0 0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

ความคิดเห็น (0)

12 สิงหาคม 2560 23:04:58

อย่าได้มองข้าม CARS 3 ไป 
รีวิวอนิเมชั่น CARS 3 จัดเต็มฉบับเด็กเดินตั๋ว [ไม่สปอยล์]

 

เด็กเดินตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้แบบไม่ได้เตรียมใจ เตรียมความพร้อมใด ๆ และไม่ได้คาดหวังจะได้อะไรจากอนิเมชั่นเรื่องนี้ นอกจากความสนุกบันเทิง คลายเครียด แต่ด้วยความเป็น Walts Disney Pixar มักจะทำให้เราได้อะไรกลับไปจากการชมภาพยนตร์ด้วยเสมอ ทั้งคุณภาพการผลิต ความมีสุนทรีย์เพลิดเพลินกับองค์ประกอบภาพยนตร์ และสิ่งสำคัญที่ได้กลับไปจากการตีตั๋วดูหนังยี่ห้อ “Pixar” คือ “แรงบันดาลใจชั้นยอด” 

ด้วยความที่ช่วงนี้เด็กเดินตั๋วงานยุ่งและเครียดมาก (ถึงมาดูการ์ตูนไง) อารมณ์ที่มักจะตามมาคือ “ท้อแท้” และ “เหนื่อยล้า”​ ทันทีที่หนังฉาย ฉากแรกก็ปูเรื่องและเข้าเรื่องเลยอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กเดินตั๋วเชื่อมโยงกับอารมณ์ความท้อแท้ เหนื่อยล้าจากชีวิตเด็กเดินตั๋วทันทีเลย ด้วยเรื่องของรถแข่งจะต้องมีแพ้ มีชนะ มีท้อแท้ มีฮึกเหิม เป็นธรรมชาติของหนังแนวนี้อยู่แล้ว แต่ Cars 3 ได้เล่นถึงประเด็นใหม่ ๆ ที่ให้แง่คิดอะไรดี ๆ และเสริมแรง เสริมกำลังใจได้อีกเยอะมาก ๆ

ในด้านของคุณภาพงานโปรดักชั่น ก็แทบไม่ต้องคาดเดาหรือลุ้นอะไรเลย ยี่ห้อ Pixar นี้ไว้ใจได้เสมอสำหรับมาตรฐานอนิเมชั่นของเด็กเดินตั๋ว เรื่อง Cars 3 ก็เช่นกัน มีภาพที่สมจริง ฉากสวยงามมาก อย่างกับยกกองออกไปถ่ายกันจริง ๆ เลย ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คืออนิเมชั่น ดูแต่ฉากแทบแยกไม่ออกเลยว่านี่คือของจริงหรือกราฟิก หมอกเอย ละอองน้ำเอย ฝุ่นเอย จะเนียบไปไหน แค่ไปนั่งดูรายละเอียดพวกนี้เด็กเดินตั๋วก็ว่าคุ้มแล้วจริง ๆ นี่ยังไม่นับคาแรกเตอร์ที่ถ่ายทอดอารมณ์ และมีความเหนือไปอีกขั้นของการออกแบบคาแรกเตอร์อนิเมชั่นจริง ๆ ถ่ายทอดอารมณ์ได้จนเรานึกออกเลยว่า เจ้ารถพวกนี้ถ้าเป็นคนจะหน้าตาเป็นอย่างไร บุคลิกเป็นอย่างไร แล้วเพลงก็ดีงาม มีกลิ่นอายหนังโบราณหรือหนังรถสักเรื่องแน่ ๆ ได้กลิ่นเพลงออร์เครสตร้าแบบหนังยุค 70 ผสมผสานยุคนี้ เป็นอะไรที่โดดเด้งจนต้องตั้งข้อสังเกตกันเลย ออกแบบแต่ละช็อต แต่ละแอ็คชั่น แต่ละมุมกล้องได้ไร้ที่ติมาก ๆ ดูแล้วก็ยังคงความตื่นเต้นเร้าใจได้ไม่ต่างจากหนังรถแบบ Fast & Furious หรือ Rush เลย

เท่าที่สาธยายมา ได้อะไรเยอะ อย่ามองว่าเป็นแค่การ์ตูนเลย ไปดูเหอะ แนะนำจริง ๆ คุ้มกว่าที่คาดหวังไว้แน่ ๆ...
 

เด็กเดินตั๋ว - 


 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.3
11 สิงหาคม 2560 20:36:53

Cars 3 - สี่ล้อซิ่ง ชิงบัลลังก์แชมป์ 

102 min | Animation | Directed by Brian Fee

หลังจากที่ Cars 2 กลายเป็นหายนะของดิสนีย์พิกซาร์ เพราะหนังจัดว่าล้มเหลวที่สุดในด้านของเสียงวิจารณ์ อีกทั้งการมี spin-off ออกมาจำนวนมาก ก็เหมือนเป็นการดาวน์เกรดความดีงามที่เคยเกิดขึ้นใน Cars ภาคแรกจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงหนังที่สร้างให้เด็กเล็กดู และขายของเล่นเพียงเท่านั้น และเมื่อทางพิกซาร์ยืนยันว่าจะเข็นโปรเจคภาคที่ 3 ออกมา แน่นอนหละครับว่าใครก็ยี้ เพราะแม้กระทั้งผมเองก็ยังรู้สึกไม่ดีด้วย ทั้งที่เป็นแฟนของ Cars ภาคแรก และเป็นแฟนของพิกซาร์ โดยในภาคนี้ก็ได้ตา ไบรอัน ฟี ซึ่งผันตัวจากผู้ที่ทำงานในฝ่ายอ่านของดิสนีย์มาหลายต่อหลายเรื่อง ขึ้นมากุมบังเหียนในภาคที่ 3 ของแฟรนไชส์นี้ด้วย และผลลัพธ์ที่ได้มันกลับออกมาดีเกินคาด!

เพราะในภาคนี้หนังกลับมาสู่กลิ่นอายเก่า ๆ และเสน่ห์แบบดั้งเดิมที่เคยเกิดขึ้น และสร้างความประทับใจในภาคแรก นั่นก็คือการเป็นหนังอนิเมชั่นแข่งรถในสนามและไม่พยายามที่จะเล่นใหญ่ แถมประเด็นหลักที่หนังเล่นก็ยังดูโตขึ้น และหนักหน่วงขึ้น หลังจากที่ ไลท์นิ่ง แมคควีน ผ่านประสบการณ์มากมาย เขากลายเป็นคนที่เร็วที่สุด กวาดแชมป์เป็นว่าเล่น และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลก แต่วันเวลามันผ่านไปเร็วเสมอ เมื่อวันนึง แม็คควีน พบว่าเขาไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดและเร็วที่สุดอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาแก่ชราลง และการมาของเด็กรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำขึ้น และเร็วขึ้น แม็คควีนไม่ยอมรับในสิ่งที่ตนเผชิญ ฝืนตัวเองจนเกินขีดความสามารถจนเกิดอุบัติเหตุและจบไม่สวยเท่าไหร่ในการแข่งขันซีซั่นล่าสุด ภาคนี้จึงเล่าในเส้นทางของนักกีฬาที่มาอายุที่มากขึ้น เลยจุดพีคมาแล้ว แต่ยังต้องการที่จะลงสนามอยู่ (สาเหตุที่ผมบอกว่านักกีฬา เพียงเพราะว่าใน Cars ตัวรถก็เปรียบเหมือนร่างกายของมนุษย์มากกว่าคนที่เข้าไปควบคุมรถ) ซึ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวไป ทำให้ผมรักและรู้สึกดีกับหนังภาคนี้มาก มันดูเป็นหนังกีฬาจริงจัง เล่าถึงหมาแก่ที่ยังดิ้นรนและงัดความเก๋ามาสู้กับคลื่นลูกใหม่ และเพียงเท่านี้ก็ทำให้ Cars 3 ออกมาดีเกินคาดมากแล้วจริง ๆ 

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น !

เพราะพอเรื่องดำเนินไปประมาณ 60-70% หนังก็ปรับเข้าสู่โหมดการเล่าเรื่องใหม่ โดยที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งและโอเคกับมันมาก ซึ่งการมาของจุดหักเหนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่แรกอย่างแนบเนียน 

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

ไลท์นิ่งกลายมาเป็นโค้ช เพราะเขายอมรับและมองเห็นอนาคตของเขาที่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเองอีกต่อไป หนังจึงผันกลายมาเป็นหนังที่พูดถึง ครู กับ ลูกศิษย์ ซึ่งทำออกมาได้อย่างซาบซึ้งและน่าประทับใจ ซึ่งนอกจากนั้น ตัวละครที่กลายมาเป็นลูกศิษย์อย่าง ครูซ รามิเรซ กลายเป็นตัวละครที่มีมิติมากขึ้น ด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิง และถูกแปะป้ายและจำกัดความสามารถโดยคนรอบตัว ทำให้เธอตกอยู่ในสถานะ underrated มาตลอดซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทรงคุณค่าและเชิดชูประเด็นเฟมินิสต์ได้ดีประมาณนึงด้วย

กล่าวโดยสรุป Cars 3 กลายเป็นอีก 1 งานที่น่าสนใจมากของพิกซาร์ เพราะดูสนุก เพลิดเพลิน แต่ก็แฝงและเล่าประเด็นที่โตขึ้น หนักขึ้น แต่ก็ไม่ได้ล้ำลึกถึงขั้นย่อยยาก เด็กยังดูได้ แต่ผู้ใหญ่ก็ดูดี และไม่ควรถูกมองข้ามไปเฉย ๆ อยากให้ลองได้มาชมกันดูครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.2
10 สิงหาคม 2560 10:38:07

The Dark Tower - หอคอยทมิฬ

95 min | Action/Fantasy | Directed by Nikolaj Arcel

หนังดัดแปลงจากหนังสือของ สตีเฟ่น คิงส์ ชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ว่าด้วยเรื่องของเด็กหนุ่ม เจค แชมเบอร์ ที่มักจะฝันเห็นนิมิตแปลก ๆ คือเห็นหอคอย เห็นบุรุษชุดดำผู้กระทำสิ่งไม่ดี จับเด็กที่มีความสามารถพิเศษไปเพื่อใช้ทำลายหอคอยนั่น และ Gunslinger ซึ่งเขาคิดมาตลอดว่ามันน่าจะเป็นความจริงที่เกิดขึ้นที่ใดสักแห่งในโลก แต่ไปเล่าให้ใครฟังก็โดนหาว่าป่วย จนอยู่มาวันนึงเขาต้องหลบหนีจากกลุ่มคนลึกลับที่มาตามล่าเขา ทำให้เขาต้องหนีและออกตามหาสิงห์ปืนไว

นี่คือ Scary Movie ในเวอร์ชั่นหนัง Sci-fi หรือไงกัน?

เป็นหนังที่ตลกมาก ไม่ใช่ในความหมายที่ดีนะครับ และตลอดที่ดูทั้งเรื่องก็ไม่หลับเลย เพราะหลังจากการปูเรื่องอันแสนน่าเบื่อของหนังในช่วง 15 นาทีแรก ผมก็ไม่ได้โฟกัสกับตัวหนังมันอีกเลย แต่หันไปโฟกัสกับการจับผิดว่าหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายเรื่องอะไรบ้าง เอ้ย! ไม่ใช่ ได้รับแรงบันดาลใจจากอะไรมาบ้าง ซึ่งที่หนักที่สุดก็น่าจะเป็น Star Wars ส่วนหอคอยนั่นก็ทำให้คิดถึงเซารอนเหลือเกิน แถมมิติอีกมิตินึงก็ชื่อมิดดิลแลนด์อีก แหม่...ตลอดทั้งเรื่องเลยรู้สึกเหมือนดูหนังยำอะไรเทือกนั้นมากกว่า และผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นมาตั้งแต่ต้นฉบับนะ แม้ว่าในพาร์ทของหอคอยเหมือนจะเคยอ่านว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก TLOR ก็จริง 

ปัญหาของหนังนอกหลัก ๆ เลยคือการเล่าเรื่องที่แย่มาก เพราะในช่วงต้นหนังตั้งใจจะปูเรื่องให้เรารู้จักกับเด็กเจค เพราะเป็นตัวหลัก ตัวเอก และเป็นกุญแจของเรื่อง แต่ก็ดูจะไม่แยแสกับตัวละครนี้เท่าไหร่ คนรอบข้างของเด็กก็ถูกปูและใส่มาอย่างไร้ชีวิต (โดยเฉพาะเพื่อนเด็กเจค ที่ดูเหมือนจะมีอะไร) และใช้เวลานานมากไปกับมัน กว่าจะได้เจอกับ Gunslinger จริง ๆ หลายคนก็อาจจะหลับไปแล้ว แต่ถ้าคุณยังรอดชีวิตอยู่ มาดูกันว่าคุณจะเจอกับอะไร 

แต่เราข้ามมาในส่วนอื่นที่แย่ไม่แพ้กัน นั่นคือในเรื่องของโปรดักชั่น ผมว่าหนังน่าจะมีปัญหาในการถ่ายทำเป็นอย่างมาก อย่างแรก ๆ คือรู้สึกได้ว่ามีหลายฉากถ่ายไม่คอนเลยแม้แต่น้อย มีหลุดมีพลาดบ้าง ถ้าได้ดูน่าจะเห็น มีการถ่ายซ่อมอย่างเห็นได้ชัด และการตัดต่อที่แย่ในขั้นวิกฤต เพราะระหว่างที่คุณดูคุณจะรู้สึกถูกกระชากจะที่นึงไปยังที่นึงอย่างรวดเร็ว ไร้เหตุผล และห้วนมาก นี่มันบ้าอะไร เราพยายามตั้งใจจะฟังในสิ่งที่คุณเล่า แต่คุณเปลี่ยนเรื่องเฉย แล้วบอกว่าเรื่องที่เล่ามาเมื่อกี้ช่างมันเถอะ! ให้ตายสิ! 

คลิกเพื่อซ่อนหรือแสดงข้อความ
 

นี่คือหนังเรื่องนึงที่ผมไม่ชอบที่สุดในปีนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเราไม่สามารถหาสาระสำคัญ หรือสร้างความทรงจำที่ดีด้วยได้ คุณอาจจะโอเคกับท่าทาง และความเท่ของ อิดริส เอลบา บ้าง แต่มันไม่อาจช่วยอะไรให้หนังเรื่องนี้ มีความสนุก ความเร้าใจ เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยปัญหา จืดชืด และแห้งแล้ง ไม่มีความสนุกใด ๆ ผูกปมชนิดที่ว่าใหญ่โตแต่แก้ง่ายราวกับใช้เลื่อยไฟฟ้ามาตัดเชือก สิ่งเดียวที่พอจะจำได้ก็คือแอ็คติ้งตลก ๆ ของ แมคคอนนาเฮย์ ที่มาทับซ้อนกับความทรงจำสมัยเขาคว้าออสการ์กับ Dallas Buyer Club ไปเสียจนหมดสิ้น 

หากคุณมีเสี้ยวความคิดที่อยากดูและคาดหวังอะไร อาทิ ความบันเทิง หรือความตื่นตาตื่นใจ ผมอยากให้ลืมมันซะ! แล้วหันหน้าหาโปรแกรมหนังเรื่องอื่นที่มีคุณภาพมากกว่าในสัปดาห์นี้ จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเลยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
1
ดนตรีประกอบ
5
ฝีมือนักแสดง
4.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
4
11 สิงหาคม 2560 16:54:24
ความเห็นเหมือนกับด้านบนเลย
10 สิงหาคม 2560 00:47:51

I Am Not Your Negro 

93 min | Documentary | Directed by Raoul Peck 

"บันทึกประวัติศาสตร์ ความโหดร้ายของเพื่อนมนุษย์ โดย James Baldwin" 

ผมต้องเกริ่นก่อนเลยว่าสารคดีนี้สร้างพลังและความประทับใจให้ผมเป็นอย่างมาก ผมได้ผ่านการชมหนังที่เล่าถึงความยากลำบากของชาวผิวสี หรือชนกลุ่มน้อยใด ๆ มาในจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงชีวิตผมของผมที่เคยได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ยุโรป ก็ยังผ่านความสถุลของมนุษย์อย่างการแบ่งแยก และการเหยียดเชื้อชาติ แต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความเชื้อมั่นและความภาคภูมิในตัวเองลงไป เพียงแต่ความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นในช่วงขณะ คงเป็นความรู้สึกสังเวชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่เชื่อถือว่าตัวเองเป็นกลุ่มคนที่ทรงคุณค่าที่สุด แต่นี่ก็ว่าไม่ ..! 

สารคดีเรื่องนี้บอกเล่าโดยงานเขียน เจมส์ บัลด์วิน นักเขียนและนักต่อสู้เพื่อสิทธิผิวสี โดยเล่าถึงสิ่งที่ตนได้พบเห็นผ่านสายตาที่มองไปยังโลก มองไปยังคนผิวขาว มองไปยังเหตุการณ์ และมองไปยังเพื่อนของเขา ที่ถูกสังหารจากการลุกขึ้นเพื่อทวงความเป็นมนุษย์ อันได้แก่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, มัลคอล์ม x และ เม็ดการ์ เอเวอร์ส ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมชอบและรู้สึกรักหนังเรื่องนี้คือมุมมองและการเปรียบเปรยของบัลด์วินที่ถูกนำมาใช้ มันแปลกใหม่ น่าสนใจ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ผ่านศิลปะภาพยนตร์ในอดีต ที่สะท้อนถึงมุมมองและแนวคิดทางการเมือง แล้วยังตั้งคำถามอย่างน่าสนใจ รวมไปถึงการมองโลกในแต่ละวัยที่ทำให้เรารู้สึกย้อนแย้งในตัวเองเสมอ ในเมื่อตอนเด็กเราได้ชื่นชมสิ่งนึงอย่างไร้เดียงสา แต่โตมาเราพบว่ามันเป็นความอัปยศ ผมชอบการตีความตั้งแต่ชื่อเรื่องที่เราสามารถเข้าใจได้ หากประสบพบเจอมา คำว่า Negro Nigga Nigger ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันเป็นการแปะป้ายบนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน และลดทอนความเป็นมนุษย์ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ทั้งหมดที่เขาเล่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความน่าหดหู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เป็นเหมือนเชื้อไวรัสไม่มีทางหาย และแน่นอนว่าอเมริการวมถึงโลกไม่มีทางดีได้ภายในสามวัน มีแต่เราเท่านั้นที่จะคงไว้ซึ่งความภาคภูมิ ทั้งหมดนี่ทำผมร้องไห้ออกมาด้วยความประทับใจ 

ผมอยากให้ใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมาแล้วได้อ่านสิ่งที่ผมเขียนนี้ ลองไปดูกันครับ มันไม่ใช่หนังทาสผิวสี หรือหนังเหยียดผิว ไม่ใช่หนังที่พาไปเจาะชีวิต หรือเรียกคนมาสังเวชชีวิตคนผิวสีในอดีต ไม่เค้นอารมณ์ ไม่ดราม่า แต่มันเป็นหนังที่ทำให้เราเข้าใจ และตกตะกอนสงสัยบ้าง ถึงกรอบศีลธรรม และความดำมืดที่เคยเกิด และกำลังเกิดขึ้น มันดีงาม และไม่น่าเบื่อครับ หนังกระชับ เป็นสารคดีที่ตัดต่อได้ดี ใช้เพลงได้ดี และแน่นอนว่าถ้าคุณรักหนัง คุณจะได้รู้จักหนัง (เก่า ๆ)เยอะยิ่งขึ้น แต่เป็นการรู้จักผ่านแนวคิดของนักเขียนอีกที เหมือนคุณได้อ่านรีวิวของนักวิจารณ์แบบสั้น ๆ เลย เอาเป็นว่าผมอยากให้ได้ชมกันมาก ๆ Highly Recommend เลยครับ เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยมและทรงคุณค่ามากจริง ๆ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.8
9 สิงหาคม 2560 14:57:58

The Battleship Island เบื้องลึกเบื้องหลังของเกาหลีและญี่ปุ่น

ถือเป็นโปรเจคที่น่าติดตามมากอีก 1 เรื่องหลังจาก Train To Busan ปลุกกระแสหนังเกาหลีในบ้านเราไปแล้ว กลับมาครั้งนี้ The Battleship island นั้นการันตีด้วยยอดจำหน่ายบัตรสูงสุดชนะ Train To Busan ไปได้แบบฉิวเฉียด พร้อมทั้งส่วนตัวได้ดูตัวอย่างในโรงหนัง แอบมีความอยากดูเป็นอย่างมาก

พิเศษยิ่งกว่าเมื่อ The Battleship Island เข้าฉายในระบบ Screen X เต็ม 3 จอ 270 องศาซะด้วย ผมต้องไปลองให้ได้ เพราะระบบนี้นาน ๆ จะมีหนังเข้ามาฉายทั้งที

ตัวหนังนั้นดำเนินเรื่องไปด้วยการบีบคั้นคนดูจากความ ดราม่า ความยากลำบาก ที่ชาวกาหลีต้องเผชิญในช่วงสงครามโลก โดยที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำอย่างทารุนกับชาวเกาหลี (มีความอวยชาติตัวเองอยู่อย่างสูงจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้) และมีความใส่ร้ายให้ร้ายกับทางญี่ปุ่นไว้เยอะจนบางทีก็เอียน (มิน่าทางญี่ปุ่นเค้าถึงมีการออกมาต่อต้านหนังเรื่องนี้อยู่เนือง ๆ)

ถ้ามองข้ามความเวอร์แบบสุดโต่งของทั้งทางเกาหลีและญี่ปุ่น เรื่องนี้ถือเป็นหนังที่ให้ความสนุกกับคนดูได้มากเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าใครไม่ถูกจริตกับหนังดราม่าเค้นน้ำตา ก็แนะนำว่าให้ผ่านไปได้เลย เพราะคงไม่ใช่แนวของคุณแน่ ๆ และที่สำคัญฉากเซอร์วิสสาว ๆ มีเยอะไม่น้อยเลย (ก้นนักแสดงชายมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จนสาว ๆ บางคนถึงกับต้องบอกต่อว่าแค่มาดูก้นนักแสดงชายก็คุ้มแล้ว)

ในส่วนของ Screen X นั้นผมค่อนข้างชอบนะครับ เพราะด้วยความที่มันฉายเต็ม 3 จอ ทำให้เหมือนหลุดเข้าไปในหนังเลยโดยไม่ต้องใส่แว่นสามมิติแต่อย่างใด แต่ก็น่าเสียดายที่ฉากที่ฉายเต็ม 3 จอ มีน้อยไปหน่อย รวมทั้งหมดก็มีราว ๆ 40 กว่านาทีเอง จากหนัง 2 ชม. แต่ก็ถือว่าไม่น้อยจนเสียดายค่าตั๋ว (แว่ว ๆ มาเห็นว่าจะมีจัดโปร 1 แถม 1 ด้วยสำหรับระบบนี้) น่าไปดูซ้ำเป็นอย่างมากจริง ๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.3
9 สิงหาคม 2560 12:49:40

Atomic Blonde - บลอนด์ สวยกระจุย

115 min | Action | Directed by David Leitch 

เดวิด ลีทช์ อีก 1 ผู้กำกับที่สร้างความมันส์ระห่ำไม่ยั้งใน จอห์น วิคภาคแรก จนเป็นที่โจษจันและเข้าใกล้หนังแอ็คชั่นในตำนานไปแล้ว หนนี้เขามากำกับหนังแอ็คชั่นอีกครั้งใน Atomic Blonde หนังว่าด้วยเรื่องราวของสายลับสาวผมบลอนด์ที่ถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจ สืบหาของสิ่งนึงที่อาจจะเปิดโปงสายลับที่แฝงตัวอยู่ในเยอรมันในยุค 80s-90s โดยจะต้องร่วมมือกับสายลับอีกคน เพื่อตามหาของและตามหาว่าใครเป็นคนเก็บสายลับ mi6 ที่น่าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับสาวผมบลอนด์เรานางนี้ 

ตัวผมเองเป็นคนที่รัก และชื่นชอบการชมหนังสายลับเป็นอย่างมาก ตอนแรกผมคิดว่าเป็นหนังแอ็คชั่นธรรมดา แต่ไป ๆ มา ๆ หนังปั้นตัวเองให้กลายเป็นหนังสายลับหักเหลี่ยมกัน ปั้นตัวเป็น Tinker Tailor Soldier Spy (โดยที่แสงสีในเรื่องเหมือนหลุดมาจาก Only God Forgives) แต่โครงเรื่องและคอนฟลิกที่ถูกสร้างมากลับปลอมมาก ไม่อินเลย และความพยายามจะหักเหลี่ยมใด ๆ ก็ไม่ใหม่และไม่คมนัก ในช่วงต้นเรื่องก็น่าสนใจนะครับ และด้วยลูกเล่นของการเล่าเรื่อง แต่คือด้วยความที่ทั้งหมดนี้ผมไม่อินและไม่ชอบ ทำให้ผมทรมานประมาณนึงเลยในการดูหนังเรื่องนี้ เพราะแอ็คชั่นไม่เยอะอยู่แล้ว และเราไม่ได้ว้าวใด ๆ กับการชิงไหว ชิงพริบ หักมุมอะไร ไม่อินเลย ผมเลยไม่รู้จะสนุกตรงไหนดี นอกจากตัวละครชาลีซ และ แม็คอวอย จริง ๆ ก็มีตัวละครที่น่าสนใจในเรื่องที่ปูมาอย่างหวานเจี๊ยบบบบ แต่บทอย่างจืด และถูกใช้สอยไปอย่างไร้ประโยชน์น่าเสียดายมาก 

สำหรับผมนี่คือหนังแอ็คชั่น/สายลับที่มีไอเดียหรือวัตถุดิบที่น่าสนใจ มีแคสต์ที่ดี แต่ไม่ถูกนำมาผสม นำมาใช้ได้อย่างกลมกล่อม ไม่มีอะไรน่าจดจำ และน่าผิดหวังมาก เสียดายจริง ๆ ครับ เพราะนาน ๆ ทีจะมีหนังสายลับสาวที แต่พอมีก็ดันออกมาไม่เปรี้ยงเท่าที่ควรจะเป็นอีก เฮ้อ...

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.4

ข่าวภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวหนัง ทั้งหมด