMAX เลยรับรองความคุ้มค่า ส่วนผู้ใดที่ไม่เคยดู สตาร์ วอร์ แนะนำให้ดูทุกภาคก่อนเลย (อย่าลังเลเพราะความยาว ความเก่าของหนังเลย บอกเลยว่าคุ้มค่ามากที่ได้รู้จักแฟรนไชส์นี้) หรือถ้าหากไม่มีเวลามากนัก อย่างน้อยเด็กเดินตั๋วแนะนำให้ดูภาค Force Awakens ก่อนก็ยังดี เพราะเป็นภาคที่ค่อนข้างจะ reboot world ใหม่ และไม่ค่อยมีความเกี่ยวเนื่องกับ world เดิม (Legend) มากนัก ยังพอคลำๆ ไปได้ เพื่อปูทางสำหรับการดูภาค The Last Jedi และภาคใหม่ที่กำลังจะมาถึง

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.9
1 มกราคม 2561 14:15:38

Jumanji: Welcome to the Jungle - เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์

119 min | Action/Adventure | Directed by Jake Kasdan

ผ่านมา 22 ปี ภาคต่อของหนังคลาสสิคอีกเรื่อง Jumanji ก็ตามมาแถมยังปรับตัวตามยุคสมัยจากเกมส์กระดานเป็นวิดีโอเกมส์ ซึ่งถูกพบโดยเด็กมัธยม 4 คนที่ถูกทำโทษให้ทำความสะอาดห้องใต้ดินของโรงเรียน จนทำให้พวกเขาหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเกมส์ จูแมนจี้ และพวกเขาต้องทำภารกิจในเกมส์ให้สำเร็จเพื่อที่จะได้เอาชีวิตรอดจากเกมส์แห่งนี้ 

สิ่งที่ชอบมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการที่หนังเล่นกิมมิค เนิร์ดเกม ซึ่งก็ถูกหยิบมาพูดถึงและเก็บรายละเอียดระบบเกมส์การเล่นแบบ rpg ได้อย่างดี เรียกได้ว่าถ้าใครเป็นคอเกมส์ก็จะต้องรู้สึกชอบและอินตามไปด้วยประมาณนึง แถมหนังก็ยังเล่าได้สนุกพอใช้ได้เลย แม้ว่าหลายอย่างจะพอคาดเดาได้ไม่ยาก แต่หนังก็กลับออกมาดีเกินคาดกว่าที่คิด ถึงแม้ว่าผมอาจจะคาดหวังความตลกมากกว่านี้ก็ตาม แต่หนังก็ยังตลกบ้างแป๊กบ้างตามมาตรฐานของผกก. 

แม้ว่าภาพรวมของหนังจะออกมาดีเกินคาด แถมหนังก็ยังดูได้สนุกเพลินๆ แต่ถ้าใครชื่นชอบหนังภาคแรกมากๆ ก็น่าจะแอบรู้สึกได้เหมือนกัน ว่าหนังยังขาดเสน่ห์บางอย่างไป อาจจะเพราะว่าคาแรคเตอร์ทั้ง player และ npc ยังดูตื้นเขินไปนิดและไม่น่าค้นหาหรือน่าจดจำเท่าตัวละครจากภาคแรกนั่นเอง แต่ถ้าใครมองหาหนังป๊อปคอร์นดูเพลินดูสนุกย่อยง่ายก็ไม่ควรพลาดเลยครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.3
31 ธันวาคม 2560 17:48:36

ห่างหายจากภาคแรกไป 20 ปี ถึงเวลาที่เกมส์ดูดโลกจะพัฒนาตัวเองกลับมาอีกครั้งใน Jumanji : Welcome to the Jungle "เกมดูดโลก บุกป่ามหัศจรรย์"

เนื้อเรื่องดำเนินต่อหลังจากภาคแรก โดยที่ไอเดียของเกมส์กระดานมันล้าสมัยไปแล้ว ตัวเกมส์เองจึงต้องวิวัฒน์ตัวเองกลายมาเป็นเกมส์ตลับที่เคยฮิตกัน เพื่อที่จะได้ให้เด็กๆ ในยุคนั้นหลงมาเล่นเกมส์กันอีกจนได้ 

เอาเข้าจริงตัวหนังเองกลายพันธุ์เป็นหนังตลกเต็มขั้น ที่เรียกได้ว่าสาดมุขกันสนั่นจอตลอดเรื่องเลยจริงๆ และถึงแม้ว่ามุขจะทำคนดูฮาซะส่วนใหญ่ แต่กลิ่นไอความระทึกขวัญแบบภาคแรกนั้นหายไปจนหมดแทบไม่เหลือ ซึ่งส่วนตัวผมเองค่อนข้างเสียดายในจุดนี้ เพราะภาคแรกนั้นทำไว้ได้กลมกล่อมเป็นอย่างมาก สำหรับภาคนี้เหมือนแค่เอาชื่อและคอนเซ็ปมายำทำเป็นหนังตลกธรรมดาเท่านั่น ไม่ได้มีความกลมกล่อมลงตัวแต่อย่างใด ถามว่าบันเทิงไหม บอกเลยว่าบันเทิงจริง ถามว่าฮากับมุขไหม ก็ฮาจริง แต่เพียงแค่หนังมันยังไม่กลมกล่อมเท่าเวอร์ชั่นต้นฉบับเท่านั้นเองครับ

สรุปคือถ้าใครอยากหาหนังฮาๆ ที่ดูได้ทั้งครอบครัวล่ะก็ Jumanji : Welcome to the Jungle นั้นตอบโจทย์ 100% เลยก็ว่าได้ แต่ถ้าใครอยากได้หนังฟิลลิ่งแบบภาคแรกล่ะก็ คงต้องผิดหวังไม่น้อยเลยทีเดียวครับ 7.5/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.5
30 ธันวาคม 2560 17:36:17

The Greatest Showman - โชว์แมนบันลือโลก

105 min | Drama/Musical | Directed by Michael Gracey

"ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 3 รางวัล รวมไปถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม"

สร้างจากเรื่องจริงของ พี.ที.บาร์นัมส์ เจ้าของโชว์คณะละครสัตว์เดอะบาร์นัมส์และไบลี่ย์ โดยหนังเล่าถึงบาร์นัมส์ตั้งแต่สมัยเด็กซึ่งเขาก็พบกับรักแท้ที่แม้จะพลัดพรากจากกันเพราะบาร์นัมส์ก็เป็นเด็กยากจนและหลังจากสูญเสียพ่อไปทำให้เขาต้องเร่ร่อน จนจับพลัดจับผลูกลับมาเจอกันอีกครั้ง และได้แต่งงานกับคนที่เขารัก ออกไปใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเล็กๆ ในเมืองนิวยอร์ค ชีวิตดูเหมือนจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบาร์นัมส์ถูกไล่ออกจากงาน เขาจึงดิ้นรนด้วยการเปิดกิจการพิพิธภัณฑ์ แม้จะไม่รุ่งแต่เขาก็หาทางดิ้นรนด้วยไอเดียสุดบรรเจิดนั่นก็คือ รวมคนที่ไม่ปกติมาทำโชว์เพื่อมอบความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ชม 

จะบอกว่านี่เป็นการเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมลูกโลกทองคำที่น่าผิดหวังมากครั้งนึงเลยก็ว่าได้ เพราะตัวหนังเองมีจุดที่เป็นปัญหาค่อนข้างที่จะเยอะมาก ทั้งการเล่าเรื่องและการสร้างซีนที่มีมาตรฐานไม่คงที่มากนัก บางซีนสวยงามยอดเยี่ยม แต่บางซีนก็ดูจะประดักประเดิด และการใช้ music driven ที่แม้ว่าตัวเพลงประกอบทั้งหมดจะทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าชื่นชม แต่หนังกลับหยิบมาใช้แบบทื่อๆ และไม่มีลูกเล่น pacing ของหนังจึงดูแปลกๆ ตลอดทั้งเรื่อง ให้ความรู้สึกประหนึ่งคุณกำลังนั่งดู mv เพลง 11/12 เพลง โดยมีเนื้อเรื่องที่ต่อกันแค่นั้น (ถ้าจะไม่ให้พูดเกินไป บาง mv ของศิลปินบางคนที่ทำเนื้อเรื่องหลายเพลงต่อกันอาจดูปะติดปะต่อกว่านี้ด้วยซ้ำ) ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมหนังเรื่องนี้จึงดูเป็น nominee ที่ต่ำกว่ามาตรฐานมากสำหรับผม 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเพลงประกอบภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้นั้นยอดเยี่ยมมาก คือเพราะและมีเนื้อหาที่ดีทุกเพลงเลย โดยเฉพาะ This is Me ที่เพราะมาก ป็อปฟังง่าย กินใจ นักแสดงในเรื่อง ทั้งฮิวจ์ แจ็คแมน, แซค เอฟรอน, เซนดายา และ มิเชล วิลเลียมส์ ต่างก็ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว น่าเสียดายแทน ที่หนังเรื่องนี้กลับทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ materials ของหนังเรื่องนี้นั้นมีพร้อม 

คือมันก็ไม่ได้ถึงกับน่าเบื่อหรือย่ำแย่มากนัก พอดูได้เพลินๆ และอาจรู้สึกแปร่งๆ กับบางส่วนของหนังบ้างก็ตาม ทำให้เราแอบมาคิดเลยว่าถ้าหนังไม่ได้เข้าชิงรางวัล อาจจะไม่มีปัญหาขนาดนี้หรือเปล่า? เพราะยอมรับเลยว่าการเป็น Golden Globes nominee ก็สร้างความคาดหวังให้เราประมาณนึงเลย 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
4.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
5.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
30 ธันวาคม 2560 14:05:28

รีวิว JUMANJI ฉนับเด็กเดินตั๋ว - No Spoiled

จากภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องบอร์ดเกมส์ที่มาเล่นชีวิตเราจริงๆ ในปี 1995 ทำให้คอหนังในตอนนั้นต่างตื่นเต้นและประทับใจ สมัยนั้นเด็กเดินตั๋วยังเป็นเด็กอนุบาลอยู่เลย แต่ก็ยังจดจำภาพยนตร์เรื่องนี้ได้จนถึงตอนนี้ ทั้งความน่าตื่นเต้น ความสนุกสนาน และตอนนี้ Jumanji ภาคใหม่มาฉายให้พวกเราได้หายคิดถึงกันแล้ว เด็กเดินตั๋วแอบมีความคาดหวังสูง เลย กลัวมากๆ สำหรับหนังภาคต่อ หรือหนังรีเมค ส่วนใหญ่มักจะทำให้เด็กเดินตั๋วผิดหวังและแอบจ๋อยหน่อยๆ แต่พอไปดูเรื่องนี้แล้วบอกเลยว่า “ไม่ผิดหวังแน่นอน.....”

ภาคนี้ไม่ใช่รีเมค แต่เป็นลักษณะเล่าเรื่องคล้ายๆ ภาคต่อ นำแสดงโดยพี่ชายล่ำบึ้กทรงผมเรียบแปล้ ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เฮียเดอะร็อคของเรานั่นเอง เฮียเล่นเรื่องไหน ฮา แอคชั่นกระจุยแน่นอน ตามด้วยเฮียแจ็ค แบล็ค สุดกวน  เรื่อง Jumanji 2017 ช่างเพลิดเพลิน ตื่นเต้น และฮาแทบตลอดทุกฉากเลย บันเทิ้งงง บันเทิงงง สนุกสนาน ฮา ดูเอามันส์ ขำๆ ดูแล้วอยากไปเล่นเกม RPG สักเกมสองเกม 

ปีใหม่ขอให้เริ่มด้วยความสุข ความสนุกสนาน อยากหาอะไรสนุกๆ ฮาๆ บันเทิงๆ ดู รับรอง Jumanji ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน นั่งขำกันทั้งโรง ฮามาเป็นโหล ฮ่าฮ่าฮ่า!!!!

สวัสดีปีใหม่นะครับทุกท่าน!!!!!!

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
28 ธันวาคม 2560 17:13:09

Pitch Perfect 3 - ชมรมเสียงใสถือไมค์ตามฝัน 3

93 min | Musical/Comedy | Directed by Trish Sie 

บทสรุปส่งท้ายของเหล่าสาวๆ ชมรมเบลล่า กับภาคที่ 3 ของ Pitch Perfect ที่ได้ผกก. step up 5 มานั่งแท่นกำกับ โดยเรื่องราวในภาคนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลังจากภาค 2 น่าจะปึนึงหรือสองปีได้ เมื่อชีวิตจริงหลังเรียนจบของสาวๆ เบลล่า อาจไม่ได้ราบรื่นดังที่ฝันไว้ พวกเธอจึงกลับมารวมตัวกันเพื่อร้องเพลงร่วมกันในแบบที่พวกเธอชอบ สาวๆ จึงเข้าร่วมทัวร์ uso และแข่งขันกับวงอื่นๆ เพื่อที่จะได้เล่นเป็นวงเปิดให้กับ DJ Khaled 

ต้องบอกว่าภาคนี้ทำออกมาเน้นขายเกินไปหน่อย เพราะถ้าพูดกันตามตรง Pitch Perfect เองก็มีบทสรุปอย่างน่าประทับใจไปแล้วในภาคที่ 2 แถมภาพรวมของภาคนี้ก็ดูจะสุกเอาเผากินเกินไปหน่อย แต่ด้วยสเน่ห์ของตัวละครที่ยังพอช่วยพยุงหนังได้อยู่บ้าง แถมหนังก็ยังขนเพลงฮิต และเพลงดีๆ มาโชว์ให้พอได้ดูเพลินๆ แต่ก็นั่นแหละครับ หนังดูออกจะแถๆ เกินไปนิด ซึ่งถ้ามาดูกันที่ว่าเป็นหนังภาคสุดท้าย ปิดตำนานของชมรมเสียงใดแล้วละก็ หนังทำออกมาได้ไม่น่าประทับใจอย่างที่ควรจะเป็น แถมในช่วงองค์ที่ 3 ของหนังยังหลุดธีมไปจนดูเลอะเทอะไปเลยทีเดียว 

จะแนะนำก็แนะนำได้ไม่เต็มปาก เพราะต่อให้คุณเป็นแฟนๆ ของสาวๆ เบลล่า ก็สามารถปล่อยผ่านได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่ผมกล่าวไป ตัวหนังเองก็มีบทสรุปที่น่าประทับใจไปแล้ว แต่หากว่าคุณคิดถึงโชว์ของพวกเธอก็ลองไปชมกันดูครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
28 ธันวาคม 2560 02:59:39

Ferdinand (Carlos Saldanha | USA | 2017)

แทบทุกปีจะมีหนังอนิเมชั่นจากทางฝั่งฮอลลีวู้ดที่มีตัวละครเป็นสัตว์นานาชนิดมาให้ได้ดู ได้หัวเราะ มีความสุขไปกับความสนุกสนานและความน่ารักของแต่ละคาแรคเตอร์ ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างหลากหลาย มาปีนี้ Ferdinand จาก Blue Sky ในเครือ 20th Century Fox ดูเหมือนจะเป็นอนิเมชั่นสัตว์เพียงเรื่องเดียวที่ส่งท้ายปีได้อย่างน่ารักน่าจดจำ  นอกจาก Coco จากฝั่งของ Pixar ที่หยิบเรื่องราวพื้นๆ พล็อตทั่วไปๆ มาหยอดใส่รายละเอียดเพื่อเล่าประเด็นอ่อนโยนซ้อนประเด็นเครียดได้อย่างน่าประทับใจจนน้ำตาแตกแล้ว  ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องราวการเติบโตและต่อสู้ของกระทิงหนุ่มผู้อ่อนโยนและผองเพื่อนนี้จะกลายเป็นหนังโปรดประจำปีของใครหลายๆ คนด้วยเช่นกัน  สังเกตได้จากความฮาที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้ตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่อมยิ้มหัวเราะคิกคักได้ไปจนถึงฮาแตกจนต้องปรบมือตบเข่า  ขณะเดียวกันในส่วนของเนื้อหนังก็ไม่ได้ทอดทิ้งที่จะนำพาเนื้อหาไปสู่จุดที่ตั้งใจจะพูดถึงความรุนแรงของมนุษย์ที่กระทำต่อสัตว์ในกีฬาอย่างมาทาดอร์สู้กับวัวกระทิงในสเปน

เอาเข้าจริงแล้วการเล่าประเด็นนั้นแทบจะละเลยการดีเบตระหว่างความเห็นจากทั้งสองฝั่งความคิดว่ากีฬาสู้กระทิงมีดีหรือไม่ดียังไงจึงทำให้ขาดมิติเชิงบทภาพยนตร์ที่กลมเกลาไปบ้าง  และยังขาดความเมคเซนส์เยอะแยะมากมายเพื่อเรียกความฮาและเพื่อให้เรื่องราวมันผ่านความชุลมุนไปได้ไม่ยากเย็น  แต่การเล่าสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อสัตว์อย่างกระทิงก็ทำให้เห็นภาพความรุนแรงเสมือนน้ำสีแดงเลือดราดน้ำแข็งใสได้ภาพความน่ากลัวแต่ก็เบิกบานสนุกสนานซึ่งนัยหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงการประชดประชันยอกย้อนกับความบันเทิงของมนุษย์ที่ได้รับจากการทุกข์ทรมานของเหล่ากระทิงดุไม่ว่าจะเป็นเพราะการถูกกักขัง  หรือถูกบังคับให้ต่อสู้ในสนามอยู่เหมือนกัน

คาแรคเตอร์สัตว์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับมุกตลกให้สร้างเสียงหัวเราะอย่างชัดเจน  ทั้ง Ferdinand เองที่ให้เสียงโดย John Cena นักมวยปล้ำชื่อดัง  แพะปากมาก  และสามพี่น้องเม่นตัวจิ๋ว  โดยเฉพาะม้าขาแดนซ์หัวสูงสามตัวในคอกข้างๆ คอกกระทิงที่น่าหมั่นไส้น่าดีดกระโหลกเป็นที่สุดซึ่งหนังก็เอามารับใช้ชุกมุกตลกแดนซ์แบทเทิลกับเหล่ากระทิง  และกลายเป็นฉากที่สะกิดต่อมฮาจนคนดูระเบิดหัวเราะออกมาได้มากที่สุด  รวมๆ แล้ว Ferdinand จึงเหมาะจะเป็นหนังดูเพื่อผ่อนคลายในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้มากๆ  พ่อแม่สามารถจูงลูกหลานตายายเข้าไปดูพร้อมหน้าพร้อมตากันได้ทั้งครอบครัวซึ่งการันตีได้ว่าจะออกมาจากโรงหนังพร้อมรอยยิ้มและความสุขอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะใครที่ชอบดูสัตว์น่ารักๆ ตลกๆ ในหนังไม่ควรพลาด
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.5
25 ธันวาคม 2560 22:01:26

ภาพยนตร์จากภาพวาดที่เล่าเรื่องแวนโก๊ะห์ - รีวิว Loving Vincents ฉนับ”เด็กเดินตั๋ว” No Spoiled

เด็กเดินตั๋วรู้สึกเหมือนโดนมนต์สะกดจากโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และชื่อหนัง ต้องเป็นหนังเกี่ยวกับความรักของ วินเซนต์ แวนโก๊ะจิตรกรชื่อดังระดับโลกแน่ๆ แต่พอดูตัวอย่างภาพยนตร์ยิ่งงงงวยเข้าไปใหญ่ มันคืออะไรกันนะ เป็นอนิเมชั่นหรืออัตชีวประวัติหรือคืออะไรกัน ตัวอย่างหนังและโปสเตอร์ดูอาร์ตมาก อย่างกับภาพวาด... เด็กเดินตั๋วเลิกพิจารณาข้อสงสัย แล้วไปดูให้มันรู้แล้วรู้รอดเสีย... เรื่องนี้หาดูนอกเมืองยากหน่อย มีเฉพาะบางโรงเท่านั้น เช็คดูรอบดูโรงดีๆก่อนไปเด้อ เดี๋ยวฟาวล์จะเคว้งคว้างเอา

ความโดดเด่น ใหม่ สะดุดตาของเรื่องนี้คือวิชวลที่มีงานสร้างที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ คือหนังเรื่องนี้ใช้จิตรกรวาดภาพแบบเฟรมต่อเฟรม (คล้ายๆ สต็อปโมชั่น) เป็นภาพสไตล์แวนโก๊ะเลยอ่ะ( impressionist หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ) แต่ต้องขอออกตัวก่อนเลยว่าในความว้าวนี้ เด็กเดินตั๋วมีความรู้ด้านภาพวาด จิตรกรรมน้อยมาก และมีความรู้เกี่ยวกับประวัติแวนโก๊ะน้อยมากๆ (รู้แค่ว่าเขาซึมเศร้าและตัดหูตัวเอง)

ดูไปสักพักจากความว้าว ความใหม่เป็นความลายตาแทน รอยแปรงพู่กันยุบยับ ยุกยิกจนปวดหัวหนักมาก แต่ดูสักพักก็เริ่มชิน เริ่มอยู่ได้ ภาพเป็นแบบในตัวอย่างหนังทั้งเรื่องเลยหล่ะ แปลกใหม่และเก๋ไก๋มาก จะบอกว่าเป็นอนิเมชั่นก็ใช่เลย แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้เป็นแบบการ์ตูนเลย ดูมีความเป็นหนังสูงมาก จนเป็นวิชวลที่ให้อารมณ์ที่แปลกมาก แทบจะสะกดและสวยทุกเฟรม อารมณ์แบบว่ากด pause ตรงไหน ก็สวย compose ได้ราวภาพวาดใส่กรอบตั้งแขวนได้ทุกเฟรมเลย ทั้งภาพ ทั้งสี

แต่นอกจากเรื่องวิชวลชวนดูที่ดีงามแล้ว เนื้อเรื่องก็เป็นอะไรที่ทำให้เราได้รู้จัก และ “รู้สึก” ถึงความเป็นแวนโก๊ะได้มากขึ้น เรื่องนี้ไม่ได้ชี้ผิดชี้ถูก ไม่ได้ให้ความกระจ่างแจ้งจัดเจนว่าเป็นอัตชีวประวัติชีวิตของแวนโก๊ะใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียง “มุมมอง” จากหลักฐานต่างๆ จากบันทึก จากบุคคลต่างๆ ให้เราได้เข้าไปรู้จักแวนโก๊ะผ่านมุมมองเหล่านั้น ผ่านเส้นเรื่องหลังจากที่แวนโก๊ะตายไป ถ้าจะพูดง่ายๆ คือคล้ายๆ หนังราโชมอนที่มีหลากหลายมิติความจริง แต่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับแวนโก๊ะทั้งสิ้น แบบว่าดีงามมาก เราได้รับรู้ความรู้สึก เข้าใจการเป็นแวนโก๊ะเลย และซึมซับความมุ่งมั่น ความเป็นศิลปินเข้าไปและอินกับหนังเรื่องนี้มากๆ

เป็นหนังที่ดีงามอีกเรื่องที่ได้ดูภายในปีนี้เลยก็ว่าได้ เป็นอนิเมชั่นในดวงใจในปีนี้ไม่ต่างจาก COCO เลย (มันคนละแนวนะ เอามาเทียบกันไม่ได้) ได้ดูในโรงหนังนับว่าคุ้มค่า ได้คุณค่าความเป็นศิลปะมากๆ ยิ่งตอนจบแทบร้องไห้ และปวดใจตามเลย

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.1
25 ธันวาคม 2560 08:05:41

Star Wars The Last Jedi ก้าวใหม่ของอาณาจักรสงครามดวงดาว

นับตั้งแต่ปิดฉาก 2 ไตรภาคแรกไปเมื่อปี 2005 จนกระทั่งดิสนีย์ซื้อลูคัสฟิล์มและได้เข็น EP7 ออกมาให้ยลโฉมกันเมื่อปี 2015 และ Rogue One 2016 ทำให้หลายคนรอคอยที่จะได้ชม The Last Jedi กันเพียบ ยิ่งคะแนนรีวิวจากนักวิจารณ์ ให้คะแนนมากจนเรียกได้ว่าเป็น Star Wars ภาคที่ได้คะแนนสูงสูด 1 ใน 2 ของทุกภาคเลยก็ว่าได้ ยิ่งทำให้แฟนๆ ยิ่งตื่นเต้นกันไปใหญ่

จนกระทั่งหนังฉาย เสียงความชอบและไม่ชอบได้แตกออกเป็นสองส่วนเลยก็ว่าได้ ในส่วนของคนที่ชอบ The Last Jedi นั่นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ เป็น Star Wars ภาคที่แตกต่าง แหวกธรรมเนียมและคาดเดาอะไรไม่ได้ รวมไปถึงทำลายสิ่งที่แฟนๆ คาดคะเนความเป็นไปต่อจาก EP 7 ไปสิ้นเชิง เป็นหนังที่บันเทิง เซอร์ไพรส์ และตื่นตามีอะไรให้ว้าวตลอด หนึ่งในนั้นก็คือผมด้วย ส่วนตัวผมเองชอบภาคนี้เป็นอย่างมาก Enjoy ไปกับทุกส่วนของเรื่องจริงๆ 

ในส่วนของแฟนๆ ที่ไม่ชอบภาคนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรเหนือการคาดเดาคือ หลายเสียงที่บ่นว่าไม่ชอบก็เป็นเรื่องเดิมๆ เช่น การที่ตัวหนังเลือกที่จะแหวกแนวเกินไป มันขาดความเป็นสตาร์วอร์ส หรือแม้กระทั้งทิ้งปมที่ EP 7 ทิ้งไว้ให้คนสงสัยต่อไป ไม่ได้เฉลยอะไรให้คนดูได้รับรู้เลย ในส่วนนี้ผมว่ามันก็แล้วแต่มุมมองมากกว่า เพราะว่าเท่าที่จำได้ตอนที่ EP 7 เข้าฉาย ก็มีแฟนๆ หลายเสียงบ่นเช่นกันว่าทำไมภาคนี้เหมือนการเอาเนื้อเรื่องจาก EP 4 ภาคต้นฉบับมารีมาสเตอร์ให้ทันสมัยขึ้น เอาง่ายๆ คือเหมือนก๊อบมาทำให้ดูดีทันสมัยขึ้่นเท่านั้นเอง และแฟนๆ ต้องการอะไรที่แตกต่าง แต่กลับกันพอมาถึง The Last Jedi ทางค่ายหนังและผู้กำกับรวมไปถึงคนเขียนบทเค้าเลือกที่จะใส่ความแตกต่างให้กับแฟรนไชส์ Star Wars กลับรับไม่ได้กันซะอย่างงั้น ผมล่ะงงจริงๆ

เอาเป็นว่าถ้าใครอยากพบกับความบันเทิงจากภาพยนตร์แนว แอคชั่นแฟนตาซี ฟอร์มยักษ์ และอย่างน้อยเคยดู Ep7 มาก่อนก็คงจะสนุกไปกับ The Last Jedi ไม่น้อยเลย ส่วนตัวผมว่าภาคนี้ถ้าทำออกมาสนุกได้ขนาดนี้ EP9 ที่เป็นภาคต่อไป คนเขียนบทและผู้กำกับต้องทำการบ้านอีกเยอะแน่ เพราะมันยากมากที่จะให้มันพีคกว่านี้ สนุกกว่านี้ เซอร์ไพรส์กว่านี้ครับ 9/10 ไปเลยสำหรับ Star Wars The Last Jedi

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9
24 ธันวาคม 2560 13:46:21

รีวิว “WONDER ฉบับเด็กเดินตั๋ว” - No Spoil


ความชอบและประทับใจเริ่มจากความไม่เวิ่นเว้อ ดราม่าอะไรเลยเกี่ยวกับความพิกลพิการให้รู้สึกซ้ำซากเดาได้ (Clichés) ปูเนื้อเรื่องได้เหนือจากความคาดหวังของเด็กเดินตั๋วมาก 

การออกแบบตัวละครเป็นอะไรที่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจมาก เป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อการเขียนบทภาพยนตร์ การปรากฏของ action ของทุกตัวละครในหนังที่จะส่งผลต่ออารมณ์และการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเหนือความคาดหมายอยู่มาก ทุกๆ ตัวละครเลย มีมิติมีเทา มีดำ มีขาว สะท้อนอะไรหลายๆ อย่างได้อย่างชัดเจน  ตั้งแต่ตัวน้องพระเอกของเรา น่ารักมาก ดูแล้ว Feel Good โลกสดใสและว่างเปล่ามาก ดูแล้วแทบไม่มีการรู้สึกสงสาร หรือกดต่ำความไม่ปกติของตัวละครตัวนี้เลย รู้สึกได้ว่าเท่าเทียมและเสมอภาคกันจริงๆ (น้องนักแสดงเคยแสดงนำในเรื่อง The Room มาก่อน เป็นหนังที่ดีมาก) จูเลีย โรเบิร์ตเล่นได้ดีมากๆ มีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นมาก และ โอเว่น วิลสันที่เป็นส่วนผสมที่ให้ความรู้สึกรอมคอมนิดๆ ในหนัง และแทบทุกตัวละครมีมิติมากถ้าจะมาพิจารณากัน

เรื่องนี้กำกับโดยเฮียผู้กำกับเดอะเพิร์กฯ หนังสายเล่าเรื่องผ่านคาแรกเตอร์ อารมณ์หวานๆ ขมๆ ผสมๆ กันไป ซึ่งเฮียทำได้ดีกว่าเดอะเพิร์กฯ มากๆ ในความเห็นของเด็กเดินตั๋ว เด็กเดินตั๋วชอบวันเดอร์มากกว่ามากๆ เฮียทำการบ้านทั้งบท ตัวละครและเรื่องที่จะสื่อสารได้ดีมากๆ บรรยากาศช่างอิ่มเอม อบอุ่น เคล้าสุข เคล้าเศร้า กลมกล่อมมากๆ

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.9
23 ธันวาคม 2560 20:27:43

ในภาพยนตร์สุดคลาสสิค Prix de Beaute (1930) ต้อนท้ายของเรื่อง Louise Brooks นักแสดงสาวไอคอนแห่งยุคสมัยที่รับบทเป็นสาวโรงงานผู้ก้าวมาสู่จุดสูงสุดในชีวิตอย่างการเป็นนางงามยุโรป และเข้าสู่โลกของการเป็นดาราภาพยนตร์ เธอถูกชู้รักหนุ่มบ้านนอกฆาตกรรมด้วยความหึงหวงคาห้องฉายหนัง ฉากดังกล่าวนำเสนอร่างไร้วิญญาณของเธอฟุบลงที่เบาะนั่ง ในขณะที่บนจอภาพยนตร์เธอยังคงมีชีวิต โลดแล่น ยิ้ม หัวเราะ เปรียบเหมือนดั่งภาพยนตร์คือสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้มนุษย์เป็นอมตะ เป็นเครื่องบันทึกชีวิตที่สามารถทำให้ผู้จากลายังคงเคลื่อนไหวได้ราวกับยังมีชีวิต

เฉกเช่นเดียวกันกับใน Loving Vincent ภาพยนตร์ที่อุทิศชุบชีวิตศิลปินอัจฉริยะผู้อาภัพของโลกอย่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ โดยการสืบเสาะไปถึงสาเหตุการจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าในช่วงสุดท้ายของชีวิตแวนโก๊ะ หนังพาเราไปสัมผัสชีวิตของแวนโก๊ะอย่างใกล้ชิด ได้เห็นความขัดแย้งทั้งในตัวเองและความเป็นคนชายขอบของยุคสมัยผ่านทางสังคมคนรอบตัวเขา พาเราเข้าไปสำรวจเรื่องราวหม่นเศร้าอันนำไปสู่โศกนาฏกรรมของชายผู้โลกไม่รักยามเขามีชีวิต แต่กลับเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ศิลปะ หลังจากที่เขาได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว

สิ่งที่งดงามที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องผ่านเทคนิคการวาดสีน้ำมันโดยมีฝีพู่กันของแวนโก๊ะเป็นต้นแบบ แสดงถึงความศรัทธาบูชาต่อแวนโก๊ะอย่างแท้จริงและเป็นการชุบชีวิตแวนโก๊ะมาโลดแล่นในจอภาพยนตร์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

Loving Vincent ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ที่จะเป็นที่รักเมื่อเราได้สัมผัสถึงความตั้งใจของเหล่าผู้สร้างที่ได้ทำเพื่อศิลปินที่พวกเขารัก แต่ชีวิตของแวนโก๊ะจะเป็นที่รักมากขึ้นแม้ในกลุ่มคนที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากแวนโก๊ะเท่าไหร่ แต่นี่คือการนำเสนอประเด็นสากลที่ดำรงอยู่ทุกยุคทุกสมัย เรื่องของคนผู้มีความรักและความฝันในสิ่งที่ทำ แต่กลับไม่มีตำแหน่งแห่งที่สำหรับตัวเอง เรื่องของคนชายขอบที่พยายามต่อสู้กับความทุกข์ทั้งภายในและภายนอกและจบลงด้วยความเศร้า แต่จะมีสักกี่คนที่ความเศร้าอันสาหัสในชีวิตจะสามารถงดงามได้เท่ากับแวนโก๊ะ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของตัวเขาเองที่เป็นหมุดแรงบันดาลใจสำคัญของโลกศิลปะ หรือจะเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ที่อุทิศให้ชีวิตของเขาได้อย่างงดงามกินใจเหลือเกิน

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.5
17 ธันวาคม 2560 16:54:35



Star Wars: The Last Jedi | 
Rian Johnson

The Last Jedi หนังลำดับที่ 9 จากซีรีย์ Star Wars อันโด่งดังสุดกู่ ที่คราวนี้เปลี่ยนโทนหนังไปอย่างสิ้นเชิง โดยผู้กำกับคนเดียวกับ Looper ที่มีความแข็งแกร่งด้านการสื่อสารจากแก่นของเรื่องแบบสุดๆ และมีกลิ่นอายคล้ายๆ กับ Rogue One ที่ค่อนข้างตึงเครียด ดำเนินไปอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับความสมจริง ไม่ค่อยมีฉากผจญภัยอีกแล้ว ฉะนั้นพอมันเป็นสงครามในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับความจริงๆ มาก มันก็เลยไม่มีฮีโร่อีกต่อไป เพราะทุกๆ คนคือ Rebel Scum และเราทุกคนก็คือความหวัง

The Last Jedi เป็นภาคที่พูดถึงความหวัง เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของความหวังเลยก็ว่าได้ เหมือนได้รับส่งไม้มาจาก Rogue One เลย ในภาคที่ 7 นั้น ลุค สกายวอร์คเกอร์เหมือนจะเป็นความหวังให้เจ้าหญิงเลอามาโดยตลอด แต่เมื่อมาถึงจุดๆหนึ่งในภาคนี้ เราก็ได้เห็นการส่งต่อความฝันและความหวังไปข้างหน้า ไปหยั่งคนรุ่นลูก ไปหยั่งรุ่นหลัง ไปหยั่งภาคถัดไป

อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้ในสื่อต่างๆ The Last Jedi เป็นการเคลื่อนซีรีย์เข้าไปสู่บทใหม่ของ Star Wars ที่ไม่ขึ้นกับตระกูล Skywalker อีกต่อไปแล้ว ซึ่งมันเป็นการสลัดคราบที่งดงาม หมดจด และนำไปสู่ตัวเนื้อเรื่องจริงๆ ที่แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับยุคเก่า เราจะเห็นว่าตัวโครงเรื่องช่วงแรกที่แทบจะล้อเลียนภาคเก่าๆนั้น สุดท้ายก็ถูกทุบทิ้ง อะไรที่เคยเกิดในภาคก่อนๆ ภาคนี้เหมือนยั่วล้อ และก็หักมุมกันแบบอุตหลุด ช่วงท้ายนี่หักกันแทบจะตลอดเวลา อะไรที่คลุมเครือก็มาทำให้ชัดเจน อะไรที่หลงเหลือเอาไว้ก็ทำให้มันจบลง ซึ่งแต่ล่ะการจบก็ทำออกมาดีมาก และบทใหม่ๆที่น่าสนใจกำลังเริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมองภาพเจไดใหม่ๆ ผ่านภายใต้ดวงตาของลุค การไม่มีซิธตัวร้ายหลักสำหรับภาคเก่าๆ การเดินเรื่องแบบไม่ค่อยแคร์การสำรวจอวกาศอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งการวางแผนซ้อนแผนที่ต้องเสียสละคนเป็นทอดๆ

ด้านโปรดักชั่นนั้นเนี๊ยบเอามากๆ สมแล้วกับเป็นดิสนีย์ที่ปลุกปั้นมาทั้ง Marvel และอนิเมชั่นของตัวเองมาโดยตลอดในแบบปลอดภัยเสมอมา พอได้ผู้กำกับจัดจ้านมันก็เลยน่าประทับใจ การเล่าเรื่องด้วยวิธีการ “พูดถึงตัวละครนั้นๆ” แล้วตัดภาพไปหยั่งเรื่องเกี่ยวข้องนี่เป็นเอกลักษณ์การเล่าของภาคนี้เลย และเชื่อมแต่ละฉากได้เนียนสุดๆ ส่วนเพลงก็คงเอกลักษณ์ฉบับดั้งเดิมได้ดี เรียกได้ว่าเป็นหนังที่สมบูรณ์แล้วล่ะ ส่วนนักแสดงก็ทำกันได้ระดับมาตรฐานน่ะนะ ลุคแสดงดีมาก สมแล้วกับที่เคยพากษ์เป็นบทโจ๊กเกอร์ในอนิเมชั่นของ DC มาก่อน มุขตลกก็ออกมาไปทาง Marvel มีลักษณะคล้ายภาค 4,5,6 นั่นแหละ สำหรับเราคิดว่ามุขตลกค่อนข้างกลืนเป็นเนื้อเดียวกับเรื่องอยู่พอควรเลย ไม่ได้โปกฮา ใสๆ เหมือนภาค Force Awakening

นอกจากจะมีอะไรใหม่ๆอยู่ข้างหน้า ก็มีอะไรเก่าๆให้คิดถึงอยู่เยอะ และมันก็ทำให้เราอิ่มเอมในแบบที่ Force Awakening ทำได้สำหรับแฟนสตาร์วอร์ เราจะได้การเติบโตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ได้เห็นโลกในรูปแบบต่างๆ โพที่รอบคอบ ฟินที่ทำเพื่อคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง และโดยเฉพาะเรย์ที่กำลังกลายเป็นเจไดเต็มรูปแบบ

พอหนังมันไม่ได้ให้ความสำคัญถึง The Chosen One อย่างสกายวอร์เกอร์และตัวเอกอื่นๆ อีกต่อไป ก็เลยกระจายไปให้กับบทเล็กๆ ต่างๆ ในกลุ่มกบฏ ที่เป็นเสมือนจิ๊กซอขับเคลื่อนหน่วยต้อต้านที่ล้วนถูกมองข้ามไปในภาคเก่าๆ (แต่ถูกขับเน้นในภาค Rouge One) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาพของความหวังได้ว่ามันทรงอิทธิพลขนาดไหน และทำไมใครๆ ก็เคารพต่อหน่วยต่อต้าน รวมไปถึงความหมายของวีรชนที่แท้จริง ซึ่งเสียสละเพื่อความหวังมากมายถึงเพียงนั้น

The Last Jedi เป็นภาคที่พูดถึง “คนธรรมดา” พูดถึง “พลัง” ของคนธรรมดา พูดถึงฟอร์ซอันเป็นธรรมชาติ เป็นหนังแห่งความหวังที่งดงาม มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างภาคเก่าและหนทางใหม่ มันทำให้แฟนสตาร์วอร์คนหนึ่งอย่างผมรู้สึกสนุกและอินกับมันมากๆ เลยครับ 

อย่าพลาดสัมผัสหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในซีรีย์นี้นะครับ มีความแตกต่างจากภาคเก่าๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.5
17 ธันวาคม 2560 12:16:41

Wonder | Stephen Chbosky

วอนเดอร์ เป็นหนังเรียบง่ายที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ออกกี้ เด็กชายผู้มีปัญหาในวัยแรกเกิดทำให้ต้องผ่าตัดหลายสิบรอบบนใบหน้า เพื่อให้เติบโตได้อย่างมนุษย์ทั่วไปจนหน้าตาอัปลักษณ์ ก่อนที่เรื่องจะเคลื่อนเข้าไปสู่ช่วงเวลาที่แม่ของเขาไม่สามารถสอนออกกี้ที่บ้านได้อีก และถึงเวลาที่เขาจะต้องเข้าโรงเรียนไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก ที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยก ความขัดแย้ง และความโหดร้าย

แต่ในความเจ็บปวดทั้งหลาย ไม่ได้มีแต่ความรุนแรงของมนุษย์ มันยังมีความอบอุ่นที่เชื่อมใจของผู้คนให้ต่อสู้ไปด้วยกัน

แล้วก็ไม่ได้มีด้านเดียว หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆ หนังจงใจสอดแทรกความโหดร้ายและดำมืดของมนุษย์อยู่เสมอ แต่ในระดับบรรยากาศบางๆมากกว่าจะเจาะจงลงไป เช่น ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยการกีดกัน การเอาตัวรอดของแต่ละคนจากการกดทับของระบบการศึกษา การแกล้ง การอยู่คนเดียว และความต้องการของตัวเอง สุดท้ายแล้วแม่ของออกกี้เองก็อยากจะทำงานของตัวเอง ทำความฝันก็เลยผลักไสออกกี้ออกไปข้างนอก หรือการเอาใจใส่ออกกี้มากเกินไปจนลืมดูพี่สาวของตัวเอง หรือมิรันด้าเพื่อนของเวียที่เป็นผลพวงมาจากครอบครัวที่ล้มเหลว ไม่ต่างกับการแกล้งกันในโรงเรียนของออกกี้ ซึ่งส่งผลต่อกระทบไปยังสังคมที่ตัวเองอยู่ ด้วยการทำร้ายเพื่อนไปโดยไม่รู้ตัว 

เราล้วนอยากสำคัญ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็เชื่อมต่อกันไปอย่างไม่จบสิ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะความอบอุ่นเท่านั้นที่ถ่ายทอดไปให้ผู้คน แต่ความล้มเหลวก็เช่นกัน 

เราชอบหนังเรื่องนี้ตรงนี้นี่แหละ ความขัดแย้งในระดับที่ไม่ได้ลึกล้ำ ปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ต่อสู้ไปเรื่อยๆ กับความเจ็บปวดที่เข้ามา รักมากเกินไป รักน้อยเกินไป เราล้วนผิดพลาด แต่เราก็ยังมีชีวิตต่อไป หนังพาเราไปรู้จักความอบอุ่น การต่อสู้ ความตาย และการก้าวผ่านได้งดงาม เมื่อบวกกับความมืดดำของสังคมที่ปรากฏตัวอยู่ชายขอบของหนัง มันทำให้ตัวละครดูสมจริง เนื้อเรื่องเข้าถึงได้ง่าย และไม่แปลกเลยที่หนังจะเข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้คน

เป็นหนังฟีลกู๊ดสำหรับครอบครัว สร้างจากนวนิยายที่เรียบง่ายแต่ก็ทรงพลัง แม้ในด้านโปรดักชั่นการถ่ายทำออกสไตล์เน้นปลอดภัยไม่หวือหวา ไม่มีลูกเล่นอะไรแปลกๆ แต่ก็นำส่งเนื้อเรื่องแสนน่ารักน่าชังไปสุดปลายทางโดยไม่ติดขัด นักแสดงทุกคนเองก็ไม่ได้รับบทอะไรหนักหนาเท่าไหร่ แต่ลึกด่ำสมจริง ตัวเด็กก็มีเสน่ห์น่าหลงรักกันทั้งนั้น ดึงเอาความซุกซนของมนุษย์ออกมาได้ดีสุดๆ เป็นหนังครบเครื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง

แต่ถึงจะเรียบง่าย มันก็สามารถเรียกน้ำตาออกมาได้ และทำให้เรามีความสุขกับพลังของหนังเรื่องนี้ อย่าลืมไปดูกันนะครับ หนังดีๆ เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชมในโรงภาพยนตร์

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8
16 ธันวาคม 2560 23:30:53

Star Wars: The Last Jedi

เป็นหนังที่คู่ควรกับการดูใน IMAX 3D อย่างที่สุด ถึงแม้อัตราส่วนจอจะไม่ได้ใหญ่เต็มขนาดจอของ IMAX แต่ 3D พุ่งเยอะมาก แค่ฉากเปิดมา ยานที่วิ่งมาจากวาร์ปพุ่งเข้าหน้า แทบจะเห็นทุกส่วนของยานกันเลยทีเดียว (อย่าเข้าโรงช้านะอดดูฉากนี้เสียดายแย่เลย)

ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่แฟนตัวยง ของมหากาพย์ Star Wars ตั้งแต่ดูมาชอบแค่ภาค3 ภาคเดียวเท่านั้น ยิ่งภาคที่แล้ว Force Awakens เป็นภาคที่เราไม่ชอบอย่างมาก แต่พอดูภาคนี้ก็รู้สึกโอเคขึ้นมานะครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

สิ่งที่ชอบในหนัง

1. ภาพที่สวยและสีที่สดของตัวหนัง และยิ่งได้ดูในระบบ IMAX 3D ทำให้รู้สึกเต็มตา 3Dนี่นูนจริงจัง ค่าตั๋วอาจจะแพงกว่าปกติ แค่ก็คุ้มค่ากับการดูหนังยิ่งใหญ่เรื่องนี้

2. การกลับมาของลุค สกายวอคเกอร์ คือส่วนที่ดีมากๆของหนัง Mark Hamill กลับมารับบทลุค หลังจากผ่านมานานกว่า 30 ปี การแสดงถือว่าเข้าตาเรามาก ชอบความกวน ความจริงจัง เข้าถึงตัวละครได้ดี 30 ปีก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น มีหลายฉากที่แฟนพันธุ์แท้ภาคเก่าๆต้องชอบมากแน่นอน

3. และตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในภาคนี้คือ เจ้าหญิงเลอา ไม่รู้ทำไม แต่การแสดงทรงพลังมากๆ มีฉากเท่ๆหลายฉาก เสียดายที่ภาคต่อๆไปจะไม่ได้เห็นเจ้าหญิงกลับมาแสดงแล้ว :(( (ในหนังเป็นยังไงต้องชมนะครับ)

4. ไอเดียของดาวที่มีทรายสีแดง (หรือแร่ธาตุสีแดงเนี่ยแหละ) ชอบมากเลยนะ แบบว่าคนคิดคิดได้ไง มันเท่และสวย 

5. เนื้อเรื่องที่พลิกไปมา เดาไม่ได้จับทางไม่ถูกเลย แต่ก็มีส่วนที่เราไม่ชอบนะ จะพูดในหัวข้อถัดไป

สิ่งที่ไม่ชอบในหนัง

1. เนื้อเรื่องบางอย่างมันสะกิดต่อม ว่ามันแปลกๆ ตัวละครบางตัวก็แปลกๆ คือมันไม่สมเหตุสมผลมากกว่า เนื้อเรื่องพลิกไปพลิกมาจริง แต่ตัวละครแสดงสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลออกมา (พยายามจะไม่คิดนะตอนดู แต่มันมีมาเรื่อยๆจนหงุิดหงิดเลยทีเดียว)

2. ตัวละคร ฟิน เป็นตัวละครที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับเรา ภาคที่แล้วคือส่วนที่ดีมากๆเลยนะ แต่ภาคนี้ตัวละครนี้น่ารำคาญมากที่สุดเลย 

3. อัตราส่วน Imax ไม่เต็มจอ ทำให้มีขอบดำทั้งบนและล่างเยอะพอสมควร เวลาดูเลยเหมือนไม่เต็มจอเหมือนเรื่องอื่นๆ

4. ช่วงกลางเรื่องนี่มีแอบหลับ 

สุดท้ายครับ อยากให้ไปดู Star Wars ในโรง IMAX จริงๆครับ ยิ่งถ้าใครชอบ 3D อยู่แล้วต้องห้ามพลาดเลยนะครับ

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
7.8
16 ธันวาคม 2560 12:45:12

Better Watch Out - โดดเดี่ยวเดี๋ยวก็ตาย 

89 min | Thriller | Directed by Chris Peckover

เรื่องราวของคืนก่อนวันคริสต์มาส ลุค เด็กวัย 12 ต้องอยู่บ้านกับพี่เลี้ยงสาวแอชลีย์ เพราะพ่อแม่ต้องออกไปงานเลี้ยงนู่นนี่ ซึ่งค่ำคืนที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่แล้วพวกเขาก็ต้องเผชิญกับผู้บุกรุกปริศนา และตัวตนที่แท้จริงของลุคนำไปสู่ค่ำคืนที่บ้าคลั่งและน่าสยดสยอง แอชลีย์พี่เลี้ยงสาวต้องเอาตัวรอดจากเหตุการณ์บ้า ๆ นี้ให้จงได้ 

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหนังประเภทนี้แน่นอนว่านั่นก็คือความคาดเดาไม่ได้ และที่หนังต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกเอาใจช่วยไปกับตัวเอกหรือบรรดาเหยื่อซึ่งในหนังเรื่องนี้ทำได้ค่อนข้างดีในระดับนึงเลย เพียงแต่จุดหักมุมมันไม่ได้คมอะไรมาก ทำให้หนังยังไม่พีคเท่าที่ควรจะเป็น คือถ้าได้ดูอาจจะรู้สึกแบบเดียวกันเลยว่า มันน่าจะได้มากกว่านี้อีก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังดูสนุกใช้ได้เลย บวกกับนางเอกก็สวยและไม่ไร้สติ อีกทั้งความยาวของหนังก็ยังพอดิบพอดี ซึ่งหนทางในการดูหนังเรื่องนี้ที่ดีและสนุกที่สุดคือการไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จะดีที่สุด แล้วจะรู้สึกสนุก ตกใจไปกับสิ่งที่หนังนำเสนอมาก ใครที่หาหนังระทึกขวัญดูสนุกย่อยง่าย ไม่ควรพลาด

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.4
16 ธันวาคม 2560 12:17:10

Star Wars: The Last Jedi - ปัจฉิมบทแห่งเจได

150 min | Action/Fantasy | Directed by Rian Johnson 

ในฐานะแฟนสตาร์วอร์สมากว่ายี่สิบปี นี่คือ ภาคที่สนุกที่สุดและอาจดีเทียบเท่ากับสิ่งที่ Empire Strike Back ทำได้เลย โดยต่อจากนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมนะครับ ภาคนี้คือภาคที่ 8 แล้วของสงครามแห่งดวงดาว ซึ่งภาคนี้ดำเนินเรื่องต่อจาก The Force Awakens เลยในแทบจะทันที ซึ่งในภาคนี้ให้อารมณ์เหมือนภาค 5 เล็กน้อยตรงการเรืองอำนาจของฝ่ายปฐมภาคี และความอับจนหนทางของฝ่ายดี หรือฝ่ายกบฏฝ่ายต่อต้าน รวมไปถึงการเดินทางไปเพื่อตามหาปรมาจารย์เจไดและฝึกของเรย์กับลุคที่พาให้นึกไปถึงสมัยที่ลุคไปฝึก แต่ทว่าใต้กลิ่นอายของภาคก่อน ๆ หนังกลับซ่อนไปด้วยความสดของไอเดีย ความแปลกใหม่ของอารมณ์ และการก้าวข้ามอดีตต่าง ๆ ซึ่งจุดนี้เองทำให้หนังภาคนี้กล้าที่จะแตกต่าง และสนุกมาก 

ต้องชื่นชม ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน ที่ทั้งกำกับและเขียนบทในภาคนี้ ที่โชว์วิสัยทัศน์ในการทำหนังที่ยอดเยี่ยมให้เราเห็นอีกครั้ง ทั้งงานอาร์ทคราฟต์หลาย ๆ อย่าง และการดึงศาสตร์ของภาพยนตร์มาใช้ยกระดับให้ภาคนี้มีความงดงามในแง่ของศิลปะภาพยนตร์มาก วิชวลที่สวยงาม เสียงที่โดดเด่น และลูกเล่นในการเล่าเรื่อง ช่วยดึงอารมณ์คนดูให้คล้อยตามกับทริคในการเล่าเรื่องทุกจุดได้อย่างอยู่หมัด เซอร์ไพร์สของหนังก็ได้ผลชะงัด เรียกเสียงฮือฮาของผู้ชมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าสาวกให้ปลื้มปริ่ม ตื้นตันกันได้ สุดยอดมาก กราบคารวะ ไรอัน จอห์นสันจริง ๆ 

คาแรคเตอร์ในเรื่องแม้หลายคนจะดรอปไป แต่ก็มีหลายคนที่ประกายแสงและโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สองตัวนำของเรื่องอย่างเรย์ และ ไคโลเรน ยอดเยี่ยมและมีมิติให้น่าค้นหาน่าจับตามองมากขึ้น ในพาร์ทเก๋า ขอพูดถึง ลอร่า เดิร์นก่อน เธอมาน้อยแต่ 100 เปอร์เซ็นต์ของแท้ น่าจดจำมาก และ มาร์ค ฮามิล ในบทบาทของลุค สกายวอล์คเกอร์ สุดยอดจริง ๆ รวมไปถึง แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ในบทบาทของเจ้าหญิงเลอา สวยงาม งดงามมาก จริง ๆ 

นอกจากความเข้มข้นของเนื้อหา ที่ดูสนุกแล้ว ยังมีซีนเท่ ๆ อีกมากมาย รวมไปถึงความหลากหลายรสของอารมณ์ เพราะหนังเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน และ ความซาบซึ้ง ความสิ้นหวัง ย่อยยับประมาณนึง กล่าวมาประมาณนี้ก็น่าจะพอให้ผู้ที่ผ่านมาอ่าน พอได้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของภาคที่ 8 The Last Jedi นี้แล้ว เรียกได้ว่า ทรงพลัง ยอดเยี่ยม และไม่อยากให้พลาดชมเลยยิ่งถ้าคุณได้ติดตามหนังชุดนี้มาโดยตลอด

May the force be with you " always " ครับ  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.6
14 ธันวาคม 2560 23:38:48

สำหรับผู้ที่เชื่อว่าภาพยนตร์ในบางครั้งคือการขุดค้นลงไปในหัวใจมนุษย์ ท่องไปในมิติของความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของชีวิต ก็คงคุ้นเคยดีกับชื่อของ Hirokazu Koreeda ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นผู้เป็นชั้นครูในการทำหนังที่มีความเป็นมนุษย์อยู่สูง หนังของ Koreeda มักเล่าเกี่ยวกับชีวิตของตัวละครในทุกมิติ การแสวงหาตัวตนของตัวเอง ความสัมพันธ์กับคนรัก คนในครอบครัว ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม ไปจนถึงประเด็นทางศีลธรรมและจริยธรรมที่อ่อนไหวของเหล่าตัวละครที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อจิตวิญญาณ

The Third Murder ว่าด้วยเรื่องของทนายหนุ่มที่ต้องแก้ต่างให้กับลูกความในคดีปล้นฆ่า จากแก่นพล็อตดังกล่าวหนังค่อยๆ เล่าสืบเสาะหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวการฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทนายหนุ่มผู้มีมาดเย็นชาไม่ยี่หระต่อความถูกต้องหรือความเป็นจริงมากกว่ารูปคดีแพ้ชนะในชั้นศาลกลับต้องสั่นสะท้านและจมดิ่งลึกลงไปในความซับซ้อนของใจมนุษย์ เมื่อเขายิ่งสืบหาข้อมูลมาแก้ต่างทางคดี ระหว่างเดินทางปะติดปะต่อเรื่องราวและเหตุผลต่างๆ ยิ่งยากจะทำความเข้าใจในความจริงอันน่าชวนหัว ว่าอะไรคือแรงจูงใจของฆาตกรและตัวละครแวดล้อม และอะไรกันที่ดึงดูดให้ชีวิตเขาจมดิ่งไปกับปมฆาตรกรรมอันเป็นงานดาษดื่นทั่วไปของอาชีพทนายความของเขาได้ขนาดนี้

การดำเนินเรื่องของหนังค่อนข้างเนิบช้า หนักแน่น องค์ประกอบทางภาพที่ค่อนข้างปรานีตและจัดวางสัญญะอย่างละเอียด บทสนทนาที่เต็มไปด้วยการโยนคำถามหนึ่งไปสู่อีกคำถามหนึ่ง เต็มไปด้วยการเปิดซีนด้วยคำถามและจบซีนด้วยปลายเปิด ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่กลืนง่ายสบายคอนัก และเรียกร้องความสนใจและสมาธิจากคนดูค่อนข้างสูง

หากจะเทียบกับหนังยุคหลังๆ ของเขาเองอย่าง After the Storm , Our Little Sister หรือ Like Father, Like Son ก็ยังถือได้ว่า The Third Murder เป็นหนังที่ย่อยยากกว่ามากพอสมควร และแทบไม่มีจังหวะให้เราได้ปล่อยใจอ้อยอิ่งไปกับสุนทรีภาพเบื้องหน้าเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ที่กล่าวมาเท่าใดนัก แฟนๆ ของ Koreeda จึงอาจต้องเตรียมความพร้อมมากหน่อยทั้งในด้านร่างกาย และสมาธิ เพื่อที่จะเข้าไปรับความ ‘เข้มข้น’ ในอรรถรสของหนังเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
8.5
14 ธันวาคม 2560 00:53:32

"Wonder"

"หนัง feel good ที่ทำให้รู้ว่า คนดีๆ หน้าตาปกติ ก็ไม่ได้จะมีความสุขเสมอไป" 

เรื่องย่อ หนังดำเนินเรื่องโดยเด็กหนุ่ม Auggie ที่มีหน้าตาประหลาด สาเหตุเกิดมาจากต้องผ่าตัดรักษาหน้าถึง 27 ครั้งตั้งแต่เกิด และกำลังจะเข้าโรงเรียนเป็นครั้งแรก

การเข้าโรงเรียนก็รู้แล้วว่า Auggie ต้องโดนล้อ โดนแซวจนรับไม่ไหว แน่นอนคนที่ห่วงที่สุดก็คือพ่อแม่ ต้องดูแลปลอบโยน แต่ทั้งสองก็หารู้ไม่ว่าพี่สาว Auggie ก็น้อยใจ ที่ไม่ได้รับการดูแล แต่อีกใจหนึ่งก็เข้าใจว่าที่พ่อแม่ทำไปเพราะห่วงน้อง พี่สาวก็ห่วงน้องเช่นกัน

การดำเนินเรื่อง หนังดำเนินเรื่องไม่เครียดเลย มีการนำเสนอที่ทำให้อมยิ้มและลุ้นตามตลอด อีกทั้งยังนำเสนอตัวละครได้ลึกซึ้ง และหลากหลายแง่มุมมาก เข้าถึงความรู้สึกของตัวละครในแต่ละตัวได้ดีเลยทีเดียว การนำเสนอด้านครอบครัว เราว่าดีมาก(เราชอบด้านนี้มาก) ในตัวหนังนำเสนอด้านครอบครัวหลายแบบ ทั้งอบอุ่น แตกแยก แต่การนำเสนอของหนังมันไม่เครียด เพราะทุกอย่างมันจะมีทางของมันเสมอ และเราก็สามารถค้นพบทางออกของเราได้เสมอจริงๆ

นักแสดง ส่วนตัวแล้วชอบ Julia Roberts มาตั้งแต่เด็ก มาดูการแสดงภาคนี้ ก็ยังดูไม่แก่เลย แถมเล่นได้ดีอีกด้วย ส่วนเด็ก Auggie ที่นำแสดงโดย Jacob Tremblay เล่นได้ดีมากกกกก!!!!!! เราชอบน้องเค้าตั้งแต่เล่นเรื่อง Room แล้ว เรื่องนั้นเล่นได้ดีมากจริงๆ แสดงทางสีหน้าได้เก่งสุดๆ  ส่วน Owen Wilson มารับบทเป็นพ่อของ Auggie ก็แสดงได้ดี ตลกตามสไตล์พี่แกเลยแหละ

สรุป หลังดูจบ มันรู้สึกอบอุ่นหัวใจนะ ได้แง่คิดหลายอย่าง คนเรามันต้องผ่านปัญหาชีวิตมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะหน้าตาดี หน้าตาแย่ ทุกคนมีปัญหาหมด แต่เมื่อดูหนังจบเราจะรู้ว่าทุกคน มีความ Wonder ในตัวเองเสมอ

แนะนำว่าไปดูเถอะมันดีมากจริงๆ :))

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.7
12 ธันวาคม 2560 00:33:20

เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเต๋อ ถัดจาก 36 และ Mary is happy แต่เราก็ไม่อยากเรียกมันว่าหนังสักเท่าไหร่ เพราะบทแม่งโคตรเรียล และถ่ายทอดเหมือน Documentary ชิบหาย

DIE TOMORROW เป็นการถ่ายทอดเหตุการณ์ของคนที่กำลังจะตาย โดยมีคอนเซปส์ว่า "ก่อนวันสุดท้ายของชีวิต มักเป็นวันธรรมดาๆวันนึง"

เราจะไม่เห็นความซับซ้อนหรือการเล่าเรื่องเหมือนหนังปกติทั่วไป

"สิ่งที่เราจะได้ชม" มันเหมือนกับช่วงเวลาที่เราอยู่กับคนรัก หรืออยู่กับเพื่อน โดยที่มีคนแอบตั้งกล้องบันทึกเหตุการณ์นั้นเอาไว้ แล้วเราที่เป็นบุคคลที่สามก็มาเปิดกล้องนั้นย้อนดูอีกที

"ส่วนสิ่งที่เราจะได้รับ" คือเราจะรู้สึกว่าความตายมันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น และการตายไม่ได้หมายถึงแค่การสูญเสียตลอดไป

พูดถึงโทนหนังซะหน่อย หนังเงียบมาก และใช้เสียงบางอย่างสะกดคนดูได้อยู่หมัดจริงๆ เช่น เสียงหายใจ เสียงเข็มนาฬิกา

สุดท้ายนี้บอกตามตรงว่า DIE TOMORROW ไม่ใช่หนังที่ดูเอาสนุก และบางครั้งก็รู้สึกว่ามันเรียลจนกูเข้ามานั่งดูทำไมวะนี่ เพราะนี่มันชีวิตจริงของคนธรรมดาชัดๆ

ปล. ควรดูในโรงภาาพยนตร์ เพราะถ้าดูจากแผ่นคุณอาจจะปิดทิ้งเลิกดูตั้งแต่พาร์ทแรก และหากลำโพงไม่ดี คุณอาจจะพลาดซาวด์ที่ช่วยมาลดความจืดของหนังไป

ปล.2. น้องพายกับน้องวีโคตรน่ารัก แถมออกมาพร้อมกันอีก แม่งเอ๊ยยย

#dietomorrow #ทำเซียนเหมือนเรียนมา

- ให้คะแนนบทหนังน้อยเพราะบทมันเรียลจนเหมือนไม่มีบท
- หนังเรื่องนี้ไม่มี CG มั้ง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
2
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
0
คะแนนเฉลี่ย
5.6
9 ธันวาคม 2560 23:43:06

Wonder 

113 min | Drama/Family | Directed by Stephen Chbosky

เรื่องราวของ อักกี้ หรือ ออกัสต์ พูลแมน เด็กน้อยวัย 10 ขวบที่เกิดมาพร้อมกับความไม่ปกติของร่างกายทำให้เขาต้องเข้ารับการรักษา การผ่าตัดหลายครั้ง ทำให้ใบหน้าผิดปกติ ซึ่งเขาก็อยู่บ้านและได้รับการศึกษาแบบโฮมสคูลมาโดยตลอด จนพ่อและแม่ของเขาเห็นว่ามันถึงเวลาที่เขาจะต้องไปเรียนที่โรงเรียนแล้ว ทำให้อักกี้ต้องออกไปเผชิญโลกกว้าง ที่มีผู้คนมากมาย 

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้คือ เขาไม่ได้เสนอในมุมมองของ ผู้ป่วยหรือคนที่แปลกแยกในสังคมอย่างเดียว เพราะในพาร์ทของอักกี้เองก็ไม่ได้เล่นประเด็นที่แปลกใหม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการถูกมองเป็นจุดเด่น ถูก bully โดยกลุ่มเด็กเฮี้ยว ๆ ประเด็นเพื่อนต่าง ๆ ก็ไม่ใช่อะไรที่หลุดจากที่คาด แต่เขายังนำเสนอในเรื่องของครอบครัว และคนรอบข้างที่ต้องใช้ชีวิตอยู่รอบตัวของอักกี้ เพราะปัญหาของคนปกติก็มีไม่ได้น้อยไปกว่ากัน แต่เรามักให้ priority กับคนแบบอักกี้ก่อน โดยหนังเปรียบเปรยไว้อย่างน่าสนใจ อักกี้เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ และคนอื่น ๆ ในครอบครัวเป็นเหมือนดาวเคราะห์น้อยใหญ่ที่โคจรอยู่รอบ ๆ หนังให้แอร์ไทม์กับตัวละครหลายต่อหลายตัวในเรื่องได้ค่อนข้างดี เล่าในแต่ละมุมของแต่ละตัวละครได้อย่างมีมิติ และแสดงความอ่อนไหว เปราะบางของแต่ละตัวละครออกมาได้อย่างดี ยกตัวอย่างเช่นตัวละครพี่สาวของอักกี้ที่แม้ไม่ได้เป็นตัวนำของเรื่อง ทำให้มีเวลาประมาณนึง แต่ก็เล่าชีวิตของเด็กไฮสคูลที่ต้องเผชิญปัญหาของเด็กปกติที่พึงเจอได้โอเคเลย ไม่เวิ่นเว้อและเห็นภาพดี 

จะไม่พูดถึง เจค็อบ เทรมเบลย์ ก็ไม่ได้ น้องยังแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงความน่ารักและความเศร้าผ่านใบหน้าอันผิดเพี้ยนได้ดี ที่เจ๋งมากคือหนังมีความเนิร์ดสตาร์วอร์สอย่างรุนแรงมาก เราเลยรู้สึกเข้าอกเข้าใจกับอักกี้เป็นพิเศษ เหมือนคนคอเดียวกันเล่าเรื่องให้ฟังกัน ภาพรวมของหนังดูได้เพลิดเพลินดี ตลก ซาบซึ้งพูดถึงมุมมองหลาย ๆ มุมของเด็ก ครอบครัว เป็นอีก 1 เรื่องที่อยากให้ลองไปชมกันดูครับผม 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.2
1 ธันวาคม 2560 09:30:31

Coco มิติใหม่ของอนิเมชั่นจากพิกซาร์

Pixar ขึ้นชื่อเรื่องอนิเมชั่นคุณภาพที่ชอบมีผลงานที่สร้างความประทับใจใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆได้ตลอดมาเลยก็ว่าได้ ในขณะที่อนิเมชั่นค่ายอื่นๆ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น อิลลูมิเนชั่น/ บลูสกาย /ดรีมเวิร์คอนิเมชั่น/โซนี่อนิเมชั่น เริ่มตันในไอเดียแล้วช่วงนี้ ผลงานช่วงหลังๆ ไม่เปรี้ยงปร้างซักที

Coco วันอลวนวิญญาณอลเวง ถือเป็นผลงานลำดับที่ 19 เรื่องราวว่าด้วยเทศกาลแห่งความตายของแมกซิโก ที่จะมี 1 วันที่ให้คนตายกลับมาหาลูกหลานในโลกของคนเป็น แต่มิเกล ดันหลุดไปอยู่ในโลกคนตายซะงั้น 

ตัวเรื่องนั้นเล่าได้ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีการเล่าซับซ้อนอะไร แต่ดำเนินเรื่องด้วยความไหลลื่นและน่าติดตามเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิกอนิเมชั่นที่ตระการตา สมจริง และเพลงประกอบที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเป็นอย่างมาก เป็นอนิเมชั่นที่มีแบคกราวเรื่องเป็นแมกซีโก ที่ทำออกมาได้ดีไม่แพ้ภาพยนตร์เลยจริงๆ รวมไปถึงมีฉากไฮไลท์ที่ซึ้งกินใจ และสามารถทำให้ผุ้ใหญ่น้ำตาซึมออกมาได้เลยก็ว่าได้

เอาเข้าจริงหน้าหนัง ทั้งตัวอย่างและอื่นๆ นั้น เรื่องนี้มีความเฉพาะตัว ไม่ได้มีความน่ารัก ที่จะดึงดูดให้เด็กๆ เข้าไปดูซักเท่าไหร่ ทำให้ดิสนีย์เลือกที่จะเอา Olaf's Frozen Adventure อนิเมชั่นขนาดสั้น ที่ไม่สั้น มีความยาว 21 นาที มาเป็นอนิเมชั่นฉายแปะหัว Coco ซึ่งถือเป็นการตลาดที่ดีเป็นอย่างมาก เพราะสามารถดึงฐานแฟนคลับ Frozen ตีตั๋วไปดู Coco ได้เพียบ และเพราะกระแสปากต่อปาก ของความสนุกจากเรื่อง Coco ทำให้ยิ่งทำเงินเข้าไปใหญ่

อีก 1 เรื่องที่ต้องขอชื่นชมเลยก็คือ พากย์ไทยเรื่องนี้ ดิสนีย์ยังคงรักษามาตรฐานงานพากย์ดีอย่างมาก บทเพลงในเรื่องมีการแปลไทยเกือบทุกเพลง อีกทั้ง ป้ายสำคัญๆ ต่างๆ ในเรื่องถูกเปลี่ยนเป็นภาษาไทยหมด ดูแล้วมีความตั้งใจในการทำเป็นอย่างมาก พากย์ไทยถือเป็นอีก 1 ตัวเลือกที่ควรค่าแก่การชมเรื่องนี้จริงๆ

สรุปแล้ว Coco เป็นอนิเมชั่นที่ดูแล้วคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ดูแล้วอบอุ่น เหมาะแก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก และเป็นอนิเมชั่นที่การันตีเลยว่าคุณจะต้องซึ้งจนเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้ 9/10 ไปเลยสำหรับ Coco วันอลวน วิญญาณอลเวง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
29 พฤศจิกายน 2560 20:13:45

Let Me Eat Your Pancreas (Sho Tsukikawa | Japan | 2017)

Let Me Eat Your Pancreas หรือในชื่อไทยว่า ‘ตับอ่อนเธอนั้น ฉันขอเถอะนะ’ ซึ่งก็ชวนให้นึกถึงหนังเทือกๆ ปอบหวีดสยองอยู่ไม่น้อย  แต่ไม่เลย..ตับอ่อนฯ ไม่ได้แอบซ่อนเรื่องราวอะไรแบบนั้น  ก็เป็นหนังโรแมนติกดราม่าวัยมัธยมชวนซึ้งชวนเศร้าปกตินี่แหละ  เพียงแค่ในไดอะล็อกหนึ่งระหว่างนางเอก (Minami Hamabe) พระเอก (Takumi Kitamura) เขาคุยกันถึงเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อหนึ่งที่บอกว่าถ้าหากร่างกายส่วนไหนของเราเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บแล้วเราเอาส่วนของร่างกายเดียวกันนั้นมากินมันก็จะหายได้  อย่างเช่นถ้าป่วยเป็นโรคไตก็กินไตก็จะหายป่วยได้  ซึ่งก่อนหน้านั้นพระเอกบังเอิญไปรู้ว่านางเอกป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับตับอ่อนและอีกปีเดียวก็คงตายแต่นางเอกปิดไว้เป็นความลับไม่บอกใครแม้กระทั่งเพื่อนสนิทและครอบครัวก็เลยมีแค่พระเอกคนเดียวเท่านั้นที่รู้  แล้วพระเอกซึ่งเป็นคนเงียบๆ เก็บตัวไม่สุงสิงกับใครก็ได้กลายมาเป็นคนที่นางเอกอยากมีความสุขด้วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

ความสนุกของสถานการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องของ To Do List สิ่งที่อยากลองทำก่อนตายของนางเอก  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีสิ่งที่พระเอกต้องให้ความร่วมมือหรือขึ้นอยู่กับพระเอกด้วย  พูดอย่างนี้ก็คงไม่ต้องเดาให้ยากแล้วล่ะว่าหนึ่งในสิ่งนั้นคือนางเอกอยากลองใกล้ชิดกับพระเอกมากกว่าที่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายคนอื่นใดที่ไม่ใช่แฟน  แล้วผู้หญิงน่ารักๆ ใสๆ แบบนี้มาทำดีมาใกล้ชิดด้วยเชิงรุกสุดๆ  มีหรือที่พระเอกจะไม่หวั่นไหวใดๆ หรือไม่คิดอะไร  การที่พระเอกไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทเป็นทุนเดิมทำให้รีแอคชั่นต่อการเข้าหาของนางเอกนั้นเคอะเขิน  แต่ถึงจะเป็นคาแร็กเตอร์ที่มีการถูกบุลลี่อยู่หน่อยๆ  แต่ก็ไม่ใช่ด้วยแบบที่เจี๋ยมเจี้ยมเหนียมอายแบบเด็กมัธยมลุคเนิร์ดๆ ขี้ขลาดและเก็บตัวจนไม่มีใครคบ  หรือไม่เคยผ่านประสบการณ์ความรักใดๆ  ชอบที่ไม่ใช่ตัวละครแบบลูสเซอร์สุดทางอะไรแบบนั้น  ก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาที่มีโลกของตัวเองแบบนี้ไม่ถึงกับเป็นชายขอบหรือคนที่ต้องถูกกระทำจนน่าเวทนาแล้วนางเอกที่เข้ามาเห็นค่าของเขาก็ต้องกลายเป็นนางฟ้ามาโปรดอะไรอย่างนั้น  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลทำให้หนังไม่ได้จะเล่าซ้ำความซ้ำซากด้วยการเรียกร้องน้ำตาคนดูจากความเศร้าหมองของชีวิตเสียจนเกินลิมิตที่เราจะรับได้

ความโรแมนติกดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่ทั้งพระเอกนางเอกและคนดูเองก็รู้ทั้งรู้ว่านางเอกกำลังจะตายทำให้มันมีเศร้าที่ค่อยๆ เพิ่มระดับคละคลุ้งมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่ก็น่าเสียดายที่การเล่าเรื่องของผู้กำกับก็เล่าไปได้เรื่อยๆ ไปหน่อยเช่นเดียวกัน  นักแสดงที่มีเสน่ห์ทั้งพระเอกนางเอกและตัวประกอบอื่นๆ จึงกลายเป็นตัวช่วยให้เราอยากติดตามต่อไปได้อยู่  จริงๆ แล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันมีชั้นความน่าสนใจในมุมความเป็นมนุษย์โทนมืดที่แอบซ่อนอยู่มากประมาณหนึ่งเลยนะ  แต่น่าเสียดายที่คนทำไม่ได้ตั้งใจที่จะกะเทาะในจุดเหล่านั้น  เราจึงได้เห็นแค่เหตุผลเรียบๆ ของตัวละครแต่ละตัวเท่านั้นเอง  อย่างเช่น  ทำไมนางเอกถึงไม่ยอมบอกคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทคนอื่นทั้งที่รักกับมาก  มากกว่าเหตุผลที่แค่ว่าเพราะกลัวคนเหล่านั้นเสียใจหรือเศร้าใจซึ่งซ้ำซากไปหน่อย  และจริงๆ แล้วพระเอกคิดอะไรยังไงกับนางเอกบ้างนอกเหนือจากมิตรภาพและความรักที่เราได้เห็นมันยังพอมีมุมคิดไปทางบวกหรือลบที่จะทำอะไรนอกเหนือจากที่คนทำให้คนดูได้เห็นได้อีกบ้าง  หรือการตั้งคำถามที่ว่าหากนางเอกรอดตายจากอาการป่วยนี้ได้จริงๆ ล่ะ  ทั้งที่เรื่องราวในตอนท้ายมันเยือกเย็นเพียงพอที่จะสำรวจสิ่งเหล่านี้ได้  ซึ่งหนังก็กล้าพาไปสู่จุดที่เราไม่ได้คาดคิดและฉุกคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและจุดจบของมันได้ถึงขนาดนั้น  โดยเฉพาะกับหนังรักใสๆ แบบนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
29 พฤศจิกายน 2560 11:19:04

 

ภาพยนตร์ที่เป็นเหมือนกับงานศพ จำลองการบันทึกภาพวาระสุดท้ายก่อนความตายมาเยือนของหลายชีวิต ความตายดูเป็นจุดพลิกผันที่ยิ่งใหญ่และไม่มีวันหวนกลับ ความตายเป็นคำที่ทรงพลังและสั่นสะเทือนคนเรารุนแรงอยู่ทุกช่วงยุคสมัย ทว่าใน Die Tomorrow ภาพยนตร์ที่ครุ่นคิดหนักเกี่ยวกับความตายกับเลือกที่จะนำเสนอช่วงเวลาสามัญก่อนความตายที่ช่างเป็น “วันธรรมดาๆ วันหนึ่ง” ไม่มีสัญญาณบอกเหตุ ไม่มีใครล่วงรู้ ไม่มีการบอกลา และยังไม่ได้ทำอีกหลายสิ่ง

นวพล ธรรมรงค์รัตนฤทธิ์ คือหนึ่งในผู้กำกับร่วมสมัยที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นที่จับตามองของตลาดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดแมส อินดี้ ไปจนถึงกลุ่มคนดูที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง หนังของนวพลมักห่อหุ้มด้วยคอนเซปต์ที่น่าสนใจ เขามักสร้างโครงกระดูกสันหลังของเรื่องผ่านคอนเซปต์การเล่าเรื่องบางอย่าง และค่อยๆ ขยับขยายเรื่องราวผ่านคอนเซปต์นั้น ใน Die Tomorrow เขาเลือกเล่าเรื่องชีวิตของตัวละครหลายชีวิตในโมเมนต์ช่วงก่อนที่ตัวละครเหล่านั้นจะพบกับความตาย หรือได้รับผลกระทบจากความตายในไม่ช้า ตัวละครทุกตัวของเขาไม่มีใครหยั่งรู้ล่วงหน้าหรือจับสัญญาณบอกเหตุใดใดได้เลย พวกเขาต่างใช้ชีวิตตามปกติราวกับขณะที่ความตายกำลังคืบคลานมาอย่างเชื่องช้าและสงบเสงี่ยม

ถึงหนังจะจับประเด็นเรื่องใหญ่โตทางอารมณ์อย่างความตาย แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะเร้าอารมณ์คนดูให้พานโศกเศร้าหรือรู้สึกถูกกระตุ้นให้กราฟอารมณ์พุ่งดิ่งแต่อย่างใด เพราะนวพลเลือกที่จะเล่าเรื่องอย่างเบาบางเอาเสียมากๆ บางเสียจนคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ลึกซึ้งที่สามารถเชื่อมโยงกับความตายอันเงียบสงบในหนังอาจจะจูนกับหนังยากอยู่เหมือนกัน และอีกข้อสังเกตหนึ่งคือแม้นวพลจะถือได้ว่าเป็นผู้กำกับที่มีสายตาละเอียดอ่อนและถ่ายทอดได้อย่างเรียลริสติก แต่ด้วยคอนเซปต์ของเรื่อง กิมมิกที่วางไว้อย่างรัดกุมและโดดเด้งออกมามากในบางครั้งก็ทำให้เกิดเป็นช่องว่างที่ไม่นำพาสำหรับคนดูบางกลุ่มอยู่เหมือนกัน

Die Tomorrow จึงเป็นหนังที่ยากจะนิยามเพราะหนังให้ความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความเศร้ากับความรับรู้สามัญเกี่ยวกับความตาย ความที่หนังพยายามเบาบางทั้งประเด็นและการสร้างอารมณ์ทำให้การจูนติดกับหนังอาจทำได้ยากอยู่เหมือนกันสำหรับหลายๆ คน แต่กับใครที่มีประสบการณ์ครุ่นคิดลึกซึ้งถึงความตาย หรือเคยได้รับผลกระทบจากความตายอาจจะจูนหนังติดได้อย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งที่หนังพยายามทำทั้งเรื่องอย่างซื่อสัตย์แข็งขันคือการที่บอกกับเราทุกคนว่าในหลายๆ ครั้งวาระก่อนตายมักมาอย่างเงียบสงบในวันธรรมดาๆ ของชีวิตโดยที่ใครต่างก็ไม่รู้ตัว

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
8.3
25 พฤศจิกายน 2560 10:10:51

“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!!!” - รีวิว Murder on the Orient Express ฉบับเด็กเดินตั๋ว (ไม่สปอล์ย)

หนังเรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นรีเมคจากฉบับดั้งเดิมปี 1974 ที่เป็นหนังไขคดีฆาตกรรมสยองขวัญที่ฮือฮามากๆในสมัยนั้น ตอนนั้นชาวบ้านเขาตื่นเต้นมากๆ เชื่อเด็กเดินตั๋วสิ... (พูดอย่างกับเด็กเดินตั๋วไปดูมาเองในสมัยนั้น - -“) คราวนี้กลับมาอลังการงานสร้างกว่าเดิม แถมยังมีป๋าเด็ปสุดหล่อเล่นด้วย (จอห์นนี่ เด็ป) ช่างเย้ายวนใจให้เด็กเดินตั๋วเข้าไปดูจริงๆ แถมยังมีคะแนนและคำวิจารณ์ในแง่บวกสูงก่อนหนังฉาย ทำให้น่าสนใจยิ่งนัก

ช่วงแรกตื่นเต้นไปกับการปูคาแรกเตอร์ การดำเนินเนื้อเรื่องแสนตื่นเต้นในการไขคดีกับการแสดงคาแรกเตอร์ แสนชาญฉลาดของลุงนักสืบโคนันหนวดยาวราวกับขุนพันธุ์ (ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนขุนพันธุ์จริงๆนะ) อารมณ์เริ่มแรกคล้ายๆดูซีรียส์ Sherlock หรือ โคนันเทือกๆนั้น แต่พอเข้าเรื่องขึ้นรถไฟก็ดูเป็นอีก Mood นึงเลย

ไหนๆพูดถึงการแสดง ต้องบอกว่าเรื่องนี้การแสดงของนักแสดงทุกคนโดดเด่นไปคนละแบบมาก แต่ละบทบาทดูลึกลับมีมิติมากๆ ส่วนการแสดงของลุงนักแสดงที่เป็นนักแสดงนำดูเหมือน Sherlock Holmes ผสม ตินติน ดูได้เพลินๆมาก ส่วนป๋าเด็ปก็เข้าคารแรกเตอร์ของป๋าได้ดีเลย ดูไม่เป็นป๋าจอห์นเลย ดูเป็นบทบาทนั้นแบบร้อยเปอร์เซนต์เลย

ส่วนงานสร้าง พูดได้คำเดียวว่าอลังการมากครับ ทั้งรถไฟ ทั้งฉากเมือง การถ่ายทำก็โดดเด่น ถ่ายสวยมากๆ สวยเลยเรื่องนี้ ไปดูแค่ภาพ แค่ฉากก็คุ้มแล้ว แถมมีนักแสดงเล่นได้ดีอีกด้วย เพลิดเพลินกันไปยาวๆ

แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้มีฉากแอคชั่น หรือสยองขวัญอะไรมากนัก เป็นแนวไขคดี ดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนาของลุงนักสืบ และการรับรู้เรื่องราวจากตัวละครต่างๆมากกว่า ใครที่วอนท์ฉากมันส์ๆ สยองๆก็อาจจะต้องเชิญไปเรื่องอื่นๆ(ช่วงนี้หนังแนวนี้เยอะอยู่นะ) เรื่องนี้เป็นเหมือนนิยายไขคดีมากกว่าครับ แต่บอกเลยตอนจบพีคมาก แทบงงไปเลย หุหุ...

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.9
21 พฤศจิกายน 2560 22:36:14

Justice League หนังรวมพลครั้งแรกของดีซี ที่จะมีทั้งดีและไม่ดี

อย่างแรกเลยสำหรับจักรวาลหนัง DC ของ Warner Bros. ดูกระท่อนกระแท่นไปมาเป็นอย่างมาก หลังจากเละเทะไม่เป็นท่าไปกับ Batman v Superman ในเรื่องของตัวบทที่พยายามเล่นใหญ่ใส่โน้นนี่นั่นเยอะไปหมด ไม่ได้มีการปุพื้นเรื่องราวตัวละครอื่นๆให้คนดูอินไปกับหนัง กลายเป็นหนังยำเละที่โดนหั่นๆๆแล้วก็หั่นจนดูไม่รู้เรื่องเลยในรอบแรก แต่ก็พอจะกู้หน้าขึ้นมาได้บ้างกับ Wonder Woman ในต้นปีที่ผ่านมา อันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีของทิศทางหนังของจักรวาล DC ในอนาคต

สิ่งที่ทำให้หลายคนหวั่นๆกับ จัสติส ลีก เวอร์ชั่นนี้ ก็เพราะดำเนินงานสร้างและกำกับโดยตา แซค สไนเดอร์ ผู้ซึ่งมีดีที่ฉากแอคชั่น เท่านั้น ตัวบทในหนังเรื่องก่อนๆของพี่แกถ้าไม่ได้มีคนเกลาบทที่ดี หนังเรื่องนั้นก็อาจจะเล่าเรื่องได้เละเทะแบบ BvS ก็เป็นได้ แต่ด้วยผลพวงจากปัญหาทางบ้านของตาแซคเอง ทำให้ต้องถอดตัวกลางคันและได้จอร์ช วีดอน ผกก The Avenger/ Avenger Age of Ultron มารับช่วงต่อของหนังแทน ซึ่งเอาจริงๆส่วนตัวผมมีความหวั่นๆกับการให้ ผกก ที่ทิศทางหนัง โทนหนังแตกต่างกันขนาดนี้ มาทำหนังเรื่องเดียวกัน มันจะมีขัดแย้งในโทนหนังหรือไม เป็นอะไรที่น่าหวั่นใจไม่ต้องโดยเฉพาะ ภาษีของหนังจักรวาล DCนั่นยิ่งลุ่มๆดอนๆอยู่ในช่วงนี้

จากการที่ผมเองทำใจเอาไว้เยอะก่อนได้เข้าไปชม ถึงขั้นไม่หวังอะไรเลยจากหนังเรื่องนี้ หลังจากชมจบก็ต้องพบกับคำว่า บันเทิงเกินคาดจริงๆ ตัวหนังนั้นเนื่องด้วยที่เป็นการเล่าเรื่องการรวมพลครั้งแรกของหลายตัวละคร ที่ถูกจับยัดลงในหนังความยาวเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเร่งสปีดอย่างสูงชนิดที่ว่า ถ้าใครหลุดโฟกัสจากหนังไปซักแป๊ป อาจจะเสียอรรถรสในการชมของฉากนั้นๆไปเยอะ หรือขาดความเชื่อมต่อกับเนื้อเรื่องโดยสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่วนตัวคิดว่า ถ้าหนังขยายเวลาเล่าเรื่องอีกซัก ครึ่งชั่วโมงคงจะลงตัวดีกว่านี้่แน่ หรืออาจจะเป็นแผนของ Warner Bros. อีกครั้งที่จะขายหนังเวอร์ชั่นเต็มตอนลง Home Ent ก็เป็นไป (แต่ในกรณีนี้ตัวหนังเวอร์ชั่นฉายโรงไม่ได้มีความเละเทะแบบ Bvs ที่หลายคนบ่นกัน)

 ข้อดีของจัสติส ลีกคือ ดำเนินเรื่องเร็วเอาใจคอหนังสมัยนี้จริงๆ แอคชั่นจัดหนักมากตามสไตล์แซค และได้มุขตลกของ จอร์ช มาช่วยเสริมให้หนังดูย่อยง่ายและเข้าถึงง่าย ตามสไตล์หนังมาร์เวล แต่ก็ไม่ได้สีสัน หรือโทนหนังใส่ๆสไตล์มาร์เวลจ๋าขนาดนั้น ยังคงมีความดาร์ค และจริงจังลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อให้เป็น Theme หลักของหนังจักรวาล DC

ข้อเสียเท่าที่คิดออกตอนนี้คืออย่างแรก ตัวหนังด้วยความที่พยายามที่จะเล่าเรื่องให้รวดเร็ว สั้น กระชับ จนบางครั้งมันอาจจะห้วนไป ถ้าขยายให้หนังยาวขึ้นอีกนิดได้ก็คงจะกลบจุดนี้ไปได้ และอีกส่วนที่เป็นห่วงก่อนชมคือ สไตล์หนังของ แซค และ จอร์ช นั้นมีความแตกต่างกันชัดเจนอยู่ จนทำให้ระหว่างชมก็สามารถเช็คได้ว่า ส่วนนี้ของตาแซค ส่วนนี้ของตาจอร์ช ที่ถ่ายซ่อมเสริมเข้ามา

สรุปแล้วส่วนตัวผมก็บันเทิงกับ จัสติส ลีกเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ มันเกินคาดในหลายๆส่วน โดยเฉพาะด้านความบันเทิง ที่ถือว่าเป็นก้าวที่ 2 ถัดจากวันเดอร์วูแมน ที่ จักรวาล DC จับทางถูกและถ้ายังยึดแนวทางนี้ หนังในภายภาคหน้าคงจะมีอนาคตที่สดใสของคะแนนรีวิวและคำชมจากนักวิจาร์ณ ตามรอยมาร์เวลได้ไม่ยาก 7.5/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.5
21 พฤศจิกายน 2560 22:00:34

รวมแก๊งค์กล้ามบึกพิทักษ์โลก - รีวิว โนสปอยล์ฉบับเด็กเดินตั๋ว

มันแบกรักแบกสู้มากเลย มีหลายกระแสนะตอนที่เข้าไปดู แต่พิสูจน์ด้วยตาตัวเองกันดีกว่าครับ หลักๆคือดูง่ายนะ ดูง่ายกว่า Batman V Superman หรือ Man of Steel เยอะเลย เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ง่ายมากม๊ากมาก และบันเทิงดี แต่รู้สึกว่าแก๊งอเวนเจอร์จะบันเทิงกว่าอ่ะ (ก็แหงหล่ะ แก๊งดีซีเขาจะออกเคร่งขรึมกว่าหน่อย) 

ภาพรวมทั่วไปก็อยู่ในมาตรฐานที่พอรับได้แหล่ะ (มาตรฐานนี้เอนเอียงไปทางชอบจักรวาลดีซีกว่าหน่อยๆนะ) แต่เฮียซุปเปอร์แมนมาน้อยจัง คาแรกเตอร์แต่ละตัวก็มารวมกันแบบงงๆหน่อย มาแบบตัวใครตัวมัน ตัวร้ายก็ร๊ายร้ายอย่างกะหลุดมาจากการ์ตูน ส่วนซีจีก็เผาๆเยินๆไปหน่อยอ่ะ (เด็กเดินตั๋วได้ข่าวว่างบหมดไปกับการทำซีจีลบหนวดของนักแสดงซุปเปอร์แมนที่ต้องไว้หนวดเล่นหนังอีกเรื่องด้วย) ส่วนช่วงสู้กันเด็กเดินตั๋วก็หลับใส่เฉยเลย เสียมารยาทจริงๆ แต่ก็นั่นแหล่ะครับ อย่างที่บอก...หนังค่อนข้างจะเรียบง่ายดูกันเพลินๆ ก็ไม่แย่นะครับ แต่เด็กเดินตั๋วชอบแบทแมนดาร์กไนท์, Man Of Steel , Wonder Woman , Suicide Squad , Batman VS Superman มากกว่าเรื่องนี้เยอะเลย แล้วทุกท่านดูแล้วเป็นไงกันบ้างครับ มาแชร์กันบ้าง :)

 

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
5.5
คะแนนเฉลี่ย
5.6
20 พฤศจิกายน 2560 17:37:40

Justice League
16 พฤศจิกายน 2560 | Zack Snyder 

หนังจัสติสลีค เป็นเนื้อเรื่องต่อโดยตรงกับ BvS เมื่อไอคอนระดับพระเจ้าอย่างซุปเปอร์แมนตายจากไป เรื่องราวต่อจากนั้นคือความวุ่นวาย และการกลับมาของเทพทำลายล้างที่มีกลิ่นอายความเป็นเอเลี่ยนผสมกับเทพโบราณ โดยจะเริ่มต้นจากการสืบสวนของแบทแมนเกี่ยวกับกล่องสามใบซึ่งปูเอาไว้บางๆใน BvS ที่จะนำไปสู่การรวมทีมซุปเปอร์ฮีโร่ระดับโลก เพื่อโค่นตัวร้ายตัวหลักของเนื้อเรื่อง โดยรวมโครงเรื่องเหมือนอ่านการ์ตูนฮีโร่ยุคเก่าๆแบบสบายๆเลยทีเดียว

หนังเรื่องนี้ดูเพลินๆ แอคชั่นตระการตาตามสูตรผู้กำกับชไนเดอร์ (ถึงแม้จะมีเปลี่ยนตัวผู้กับกับกลางคันก็ตาม) คือต้องออกตัวก่อนว่าเริ่มอ่าน DC มาช่วง NEW 52 ทำให้สำหรับผมแล้ว การดูหนังจิสติสลีคก็เหมือนดูตัวละครที่รักมารวมตัวกันในจอภาพยนตร์ ซึ่งก็เคารพ และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครได้น่าสนใจ คือเหมาะกับแฟน DC จริงๆ มีความตลกนิดหน่อยๆ และก็มีความซีเรียสผสมอย่างลงตัว

ในด้านโปรดักชั่น คือเห็นได้ชัดเลยว่ามีฉากถ่ายทำใหม่จำนวนมาก และกราฟฟิคมีอาการลอยออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ส่วนตัวเนื้อเรื่องก็มีการปรับลุคให้เบาสบายไม่เครียดหนักๆเหมือนของภาคเก่าๆ โดยเชื่อมเนื้อเรื่องกันด้วยบทโต้ตอบที่มีเสน่ห์และฉากแอคชั่นต่อสู้ที่ถูกออกแบบมาให้แต่ล่ะฮีโร่โชว์ของ มาช่วยเหลือกัน เหมือนคอมโบเวลาเล่นเกมยังไงยังงั้น แต่โครงเรื่องก็เป็นเส้นตรง หลายๆอย่างถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยไม่ค่อยจะเคารพภาค BvS เท่าไหร่นัก คือเห็นชัดเจนเลยว่ามีการแก้ไขกันเกิดขึ้นเยอะมากๆ มีพล๊อตและนำเสนออะไรแปลกๆอยู่เยอะ แต่ก็ยังผ่านมาตรฐานอยู่ดีนะ

น่าเสียดายเหมือนกันที่เสน่ห์การเล่าเรื่องเครียดๆนิ่งหายไป แต่ก็แทนที่ด้วยโปรดักชั่นแบบปลอดภัยแทน ไม่ค่อยมีอะไรใหม่หนังในจิสติคลีคสำหรับคอภาพยนตร์ เพลงที่เคยทำได้ดีในหนังเรื่องก่อนๆเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยเด่นเท่าที่ควร แต่ก็เป็นหนังดูเพลินๆสนองคอ DC ได้ดี ส่วนนักแสดงก็แบกหนังกันพอสมควร แบทแมนอึนมึนๆ วอนเดอร์วูแมนสุดเท่ เฟลชกวนโอ๊ย อควาแมนที่มีการปรับลุคแบบดิบเถื่อน และไซบอร์คแสนเศร้า ซึ่งมันลงตัวอย่างน่าประหลาด

มันเป็นหนังที่มีปัญหาอยู่ในหลายๆส่วน แต่ก็พอกล่อมเกลาผ่านมาตรฐานหนังดีไปได้ ก็เอาใจช่วยว่าหนังในเครือ DC ครั้งหน้าจะดีกว่านี้ แต่จัสติสลีคกำลังมาถูกทางแล้ว เพราะสำหรับแฟนๆ DC เองสามารถหลงรักหนังเรื่องนี้ได้ง่ายๆเลยล่ะ

ได้มีโอกาสไปดูรอบสื่อที่จัดโดย Nokia 8 ประทับใจมากๆ

 



 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.5
19 พฤศจิกายน 2560 15:16:41

Justice League - จัสติซ ลีก

120 min | Action/Fantasy | Directed by Zack Snyder , Joss Whedon 

เนื้อหาต่อเนื่องจาก Batman vs Superman ทันทีหลังจากที่โลกสูญเสียซุปเปอร์แมนไป ภัยคุกคามโลกครั้งใหม่ก็ตามมาทันที และครั้งนี้ดูจะหนักหนายิ่งกว่าเดิม ทำให้บรูซ เวย์น หรือแบทแมนต้องรวบรวมเหล่าเมต้าฮิวแมนหรือมนุษย์เหนือมนุษย์ทั้งหลายเพื่อจัดตั้งทีมไว้ต่อกรกับภัยร้ายที่ยากเกินกว่าที่จะรับมือเพียงลำพัง 

หลังจากคำวิจารณ์ไม่ค่อยสู้ดีในหลายต่อหลายเรื่องของภาพยนตร์จาก DC Extended Universe แม้ว่าหนังเดี่ยววอนเดอร์วูแมนจะพอเชิดหน้าชูตาได้บ้าง แต่อาการโดยภาพรวมก็ยังน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้ามาเจาะกันที่หนังเรื่องนี้ การเปลี่ยนผ่านผู้กำกับในโค้งสุดท้ายของกระบวนการโพสต์โปรดัคชั่นก็ถือว่าเป็นอิทธิพลสำคัญกับหนังที่เราได้ดูในตอนนี้ 

ปัญหาสำคัญของหนังเลยคือการตัดต่อที่เข้าขั้นแย่มาก ซึ่งจะโทษคนตัดต่อก็ยากมาก เพราะตัวหนังค่อนข้างมีปัญหาในทุกภาคส่วน ซีนไหนบ้างที่ถ่ายซ่อมถ่ายแก้สามารถดูได้ในหนังแบบไม่ยากเย็น ซึ่งถ้ารอยรั่วมันยับขนาดนี้ก็ยากที่จะตัดออกมาให้ลื่นไหล ช่วงต้นหนังใช้เวลาไปกับการปูเรื่องในส่วนของ เดอะแฟลช / อควาแมน และ ไซบอร์ก มันอาจจะกระชับเกินไปและไม่มากพอที่จะทำให้เรารู้จักคาแรคเตอร์เหล่านี้ได้ดีพอที่จะอินกับมัน ยิ่งถ้าใครไม่ได้รู้จักพื้นเพก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีกับการสุขเอาเผากินในส่วนนี้มากนัก แต่แม้ว่าช่วงต้นจะดูเหนื่อยและเนือยเพียงใด แต่พอเข้าสู่ช่วงต่อสู้ ก็กลับบันเทิงไปกับการต่อสู้แบบบ้าพลังประหนึ่งกำลังชมดราก้อนบอลซุปเปอร์ที่ประโคมเพลงประกอบฮาร์ดร็อคเท่ๆเข้าไป เพลินดีเหมือนกัน 

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

ย้อนกลับไปช่วงต้นนิดนึง ผมรู้สึกแปลกๆกับการที่หนังแอคเป็น vtr งานศพของซุป ขยี้เรื่องซุป ปูเรื่องซุปจนเยอะและเวิ่นเว้อเกินไป จนทำให้หลายตัวละครที่มันควรจะเพิ่มมิติได้ มันไม่มีแอร์ไทม์มากพอ

อีกจุดหนึ่งที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้คือ มิติของตัวร้ายของเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ผมเสียดายมากที่ Thor ไม่ได้ให้มิติกับเฮล่ามากเท่าที่ควรจะเป็น เรื่องนี้หยาบกว่านั้นมาก สเตเฟ่นวูล์ฟ คือแบบย่างของตัวร้ายที่แย่ และคร่ำครึ คือข้าจะบุกโลก ข้าจะยึดโลกอย่างเดียว ไม่มีแง่มุมอื่น ซ้ำซากและจำเจ 

จอส วีดอน ก่อนหน้านี้อาจเป็นคนดูหนังเหมือนกับเราและสัมผัสได้ถึงความน่ารำคาญหลายต่อหลายอย่างในหนังเรื่องก่อนๆหน้านี้ ก็เลยตัดสิ่งที่ผมรู้สึกรำคาญออกไปเสียสิ้น ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ผมเพลินกับหนังมาก แต่เสียดายที่เวลาน้อยและไม่สามารถเติมอะไรไปได้ หนังมันก็เลยไม่มีอะไรเลย ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง คือพอดูละรู้สึกเหมือนมีอะไรเซอร์ไพร์สนะ แต่พอมาคิดดูจริงๆหนังมันไม่มีอะไรเอามากๆ เน้นดูฉากบู๊ ดูเอามันส์ แค่นั้นจบกันจริงๆ

เพราะไฮไลท์สำคัญของหนังมันดันไปซ่อนไปซุกตัวอยู่ในรายละเอียดในฉากหรือแฟลชแบ็คบางจุด รวมไปถึงฉากท้ายเครดิตที่แทบจะพีคและน่าสนใจกว่าหนังทั้งเรื่องด้วยซ้ำ บ่นจนสงสาร แอบเอาใจช่วยให้ DCEU พยุงตัวอยู่ได้ ยังอยากเห็นโปรเจ็คหน้าๆอยู่ เพราะมันมีหลายตัวที่น่าสนใจมาก 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
6.1
16 พฤศจิกายน 2560 22:41:33

Justice League 

หลังได้ดูหนังจบ ต้องบอกเลยว่ามันช่างเติมเต็มความฝันของเรามากมายทีเดียว หลังจาก Man of steel ฉาย เราก็เฝ้ารอให้รวมทีมกันสักที วันนี้ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว ... 

ส่วนตัวแล้ว ชอบ Man of steel มาก แบบว่า Superman มันต้องแบบนี้สิ แต่ความชอบของเราก็ไม่เหมือนใครหลายคน เพราะหนังโดนวิจารณ์พอสมควร (หนังมีความจริงจัง ทำให้หลายคนอาจจะไม่ชอบแต่ส่วนตัวแล้วชอบ superman ภาคนี้มากที่สุด)

ต่อมาก็ตามด้วยเรื่อง Batman V Superman เรื่องนี้ต้องบอกว่าโดนวิจารณ์เละ แบบไม่เหลือชิ้นนี้ แต่เรากลับชอบ ชอบมากจนขนาดไปดูในโรง IMAX ถึงสามรอบด้วยกัน แบบว่าดูจบ มันมีเรื่องให้คิดตามอีกหลายอย่าง ดูแล้วอยากไปดูซ้ำอีกหลายๆรอบ

จนมาถึงวันนี้ Justice League ก็ได้เข้าโรงสักที รอมานานมากจริงๆ เกริ่นมายาวแล้วขอสรุปที่ได้ไปดูมาแบบไม่สปอยดังนี้ครับ

ข้อดี

1. หนังจัดหนักตั้งแต่เปิดเรื่องมาเลย เนื้อเรื่องไม่อืด หนังสองชั่วโมงรู้สึกสั้นมากทีเดียว

2. การเกลี่ยบทนี่ดีมากทีเดียว ตัวละครทุกตัวมีบทบาท มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ฺBatman นี่เท่มาก ฉากบู๊ก็ทำดีมากจริงๆ (ฝั่งเมืองนอกบอกเบนแสดงแข็ง แต่ตอนไปดูเรารู้สึกธรรมชาติมากนะ) Wonder Woman น่ารักเหมือนเคย แอร๋ย ยอมใจในความสวย โอ๊ยดีเกิน Flash ตัวฮาประจำทีมจริงๆ แย่งซีนแทบทุกฉาก Aquaman แอบตกใจ บทไม่เด่นเท่าที่ควรเลย แบบดูธรรมดา แต่ฉากกินเหล้านี่เถื่อนดิบจริงๆ5555 สุดท้าย Cyborg ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ดีเลยนะ แบบเป็นตัวละครเดียวที่มีที่มาที่ไปชัดเจนที่สุด 

3. คราวนี้ DC เก็บความลับจากตัวอย่างหนังได้ดีมาก ไปดูแล้วชอบฉากที่เก็บไว้มาก เอาเป็นว่าระวังโดนสปอยนะ รีบๆไปดูเลย 

4. IMAX ภาพเต็มตามาก สีสวย เสียงอลังมาก (เสียงดังจนพื้นสั่น สุดยอดมาก) แนะนำให้ไปดูระบบนี้ครับ

5. ฉากสวยหลายฉากมากจริงๆ ดูแบบสามมิติจะโอเคมาก (แต่ CG ลอยหลายฉากเดี๋ยวจะพูดตรงข้อเสียนะครับ)

6. ดูจบแล้วยอมรับว่า อิ่มเอมใจ บันเทิงที่สุด มีฉาก End Credit สองฉากที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดนะครับ 

ข้อเสีย

1. CG ลอยหนักมาก บางฉากนี่จะร้องไห้ มันลอยไปเว้ยยยยย แบบไม่สมจริงอย่างแรง สีสวยจริง แต่ลอยมาก (ดูไปสักพัก ก็คงจะชินเอง)

2. เนื้อเรื่องเส้นตรงเกินไป เลยไม่มีอะไรน่าจดจำ หรือเอากลับไปคิดต่อหลังหนังจบ

3. ตัวร้าย คือดีนะแต่มันไม่สุดจริงๆ มันเหมือนยังได้อีกอะ อันนี้เสียดายจริงๆ

4. การที่หนังดำเนินเรื่องกระชับ รวดเร็ว ทำให้ตัวละครบางตัวมันดูแปลกๆไม่สมเหตุสมผลบางอย่าง เอาจริงๆ Aquaman บทไม่ค่อยเด่นเลยอะ (ในตัวอย่างจะดูเด่นมากนะ แต่ไปดูจริงๆมันก็งั่้นๆ TT) เสียดายพอสมควร

5. Sound ไม่ติดหูเลย ไม่เหมือนเรื่องก่อนๆที่ได้ Hans Zimmer มาทำ อันนั้นคือดูหนังเสร็จต้องมาหาฟังต่อ แต่คราวนี้เฉยๆมาก 

6. สุดท้าย Sub Thai แย่มาก ไม่ได้แปลผิดนะ แต่แปลได้ไร้อารมณ์ มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือทำให้เสียอารมณ์ในการดูอย่างแรง มีตัวอย่าง sub ที่ทำให้เสียอารมณ์นะ แต่กลัวสปอยเลยขอปิดไว้ (ไม่ได้สปอยมาก)

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

อยากให้ไปดูกันนะ สนุกจริงๆ บันเทิงมากเลยแหละ

เราชอบความ dark แบบ man of steel หรือ batman v superman มากกว่า ส่วน Justice League สำหรับเรามันเฉยๆไปหน่อยถ้าเทียบกับสองเรื่องก่อนหน้า

สุดท้ายจะสนุกไม่สนุกต้องไปดูเองนะครับ :))

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.3
GUEST
Takky
19 พฤศจิกายน 2560 11:41:31
ราคาตั๋วเท่าไหร่คะ
12 พฤศจิกายน 2560 10:35:18

Only the Brave - คนกล้าไฟนรก

134 min | Drama/Biography | Directed by Joseph Kosinski

จากผู้กำกับหนังไซไฟอย่าง Tron และ Oblivion โจเซฟ โคซินสกี้ คราวนี้เขาหันมาหยิบงานดราม่าที่สร้างจากเรื่องจริงของหน่วยฮอตช็อตแกรนิตเมาท์เทน กลุ่มนักผจญเพลิงกับเหตุการณ์ไฟป่าที่ยาร์เนลฮิลล์เมื่อไม่นานมานี้ 

หนังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในการพาเราไปสำรวจและทำความรู้จักกับตัวละครจำนวนมาก ในกลุ่มฮอตช็อตนี้โดยองค์แรกของหนังพูดถึงการ build up ของทีมนี้ ตั้งแต่ยังเป็นหน่วยที่ไม่ได้รับการรับรอง และคนชายขอบเหลวแหลกอย่างตัวละครของไมล์ เทลเลอร์ในเรื่องที่ต้องการทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อครอบครัวที่พึ่งจะมาสมัครงานที่หน่วยนี้ จนตัวละครค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆทุกคนผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ตัวละครโตขึ้น ความสัมพันธ์ของตัวละครค่อยๆขยับพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เรารู้จักและสนิทกับตัวละครได้สำเร็จ ก่อนที่องค์ถัดมาจะเป็นเรื่องของการลุ้นเอาใจช่วยไปกับภารกิจของพวกเขาในการต่อสู้กับไฟป่าต่างๆและดราม่าของครอบครัวตัวละครบางตัวละครที่ปนเปกันไป ชั่วโมงนั้นผมดูด้วยความเพลิดเพลินกับความรู้ในการต่อสู้ไฟป่าที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน โดยที่ผมเองก็ไม่ได้ทราบถึงรายละเอียดของเหตุการณ์นี้เลย นั่นทำให้ผมอินกับหนังเรื่องนี้แบบสุดๆ ไม่แน่ใจว่าถ้าเรารู้ก่อนก็อาจจะอินเหมือนกันมั้ย งานสร้างของหนังก็ดีมากทั้งซีจีอะไรต่างๆสมจริงสุดๆ

แต่ดราม่าในเรื่องนี้มันไม่ได้เฝือไม่ได้เวิ่นเว้อเกินความจำเป็น มันใช้จังหวะไม่เปลือง รอคนดูเผลอแล้วฮุคหมัดไม้ตายใส่ซึ่งมันได้ผลมาก เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ นักแสดงทุกคนในเรื่องสุดยอดมาก โดยเฉพาะไมล์ เทลเลอร์น่าจดจำสุดๆในหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้กลายเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกเกินคาดไปเยอะมาก เป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้พลาดเช่นกันครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.3
12 พฤศจิกายน 2560 10:17:56

Stronger - หัวใจไม่แพ้

119 min | Drama/Biography | Directed by David Gordon Green

หากคุณเคยดู Patriots Day ที่ว่าด้วยเรื่องของเหตุการณ์วางระเบิดในงานวิ่งมาราธอนที่บอสตัน นั่นคือภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมด ตัว Stronger พูดเจาะไปกว่านั้น เพราะมันพูดถึงเรื่องราวของ เจฟฟ์ บาวมันน์ หนึ่งในเหยื่อที่โดนระเบิดในเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป แต่เขาเองกลับเห็นผู้ต้องสงสัยที่นำไปสู่การจับกุมผู้ก่อการร้ายในที่สุด 

เจค จิลเลนฮาล ได้ทิ้งผลงานการแสดงอันยอดเยี่ยมไว้อีกเรื่อง ในตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังมากนักเพราะเราได้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์นี้ไปหมดแล้ว แต่หนังก็ยังเสนอในอีกแง่มุม ที่เน้นถึงช่วงหลังเหตุการณ์ทั้งหมดไป สภาพจิตใจต่างๆ ความเป็นมนุษย์และความเป็นวีรบุรุษ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ลึกซึ้ง ไม่ต้องบิวท์ให้เวิ่นเว้อมากความ แต่เรียกน้ำตาได้ตลอดทั้งเรื่อง ชื่นชมการเล่าเรื่อง การกำกับของผู้กำกับ และการแสดงของนักแสดงในเรื่องทุกคนที่ทำให้เราเห็นถึงความเป็นมนุษย์ยังแท้จริง ซึ่งนอกจากเจคแล้ว ตัวละครเอริน แฟนสาวของเจฟฟ์ที่รับบทโดยทาเทียน่า แมสเลนี่ เธอโดดเด่นไม่แพ้นักแสดงนำชายเลยทีเดียว ตัวละครสมทบอื่นๆก็ดีสุด

การได้ดู คนที่ล้มระเนระนาดแล้วลุกขึ้นมาได้อีกครั้งมันเติมพลังให้ชีวิตมากจริงๆ 

"เราต้องเข้มแข็งขึ้น เพื่อไม่ให้อุปสรรคมันชนะเรา" นี่เป็นภาพยนตร์ดราม่าอีกเรื่องที่ดูไม่น่าเบื่อ โปรอเมริกาแบบไม่น่ารำคาญ ไม่บิวท์จนเกินไป แต่เปี่ยมไปด้วยพลังใจ แรงบันดาลใจที่ไม่อยากให้ใครหลายคนพลาดหรือมองข้ามไปครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.2
11 พฤศจิกายน 2560 23:51:23

 

Beyond Skyline 

กลับมาสานต่อ Skyline เมื่อปี 2010 โดยเนื้อเรื่องเป็น Timeline เดียวกับที่ฉายไปในภาคแรก แต่คนละสถานที่ คนละตัวละคร ถ้าถามว่าต้องดูภาคแรกมาก่อนมั้ย ก็ต้องบอกว่าไม่ต้อง เพราะในหนังมีการพูดถึงภาคแรกอยู่แค่ 10 วินาทีเท่านั้น (แทบไม่ได้เชื่อมอะไรเท่าไร แต่ถ้าใครดูภาคแรกมา ก็จะสนุกมากขึ้นนะ)

ความสำเร็จในภาคแรก ต้องบอกว่าเกิดคาด เพราะเป็นหนังต้นทุนต่ำ 10 ล้านเหรียญ คำวิจารณ์ก็ย่ำแย่ แต่กลับสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยรายรับร้อยล้าน ทั่วโลก  

ภาดสองนี้ก็เป็นหนังต้นทุนต่ำอีกเช่นเคย 20 ล้านเหรียญ เท่านั้น ภาคนี้ต้องบอกเลยว่า ขยายจักรวาลของหนังได้ยิ่งใหญ่มาก (คือคนกำกับคงคิดถ้าไปแล้วต้องไปให้สุดมั้ง)  คือแบบว่ามันมากเกินไป มันขยายเกินไป ทำให้ความน่าเชื่อถือที่มีในภาคแรกมันหายไปหลายอย่าง 

ภาคนี้จะพาไปสำรวจยาเอเลี่ยนแสงสีฟ้า จะได้เห็นเอเลี่ยนตัวเป็นๆ ในหนังมีเรื่องให้ตื่นตาตื่นในหลายอย่างนะ การลำดับหนังนี่เซอร์ไฟร์สมาก แบบว่าเข้าไปดูไม่คิดว่าจะลำดับเรื่องแบบนี้ (เป็นไงต้องไปดูเอง)

สำหรับการดำเนินเรื่อง ในช่วงแรกต้องบอกว่าสนุกมาก แบบว่าเฮ้ยนี่ก็โอเคนิ แต่พอผ่านสัก 40 นาทีไป ความเลวร้ายของหนังก็ปรากฏ มันเหมือนคนละคนกำกับเลย เนื้อเรื่องห่วยมาก ย้ำว่าห่วยมาก พอเนื้อเรื่องของหนังไปถึงประเทศลาว  ช่วงนี้แทบถอนหายใจหลายรอบ แบบว่าโว๊ยยยย !!! มันอะไรเนี่ย 

มันมีเหตุการณ์ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง ถามว่ามองข้ามได้มั้ย มันก็ได้แหละ แต่มันก็ขัดใจจริงๆ (คนที่ไปดูหลายคนก็ให้ความเห็นตรงกัน ดูไปงงไปกับความงี่เง่าของตัวละคร)

แต่ตอนจบของหนังนี่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ แบบว่าเออออ ผู้กำกับคงคิดแบบนี้ว่า หนังต้นทุนต่ำหรอ คนดูคิดแบบนี้ใช่มั้ย งั้นจะไปให้สุด ซึ่งมันสุดจริงๆ จบแล้วร้องแม่เจ้าเลย เอาแบบนี้กันเลยหรอ (ต่างจากภาคแรกมากที่อยู่แต่ในตึก)

นักแสดง ก็โอเคนะ แสดงไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ และ Frank Grillo มารับบทพระเอก ก็ทำได้ดีทีเดียว

ถามว่าคุ้มมั้ยที่ไปดู เราก็ว่าคุ้มนะ มีเวลาว่างก็ไปดูเถอะ ไม่เสียเวลาแน่นอนนนนน!!!

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
4
การดำเนินเรื่อง
3.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
5.6
9 พฤศจิกายน 2560 11:33:01

สิ่งที่เป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งของคนทำหนังซุปเปอร์ฮีโร่ในยุคนี้น่าจะเป็นเรื่องของการหลบหลีกความเฝือซ้ำเดิม การสร้างลีลาที่แตกต่างขึ้นมาเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายเลยเมื่อทำงานในระบบสตูดิโอที่อิงอยู่กับการตลาดที่ต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพื่อผลทางรายได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องการสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายรสเดิมๆ ที่คุ้นชินอีกด้วย มันจึงเป็นเรื่องของการรักษาบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวัง และการทำให้เหนือไปกว่าความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่ง Thor Ragnanok ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่สามารถทำภารกิจข้างต้นได้สำเร็จอย่างน่าดูชม

ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมงในหนัง ผู้กำกับ Taika Waititi ปรนเปรอผู้ชมด้วยรสหนังฮอลลีวู้ดที่คุ้นเคยในส่วนของการสร้างพล็อต จังหวะการพลิกแพลงเส้นเรื่องที่ยังกอดเกี่ยวสูตรสำเร็จการเขียนบทสำนักฮอลลีวู้ด และปรุงรสอย่างจัดจ้านด้วยวิชวลสุดจี๊ดจ๊าด สกอร์มันกระหน่ำ และมุกตลกเสียดสีตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่หนังทำตลอดเวลาคือการรู้ตัวและพยายามเล่นมุกตลกเสียดสีตัวเอง ยั่วยุความเฝือของตัวเอง จิกกัดภาพลักษณ์ความเป็นจักรๆ วงศ์ๆ ของคาแรคเตอร์ Thor ซึ่งเกิดผลที่ดีมากๆ ในหลายจังหวะ

และสิ่งที่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงไม่ได้เลยคือการดีไซน์วิชวลที่ค่อนข้างฉีกจากหนังชุด Thor สองภาคก่อนหน้านี้ที่โทนจะออกดูกลางๆ แทนที่ด้วยโทนจัดจ้าน หลายซีนสวยมากจนแคปไปทำโปสเตอร์หนังได้สบายๆ

นอกเหนือไปจากการกลับมาของ Thor แล้ว ตามธรรมเนียมค่าย Marvel เราจะได้เห็นแขกรับเชิญพิเศษจากจักรวาลหนังเดียวกันเข้ามาสร้างสีสันได้ไม่น้อย โดยเฉพาะจอมขโมยซีนตลอดกาลอย่าง Hulk และยังเป็น Thor ภาคที่มีนักแสดงหญิงทรงเสน่ห์อยู่ถึงสองคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Cate Blanchett ในบทนางพญาสุดเหี้ยมอย่าง Hela และ Tessa Thompson ในบทนักรบสาว เอาเป็นว่าถ้าใครชอบหนังค่าย Marvel เป็นทุนเดิม Thor Ragnarok น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดของ Marvel เลยก็ว่าได้ ส่วนใครที่รู้สึกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหนังซุปเปอร์ฮีโร่อาจจะชอบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้เพราะหนังมีความดีงามมากกว่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วไปอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.2
6 พฤศจิกายน 2560 19:52:28

THOR:RAGNAROK (2/5 คะแนน เอาเงินไปกินข้าวดีกว่า)

ด้วยเทรลเลอร์ที่ตัดออกมาได้น่าสนใจบวกกับคะแนนรีวิวของหลายเพจที่ให้คะแนนค่อนข้างสูง ทำให้เราคาดหวังกับหนังเรื่องนี้พอสมควร

สูตรของหนังมาแนวมาร์เวลคือพลอตไม่ซับซ้อนมาก มีแทรกมุกตลก และฉากสู้กับตัวร้ายที่อลังการ แต่สิ่งที่ THOR ภาคนี้ให้เรามาเป็นแค่ความฉาบฉวยที่ไร้ซึ่งรสนิยม

THOR ค่อนข้าง “เร่ง” เมื่อเป็นช่วงเล่าถึงคอร์หลักของเนื้อเรื่อง ในขณะที่ช่วงเล่น “มุก” ฝืดๆ กลับให้เวลาเยอะมาก ซึ่งมุกก็มีการยิงถี่มาก แต่ค่อนข้างแป้ก มีขำอยู่แค่ไม่กี่มุก ผลลัพธ์ที่ได้ คือ หนังเป็นการเล่นมุกตลกโง่ๆ ระหว่างธอร์กับฮัลค์ (และแบนเนอร์) และคั่นด้วยฉากแอคชั่นเพื่อดำเนินเรื่องเล็กน้อย

ในส่วนที่ดีก็มีบ้าง ฉากแอคชั่นเร้าใจขึ้น ตัวร้ายเฮร่าค่อนข้างมีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่โง่เหมือนตัวร้ายส่วนใหญ่ในหนังของมาร์เวล อันที่จริงบทเฮร่ามาดีละ แต่ก็นะ เจอความพยายามเล่นมุกกากๆ ของ ผกก. Taika Vaititi ที่ชอบทำหนังแบบว่าขอให้กูได้ฮาเหอะเข้าไป ความละเลยนี้ทำให้หนังไม่สุดสักอย่าง

เดินออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึกเหมือน เพิ่งกินอาหารหน้าตาดี มีเครื่องปรุงที่เราชอบใส่มาเพียบ แต่รสชาติเสือกไม่อร่อยซะงั้น

#ทำเซียนเหมือนเรียนมา

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
1
การดำเนินเรื่อง
2
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5
6 พฤศจิกายน 2560 15:49:37

Thor : Ragnarok
2 พฤศจิกายน 2560 | Taika Waititi

เป็นหนังตระกลู Marvel ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากภาคก่อนๆอย่างชัดเจน เนื่องจากภาคเก่าๆไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คือเรียกว่าอยู่ในระดับหนังกลางๆในบรรดาหนังตระกูล Marvel ทั้งหลาย โดยคราวนี้กำกับโดย Taika Waititi ซึ่งมีกลายปรับเปลี่ยนลุคของหนังใหม่ทั้งหมด โดยมีความสอดคล้องกับหนังไซไฟของมาร์เวลที่ประสบความสำเร็จมาก่อนอย่าง Guardian of Galaxy ทั้งสองภาค จริงๆตัวไวติติเองก็เคยกำกับหนังสั้น Team Thor ซึ่งเป็นชีวิตของทอร์ในช่วง Civrl War ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเลยล่ะ

จริงๆก็น่าเสียดายการวางบทของภาคเก่าอยู่เหมือนกันนะ มาซะดราม่า น่าสนใจ แต่ก็ตั้งต้นมาเป็นหนังอีกรูปแบบหนึ่งไปแล้ว มันก็เลยต้องมีลงอีหรอบนี้ ตัวละครอย่างโลกิก็เลยออกมาแปลกๆ ฮาๆไปแทน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่หักหลังกันแบบถึงเลือดถึงเนื้อ แต่ก็ให้เสน่ห์น่าสนใจเหมือนเดิม ในขณะที่ส่วนทอร์เองก็มีการเปลี่ยนตัวเองเช่นกัน เติบโตไปอีกแบบ เราอาจคุ้นเคยความขัดแย้งตอนโทนี่ สตาร์คไม่มีชุด ตอนที่สไปดี้ไม่มีชุดไปแล้ว แล้วถ้า“ทอร์ไม่มีค้อน” จะเป็นยังไงล่ะ แถมยังต้องรับตำแหน่งที่ไม่อยากรับอย่างการเป็นราชาเสียด้วย หนังเรื่องนี้เล่าแนวคิดนี้ออกมาได้สนุกสนาน และเฮฮาแตกต่างกับเรื่องก่อนหน้านี้เยอะเลย แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงการเติบโตของตัวละคร เดินเรื่องไปตามที่มันควรจะเป็น มีส่วนที่หนักอยู่บ้างเช่นกัน

จริงๆมันเป็นหนังที่ติดตลกตลอดเวลา คิดว่ามาเสพหนังตลกอาจดีกว่า แต่เป็นหนังตลกที่ทุนสร้างสูง อาร์ตเรโทรสวยๆ พร้อมกับตัวละครที่แสนจะคิดถึงอย่างบรูซ แบรนเนอร์ และดอกเตอร์เสตรนจ์

และที่ขาดไม่ได้คือเฮร่า ตัวร้ายตัวใหม่ ถ้าไม่ได้เคท เบนเนทนี่ตัวละครตัวนี้น่าจะจืดไปเยอะเลย จริงๆต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับนะที่ดึงเสน่ห์พิลึกพิลั่นของตัวละครออกมาได้แทบทุกตัว ซึ่งก็มากพอที่จะแบกหนังไปได้ทั้งเรื่อง

โดยรวมองค์ประกอบทำให้หายคิดถึงก็ประสบความสำเร็จดี ฉากแอคชั่น การตัดต่อ และเพลงก็อยู่ในระดับเอาปลอดภัยไว้ก่อน (ซึ่งก็ปลอดภัยจริงๆ) ราบเรียบไม่โดดเด่นอะไร ส่วนอาร์ตก็ยังไม่สุดเท่าที่ควร แต่ส่วนตลกนี้มันดีพอสมควรเลยล่ะ

นอกจากนี้การปูเรื่องไปสู่ Infinity War ก็น่าสนใจไม่น้อย

เป็นหนังสายบันเทิง เส้นตรง ฮาๆ ถ้าไม่คิดอะไรมาก และต้องการความเพลิดเพลินก็เหมาะดี และทำให้แฟนๆมาร์เวลหายคิดถึงตัวละครได้เยอะเช่นกัน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.8
6 พฤศจิกายน 2560 15:07:43

STRONGER
2 พฤศจิกายน 2560 | David Gordon Green

เนื้อเรื่องของ Stronger เรียงร้อยจากนิยายชีวประวัติของหนึ่งในเหยื่อจากการวางระเบิดในบอสตันมาราธอน โดยหนังจะพาเราเข้าไปสำรวจสภาวะจิตใจของเหยื่อ ครอบครัว และสภาวะกดทับของสังคมที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบของ เจฟ โบว์แมน ผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างไปกับโลกเก่าของเขาเอง เป็นหนังที่สร้างด้วยบรรยากาศก่อการร้ายร่วมสมัย ในยุคที่การกราดยิง และการก่อการร้ายส่วนบุคคลกำลังเป็นที่นิยม พร้อมๆกับการเชิดชูอเมริกากลายๆ (แต่ตัวหนังมีลูกจิกกัดฮีโร่อยู่เยอะมากพอๆกับที่เชิดชูมันไปพร้อมกัน)

เป็นหนังที่สนุก และได้เห็นมุมมองที่แปลกประหลาดของผู้พิการที่ได้กลายเป็น “ฮีโร่” ในนามของ “บอสตัน สตรองเกอร์” ท่ามกลางความรู้สึกเชิดชูเหล่านั้น แต่เจฟกลับรู้สึกเป็นอื่น แต่เนื่องจากเขาแคล์คนอื่นมากกว่าตัวเอง แถมยังมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ในที่สุดเขาก็ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกพิกลพิการของตัวเอง ออกไปเป็นมาสคอตของการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย มันเป็นโลกใบใหม่ เจฟกำลังเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะกระโดดเข้ามา โลกของคนพิการ...โลกของการเป็นคนสำคัญ แถมยังมีความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่นระหว่างเจฟกับเอรินและครอบครัวที่หมิ่นเหม่แทบจะล้มพังได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่สามารถฝืนจิตใจตัวเองไปได้...

เราจะได้เห็นกระบวนการเปลี่ยนถ่ายของจิตใจ การเยียวยารักษา การมองโลกในแง่ร้าย ความซึมเศร้า การปฏิเสธตัวเองอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนการก้าวผ่าน การลุกขึ้น และการต่อสู้

ความสมจริงของตัวละครในเรื่องนี้มีอยู่สูงมาก เราได้เห็นความขัดแย้งที่หนักอึ้ง ด้านดีด้านเสียของคนรอบตัวเจฟ เรียกได้ว่าเหมือนสัมผัสกับมนุษย์จริงๆ

แล้วก็เจค เจลาฮาน ...ผู้แสดงเจฟ โบว์แมน นั่งแท่นโปรดิวเซอร์ออกทุนเอง และก็แบกหนังทั้งเรื่องเช่นกัน การแสดงระดับเดียวกับ Night Clawers แต่ในแง่มุมที่บ้าคลั่งน้อยกว่า ทุกข์ทนมากกว่า เป็นมนุษย์ขี้แพ้ที่โคตรสมบทบาท คือมันทั้งขี้แพ้ ซึมเศร้า แล้วก็พิการ

ชอบนะ เป็นหนังที่ดูแล้วได้อะไรติดอยู่ในหัวกลับมา ความสมจริงสุดๆของตัวละครมันทำให้เราอินกับความล้มเหลวของระบบครอบครัว และการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อให้มีความสุขของทุกๆตัวละคร คือไม่ว่าจะเป็นยังไง ทุกชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกัน

ช่วงสุดท้ายนี่เล่นเราตายไปเลย ตอนที่เจฟกลับมาทบทวนคุณค่าของชิวิตด้วยการไปคุยกับผู้ช่วยชีวิตตัวเอง แล้วผลกลับไม่ใช่อย่างที่เราคิดกัน น้ำตาไหลไปเลย อาจเพราะมันกระทบใจเราอะไรบางอย่างด้วย

ก็เหมือนที่เอรินบอกนั่นแหละ เราล้วนเป็นผู้สูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ที่สุดแล้ว ชีวิตก็เป็นของเราพอๆกับที่มันเป็นของคนอื่น...เราส่งผ่านความหวัง เราส่งผ่านชีวิตด้วยลมหายใจของเรา

ด้วยการที่เราลุกขึ้นสู้...ด้วยการมีชีวิตต่อไป...

เป็นหนังที่น่าลองดูในโรงเหมือนกันนะครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8

ความคิดเห็น (0)

วันนี้ 10:33:33
จะเข้าฉายเซ็นทัลพัทยาเมื่อไหร่คะ
21 มกราคม 2561 18:55:13
 
ดีมากๆครับ
GUEST
Big zero
20 มกราคม 2561 23:26:29
อยากให้เข้า เอสเอฟ ซีนีม่าโรบินสัน กาญจนบุรี
18 มกราคม 2561 15:05:08
 
หากเข้าไทยจริง มิเหรอ จะพลาด รอ.....มานานมากแล้ว No Game No Life
14 มกราคม 2561 08:49:06
 
มีโอกาสพาเด็กๆไปชมในวันเด็ก (ผู้ปกครองพาเด็กๆไปชมกันเยอะมาก เกือบเต็มทุกรอบ) พอออกจากโรงหนัง เด็กๆพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังสนุกมาก..สำหรับผม มันส์ ครบรส ตัวการ์ตูนสร้างสรรค์ให้เด็กดูไม่จำเจ เป็นกำลังใจให้ผลิตหนังดีๆ ให้เด็กๆได้ชมกันอีกครับ
4 มกราคม 2561 15:28:32
 
อยากดูสุดๆ555+
18 มกราคม 2561 07:33:29
18/1/2018. หนังยังไม่เข้าโรงเลย

ข่าวภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวหนัง ทั้งหมด