0 0

เข้าฉาย ไม่ระบุ
ผู้ชม : 1
ผู้กำกับ : ไม่ระบุ
ความยาวหนัง : ไม่ระบุ

รีวิววิจารณ์หนัง (0)

19 ตุลาคม 2560 10:11:56

Geostorm - เมฆาถล่มโลก

109 min | Action/Sci-fi | Directed by Dean Devlin 

หลังจากอยู่เบื้องหลังหนังไซไฟถล่มโลกของโรแลนด์ เอมเมอริช หลายต่อหลายเรื่อง ดีน เดฟลิน ผกก. ของเรื่องก็คันไม้คันมืออยากทำหนังภัยพิบัติถล่มโลกเป็นของตัวเองบ้าง แม้ว่าหน้าหนัง ชื่อเรื่อง จะดูเหมือนหนังแผ่นเกรดบีมากก็ตาม จีโอสตอร์ม เป็นเรื่องราวของโลกอนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สภาพอากาศของโลกแปรปรวนสุดขีดทำให้โลกต้องตกอยู่ในสภาวะที่อันตรายสุด ๆ ชาวโลกจึงจับมือสามัคคีกันสร้างระบบดาวเทียมที่คอยควบคุมสภาพอากาศและคอยกำจัดภัยพิบัติต่าง ๆ นามว่า ดัชท์บอย จนอยู่มาวันนึงระบบเกิดทำหน้าที่ผิดปกติและทำให้สภาพอากาศหลายต่อหลายแห่งเกิดการแปรปรวนอย่างรุนแรงมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก ความหวังสุดท้ายคือ เจค ลอว์สัน นักวิทยาศาสตร์ที่คลุกคลีกับดัชท์บอยมาอย่างยาวนาน จะต้องหยุดยั้งการทำงานที่ผิดพลาดก่อนที่มนุษย์โลกจะสูญพันธุ์

ให้ตายสิเล่าเรื่องย่อแล้วรู้สึกเหมือนแทบจะเล่าหนังทั้งเรื่องแล้ว ยิ่งถ้าคุณดูหนังโรแลนด์มาเยอะมาก คุณก็แทบจะคาดเดาได้เลย แล้วพัซเซิ่ลต่าง ๆ ในเรื่องก็ง่ายที่จะปะติดปะต่อมาก แทบจะไม่มีหนังเรื่องไหนที่คุณจะคาดเดาง่ายไปมากกว่านี้ แต่ให้ตายสิอีกแล้ว หนังมันก็กลับดูสนุกของมันประมาณนึงเลยนะ มันซ้ำซากจำเจ แต่ก็ยังดูเพลินได้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แล้วงานสร้างในภาพรวมก็ไม่ถึงกับบีอะไรมากนักด้วย หรืออาจจะด้วยหนังมันไม่สั้นไม่ยาวเกินไป กำลังพอดี และมี pacing ที่ค่อนข้างดี มันเลยไม่มีช่วงน่าเบื่อ (ถ้าจะมีก็อาจเป็นช่วงแรก) หนังมันเลยย่อยง่าย และบันเทิงประมาณนึง

หลังจากเบลดรันเนอร์มาเดือนตุลาคม หนังที่น่าสนใจมีให้เลือกไม่เยอะมากนัก ใครที่มองหาความบันเทิงย่อยง่าย ก็ลองดูที่เรื่องนี้ได้ครับ ไม่เด๋ออย่างที่คิดไว้ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
6.8
18 ตุลาคม 2560 14:24:33

Geostorm อีกหนึ่งภาพยนตร์ภัยพิบัติ ที่ถูกใจคอหนังบ้านเรา

ในยุคนี้ที่หนังที่เน้น CG ฉากแอคชั่น หรือภัยพิบัติมีมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ และคำรีวิวจากเมืองนอกก็ไม่ได้มีเรื่องไหนเรียกได้ว่า ได้รับคำชมเลยซักที และในปีนี้ก็มี Geostorm อีกเรื่องนึงที่เลื่อนฉายมาจากปีก่อน #แสดงว่าตัวหนังน่าจะมีปัญหาเยอะมากแน่ ๆ จนต้องเลื่อนฉาย และมาลงล๊อคในเดือนตุลาคมปีนี้

ครั้งแรกที่หลายคนได้ชมตัวอย่างหนัง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า CG Effect ต่าง ๆ ดูลอย ดูไม่เนียน จนเรียกได้ว่านี่คือหนังเกรด B ฉายโรงอย่างไงอย่างงั้น เอาเป็นว่าความน่าดูหล่นวูปในทันใด จนมาในตัวอย่างล่าสุดนั้นได้มีการแก้ไข CG ให้ดูดีขึ้น เนียนขึ้นสมจริงขึ้นกว่าของเดิม หลายคนก็ใจชื่นขึ้นหน่อย แต่งาน CG ก็เรียกได้เต็มปากว่าไม่ดีเท่าหนังภัยพิบัติเรื่องอื่น ๆ ที่มีก่อนหน้านั้นเลย

หลัก ๆ คือตัวหนังพยายามที่จะเล่นใหญ่เกินงบประมาณไปหรือเปล่า ทำให้ CG ถีงได้ไม่ถึงใจไม่สมจริงขนาดนี้ ซึ่งจุดนี้ควรจะเป็นจุดขายของหนังเลยก็ว่าได้ เพราะหนังแนว ๆ นี้ในเรื่องของตัวบทนั้นไม่ค่อยมีค่ายหนังหรือผู้สร้างหนังสนใจให้ความสำคัญกับมันเท่าไหร่ แค่เล่า ๆ หาปม หาเหตุการณ์ให้มันโยงไปยังฉากภัยพิบัติที่คิดไว้ก่อนหน้านั้นเลยก็ว่าได้ 

หลังจากที่ได้ชมแล้วต้องบอกเลยว่า ก่อนเข้าไปชมนั้นมีการทำใจไว้เยอะมากว่าหนังมันต้องออกมาเละเทะแน่ ๆ แต่ปรากฏว่ามันบันเทิงกว่าที่คิดไว้มากจริง ๆ เนื้อเรื่องที่ดำเนินไปก็ไม่ได้ซับซ้อนใด ๆ พอเดาพล๊อตได้มีความพยายามที่จะหักมุมของตัวร้ายช่วงท้าย ซึ่งบางคนอาจจะเดาออกตั้งแต่ช่วงกลาง ๆ เรื่องแล้วด้วยซ้ำไป แต่นั่นไม่ใช่ point ของหนังอยู่แล้ว 

หลายคนที่เข้าไปชมนั้นต้องการที่จะเห็นฉากภัยพิบัติหนัง ๆ แบบเวอร์วังอลังการ ในส่วนนี้ขอเตือนเลยว่าไม่ได้มีมากไปว่าในตัวอย่างทีตัดให้ชมเรียกน้ำย่อยเลย แต่ส่วนตัวคิดว่ามันก็มีเยอะพอสมควรกับเนื้อหาแล้ว ไม่ได้เยอะหรือยืดเยื้อหรือยัดเยียดจนเกินไป โดยรวมแล้วกำลังเหมาะสม พอดีกับตัวหนังเอง

ในส่วนของสิ่งที่ไม่ผิดความคาดหมายคือเรื่อง CG ของหนังนั้น มีความลอยและไม่เนียนอยู่บ้าง โดยเฉพาะฉากที่เป็นภัยพิบัติทางน้ำ ซึ่งไม่ค่อยสมกับเป็นหนังฉายโรงซักเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าในตัวอย่างแรกของหนังเรื่องนี้) และฉากที่ต้องชมในความเวอร์วังอลังการน่าจะเป็นฉากนอกโลก ฉากบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้นทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว

สรุปแล้ว Geostorm เป็นภาพยนตร์ที่ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าเหนือความคาดหมายมาก เพราะมันบันเทิงเกินคาดและคุ้มจริง ๆ แต่ใครที่ชอบดูหนังที่ต้องขบคิดหรือใช้สมองหนัก ๆ ในการชม ผมแนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลยดีกว่า เพราะไม่ใช่แนวของคุณแน่ ๆ 7/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
7
18 ตุลาคม 2560 04:40:16

วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ (พิรุณ อนุสุริยา | Thailand | 2017) Horror | Mocumentary

บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้ถึงขั้นเกลียดหนังเรื่องนี้ และหวังว่าภายในปีนี้ก็คงไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะเข้าขั้นเกลียดได้มากไปกว่า นายไข่เจียว เสี่ยวตอร์ปิโด (ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ | 2017) อีกแล้วล่ะ

สำหรับ วันหมาหอนฯ ตั้งแต่เห็นใบปิดหนังก็ได้แต่อนุโมทนาสาธุว่าขอให้หนังจริง ๆ มันดีกว่าหน้าหนังสักร้อยเท่าพันทวีด้วยเถิด แต่แล้วไม่กี่วันหลังจากนั้นกิตติศัพท์ของ วันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือ ก็กระฉ่อนในแง่เลวร้ายตั้งแต่วันแรกที่ฉายรอบสื่อในฐานะหนังแย่ หนังเลว หนังดูถูกคนดู กระทั่งหนังเหี้ย ๆ และสารพัดสัตว์ที่จะขนขึ้นเรือโนอาห์มาด่าได้ ถึงขนาดว่าถ้ามีใครชื่นชอบหรือแสดงความเอ็นจอยกับหนังมึงต้องเป็นยิ่งกว่าหน้าม้ารับเงินมา เพราะมึงต้องใจหมามากแน่ ๆ ที่ตอแหลแสร้งชมหนังห่วย ๆ แบบนี้ได้ (คำด่าข้างต้นไปอ่าน ไปฟังคนอื่นมา) โดนกันไปเยอะขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าในแต่ละคืนทางฝั่งค่ายเจ้าของหนังและทีมงานคนทำ จะนอนหลับลงกันได้หรือเปล่า โดยเฉพาะเหล่านักแสดงหน้าใหม่หน้าตาดี หล่อสวยอินเทรนด์ทั้งหลาย จะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ที่ตอนแรกวาดหวังให้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่วงการบันเทิงกลับกลายเป็นปูนโบกปิดทางไปแล้วหรือยัง เพราะเท่าที่ดูน้อง ๆ ก็พอจะมีศักยภาพที่จะไปโลดแล่นในหนัง ละคร หรืองานแสดงอื่น ๆ ให้มีชีวิตชีวาได้มากกว่าที่เห็นในหนังเรื่องนี้ได้

ช่วงเริ่มแรกของหนังเต็มไปด้วยความไม่น่าเชื่อกับบทหนังที่อ่อนปวกเปียกเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะเวลาที่ตัวละครวัยรุ่นท้าเกรียนเลือดร้อนทั้งหลายมีรีแอคชั่น หรือแสดงพื้นฐานความคิดบางอย่างที่ไม่เมคเซนส์ออกมา มันขัดหูขัดตาและขัดใจมาก ๆ น้อง ๆ นักแสดงพยายามเล่นให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าน้อง ๆ ทำได้ แต่ไดอะล็อกและการเล่าเรื่องแต่ละฉากละตอนมันไม่ชวนให้เชื่อเลย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีความน่าสนใจซ่อนอยู่ ซึ่งก็ได้แต่ภาวนาเอาใจช่วยว่าขออย่าให้ส่วนนี้ถูกโยนทิ้งระหว่างทางหรือพังพินาศไป คือส่วนที่หนังมีท่าทีว่าจะสำรวจการแสดงออกต่อหน้ากล้องของวัยรุ่นเน็ตไอดอลอยากดังกลุ่มนี้ เพราะการที่หนังพยายามทำให้สมจริงที่สุดเรากลับสัมผัสได้ถึงความสะแด๊งแสดงไม่เป็นธรรมชาติหรือเสแสร้งของตัวละครเหล่านี้ การทำตัวเด่นเพื่อให้ได้ซีน การแย่งพื้นที่หน้ากล้องล้วนน่าสนใจสำหรับเราในช่วงต้นเรื่องที่ทีมท้าผีเดินทางมาถึงระยองและพบกับ พี่หมีเพื่อนผี แอดมินเพจชื่อดังอีกคนในเรื่องที่ถูกเชิญมาเป็นแขกรับเชิญ

การมี ดีเจบุ๊กโกะ อยู่ในหนังเรื่องนี้ก็น่าสนใจและน่ากลุ้มใจในเวลาเดียวกัน เนื่องจากคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนมาก ๆ เพราะถ้าหากหนังตั้งใจจะดราม่าบุคลิกของเขาจะทำลายบรรยากาศและความน่าเชื่อของสถานการณ์ หากผู้กำกับเลือกจับมุมดี ๆ ออกมาถ่ายทอดได้ไม่สมดุลพอ และสุดท้ายก็เสียของมาก ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใดจากความเป็นบุ๊กโกะที่มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องเลย

แรก ๆ พอดูไปได้เรื่อย ๆ ในระดับพอทนได้ แต่พอถึงตอนที่ทีมท้าผีเริ่มแกล้งแขกรับเชิญด้วยพื้นความคิดที่ไม่แคร์ไม่ฟังกันเลย มันก็เกิดความรู้สึกไม่เชื่อขึ้นมาทันที และเป็นตัวละครหลักที่ไม่น่ารักน่าเอาใจช่วยเอาเสียเลย และก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่ผีจะมาตามหลอกพวกนี้ให้เข็ดหลาบ และไม่ต้องถึงกับต้องตาย การตายโดยที่ไม่ต้องกลับออกไปเผชิญโลกความเป็นจริงและรับผิดชอบสิ่งเลวร้ายที่ได้กระทำไปมันน้อยเกินไป แต่สุดท้ายเสียดายที่ไม่เป็นอย่างหวัง เพราะหนังไม่ได้พาเรื่องราวและตัวละครไปถึงจุดนั้น บางคนตาย จากข่าวในหนังสรุปว่ามีตาย 4 คน ที่เห็นว่าตายแล้วและน่าจะตายจริง ๆ ก็มี หญิง 2 ชาย 2 (ถ้าจำไม่ผิด) แต่มันยังไม่ครบคนนี่ แสดงว่าสองสามคนที่ท้ายเรื่องดูเหมือนว่าจะโดนผีหลอกและไม่น่ารอด ทั้งตัวละครหลักและสมทบเล็กๆ อย่างเพื่อนที่ถูกผีเข้าแล้วมาฆ่าเพื่อน กับช่างแต่งหน้าที่เดินตามผีไปก็หายไปเฉย ๆ งั้นเหรอ งงใจ! หาคำตอบไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็รอดูว่าเมื่อไหร่ผีซีจีไอดิจิตอลที่ดูเหมือนไปทำแปะเพิ่มตอนโพสต์โปรดักชั่นหลังถ่ายเสร็จ เพราะไม่ได้ตั้งใจให้มีผีแต่แรกแล้วอีกที คือถ้าตั้งใจแต่แรกก็โคตรจะไม่เวิร์ก แล้วยังทำให้หนังดูมีราคาถูกลงไปอีก

คิด ๆ แล้วก็เอ็นดูการตั้งแต่ชื่อหนังแล้ว ที่ตั้งว่า “วัน”หมาหอนฯ แทนที่จะเป็น “คืน”หมาหอนฯ ซึ่งบรรยากาศกลางคืนน่าจะเสิร์ฟความหลอนได้ดีกว่าแต่ไม่ทำ อาจจะเพราะด้วยงบโปรดักชั่นและคงบวกกับความใจกล้าไม่พอที่จะถ่ายกลางคืนในสถานที่จริงก็เลยต้องเล่าเรื่องเป็นช่วงกลางวัน แต่ส่วนตัวขอไม่โทษเรื่องโปรดักชั่น เพราะถึงแม้งานสร้างออกแบบศิลป์ งานกำกับภาพ และงานวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์มันจะห่วยยังไง แต่มันก็สามารถใช้งานได้ให้ดีให้เหมาะสมจากจินตนาการและการออกแบบการเล่าเรื่องของผู้กำกับและคนเขียนบทได้ ซึ่งทั้งสองหน้าที่รับผิดชอบโดย พิรุณ อนุสุริยะ ที่เคยมีผลงานกำกับร่วมในหนังไทยน่าสนใจในปีที่ออกฉายอย่าง 9.9.81 บอกเล่าเก้าศพ (2012) ซึ่งเป็นหนังที่น่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน จนได้เข้าชิงทั้งรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยมบนเวที บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม และเทคนิคการแต่งหน้าพิเศษยอดเยี่ยม รวมเข้าชิงทั้งสิ้น 5 รางวัลในเวทีระดับชาติอย่างสุพรรณหงส์ แล้ววันหอนในค่ายลูกเสือ คือผลผลิตจากผู้กำกับฯ ที่เคยร่วมสร้างหนังน่าสนใจเรื่องนั้นเหรอ!! ความพลาดพลั้งหนึ่งมาจาก พิรุณ ผู้กำกับฯ แน่ๆ แต่อีกหนึ่งหัวหน้าหมู่เหล่าลูกเสือกองนี้ที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์และต้องได้รับแน่ๆ ถ้าหนังเจ๊งคือเจ้าของค่าย Logo Motion Pictures ที่ปล่อยปละหรือไม่ก็จับมือคนทำหนังควบคุมเขี่ยเขียนจนได้เส้นสายลายมือออกมาเลวร้ายขนาดนี้

ได้ยินมาว่าพี่ผู้กำกับฯ โอบรับคำติชมจากคนดูอย่างเต็มที่ ก็ขอยินดีด้วยครับผม ที่พี่ไม่ต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยโกรธเคืองใครอย่างที่เคยเห็นคนทำหนังบางคนเป็น แต่ (ไม่ว่าใคร) ได้โปรดอย่าโทษว่าหนังมันแย่ หนังทุนน้อยหอยเบี้ยหอยสังข์ เพราะในโลกนี้ยังมีหนังทุนต่ำดี ๆ มากมายให้ดูเป็นกรณีตัวอย่าง ในเวลานี้ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากให้การทำหนังห่วยฉายโรงเป็นอาชญากรรม ทั้ง ๆ ที่ก็สนับสนุนเสรีภาพของหนังทุกเรื่องนี่แหละ แต่ทำไงได้ล่ะ บางทีมันก็รู้สึกว่านายทุนทำอะไรกันอยู่ คนทำหนังเหล่านี้คิดอะไรกัน ได้แต่สงสัย ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้ถึงหนังจะแย่โดยเฉพาะการหักมุมเฉิ่ม ๆ มุกเลือดกับเครื่องในในหม้อ และมุกหลงทางกลับมาที่เดิมที่เล่าผ่านการกำกับที่แบนเรียบช่วงท้าย ๆ แต่มันยังไม่รู้สึกถึงขั้นเหี้ยสำหรับเรา เออ..ลืมไปว่ามีอย่างหนึ่งที่ชอบอยู่ คือมุกน้องผีลูกเสือตอนกลาง ๆ เรื่องที่ยืนโผล่อยู่ตรงหน้าต่างแล้วมองทีมเกรียนท้าผีเดินผ่านโดยที่มองไม่เห็นผีกัน ตอนท้ายที่ตัวละครตัวหนึ่งเดินผ่านมาอีกทีน้องก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น มันมีความน่ารักดี

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
2
การดำเนินเรื่อง
2
ดนตรีประกอบ
3.5
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
2
คะแนนเฉลี่ย
3.1
17 ตุลาคม 2560 22:41:50

Breath - ใจบันดาล

117 min | Drama/Biography | Directed by Andy Serkis 

สร้างจากเรื่องจริงของ โรบิน คาร์เวนดิช ชายหนุ่มผู้รักการเดินทางและมีชีวิตโลดโผนแบบชายหนุ่มทั่วไป เขาได้พบเจอและตกหลุมรักกับหญิงสาวที่เป็นภรรยาของเขาในเวลาต่อมา แต่แล้ววันนึงเขาเกิดติดไวรัสโปลิโอซึ่งมันกัดกินและทำให้เขาเป็นอัมพาต ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล 

นักแสดงมากความสามารถผู้อยู่เบื้องหน้าและภายใต้สิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการด้วยเทคโนโลยีโมชั่นแคปเจอร์ แอนดี้ เซอร์คิส ผันตัวมาจับงานกำกับเรื่องแรกในชีวิต ซึ่งก็ต้องบอกก่อนเลยว่าทำได้ไม่เลวนัก ปัญหาของหนังอยู่ในช่วงแรกหรือช่วงต้นเรื่อง หนังไม่ได้ใส่ใจมากนักกับการปูพื้นตัวละครหรือแนะนำตัวละครให้เรารู้จัก ตรงนี้ถ้าไม่ได้เสน่ห์และความสามารถเฉพาะตัวของนักแสดงช่วยไว้ อาจเป็นปัญหาหนักที่พังหนังทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะนี่มันหนังดราม่า แล้วการที่เราจะอินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาเราก็ต้องรู้จักเขาประมาณนึงก่อน ไม่งั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับการฟังเรื่องเล่าหรือดูข่าวที่ไม่ได้ใกล้ตัวเรามักนัก เราก็จะแค่ฟัง ๆ แล้วก็ลืมไป 

อีกปัญหานึงที่แอบรบกวนใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อหนังทั้งเรื่องเหมือนประเด็นแรก คือการใช้ time skip ค่อนข้างบ่อยมาก ทำให้ pacing ของหนังไม่ค่อยดี บางจุดเร็วไปมาก ๆ บางจุดก็ช้าเกินไป ทำให้ภาพรวมของหนังยังไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร แต่อย่างที่ผมได้เกริ่นไปข้างต้น ทีมนักแสดงตั้งแต่นักแสดงนำอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟีลด์ หรือ แคลร์ ฟอย (จาก The Crown) และนักแสดงสมทบต่างก็ทำให้เราเพลิดเพลินและอินไปกับหนังได้ แถมตัวเรื่องราวที่เป็นต้นฉบับ ของตัวคาร์เวนดิชเอง ก็มีความน่าสนใจ ทั้งแนวคิดของเขาและสิ่งที่เขาทำ ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาโอเค

ใครที่ชอบหนังดราม่าฟีลกู้ดที่ให้แรงบันดาลใจ และมีกลิ่นอายโรแมนติกเล็กน้อย ก็อยากให้ลองมาชมดู หนังพอดูได้เพลิน ๆ ไม่น่าเบื่อ หลายคนดูคร่าว ๆ อาจนึกถึง Me Before You แต่จุดนี้ก็ต้องบอกก่อนเลยว่าอาจคล้ายแค่เค้าโครง แต่อารมณ์ของหนังนั้นต่างกันมากทีเดียว ยังไงก็ต้องลองไปชมกันดูครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
17 ตุลาคม 2560 10:12:26

The LEGO Ninjago Movie 

101 min | Animation/Stop-Motion | Directed by Charlie Bean,Paul Fisher,Bob Logan

หลังจากที่ WAG (Warner Animation Group) ผลิตหนังเลโก้สองเรื่องแรกและได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีเยี่ยมและท่วมท้นทั้งในด้านของภาพ งานสร้าง ความคิดสร้างสรรค์ และบทหนังที่ดีเยี่ยมเอาใจและเข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย แถมยังเป็นไอคอนของความเนิร์ด ความหลงไหลในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เลโก้ = ความหลงไหลในของเล่นของสะสม / เลโก้แบทแมน = ความหลงไหลในคอมิกซุปเปอร์ฮีโร่) ทาง wag จึงเดินหน้าผลิตเรื่องที่ 3 ซึ่งมีพื้นเพมาจากซีรีส์ยอดฮิตของเลโก้อย่าง นินจาโก และจากจุดนี้เองทำให้ผมอนุมานไปก่อนว่า นินจาโก ไม่น่าจะมีเนื้อหาหรือ references ใด ๆ และน่าจะเน้นที่ความสนุกจากการสร้าง story จากของเล่นตระกูลนี้ แต่เปล่าเลย เรื่องนี้ก็ยังคงความเป็นไอคอนแห่งความเนิร์ดไว้อย่างครบถ้วนเช่นเคย

LEGO Ninjago เล่าเรื่องราวของตำนานแห่งเมืองนินจาโก ที่ถูกรุกรานโดยลอร์ดผู้ชั่วร้าย กามาร์ดอน แต่หลายต่อหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ เพราะถูกขัดขวางโดยเหล่านินจานำทีมโดย ลอยด์ หรือนินจาเขียว และผองเพื่อน แต่แล้ววันนึงพวกเขาก็พลาดท่า สูญเสียทั้งความมั่นใจและเครื่องมือที่ใช้ต่อกรกับศัตรู พวกเขาจึงต้องหาทางฝึกฝน เพื่อค้นพบกับพลังที่ซ่อนตัวอยู่ในตัวของพวกเขา 

ซึ่งที่ผมเกริ่นไปข้างต้น ค้นพบว่านินจาโกถูกสร้างโดยความคลั่งไคล้และหลงไหลในภาพยนตร์แอคชั่นเก่า ๆ ช่วง 80s-90s การตัดต่อบางช่วง หรือโจ๊กเล็ก ๆ ได้เรฟจากตรงนี้มาเต็ม ๆ แถมหนังยังจัดเต็มความสนุก เพิ่มความสวยงสามและลูกเล่นของฉาก ยานพาหนะ และเอฟเฟ็คต่าง ๆ ให้สวยงาม ตระการตามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้หนังค่อนข้างดูได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่น่าเบื่อ และสนุกมาก ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม 

และนอกจากความเนิร์ดสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่ลืม สิ่งที่เป็นสเน่ห์ของพวกเขาคือ LEGO in real life หรือการพูดถึงและสะสม/เล่นเลโก้ ในชีวิตจริง ๆ (ในเรื่องนี้เป็นแมว/มินิฟิกเกอร์แขนหาย) ซึ่งหากคุณเป็นนักสะสมและชอบต่อเลโก้ คุณก็จะชอบและหลงรักหนังเรื่องนี้เช่นเดียวกับสองเรื่องแรกที่ผ่านไป หรือถ้าคุณไม่ใช่ ก็ไม่อยากให้มองข้ามความสนุกของหนังตระกูลเลโก้นี้อยู่ดี 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.6
16 ตุลาคม 2560 13:38:24

Untitled 1

 

Breath
19 ตุลาคม 2017 | Andy Serkis

หนังโรแมนติคยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กับความรักแท้ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดของโรบิน และไดอาน่า โดยมีแก่นกลางที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือความพิการทั้งร่างกายของฝั่งสามี เป็นระดับที่ต้องใช้ความอดทน การทุ่มเท และการเสียสละอย่างสูง ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวข้ามผ่านสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ไปจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายแห่งการตัดสินใจ

หนังเดินเรื่องราวเป็นเส้นตรง มีลูกเล่นสนุกสนานไปตามขนบหนังรัก เป็นหนังฟิลกู๊ดที่ดีเรื่องหนึ่ง แต่ก็เป็นหนังธรรมดาที่ดูได้เพลิน ๆ การตัดต่อ การเล่าเรื่องเน้นปลอดภัย คือไม่หวือหวา แต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งถ้าไม่ได้คาดหวังเรื่องพวกนี้ หนังเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์การดูหนังรักเพลิน ๆ ได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากทำมาจากเรื่องจริง และโปรดิวเซอร์เองก็เป็นลูกของโรบินกับไดอาน่า ดังนั้นจึงมีการถ่ายทอดที่ตรงจุดพอดี อาร์ตเนี๊ยบ สวย และคุมโทนได้ดี ผมสามารถเสพอาร์ตจากเรื่องนี้เพียว ๆ และตกหลุมรักกับอังกฤษยุคนั้นได้เลย

ถึงกระนั้นหนังก็ไม่กล้าแตะต้องด้านลบ ๆ ตัวพ่อเขาเอง จริงอยู่ที่ว่ามีฉากหดหู่ ฉากเลือดอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะหลีกเลี่ยงด้านแย่ ๆ ของตัวละครหลัก ทำให้มันขาดความเป็นมนุษย์ จนดูเผิน ๆ เหมือนกับหนังที่สร้างเพื่ออุทิศให้พ่อแม่ตัวเองมากกว่า ถึงแม้จะมีส่วนเกี่ยวกับ “การใช้ชีวิตของคนพิการ” อยู่เยอะ แต่เมื่อขาดความสมจริงบางจุด มันทำให้พลังตรงนี้ลดลงไป

เมื่อรวมกับการเดินเป็นเส้นตรง และเลือกที่จะเล่าเรื่องอย่างปลอดภัย หนังเลยจำเป็นต้องใช้บุคลิกภาพของนักแสดง ซึ่งการ์ฟิลด์ที่แสดงเป็นโรบิน และฝาแฝดพี่ชายไดอาน่านับว่าแบกเรื่องได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าทำให้หนังมีความสนุกสนานมากขึ้นเยอะ

ถึงจะไม่ค่อยสมจริง เป็นหนังรักเพลิน ๆ เรื่อย ๆ แต่ก็ประทับใจเรื่องราวอย่างอื่นของตัวละครเช่นกัน นั่นคือการ “สร้าง” ของฝั่งไดอาน่า ที่กล้าจะทำอะไรแหกกฎเพื่อจะ “หนี” จากกรอบ เมื่อสามีอยากออกจากที่นี่ เธอก็สามารถต่อสู้ท้าทายกฎสากลเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ โดยอิงพื้นฐานของ “ชีวิต” ที่เรียกว่าความสุข ไม่ใช่แค่เพียง “หายใจ” เธอพาสามีไปเที่ยวรอบโลก พาไปหาทุน พาไปสร้างเรื่องราวใหม่ ๆ ที่คนพิการปกติไม่มีทางจะทำได้

เรียกได้ว่า ไดอาน่าเป็นเฟเมนิสต์ที่แกร่ง และพยายามให้ชีวิตครอบครัวของเธอได้ไปต่อ จวบจนช่วงสุดท้ายที่เป็นการ “เสียสละ” และ อิสรภาพในอีกรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งหนังก็ถ่ายทอด การมี “ชีวิต” ได้เป็นอย่างดีว่ามันงดงามเพียงใด

Breath ถือว่าเป็นหนังอาร์ตยุค 60 เนี๊ยบ ๆ ที่ดูเพลิน ๆ คือลำพังดูอาร์ตก็ทำให้พึงพอใจได้แล้ว ซึ่งพอเนื้อเรื่องกับการเล่าแบบตัดต่อเน้นปลอดภัย อาจไม่ได้ให้อะไรใหม่ แต่ก็ทำออกมาได้ดีจนสามารถดูได้จนจบโดยไม่รู้สึกติดขัด ตัวหนังมีเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจได้อยู่เยอะ ทำให้เรารู้สึกอยากจะสู้ต่อไป เป็นหนังที่เหมาะกับการดูเพลิน ๆ หรือไม่ก็สร้างแรงบันดาลใจเวลาเราอยากทำอะไรยิ่งใหญ่นั่นเอง

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.1
13 ตุลาคม 2560 13:41:24

เงียบเหงา ตาเหลือง หลับเต็มตื่น - รีวิว Blade Runner ฉบับเด็กเดินตั๋ว

หลังจากตื่นเต้นกับภาพที่สวยงาม ราวงานศิลปะ และฉากเปิดที่ตราตึงและน่าสนุกอย่างยิ่ง ที่เหลือเต็มไปด้วยความเรียบนิ่ง เสมือนจริง ในหลาย ๆ ฉากต่อสู้แทบไม่ปรุงเสริมอารมณ์ใด ๆ ปล่อยให้จริงเสมือนเรายืนดูคนสองคนต่อยกัน ยิงกันเงียบ ๆ เจ็บ ๆ ประมาณนั้น คล้าย ๆ เรื่อง No Country For The Old Man ก็แหงล่ะ ผู้กำกับเดียวกัน แต่เรากลับชอบเรื่อง Sicario มากกว่านะ เรื่องนี้เต็มไปด้วยเสียงเอฟเฟกต์แผด ๆ แบบไซไฟ แต่บรรยากาศเงียบงัน ตราตรึงเด็กเดินตั๋วได้ด้วยแค่ภาพที่งามจับจิตมากทุกฉาก แต่ก็นั่นแหล่ะครับ.... หลับสบายใจเลย หลับลึกจนแทบฝัน ตื่นมาหนังก็ยังไม่จบ ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเรียบนิ่ง มีความศิลปะสูงมาก ทำเอา Only God Forgive ดูตื่นเต้นเร้าใจขึ้นอีกสิบเท่าเลย 

ขอกล่าวถึงพระเอกหน่อยเถิด ไรอัล กลอสลิ่ง แสดงได้ดีมีแบรนด์คาแรกเตอร์อย่างมาก ดีเลยล่ะ เหมือนได้ชื่นชมไดร์ฟผสมผสานลาลาแลนด์ และ Only God Forgive ในเรื่องนี้เลย

 

ไม่แนะนำให้ดูแบบปกตินะ ไปดู IMAX เถิด คุ้มกว่าเกินแน่นอนครับ

 

-เด็กเดินตั๋ว-

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
2
ฝีมือนักแสดง
6
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
5.3
12 ตุลาคม 2560 23:45:27

Blade Runner 2049

นี่เป็นหนัง เหงาที่สุด ในปีนี้เลยก็ว่าได้ ...

บางคนอาจจะงงกับที่กล่าวไปเมื่อกี้ เพราะถึงแม้ในตัวอย่างหนังจะเต็มไปด้วยฉากแอคชั่น แต่เมื่อมาดูหนังจริง ๆ คุณก็จะรู้ว่ามันมีแค่ในตัวอย่างนั่นแหละ! หนังยาว 160 นาที แต่ฉากยิ่งสนั่น ต่อยกระจายมีไม่ถึง 15 นาที หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้เจาะทุกคนทุกกลุ่ม ต้องบางคนเท่านั้นแหละที่จะชอบ (ส่วนตัวผมบอกเลยว่า แอบเซ็งกับตัวหนังพอสมควร แต่ก็มีส่วนที่ชอบนะ)

เล่าส่วนดีก่อนนะ 

1. Sound ประกอบหนังคือส่วนที่ดีมากๆของหนังเรื่องนี้ ต้องดู IMAX นะเสียงนี่สั่นถึงพื้นโรงหนังเลย แน่นอนผู้ผลิต sound เทพๆก็ต้อง Hans Zimmer ถือว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนังจริง ๆ ฉากระเบิด ฉากยิง นี่เสียงสะใจมาก หรือเพราะดู IMAX ก็ไม่รู้นะ

2. ภาพหนังสวยมาก ดูในระบบ 3มิติสียิ่งสด มีความตื้นลึกของตัวหนัง (เอาจริง ๆ แค่นี้ก็คุ้มค่าตั๋วนะ) ชอบโทนภาพของหนังเรื่องนี้สุด ๆ 

3. เนื้อเรื่องที่แสดงถึงความเหงา ของเจ้าหน้าที่ K ที่รับบทโดย Ryan Gosling แสดงออกมาได้แม่งโคตรเหงา ดูแล้วก็คิดในใจ เหงาโว๊ยยยยยย ออกมาได้เลย

ส่วนที่แย่ 

1. เอาจริง ๆ ไม่ชอบตัวอย่างหนังเลย เหมือนหลอกเรามาดูอะ เราไม่ได้เตรียมใจว่าหนังมันจะแบบคุยทั้งเรื่องแบบนี้ ถามว่าเนื้อเรื่องโอเคมั้ย เราว่ามันโอเค แต่ตัวอย่างมันหลอกมาก เข้ามาดูจริง ๆ ที่หาวไปหลายรอบ อะไรจะคุยนานขนาดนี้ แถมหนังยังยาวถึงสามชั่วโมง เอาจริง ๆ หนังไม่ต้องยาวขนาดนี้ก็ได้นะ 

2. Harrison Ford ที่กลับมาแสดงภาคต่อ แต่เอาจริง ๆ ตัวหนังก็ไม่ได้สร้างให้เด่น เอาจริง ๆ เหมือนจะเด่นนะ แต่เราว่าไม่มีก็ได้ ไม่น่ากลับมาเล่นเลย ฮือออ

3. Jared Leto นี่ดูเป็นตัวร้ายที่ดีเลยนะ สมบทบาทมากจริง ๆ แต่ตัวหนังโดยเฉพาะตอนจบ คืออะไรเนี่ยยยยยย!!! ไม่ค่อยมีอะไรเลย เฮ้อ

สำหรับผมก็ชอบนะ ตัวหนังมันมีอะไรให้น่าติดตามตลอดเวลา แต่ด้วยความยาวที่มากเกิน บวกกับไม่ได้เตรียมใจไปดูอะไรแบบนี้ ก็แอบเซง ๆ 

แต่ผมว่าไปดูในโรงก็คุ้มค่าตั๋วแล้วละครับ ทั้งภาพ ทั้งเสียง ก็คุ้มค่าแล้วจริง ๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
1
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
6.9
GUEST
Sam
18 ตุลาคม 2560 19:47:10
นับว่าเป็นหนังที่ห่วยที่สุดที่ดูมา ดำเนินเรื่องแย่ ดนตรีนรก ที่ช้ำที่สุดHarrison Ford ดาราในดวงใจตามดูทุกเรื่องตั้งแต่Star warเมื่อ40ปีที่แล้วหรืออินเดีย หน้าโจร มาดูเรื่องนี้แล้วเสียความรู้สึกมาก ฝรั่งที่นั่งข้างหลับกรนสนั่นเลย
12 ตุลาคม 2560 22:43:34

เป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันที่หนังแอคชั่นฟอร์มระดับที่มีผู้กำกับ วิลสัน ยิป แห่งยิปมัน กำกับฉากบู๊โดย หงจินเป่า และนำแสดงโดยระดับซุปเปอร์สตาร์สายแอคชั่นของเอเชียอย่าง กู่เทียนเล่อ และ โทนี่ จา จะค่อนข้างมีกระแสที่ซบเซาในบ้านเรา ตั้งแต่การโปรโมท และการฉายที่ค่อนข้างจำกัดโรง ทั้งๆ ที่ในส่วนของเนื้อหนังเองนั้นก็มีคุณภาพในระดับมาตรฐานหนังแอคชั่นฮ่องกงที่เราจะได้รับรสความมันส์แบบดิบเถื่อน และเหวี่ยงไปอารมณ์ดราม่าน้ำตาท่วมจอก็ไม่ได้บกพร่องไปจากหนังเรื่องนี้เลย

พล็อตเรียบง่ายที่ว่าด้วยนายตำรวจ (กู่เทียนเล่อ) ผู้มีปัญหาผิดใจกันกับลูกสาวจนเธอหนีมาพัทยา และพัวพันกับแก๊งค้ามนุษย์ของมาเฟียต่างชาติจนหายตัวไป เขาเลยต้องร่วมมือกับตำรวจท้องถิ่นช่วยกันตามหาลูกสาวที่เขารักยิ่งกลับมา ไม่ว่าจะแลกด้วยชีวิตก็ตาม

หนังมีทุกอย่างที่หนังแอคชั่นฮ่องกงคลาสสิกควรมี ไม่ว่าจะเป็นฉากแอคชั่น ดราม่าลูกผู้ชาย ฉากซึ้งเรียกน้ำตาที่ตัดกับความระห่ำของฉากเลือดสาด ฉากหญิงงามร้องเพลงเก่าๆ ที่ฟังกี่ทีก็เรียกมวลอารมณ์ซาบซึ้งล้อไปกับตัวหนังได้อย่างกลมกล่อม ความที่หนังดูจะถูกมองผ่านละเลยพอสมควรจากตลาดในบ้านเรา ก็ตอกย้ำได้เช่นกันว่ายุครุ่งเรืองของหนังแอคชั่นฮ่องกงหมดไปจากตลาดบ้านเรานานแล้ว และหนังยุคหลังยังไม่สามารถหลุดพ้นจากเงาที่หนังระดับขึ้นหิ้งฝากไว้จนมาสร้างความแปลกใหม่ได้เลย

แต่หากใครต้องการอรรถรสดั้งเดิมของความเป็นหนังแอคชั่นฮ่องกง Paradox ก็ถือว่าสอบผ่านมาตรฐานได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะส่วนที่โดดเด่นที่สุดอย่างฉากแอคชั่นที่กำกับออกแบบได้ดีมาก และการบิวท์ดราม่าที่ต่อให้ตั้งการ์ดใส่ความเฝือแค่ไหนก็ยังต้องยอมรับว่าหนังช่างซึ้งได้สุดทางจริงๆ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.3
12 ตุลาคม 2560 22:21:33

ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกอนาคตสุดมืดหม่น บรรยากาศเปียกแฉะพรำน้ำฝน วิชวลไซไฟที่ให้ความรู้สึกเย็นชาไร้ชีวิตชีวา ทั้งหมดล้วนบั่นทอนความฝันถึงโลกอนาคตที่สดใส แต่คือความสิ้นหวังร้างไร้ซังกะตาย ชวนให้นึกถึงความเหมือนที่แตกต่างระหว่างจินตนาการของ Mad Max: Fury Road (2015) ของ George Miller กับ Blade Runner 2049 ของ Denis Villeneuve ในขณะที่เรื่องแรกคือการจำลองโลกอนาคตสิ้นหวังที่ระเบิดฉากแอคชั่นไล่ล่ากันอย่างสุดเหวี่ยง เรื่องหลังคือการค่อย ๆ ละเลียดเล่าจินตนภาพที่สิ้นหวังอย่างถึงที่สุดภายหลังฉากหม่นของโลกดิสโทเปียที่ฝนตกตลอดเวลา

Denis Villeneuve เป็นผู้กำกับไม่กี่คนที่ไม่ว่าจะมาในผลงานครั้งไหนก็แทบจะเรียกได้ว่าท็อปฟอร์มตลอดเวลา หนังของ Villeneuve ไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่ด้วย Big Idea หรือห่อหุ้มด้วยความหวือหวาโดดเด้งมากมาย แต่เขามีจินตนาการทางวิชวลและจังหวะจะโคนที่หนักแน่นชัดเจนและสร้างภาษาภาพทางการเล่าเรื่องใหม่ ๆ ได้อย่างน่าสนใจ เขาไม่มัวเล่นสนุกกับการเล่าเรื่องด้วยพล็อตและจังหวะตัดต่อบีบคั้นคนดู แต่ใช้ศักยภาพทุกอย่างของภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงและเงา การเคลื่อนกล้อง ความสมจริงของการดีไซน์ CGI และซาวด์ประกอบค่อย ๆ ประกอบร่างสร้างการเล่าเรื่องได้อย่างเต็มอรรถรสในทุกมิติ

แม้ Feedback ที่มีต่อตัวหนังหลาย ๆ เสียงจะค่อนข้างเป็นไปในทางเบื่อหน่าย หรือคนดูรู้สึกว่าถูกหลอก เพราะในความยาวเกือบสามชั่วโมงนั้น หนังมีสัดส่วนของฉากแอคชั่นหรือฉากเร้าอารมณ์น้อยกว่าหนังแอคชั่นบล็อกบัสเตอร์ทั่วไปอยู่มาก ซึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องโทษกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะถ้าจะพูดในส่วนของคุณภาพหนังล้วน ๆ ก็ไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า Blade Runner 2049 เป็นหนังที่แทบจะสมบูรณ์พร้อมแทบทุกด้าน และนำทุกศักยภาพของภาพยนตร์กลับมามีชีวิตบนจอภาพยนตร์ได้อย่างงดงาม การจะดูหนังเรื่องนี้จึงอาจต้องละวางความคาดหวังที่ผูกติดกับหน้าหนังเพื่อจะดื่มด่ำกับอรรถรสอีกแบบ และเป็นไปได้ขอแนะนำให้ชมในระบบ Imax เพราะเราจะได้เห็นรายละเอียดองค์ประกอบภาพที่จัดวางอย่างพิถีพิถันได้อย่างเต็มที่ เพราะทุกฉาก ทุกช็อต ทุกการจัดวางล้วนถูกคิดมาอย่างดีแล้ว ถือเป็นประสบการณ์ที่คงจะขาดหายไปไม่น้อยหากเราเลือกชมหนังเรื่องนี้ในคอมพิวเตอร์หรือจอทีวี

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.5
11 ตุลาคม 2560 15:19:25

The Lego Ninjago Movie ใส่ ๆ สไตล์เลโก้ ที่ถูกลดทอดให้เนื้อหาเด็กลง แต่ชดเชยด้วยฉากแอคชั่นที่เจ๋งมากขึ้น

เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เลโก้ของเล่นตัวต่อ ได้ออกมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ ถัดจาก The Lego Movie และ The Lego Batman Movie เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ครั้งนี้ได้หยิบเอาเลโก้ชุด นินจาโก ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยได้ยินเท่าไหร่ ดึงมาใช้เป็นพล๊อตหลังในภาพยนตร์ เรื่องราวว่าด้วย โลกจินตนาการแห่งหนึ่ง มีเหล่านินจาโกคอยพิทักษ์เมืองจากวายร้าย การ์มาดอน โดยที่สมาชิก 1 ในนั้นของนินจาโกคือลูกแท้ ๆ ของการ์มาดอนนั่นเอง

การเล่าเรื่องก็ยังคงเป็นสไตล์เฉพาะตัวของเลโก้ซึ่งเน้นการเดินเรื่องเป็นเส้นตรง ไม่มีการหักมุมใด ๆ และที่พิเศษสุดสำหรับภาคนี้คือ เป็นการปรับโทนหนังการเล่าเรื่องให้ดูเด็กลง เหมาะสำหรับเด็กจริง ๆ (เปลี่ยนโทนจาก 2 เรื่องก่อนหน้าที่ทำหนังให้ผู้ใหญ่ดูเป็นหลัก มีการแฝงอะไรต่าง ๆ ไว้มากมาย) ถึงแม้ว่าจะเนื้อหาจะดูเด็กลง แต่กลับถูกชดเชยด้วยฉากแอคชั่นที่ดูเด็ด เผ็ดมันและสมจริงมากขึ้นกว่าสองเรื่องก่อนหน้า

สรุปแล้วถ้าใครเป็นคนที่ชอบหนังการเล่าเรื่องสไตล์ The Lego Movie แล้วนั้น คงจะชอบ The Lego Ninjago Movie ได้ไม่ยาก แต่ถ้าใครไม่ชอบสไตล์การเล่าเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่ 2 เรื่องก่อนหน้า แนะนำให้ผ่านไปเลยดีกว่า ไม่งั้นมันจะกลายเป็นทรมานบันเทิงความยาว 100 กว่านาทีไปแทน 7/10

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7
6 ตุลาคม 2560 02:31:09

The Foreigner
(Martin Campbell | UK, China | 2017) Screenplay by David Marconi | Based on ‘The Chinaman’
by Stephen Leather

หลังจากบอบช้ำจากการไปนั่งแท่นกำกับ Green Lantern (2011) นี่ถือเป็นการกลับมาครั้งใหม่กับหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของ Martin Campbell  ที่พา เฉินหลง กับ เพียซ บรอสแนน ในวัยใกล้แซยิดโคจรมาปะฉะดะกัน เฉินหลงในบทพ่อผู้สูญเสียลูกสาว ซึ่งเป็นคนในครอบครัวเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุปล้นฆ่ากลางทะเล ขณะที่เขากำลังอพยพหนีตายมาพร้อมกับลูกเมีย แต่ก็ต้องมาตายเพราะเหตุระเบิดของผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่ง และกระบวนการตามล่าหาตัวคนร้ายช่างเชื่องช้าเหลือเกิน เกินกว่าที่พ่อซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านสนามรบจะทนรอได้ เขาจึงตัดสินใจออกตามล่าหาความจริงว่าใครคือมือวางระเบิดเพื่อที่จะแก้แค้น ความสูญเสียที่นำมาซึ่งการไม่เหลือเหี้ยอะไรให้ห่วงแล้วนำมาสู่การท้าทายอำนาจองค์กรรัฐ

มันน่าสนใจไม่น้อยเลย ที่หนังไม่ได้วางแบบเรื่องราวการแก้แค้น โดยใช้การโต้ตอบระหว่างพ่ออดีตทหารรบผู้สูญเสียกับมือวางระเบิด ซึ่งเป็นเป้าหมายของการแก้แค้นเป็นเส้นเรื่องหลัก แต่กลายเป็นพ่อที่ต้องไปต่อกรกับผู้นำองค์กรรัฐที่ต้องมาทำไขสือกับความไม่โปร่งใสในหมู่พวกตนเอง การแก้แค้นของพ่อผู้อพยพชาวจีนที่กลายมาเป็นประชากรของอังกฤษในที่สุด ซึ่งเขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่รัฐให้ข้อมูลเรื่องตัวตนของผู้ก่อการร้ายกับเขานั้นเป็นจริง จนต้องใช้ระเบิดงัดปากเจ้าหน้าที่ถูกเลือกมาเล่าด้วยมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งส่งกลิ่นความสนุกซับซ้อนเต็มไปด้วยความระทึกบันเทิงตั้งแต่ต้นเรื่อง

แต่ก็น่าเสียดายที่วิธีการเล่าการกำกับในแต่ละฉากมันไม่ได้มีความพิเศษมากไปกว่าหนังแอคชั่น ดราม่า ระทึกขวัญทั่ว ๆ ไป  โดยเฉพาะการเล่นกับบรรยากาศความหวาดระแวงของกลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องถูกมือระเบิดตามจองล้างจองผลาญมันเรียบเรื่อยไปหน่อย ถ้าออกแบบให้มันคืบคลานมากกว่านี้น่าจะลุ้นระทึกสุด ๆ ไปเลย รวมไปถึงตัวบทที่มีมุมมองน่าสนใจเป็นทุนดีงามเดิม แต่กลับบาลานซ์ระหว่างเส้นเรื่องหลักและรองให้แต่ละส่วนสัดมีพื้นที่โดดเด่นได้ไม่มีเสน่ห์พอ ทั้งที่หนังรายล้อมด้วยองค์ประกอบของเรื่องราวที่น่าชูรสได้เต็มไปหมด ทั้งประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ การครอบครองอาวุธสงคราม และการก่อการร้าย ซึ่งมีการแก้แค้นส่วนตัวข้ามาเกี่ยวข้องจนมีท่าทีจะพังพินาศไป และความสัมพันธ์ระหว่างหลากตัวละครที่ไขว้คู่กันไปมา น่าจะทำให้หนังมีมิติได้มากกว่านี้

ถึงจะติอะไรไปมากมาย มันก็เกิดจากความเสียดายเนื้อเรื่องเป็นส่วนใหญ่ เพราะโดยรวมแล้วหนังก็ดูเพลิน ๆ ไปได้เรื่อย ๆ และความดีงามหลัก ๆ ที่ทำให้หนังชวนน่าติดตามจึงหนีไม่พ้นการโคจรมาพบกันของ เฉินหลง หน้านิ่งรุกไม่ยั้ง กับ เพียซ บรอสแนน มาดทราม และการเล่าแบบตลกร้ายในบางฉากก็ช่วยเพิ่มอรรถรสได้อยู่บ้าง แต่ก็ใช้มุมมองการกำกับนี้ไม่ช่ำชองสักเท่าไหร่ เพราะบางจังหวะก็ชวนเอะใจอยู่หน่อย ๆ น่าเสียดายว่าถ้า The Foreigner ได้ไปอยู่ในมือผู้กำกับที่บังคับทิศทางได้เหมาะมือกว่านี้ อาทิ Denis Villeneuve (ไม่ใช่อะไรหรอก เป็นติ่งพ่อแกอยู่ อยากเห็น) น่าจะขุดลึกความเป็นมนุษย์ให้ชวนประหวั่นพรั่นพรึงได้มากกว่านี้เยอะ ความนัยประโยคท้ายที่ว่า ยังไม่อยากจะปลุกมังกรในตอนนี้ ก็อาจจะเย็นยะเยือกมากขึ้นอีกหลายเท่าทวี

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.4
5 ตุลาคม 2560 18:08:57

Blade Runner 2049 - เบลดรันเนอร์ 2049

163 min | Sci-fi/Thriller | Directed by Denis Villeneuve 

นี่คือบทพิสูจน์ว่า เดอนี วิลเนิร์ฟ คืออีก 1 ผู้กำกับชั้นยอดในช่วงขณะนี้ เขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็วจากหนังภาษาต่างประเทศสู่ฮอลลีวูด ครั้งนี้วิลเนิร์ฟกลับมาสานต่องานไซไฟคลาสสิกขึ้นหิ้ง โดยเรื่องราวผ่านมาจากภาคแรก 30 ปี เจ้าหน้าที่ เค เบลดรันเนอร์ที่คอยเก็บกวาดมนุษย์เทียมรุ่นเก่า จนไปพบเบาะแสบางอย่างที่นำพาไปสู่ปริศนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ! 

ภาคนี้ขยายความล้ำลึกที่ภาคแรกทำไว้ ซึ่งอย่างที่ผมเกริ่นไปข้างต้นถึงความยอดเยี่ยมของผู้กำกับ เพราะเบลดรันเนอร์ 2049 นอกจากจะคลาสสิกมีสเน่ห์ไม่ต่างจากภาคแรกแล้ว หนังยังเต็มไปด้วยความงดงามทางภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีประกอบที่โดดเด่น งานภาพที่ประณีต สวยงาม มีซีนที่น่าจดจำมากมาย งานคราฟต์โดยรวมจึงออกมาดีมาก อีกทั้งการแสดงของดารานำ สมทบในเรื่องก็ออกมายอดเยี่ยม มีลุ้นออสการ์ในหลายสาขาอย่างแน่นอน 

หากใครต้องการที่จะชมภาคนี้ แม้ว่าผกก. หรือบางคนอาจจะบอกไว้ว่าไม่จำเป็นต้องดูภาคแรกก็ได้ แต่สำหรับผมผมว่ามันจำเป็นมากในหลาย ๆ บริบทเลยนะครับ อย่างแรกเลยคือเนื้อหามันก็มีความต่อเนื่องกัน มีการพูดถึงเหตุการณ์ในภาคแรกบ้าง ทำให้จะดีกว่ามากหากดูมาก่อน และอีกอย่างคือ เบลดรันเนอร์ ไม่ใช่หนังไซไฟที่มีฉากบู๊ฉากแอคชั่นตูมตามมากมาย เพราะนี่เป็นหนังปรัชญาไซไฟที่มีสไตล์การเล่าเรื่องในแบบของตัวเองและเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งสองภาคนี้มีกลิ่นอายเหมือนกัน ฉะนั้นการได้ชมภาคแรกมาแล้ว จะทำให้เข้าใจอารมณ์และโทนของเรื่องได้ดีกว่า 

โดยรวมนี่แทบจะเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในปีนี้เลย มันเป็นหนังที่ตอนดูตื่นตา และสนุกมากในการพูดคุยถึงสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องหลังดูจบ ใครที่ชอบเสพย์หนังไซไฟล้ำลึก ห้ามพลาด! โดยเฉพาะในระบบ IMAX เพราะงานภาพ งานเสียง จัดเต็ม คู่ควรในการดูระบบนี้มากจริง ๆ ครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.6
8 ตุลาคม 2560 19:18:32
ไม่สนุกเลย
พากษ์ไทยไม่ตื่นเต้น..
เสียดายตังค์..
5 ตุลาคม 2560 16:56:45


 

Steven Soderbergh น่าจะเป็นผู้กำกับคนหนึ่งที่ออกจะถูกยกย่องน้อยเกินกว่าที่ควรไปนิด อาจด้วยความที่เขาไม่ได้เป็นผู้กำกับที่สไตล์จัดหรือมีลายเซ็นที่ชัดเจนมากนัก แต่หากเราจะนึกถึงชื่อของผู้กำกับที่มีความคงเส้นคงวาของคุณภาพงาน เขาก็น่าจะมีชื่อติดในลิสต์นี้ได้ไม่ยาก

เช่นเดียวกันกับผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Logan Lucky ดูจะเป็นหนังที่ไม่ได้เป็นที่รอคอยอย่างฮือฮาอะไรจากกลุ่มคนดูหนังเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วหนังมีทั้งความน่าสนใจ สนุก และมีเสน่ห์ลงตัวอย่างน่าเสียดายหากใครจะมองข้ามไป เพราะหน้าหนังที่ไม่ได้หวือหวาเชิญชวนเท่าไหร่นัก

Logan Lucky นับเป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่เพียบพร้อมพอสมควร ดาราแม่เหล็กหลายๆ คนที่มาพลิกบทและตีบทกันแตกอย่างยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ที่สร้างพล็อตซ้ำเดิมให้มีความแปลกใหม่ได้อย่างเฉียบคม การเล่าเรื่องของโซเดอร์เบิร์กเองก็มีจังหวะที่ไม่ช้าไป ไม่ฉาบฉวยเกินไป เก็บรายละเอียดของเรื่องและคุมอารมณ์คนดูได้อย่างอยู่หมัด

โดยภาพรวมของหนังที่ให้อารมณ์โทนตลกร้าย/ตลกหน้าตายแฝงไว้ด้วยอารมณ์ความเศร้าที่ลึกซึ้ง และช่างล้อกันได้ดีกับเพลงประกอบหลักของเรื่องซึ่งเป็นเพลงสุดคลาสสิกของ John Denver อย่าง Take Me Home, Country Roads ที่คลออยู่เบื้องหลัง พล็อตเรื่องว่าด้วยหนุ่มสาวบ้านนอกที่เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่แตกสลาย และหนังก็พาให้เราไปได้ถึงสุดของรสความตลกปนขมขื่น และมีซีนที่เรียกน้ำตาได้อย่างไม่ฟูมฟายและงดงามมากทีเดียว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
8.5
3 ตุลาคม 2560 15:42:18

Logan Lucky (แผนปล้นลัคกี้ โชคดีนะโลแกน)

หลังจากดูหนังจบก็ต้องบอกว่ามันเป็น "หนังปล้นหรือโจรกรรม ที่แฝงชั้นเชิง เรียบง่าย และสนุกมาก!!!!"

เป็นการกลับมาของผู้กำกับ Steven Soderbergh จากเรื่อง Ocean's Eleven จากหนังที่ดูเนี๊ยบ ใส่สูทไปปล้น มาที่ Logan Lucky ที่ดูจากตัวอย่าง ก็เป็นแค่คนชนบทออกไปปล้นเงินจากการแข่งขันรถ NASCAR แต่ด้วยความชนบทเนี้ยแหละ หนังสร้างเส้นเรื่องทำให้เนี๊ยบแบบใส่สูทออกไปปล้นได้เลย ตอนจบต้องบอกเลย เท่มาก!!!!

จาก George Clooney ใน Ocean's Eleven ก็ส่งไม้ต่อมาที่ Channing Tatum ใน Logan Lucky รับบทเป็น โลแกนที่จำเป็นต้องใช้เงิน และตั้งใจจะออกไปปล้นในการแข่งขัน NASCAR แต่ก็จำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจาก โจ แบง (รับบทโดย Daniel Craig) ที่เป็นผู้ชำนาญด้านระเบิด แต่ติดปัญหาตรงที่ว่า โจ แบง นั้นติดคุกอยู่ จากนั้นความหรรษาของหนังก็บังเกิด...

สำหรับเรา เราสนุกมากเลยนะ คือมันลุ้นตลอดเวลาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะมีผลยังไงข้างหน้า แบบลุ้นเว้ยยย เพียงแต่ว่าหนังดำเนินเรื่องเรียบๆ คุยกันเยอะ ไม่ค่อยบู๊ (ใครคิดว่าจะยิงทั้งเรื่องนี้ต้องคิดใหม่เน้อ) แต่ด้วยความฉลาดของเนื้อเรื่องและตัวละคร หนังมันเลยสนุกมาก

มีเพื่อนไปดูด้วยกัน (โดนเราลากไป) เพื่อนก็บอกว่าดูตัวอย่างแล้วไม่เห็นน่าดูเลย แต่พอดูหนังจบ เพื่อนก็บอกว่าหนังดีมาก 5555 เราก็คิดเหมือนเพื่อนนี่แหละ หนังสนุก ลุ้น ตอนจบนี่ชอบมากเลย 

สำหรับตัวละครที่ชอบ เราชอบโจ แบง นะ ลืมภาพเจมส์บอนด์ไปได้เลย เพราะ Daniel Craig ตีบทโจ แบง แตกกระจุย ดูไปก็งงไปว่าพี่แกเล่นบท เจมส์ บอนด์ได้ไง 555 เรื่องนี้พี่แกเถื่อนดิบมาก เป็นตัวละครที่เราชอบมากในหนังเลย 

ตอนดูนี่โอ้โห! หลายฉากมาก แบบว่าคิดในใจแบบนี้ก็ได้เหรอวะ 555 (อันนี้ชมนะ) คนคิดบท คนกำกับนี่เข้าใจผูกเรื่อง สร้างเรื่อง แล้วมาร้อยปมในตอนจบได้ดีมาก ๆ เลย ต้องดูจนจบนะแล้วจะรู้ว่าตัวละครทุกตัวแม่งโคตรเท่

สุดท้ายก็จะบอกว่า หนังคุ้มเงินมาก เราชอบมาก และใครที่เป็นแฟน Ocean's Eleven ก็อย่าพลาดนะครับ ไปดูโลดดดด

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.5
29 กันยายน 2560 14:50:27

โอ้ว เบบี๋.....นายไดรฟ์ได้มันส์เว่อรรรร์ - รีวิว เบบี้ไดรฟ์เวอร์ฉบับเด็กเดินตั๋ว

เคยได้เห็นฝีไม้ลายมือของคุณผู้กำกับสุดจี๊ด เอ็ดการ์ ไรด์ จากภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่เรื่อง “แอนท์แมน” ที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจนโดดเด้งออกมาจากจักรวาลมาเวลอย่างมาก คราวนี้เฮียกลับมาด้วยหนังแอคชั่น ขับรถ ปล้นธนาคาร แค่บอกว่าเป็นหนังแอคชั่นโจรกรรม ขับรถบ้าคลั่งโดยฝีมือ เอ็ดการ์ ไรด์ ก็น่าสนใจแล้ว แถมกระแสก็ดีมาก ๆด้วย เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องดูในโรงให้ได้

จี๊ด....

ตั้งแต่ฉากแรก การใช้คัตติ้งจังหวะตัดต่อ และจังหวะเพลงล้วนไม่ธรรมดา แถมด้วยพล็อตอย่างแหวกแนว เมื่อเด็กน้อยวัยละอ่อนที่มีปัญหาทางการได้ยิน ต้องฟังเพลงตลอดเวลา และเป็นอัฉริยะด้านการขับรถได้ลงมือปล้นธนาคารจะเกิดอะไรขึ้น ประกอบการฝีมือการแสดงของเอนเซล (นักแสดงนำชายเรื่อง The Fault of our star) ที่ฉีกบทบาทมาได้อย่างสร้างสรรค์บันเจิดมาก ทำหนังเรื่องนี้มีส่วนผสมแปลกประหลาด แหวกแนว น่าสนใจและน่าติดตามตลอดเวลา 

คาแรกเตอร์ของเจ้าหนูเบบี้เด็กอัฉริยะค่อนข้างแปลกและตราตรึง ดึงความสนใจของผู้ชมได้อยู่หมัด น่ารู้จัก น่าค้นหา และน่าเอาใจช่วยอย่างยิ่ง อย่างที่เกริ่นไป ความเป็นเด็กอัฉริยะ มีปัญหาที่สุดแปลกประหลาด คนอะไรต้องยัดหูฟัง ฟังเพลงตลอดเวลา แถมดูมีสมาธิแบบแปลก ๆ คล้าย ๆ เด็กออธิสติก  เวลาเผชิญปัญหาจะไม่เหมือนพระเอกทั่วไปที่เราจะเห็นความเก่งกาจเอาชนะอุปสรรคได้ แต่เจ้าหนูเบบี้นี้ดูน่าเอาใจช่วย มีความเผชิญปัญหาบางอย่าง และรับมือจัดการในแบบฉบับโลจิกของเจ้าหนูเบบี้

ฉะนั้นโลกของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในหัวของเจ้าหนูเบบี้ ที่เอาแต่ฟังเพลงยุค 80-90 และคลั่งไคล้ไปกับห้วงอารมณ์ของเพลงมาก ๆ โดดเด่นผ่านการแสดงที่เล่นออกมาได้อย่างน่าชื่นชม และถ่ายทอดด้วยสไตล์ที่ใหม่และสร้างสรรค์อย่างมากของผู้กำกับ 

สำหรับเด็กเดินตั๋วแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับผลงานศิลปะชิ้นเอกที่จะเป็นที่จดจำ เป็นตำนานชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังแอคชั่นเลยก็ว่าได้ จะเป็นที่จดจำเหมือนคิลบิล, พลัพ ฟิคชั่น ประมาณนั้นเลยก็ว่าได้

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9.1
28 กันยายน 2560 16:27:46

กลับมาอีกครั้งกับสายลับมาดสุภาพบุรุษคลาสสิก หลังจากความยอดเยี่ยมที่ได้ฝากไว้ในภาคแรกซึ่งทำให้ Kinsman ขึ้นแท่นแจ้งเกิดเป็นหนังสายลับแอคชั่นที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุค มาในภาคนี้ก็ได้สานต่อความดีงามทั้งปวงที่เคยได้สร้างไว้ ทั้งความมัน คลาสสิก คูล เพี้ยน และอารมณ์ขันที่ร้ายกาจได้อย่างครบรสความเป็น Kingsman

แม้ในแง่โครงเรื่องที่มีจังหวะในการเล่าต้น กลาง จบ ไม่ต่างจากหนังแอคชั่นฮอลลีวู้ดปกติทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ Kingsman มีเอกลักษณ์เหนือหนังแอคชั่นเรื่องอื่น ๆ คือความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดที่สร้างโลกสายลับในลุคแอนด์ฟีลแบบสุภาษบุรุษคลาสสิก ผู้ไปจนสุดศักยภาพของความเป็นเพศชาย เพียบพร้อมทั้งจริตมารยาท และการแต่งตัวเนี๊ยบหมดจดที่เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับแฝงด้วยอุปกรณ์สายลับไฮเทค และการดีไซน์ฉากแอคชั่นที่หวือหวาและดูสดใหม่เอามาก ๆ ให้อารมณ์ทั้งความมันระห่ำระคนกับความตลกเพี้ยนหลุดโลก อันเป็นลายเซ็นประจำตัวของผู้กำกับ Matthew Vaugh

นอกจากสุภาพบุรุษหน้าเก่าอย่าง Taron Egerton ในบท Eggsy และ Colin Firth ในบท Harry Hart จะกลับมารวมตัวกันให้ได้ชื่นใจกันแล้ว ในภาคนี้หนังยังอุดมไปด้วยซุปเปอร์สตาร์เบอร์ใหญ่อย่าง Channing Tatum, Halle Berry, Julianne Moore และตัวขโมยซีนอย่าง Elton John ที่มารับบทเป็นตัวเขาเอง ซึ่งหลาย ๆ คนที่กล่าวมานี้ นอกจากจะรับบทเป็นตัวละครที่มีคาแรคเตอร์จัดจ้านน่าสนใจกันแทบทุกคนแล้ว บางคนยังมีบทปูเพื่อเป็นตัวละครสำคัญในภาคต่อไปอีกด้วย

หากจะมีความน่าเสียดายอยู่บ้าง ก็อาจจะเป็นในส่วนของไคล์แมกซ์เรื่องที่มีการคลี่คลายง่ายดายไปเสียหน่อย เมื่อเทียบกับความซับซ้อนที่บทพยายามปูมาทั้งเรื่อง และการมี “ภาพจำ” ของซีนไคล์แมกซ์ที่ไม่สามารถเทียบความยอดเยี่ยมของซีน “หัวระเบิด” ในภาคแรกได้เลยแม้แต่น้อย อาจจะพอสรุปภาครวมได้ว่าความดีงามของ Kingsman ภาคนี้คือการกลับมาให้หายคิดถึง โดยมีตัวละครที่มีคาแรคเตอร์สนุก ๆ หลายตัวเข้ามาทำให้เรื่องน่าสนใจ แต่ก็ไปไม่พ้นอาถรรพ์หนังภาคต่อ เพราะดันมาเป๋เอาในตอนท้ายเรื่องที่ไม่สามารถขยี้ทั้งบทและซีนให้จี๊ดได้เท่าที่เคยทำไว้อย่างน่าเสียดาย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
8.4
26 กันยายน 2560 20:08:23

“โอ๊ยยย....เอาใจไปเลย เหล่าสุภาพบุรุษสุดพีค!!!!” - รีวิว Kingsman ฉบับ เด็กเดินตั๋ว

สูท แว่นตา ทรงผมเรียบแปล้ รองเท้าหนัง และร่ม เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของเหล่าสายลับฉบับอังกฤษได้อย่างดี โดยเฉพาะเหล่าคิงส์แมนเอเจน ที่ไม่ว่าจะสู้กันอีท่าไหน ชุดและทรงผมก็ยังคงเป๊ะได้ขนาดนั้น กลับมาคราวนี้ ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ เหล่าผู้ดีมาดเท่ ได้ฝากความประทับใจไว้ระดับมาสเตอร์พีซอีกครั้งหนึ่ง

เริ่มจากมาดูการเล่าเรื่อง และฝีไม้ลายมือการกำกับเรื่องนี้ก่อนดีกว่า ได้เฮียผู้กำกับคนเดิม กับสไตล์อันจัดจ้านมารับไม้ต่อในภาคนี้ ความพีคและจังหวะการเล่าเรื่องดุเดือดเลือดพล่านระดับเดิม เพิ่มเติมคือมุมกล้องสุดจี๊ดในฉากแอคชั่นที่เราเห็นกันในฉากโบสถ์คาทอลิคจากภาคที่แล้ว เหมือนเฮียจะชอบชุดการเล่าเรื่องแบบนี้ เลยจัดหนักในหลายฉากมาก ๆ ในภาคนี้ โคตรมันส์แต่โคตรปวดหัวเลย....  

เนื้อเรื่องแสนขยี้ประชดประชัน นี่ถ้าดูเผิน ๆ นึกว่าดูการ์ตูนอยู่ คาแรกเตอร์ผู้ร้ายแสนจัดจ้าน ดำมืด ก็เหมือนภาคที่แล้ว มีความผู้ร๊ายยย ผู้ร้าย (เสียงสูง...) จะร้ายอะไรกันเบอร์นั้น (แนวยึดครองโลก) ส่วนเหล่าคิงส์แมน สายลับสุดหล่อของเราก็มีความยุติธรรมเสียเหลือเกิน ผดุงคุณธรรมปกป้องโลกอะไรกันเบอร์นี้ (ส่วนใหญ่เบอร์นี้จะเห็นกันตามหนังการ์ตูน พวกการ์ตูนเน็ตเวิร์ค เช่น สคูปปี้ดู, พาวเวอร์พัฟเกิร์ล, เบนเท็น) ก็พระเอ๊กกก พระเอก... ขาวสว่างวาบกันชัด ๆ ไปเลย เนื้อเรื่องประชดประชันเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ฉากแอคชั่นก็ไม่แพ้กัน ทั้งลีลาการต่อสู้ มุมกล้อง อาวุธใหม่ ๆ ขนกันมาเยอะแยะ อัดแน่นเข้มข้นไปหมด จนเยอะกว่าภาคที่แล้ว (นี่มันแทบล้นทะลักเกินเบอร์ไปนิดนึงนะเฮียผู้กำกับ) 

ที่ชอบกว่าภาคที่แล้ว คือภาคนี้ใช้เพลงแนวคันทรี่ (คล้าย ๆ เพลงลูกทุ่งบ้านเรา แต่จะเป็นอคูสติกค่อนไปทางป๊อบมากกว่าเพลงลูกทุ่ง) ใช้เพลง Country Road ของป๋าจอห์น เดนเวอร์ได้อย่างอีพิค ยิ่งใหญ่ อลังการและพีคมาก!! และยังมีความอังกฤษเพิ่มเติมเข้าไปในเรื่องให้มันอังกฤษสุด ๆ ไปเลย คือได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านเซอร์ เอลตัน จอห์น มาร่วมแสดงอย่างพีค!!!

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
6.9
22 กันยายน 2560 23:43:14

Baby Driver นับเป็นหนังที่มีส่วนผสมของความคลาสสิกหลายอย่างในโลกภาพยนตร์ พล็อตว่าด้วยหนุ่มเปลี่ยวเหงาที่มีความคูลซ่อนอยู่ กับหญิงสาวที่มองเห็นความคูลนั้น และตกหลุมรักในตัวเขา ความโรแมนติกหวาน ๆ ที่ไม่ใช่โลกสีชมพูอ่อนหวาน แต่คือความฉูดฉาดของอาร์ตไดเร็คชั่นสไตล์จัดจ้าน คาแรคเตอร์ตัวละครฉูดฉาด จังหวะการเล่าเรื่องที่ขยี้ช็อตกันอย่างมันมือ

ช่วงยี่สิบนาทีแรกของหนังอัดแน่นไปด้วยพลังงานที่เดือดพล่าน และส่งความตื่นเต้นแกมฉงนไปกับทริกต่าง ๆ ให้กับผู้ชมอย่างแพรวพราว โดยเฉพาะการปล่อยใจให้ไหลไปตามชีวิตของ Baby กับซาวด์แทร็กประกอบภาพยนตร์ที่มีรสนิยมหลากหลาย จากนั้นหนังก็ได้แนะนำให้เรารู้จักกับตัวละครที่น่าสนใจอีกหลายตัว ผูกเรื่องอย่างน่าสนใจและน่าติดตามไม่น้อย จนกระทั่งมาถึงจุดทวิสต์ของเรื่องที่ช่างดูอ่อนเหตุผลไม่น้อย และส่งผลต่อพล็อตเรื่องพอสมควร

อันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากจุดทวิสต์ที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของพล็อต (ในโลกของตัวละคร) หนังก็ยังดูเกลี่ยจัดการกับส่วนผสมหลายอย่างได้ไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก ผลเสียใหญ่ ๆ ที่สัมผัสได้คือมิติของตัวละครที่ดูไม่มีความเป็นตัวเอง และถูกฟอร์ซไปตามการผูกเรื่องของพล็อตไม่น้อย โดยเฉพาะตัวละครนางเอก อย่าง Debora ที่ค่อนข้างเหมือนเป็นเพียงตัวละครแฟนตาซีผู้ชายในหนัง ทำให้ Baby Driver ออกจะดูเป็นหนังที่เป็นมุมมองของ “ผู้ชาย” เกินไปเสียหน่อย

ถึงอย่างไรก็ตาม Baby Driver ก็เป็นหนังที่มีลูกบ้าสุดทางของตัวเองได้อย่างน่าชื่นชม หนังไม่ประนีประนอมที่จะเล่าในแบบที่ตัวเองอยากเล่าด้วยสไตล์เฉพาะตัว และไม่เหนียมอายที่จะอวดรสนิยมส่วนตัว และการดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราได้หวนคิดถึงกลิ่นอายของหนังยอดเยี่ยมเก่า ๆ ในความทรงจำหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความแปลกแยกของตัวละครใน Taxi Driver (1976) คู่รักหนุ่มสาวรักอันตรายใน Bonnie and Clyde (1967) หรือความเป็นตัวละครแอนตี้ฮีโร่โรแมนติกใน Drive (2011)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
8.4
21 กันยายน 2560 11:29:06

Kingsman: The Golden Circle - คิงส์แมน รวมพลังโคตรพยัคฆ์

141 min | Action/Comedy | Directed by Matthew Vaughn 

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในภาคแรก ผ่านมา 3 ปี ภาคต่อก็ถูกสร้างออกมาพร้อมนำนักแสดงนำจากภาคก่อนกลับมารับบท อาจจะดูพูดเกินจริงแต่ The Golden Circle เหมือนจะเป็นหนังภาคต่อหรือภาคที่ 2 เรื่องแรกที่วอห์นมากำกับ เพราะดูเหมือนเขาจะเชื่อมั่นและมีเรื่องราวเกี่ยวกับโลกสายลับคิงส์แมนให้บอกเล่าอีกมากมาย 

ในภาคนี้ คิงส์แมน ถูกจู่โจมโดยองค์กรนิรนามทำให้หน่วยงานของคิงส์แมนแทบล่มสลาย และไม่มีทรัพยากรหรืออุปกรณ์มากพอให้สืบหาความจริงว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ ทำให้ถึงคราวที่สายลับอังกฤษต้องขอความช่วยเหลือจาก Statesman สายลับอเมริกันผู้มีฉากหน้าเป็นผู้จัดจำหน่ายสุราและเครื่องดื่มมึนเมาต่าง ๆ ทั้งสองต้องร่วมมือเพื่อสืบหาและหยุดยั้งองค์กรนิรนามนี้จากแผนการอะไรก็ตามที่พวกเขาวางไว้ให้ได้

เรียกได้ว่า แมทธิว วอห์น ทำการรีเสิร์ชมาอย่างดีเลยครับ ว่าคนที่ชื่นชอบภาคแรกเขาชอบอะไรกันบ้าง ภาคนี้จึงเน้นไปที่การนำเสนอสิ่งที่ผู้ชมอย่างเห็นมากขึ้น และสิ่งที่อยากเห็นแต่ไม่ได้เห็นในภาคแรก โดยที่สูตรการเล่าเรื่องค่อนข้างคล้ายคลึงกับภาคแรกในประมาณนึง ทั้งบท ทั้งตัวร้าย จูลีแอน มัวร์ ที่มีความบ้า และเน้นความฉูดฉาดเหมือนวาเลนไทน์ในภาคแรก แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สนุกครับ มันสนุก และอัดแน่นไปด้วยฉากแอคชั่นเท่ ๆ มัน ๆ แม้ว่าหนังจะยาวถึงสองชั่วโมงยี่สิบ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน เพราะแทบไม่มีช่วงให้เบื่อเลย

หากคุณหลงรักคิงส์แมนภาคแรก ภาคนี้ก็เป็นอะไรที่ห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง และถ้าใครรักตาลุงโคลิน หรือ กัลลาฮัด ภาคนี้กลับมาเซอร์วิซให้คุณได้กรี๊ดแตกกันมากยิ่งขึ้น โดยรวมคิงส์แมนภาคที่ 2 นี้จึงเป็นหนังที่โคตรบันเทิงและคู่ควรแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าดูในระบบ IMAX จะฟินยิ่งขึ้นเพราะเหมือนจะมีสัดส่วนภาพที่มากกว่าระบบปกติด้วยครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.6
21 กันยายน 2560 09:03:03

American Assassin
ช่วงแรก ๆ สนุกใช้ได้ กำลังดีเลยทีเดียว แต่หลังจากนั้นความน่าเบื่อก็เข้าครอบงำไปซะหมด ยังดีที่มีฉากแอคชั่นที่สนุกและดุเดือดใช้ได้ ไม่งั้นคงกลายเป็นหนังที่น่าเบื่อเต็มขั้นไปแล้ว

ส่ิงที่ชวนให้ว้าว สำหรับเรื่องนี้คงจะมีแค่เพียงฉากแอคชั่นที่ ดุ เด็ด เผ็ดมัน เพียงแค่นั้นจริง ๆ โดยเฉพาะแอคชั่นช่วงท้ายของเรื่องคือพีคจริงอะไรจริง

ส่วนในด้านเนื้อเรื่องก็ยังคงวนเวียนอยู่กับพล๊อตเดิม ๆ แบบที่เคยเห็นมาแล้วในหนังเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่ตัวพระเอกประสบมา ทำให้ต้องพยายามที่จะล้างแค้นนั่นเอง!

เอาเป็นว่า ถ้าใครชื่นชอบหนังที่เน้นแอคชั่นแบบจัดหนัก และแอคชั่นแบบซาดิสม์สะใจ American assassin นั้นตอบโจทย์ในการชมเป็นอย่างมาก แต่ถ้าใครอยากหาหนังสายลับสไตล์เท่ ๆ เน้นความฉลาดและตัวบท เรื่องนี้ถือว่ายังสอบไม่ผ่านในส่วนนี้ ส่วนตัวผมให้ 7/10 ก็พอแล้ว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7
20 กันยายน 2560 13:28:46

It - โผล่จากนรก

ไปดูโดยที่ตอนแรกนึกว่าเป็นหนังฆาตกรโรคจิตใส่ชุดตัวตลก (เป็นคนไม่ชอบดูหนังผีในโรง TT) ก็เข้าไปดู ฉากแรกเท่านั้นแหละ อ้าวววววว!!!! หนังผีนี่หว่า เฮ้ยยยยยยยยย!

แต่จ่ายตังค์มาแล้วก็ต้องดูอะนะ พอดูจนจบเราก็รู้สึกเฉย ๆ กับตัวหนัง เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ทำให้เราตื่นตา ตอนจบของหนังเราก็เฉย ๆ ไม่ประหลาดใจอะไรทั้งนั้น แถมเป็นหนังผีที่ไม่ได้น่ากลัวหรือน่าตกใจอะไร (แปลกดี) อาจเป็นเพราะเนื้อเรื่องเป็นเด็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกัน เนื้อเรื่องแบบนี้เลยทำให้เราคิดว่ามันไม่น่ากลัวแหละ ก็เลยไม่น่ากลัวหละมั้ง 555

ตัวหนังก็เรื่อย ๆ เรียบ ๆ นำเรื่องชีวิตในวัยเด็กวัยรุ่นมานำเสนอ พร้อมความกลัวต่าง ๆ ที่เราเคยรู้สึกในวัยเด็ก ๆ เอาจริง ๆเนื้อหาน่าสนใจนะ แต่ทำไมไม่รู้ เราดูแล้วเฉย ๆ มาก (ดูไปก็บ่นในใจนี่มันอะไรเนี่ย) เหมือนปมที่หนังสร้างไว้บางอย่างก็ไม่คลายออกมา คือให้มันคาอยู่แบบนั้น แล้วก็สร้างขึ้นมาเรื่อย ๆ จนหนังจบ ตอนจบก็งง ๆ อ้าวจบแล้วใช่มั้ย? จะจบแบบนี้ใช่มั้ย? 

หรือเราอาจจะไม่ใช่คอหนังแนวนี้ก็ได้มั้งครับ เห็นคะแนนรีวิวแต่ละที่ดีมากเลย แต่สำหรับผมเฉย ๆ ไม่ได้ดีมากมายอะไรครับ (แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเนอะ :)) )

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.8
20 กันยายน 2560 13:06:20

BABY DRIVER

เป็นหนังที่มีคำวิจารณ์ที่ดีมาก ๆ จึงทำให้เราสนใจที่จะตีตั๋วเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ (ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรกับตัวอย่างของหนังเรื่องนี้เลย) พอเข้าไปดูฉากแรก ก็โอเคเลยนะ ทั้งเพลงประกอบ การแสดงของตัวละคร ฉากขับรถ ฉากการใช้ทักษะหลบหนีระหว่างปล้น คือมันทำให้เราสนใจในตัวเนื้อเรื่องของหนังในทันทีเลยหละ หลังจากนั้นก็เหมือนโดนต้องมนตร์สะกดจากหน้าจอ ให้ติดตามเนื้อเรื่องต่อไปเรื่อย ๆ  สนุกยันตอนจบเลยละ 

 

ขอสรุปเป็นข้อ ดังนี้นะครับ (ไม่มีสปอยนะ)

1. หนังมีเนื้อเรื่องชวนให้ติดตามตลอดเลยแหละ สนุก ตลก ลุ้น เอาใจช่วย มันก็ครบทุกรสตามที่เราต้องการในหนังแนวนี้เลยนะ ถ้าถามว่ามีน่าเบื่้อมั้ย ก็จะบอกว่ามีแหละ แต่สำหรับผม ถึงแม้ตัวละครจะพูดเยอะ แต่ก็มีเสน่ห์ในการพูดตลอดเลยนะ มันไม่น่าเบื่อเลยแหละ

2. Ansel Elgort ที่แสดงเป็น Baby พระเอกของเรื่อง ก็ตีบทแตกกระจุยเลย ดูแล้วก็เข้าถึงบทบาทของ Baby ดี (สาว ๆ คงกรี๊ดกันหลายฉากเลยแหละมั้ง 555)

3. เพลงที่ใช้ประกอบหนัง เลือกได้ดีมากอะ (สำหรับเราถือว่าเป็นข้อดีที่สุดของหนังเลยละ) มันเข้ากับจังหวะหนังในแต่ละช่วงเลย ถ้าไม่มีเพลง บอกเลยว่าหนังคงไม่สนุก แต่นี่สนุก ระทึกด้วยเพลงประกอบเลยแหละ ส่วน sound ที่เห็นในตัวอย่าง เราว่าเค้าใส่ได้ตรงจังหวะดีนะ พอดูในหนัง มันก็ดีจริง ๆ 

4. ส่วนดารา Jamie Foxx ถือว่าสร้างสีสันได้อย่างดีเลย ถึงแม้ตัวบทจะทำให้พี่แกดูน่ารำคาญไปบ้าง แต่ถ้าไม่มีพี่แกหนังก็อาจแย่กว่านี้ 

5. รถที่ใช้่ในหนังนี่ มีขัดใจบ้าง บางคันนี่เสียงเร่งเครื่องมันขัดกับตัวรถมาก ๆ (ความรู้สึกเรานะ) 

โดยสรุปก็เป็นหนังขับรถ ที่ดีที่สุดในช่วงนี้เลยนะ ไปดูเถอะไม่เสียดายตังค์แน่นอนนนนนนนนน!!!!!!!

 

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
8.2
19 กันยายน 2560 23:36:13

ได้เข้าชมรอบแรกด้วยความตั้งใจศึกษางานเขียนของหลวงปู่มานาน เริ่มนำข้อคิดแนวทางปฏิบัติมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้ผลจริง เมื่อได้ชมภาพยนตร์ชุดนี้ขอบอกด้วยความซาบซึ้ง ทุกภาพที่ถ่ายทอดตัดต่อยอดเยี่ยมสวยงามมาก ๆ ผู้แสดงทุกท่านคือผู้แสดงนำในบทบาทของตนเองได้ชัดเจน เพราะนี่คือความจริงที่สวยงามหมดจด ถ้าได้ชมครั้งแรกมีความประทับ แต่อาจเข้าใจบางส่วนหาโอกาสชมรอบสองเพราะเราเองก็ตั้งใจเช่นนั้น ออกจากโรงภาพยนตร์แล้วมองท้องฟ้ากทมสวยมากรู้สึกเหมือนมีความรักครั้งแรก ที่รับรู้ว่านี้คือความรักที่เข้าใจตนเองและสรรพสิ่งที่เชื่อมโยงดั่งกันและกัน ต้องขอบคุณผู้กำกับและทุกท่านที่มีส่วนร่่วมทำให้มีภาพยนตร์สารคดีที่สุดยอด จึงขอให้พวกเราเชียร์ภาพยนตร์นี้ได้เข้ารอบชิงรางวัลออสก้าซึ้งเราเชื่อว่าเป็นไปได้ ให้สิบเอ็ดดาวเลยค่ะ

 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
10
25 กันยายน 2560 03:27:04
น้องแพรแนะนำให้พ่อมาดู Walk with me
พอผมดูหนังจบอย่างมีความสุข และสิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้คือ

" คิดถึงเรื่องอดีตก็ทุกข์ คิคถึงเรื่องอนาคตก็ทุกข์
อยู่กับปัจจุบันตอนนี้ขณะนี้เดี๋ยวนี้อย่างมีความสุข"

"สิ่งที่สูญเสีย คนที่เรารักไม่ได้จากเราไปไหน มันอยู่รอบๆตัวเราให้เราคิดถึงอย่างมีความสุข"

"Happiness is around us. Happy is here right now"
20 กันยายน 2560 09:48:48
ขอบคุณ คุณ Junya Thongsupha มากนะครับที่มาแบ่งปันครับ ^^
19 กันยายน 2560 23:54:07
หมายเหตุ ถ้าชม Walk with me แล้วมีข้อสงสัยแนะนำให้อ่านศึกษางานเขียนของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ แนวทางหมู่บ้านพลัมแห่งประเทศไทยให้หาโอกาศพาตัวเองเข้าร่วมงานอบรมภาวนาฝึกปฏิบัติจริงแล้วกลับมาชมภาพยนตร์ชุดนี้รับรองว่าซาบซึ้งอย่างแน่นอน
16 กันยายน 2560 06:11:42

เพื่อน..ที่ระลึก (โสภณ ศักดาพิสิษฐ์ | Thailand | 2017)

ตั้งแต่ประกาศว่าตึกร้างสาทรจะถูกนำมาผูกเรื่องราวสร้างเป็นหนังผีดราม่าของ GDH และได้ พี่จิม-โสภณ ผู้กำกับหนังที่สร้างทั้งชื่อเสียง รางวัล และรายได้ 100 กว่าล้าน อย่าง ลัดดาแลนด์ (2011) มานั่งแท่นกำกับและเขียนบทก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา การโปรโมทว่าตึกร้างชื่อดังจะมีบทบาทเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้อยากเห็นและเดาไปตามมุมมองต่าง ๆ นานาว่าหนังจะออกมาในรูปแบบใด และเมื่อเริ่มปล่อยโมชั่นโปสเตอร์ออกมาก็ยิ่งสร้างความหลอนและกระตุ้นต่อมอยากดูมากขึ้นไปอีก คนทั่วไปเริ่มแชร์และพูดถึงเพราะมันน่าดูมากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ จนกระทั่งทางค่ายปล่อยตัวอย่างหนังออกมาครั้งแรก เรากลับรู้สึกว่าหนังไม่ได้มีพล็อตมีเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าติดตามสักเท่าไหร่ ความอยากดูยังมีแต่ก็ลดลงไปมาก ผิดกับครั้งที่ได้ดูตัวอย่าง ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ ฑุนพิริยะ | 2017) หนังระทึกขวัญเมื่อช่วงต้นปีจากค่ายเดียวกัน ที่ถึงแม้จะไม่มีผีแต่กลับให้ความลุ้นระทึกได้มากกว่า ก็ได้แต่หวังว่าหนังจะมีเรื่องราวที่หยิบวิกฤตต้มยำกุ้งมาเล่าไปกับเส้นเรื่องผีได้คุ้มค่าและน่าติดตาม และพอได้ดูหนังแล้ว ก็โอเคตามมาตรฐานหนังของผู้กำกับและค่ายหนังเอง แต่ก็เสียดายหลาย ๆ อย่างที่น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นและชวนดูมากกว่านี้

ความเสียดายอันดับแรกคือ ตึกสาทรที่โปรโมทบอกไว้ว่าจะเป็นพระเอกของเรื่องนั้น ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าราคาที่ให้ไว้กับคนดู ทั้งการเล่นกับพื้นที่ภายในตึกให้พิเศษมากกว่านี้หน่อย และมิติที่เชื่อมโยงกับเมืองโดยรอบให้ได้บรรยากาศความรู้สึกร่วมของคนดู ในมุมที่มองว่าตึกร้างแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการล้มครืนของสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลให้หลายชีวิตต้องหยุดชะงัก หรือสิ้นสุดลงนั้น น้อยเกินกว่าที่คาดว่าจะได้เห็น แต่รวม ๆ แล้วการถูกชดเชยด้วยความพยายามเป็นหนังผีที่ดีให้ได้ตามมาตรฐาน และยังเห็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้หนังผีไทย โดยการตั้งใจไม่ให้เห็นผีจะๆ ตรง ๆ ก็น่ายินดี ทำให้ส่วนที่ไม่ได้รับจากหนังตามที่คาดไม่ได้เป็นที่น่าหัวเสียอะไร ถึงแม้ว่าบางมุกจะเวิร์กบ้าง อย่าง มุกลูกแก้ว ชอบฉากนี้มากที่สุด หรือบางมุกจะเฉิ่มบ้าง อย่าง มุกผ้าคลุม แต่รวม ๆ แล้วก็ยังน่าติดตามและดูไปได้เรื่อย ๆ

ความเสียดายอีกอย่างคือ ความตั้งใจที่จะไม่ให้เห็นผีจะจะตรง ๆ ซึ่งลดความเป็นผีตุ้งแช่บันเทิงเสียงได้แต่ก็ยังมีมุกผีตุ้งแช่อยู่มากนั้น น่าเสียดายในการที่จะโชว์ความระทึกในรูปแบบอื่น ๆ เช่นการกำกับภาพบรรยากาศตึกร้างให้น่าขนลุกมากกว่านี้ นอกเหนือไปจากความระทึกด้วยมุกต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่ในบท ซึ่งหลาย ๆ มุกก็ยังนึกถึงเรฟเฟอเรนซ์จากหนังดังหลาย ๆ เรื่องได้เช่นกัน

ความเสียดายอย่างสุดท้ายคือ ในส่วนของบทหนังที่การสร้างเงื่อนไขของผีดูน่าสนใจ และชวนให้ลุ้นระทึกน่าติดตาม แต่ว่ามันไม่พยายามที่จะสื่อสารหรือตอบคำถามในความสงสัยของคนดูเท่าไหร่ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหมือนลดละส่วนที่ไม่อยากเล่าด้วยการพูดเป็นแค่ภาพที่เชื่อมกันไม่กี่ซีน แต่คนดูจำนวนไม่น้อยเข้าใจตามไม่ทัน จึงไม่แปลกที่จะได้ยินคนดูไม่น้อยบอกว่าไม่เข้าใจว่าผีทำไมต้องเลือกทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ ซึ่งทำให้คนดูเขวไปจากลำดับหนังที่ต้องการจะเล่า แต่มีฉากที่บอกความรู้สึกคลุ้มคลั่งของตัวละคร ในขณะที่ต้องรักษาภาพความเป็นแม่และผู้นำบริษัทได้น่าสนใจหลายอัน และส่วนตัวพอใจมาก ๆ ที่คนทำไม่ได้ทิ้งประเด็นวิกฤตทางการเงินต้มยำกุ้งเพื่อจบแต่เส้นเรื่องผี ซึ่งยิ่งพอเข้าใจว่าคนทำหนัง GDH ต้องพยายามหาจุดจบที่ประนีประนอมความเศร้าและสุขให้ได้กึ่งกลางที่สุด ก็ต้องขอชมว่าหาทางลงให้ตอนจบของหนังได้ดี ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ให้จบแบบรุนแรงหรือโลกสวยงดงามจนน่าตามด่าไปเลย ซึ่งทิ้งมุมมองให้คนขบคิดกับชิวิตในวันข้างหน้าของตัวละครที่เว้นช่องว่างให้เชื่อมโยงกับคนดูได้

ในส่วนของการแสดง บี-น้ำทิพย์ แบกรับภาระที่ต้องรับผิดชอบหนังแทบทั้งเรื่องได้ดีเลย แต่ก็ต้องสารภาพว่าส่วนตัวยังติดลุคของนางเอกละครและลุคเมนเทอร์บีในรายการ The Face Thailand อยู่บ้าง ซึ่งเกี่ยวไปถึงความผูกพันระหว่างแม่กับลูกระหว่าง ลิลลี่-อภิชญา นั้นไม่ฉายออกมาให้รู้สึกได้มากนัก เช่นเดียวกันกับลิลลี่ที่บางฉากบางตอนยังรู้สึกว่าน้องยังไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ แต่รวม ๆ แล้วดีเลยล่ะ สำหรับหนังเรื่องแรกที่ต้องรับบทดราม่าหนัก ๆ แบบนี้ ซึ่งลิลลี่แสดงอารมณ์ในฉากดราม่าน้ำตาแตกได้ดีเลย และดีใจมากที่ได้เห็น เดือนเต็ม สาลิตุล บนจอหนังอีกครั้งหนึ่ง ที่ถึงแม้จะปรากฏตัวไม่มาก แต่ก็ดีพอในระดับที่ในปีซึ่งมีหนังไทยดี ๆ น้อย ๆ แบบนี้ เธอสามารถมีชื่อในนอมินีนักแสดงสมทบหญิงต้นปีหน้าได้ไม่ยากเลยล่ะ

ยังไงก็แล้วแต่ "เพื่อน..ที่ระลึก" ก็เป็นหนึ่งในหนังไทยที่พูดได้เต็มปากว่าอยากให้ไปดูกัน และยิ่งควรไปดูโดยเฉพาะในโมงยามที่หนังไทยตลาด ๆ ดี ๆ ช่างหายากหาเย็นเสียเหลือเกิน

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.3
14 กันยายน 2560 21:46:19

American Assassin - อหังการ์ ทีมฆ่า 

111 min | Action/Thriller | Directed by Michael Cuesta

จากผู้กำกับหนัง Kill the Messenger ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของนักข่าว แกร์รี่ เว็บ ซึ่งเป็นหนังดราม่าเนื้อหาเข้มข้นฟอร์มเล็กที่ผมค่อนข้างชื่นชอบ เพราะมีจุดเด่นที่การเล่าเรื่องที่ทำได้น่าสนใจ สู่ผลงานแอคชั่นระทึกขวัญที่ว่าด้วยเรื่องราวของ มิทช์ แรปป์ ชายหนุ่มผู้สูญเสียแฟนสาวไปจากเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ชายหาดอิบิซ่า ทำให้แรปป์จ้องหาทางล้างแค้นด้วยการตามล่าคนที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ แต่แล้วเขาก็จับพลัดจับผลูได้เข้าหน่วยปฏิบัติการลับของซีไอเอ 

ช่วงแรกของเรื่องปูมาได้อย่างน่าสนใจเลยนะผมว่า ตัวเอก มีสถานะ fall และ ค่อย ๆ ก่อร่างตัวเองกลับขึ้นมาใหม่เรื่อย ๆ อย่างน่าสนใจ พอได้พบกับหน่วยปฏิบัติการ เจอกับการฝึกมากมาย ที่เหมือนจะมีอะไรแต่จริง ๆ ก็ไม่มีอะไร ซึ่งนี่ก็คือปัญหาหลักของหนังเรื่องนี้เลยนั่นคือการที่สร้างคอนฟลิก หรือประเด็นบางอย่างขึ้นมาแต่ก็ทิ้งมันไป ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะเป็นมาตั้งแต่ตัวบทของมัน หรือถ้าไม่ก็อาจจะเป็นที่การตัดต่อ ซึ่งดูจะเป็นปัญหาที่สุดของหนังเรื่องนี้ เพราะนอกจากมันจะไม่ทำให้คนดูก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กับหนังแล้ว มันยังทำให้อารมณ์ขาดห้วนอีกด้วย 

แม้ว่าหนังจะมีแอคชั่นแทรกแซมอยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้สนุกมากขึ้นเท่าไหร่นัก หลังการปรากฏตัวของตัวร้าย หนังก็เต็มไปด้วยการเล่าเรื่องอันน่าเบื่อ และไปถึงซีน finale ที่ซ้ำซากและจำเจที่สุดเรื่องนึง

สิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นตัว ไมเคิล คีตัน ที่แสดงได้มาตรฐาน และดูมีราศี มีชีวิตชีวามากที่สุด เพราะที่เหลือเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง และความน่าเบื่อ ซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะด้วยเครดิตผกก. และหน้าหนัง รวมไปถึงตัวอย่างที่ตัดออกมาดึงดูดและน่าสนใจไปน้อย 

American Assassin จึงเป็นหนังแอคชั่นระทึกขวัญที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ซ้ำซาก และมีความน่าเบื่อปนอยู่เป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของหนังเลย น่าเสียดายมากจริง ๆ ครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.4
14 กันยายน 2560 16:50:40

IT แฟนฉันฉบับสยองขวัญ

เริ่มแรกเลยต้องบอกว่าส่วนตัวแล้วผมเองไม่เคยดู IT เวอร์ชั่นปี 1990 ที่เป็น มินิซีรีย์เลย เพราะว่าไม่อยากรู้เรื่องราวของแต่ละตัวละครก่อนเข้าไปชม อีกทั้งทราบข่าวก่อนหนังฉายแล้วว่า IT 2017 นั้นเป็นเพียงแค่ภาคแรก จาก 2 ภาคที่ค่ายหนังวางแผนจะสร้าง

ตัวหนังว่าด้วยเมืองเล็ก ๆ อันห่างไกล มีประวัติศาสตร์ที่แปลกประหลาด เสมอมาไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เด็กหายตัวไป โรงงานระเบิด และอีกมากมาย แต่จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์ทุกอย่างคือ เพนนี่ไวส์ ปีศาจตัวตลกที่เหล่าแก๊ง Loser ต้องไปเผชิญ

เนื้อหาจะเน้นไปกับการปูเรื่องราวตัวละครเด็ก ๆ ทั้ง 7 คน ที่แต่ละคนมีปมดราม่าส่วนตัวแตกต่างกันไป ที่ต้องมาเป็นเพื่อนกัน และต่อสู้กับการตามหลอนตามล่าของปีศาจตัวตลก (ในส่วนนี้หลายคนคงคิดเหมือน ๆ กันว่า มาแนวๆ หนังแฟนฉันเลยแบบนั้น ในด้านความดราม่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เป็นหนังคัมมิงออฟเอจจริง ๆ)
แต่ตัวหนังก็ชูโรงด้วยฉากตุ้งแช่บ่อยครั้งมาก ๆ แต่ที่เด็ดคือ ทุกครั้งที่มาฉากตุ้งแช่หลอกล่อคนดู ก็ได้ผลทุกครั้ง และบางครั้งตุ้งแช่เกินความคาดหมาย จนขนลุกกับไปเป็นแถว ๆ เลยทีเดียว

IT 2017 ถือเป็นหนังที่จะเรียกว่ารีเมคก็ไม่เต็มปาก เพราะมีการปรับบริบท ไทม์ไลน์ของหนังไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นนิยายหรือเวอร์ชั่น 1990 เลยแม้แต้น้อย แต่ก็ไม่ได้ลดความสะพรึง ความสยอง และความดราม่าแก่นของเรื่องไว้ได้ทุกเม็ดจริง ๆ ส่วนตัวผมชอบมากและรอให้ภาค 2 ฉายไม่ไหวแล้ว 9/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
9
13 กันยายน 2560 08:08:39

ระทึกขวัญ จัดเต็ม รีวิว “IT” ฉบับเด็กเดินตั๋ว

ช่วงนี้ฟากฮอลลีวู้ดกระหน่ำจัดเต็มหนังสยองขวัญสั่นประสาทอย่างรุนแรง น้องเบลล์ตุ๊กตาผีสุดหลอนเพิ่งจะลาจอไป ขวัญเอ๋ยยังไม่ค่อยจะกลับมาดีนัก ค่ายหนังวอนเนอร์จ้าวเก่าก็จัดหนักส่งตัวตลกผีสุดสยองมาขย่มขวัญพวกเราอีกครั้ง

ถ้าใครเคยมีโอกาสดูหนังเรื่อง MAMA จะพบความหลอนระดับ 9.7 ริกเตอร์ พร้อมเรื่องราวชวนสยองที่มากกว่ามุกผีตกใจตุ้งแช่ แล้วประทับใจความใหม่ ใหญ่ เยอะ ของหนังเรื่องนี้ จะไม่ผิดหวังกับ IT แน่นอน เพราะผู้กำกับเจ้าเก่าคนเดิมได้เพิ่มระดับความหลอนใส่ไม่ยั้งเลยจ้า

ได้ฟีลหนังเด็กน่ารักๆ ปิดเทอมฤดูร้อนเหมือน “Super 8” ของสปิลเบิร์ก ผสมๆ “แฟนฉัน” แต่เผอิญสถานที่พวกเจ้าหนูอายุ 13 เหล่านี้ไปเล่น ไม่ใช่สนามหญ้า สวนสนุก แต่เป็นท่อระบายน้ำสุดหลอนของเมืองนี้ และบ้านผีสิงที่บ้าไปแล้วที่เข้าไป ทำให้เจอกับผีตัวตลกสุดหลอน ที่ตามหลอกหลอนเด็กทุกคนด้วยความกลัวที่แตกต่างกันออกไป วิธีชั้นเชิงการหลอกมีทั้งสยอง หลอน แสยะ และระทึกขวัญ สลับความลุ้น เสียวสันหลังไปตลอดเรื่อง

งานสร้างค่อนข้างโดดเด่น กลมกลืนกันด้วยวิธีการเล่าเรื่อง การแสดง ฉาก และซีจีต่างๆ ทุกอย่างค่อนข้างเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีอะไรโดดเด่นแย่งซีนเกินเบอร์ หรืออะไรขาดหายไปจนรู้สึกได้ว่าแย่ รวมๆ รายละเอียดทุกอย่างเนี้ยบเป๊ะ! การเล่าเรื่องพาเราไปจรดรอดฝั่งตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เบื่อ มีแต่ลุ้นตาม เชียร์ตาม ความระทึก ขวัญผวาไปกับทุกซีน

ไม่ต้องรอแล้ว น่าดูอย่างยิ่ง ไม่ต้องลังเลอะไรอีก เลอค่ามาก แทบจะลืมจักรวาลคอนเจอริ่งไปเลย 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.1
10 กันยายน 2560 10:51:40

It - อิท โผล่จากนรก 

135 min | Horror/Drama | Directed by Andy Muschietti 

ภาพยนตร์สยองขวัญที่ดีที่สุดเรื่องนึงในรอบหลายปี!!

It เป็นผลงานการประพันธ์ของนักเขียนนิยายชื่อดัง สตีเฟ่น คิงส์ ซึ่งเคยถูกหยิบมาสร้างเป็นทีวีซีรีส์ สองพาร์ท ความยาวกว่าสามชั่วโมง เมื่อปี 1990 ผ่านมา 27 ปี It ก็ถูกนำมาปรับโฉมขึ้นจอภาพยนตร์ โดย It เป็นเรื่องราวของ เมืองเดอร์รี่ ที่อยู่มาวันนึง เด็ก ๆ ในเมืองเริ่มหายตัวไปอย่างไร้สาเหตุ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ จอร์จจี้ น้องชายของบิลล์ และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน บิลล์ก็ไม่อาจลืมน้องชายเขาได้ และทำให้เขาต้องการที่จะหาสาเหตุการหายตัวของน้องชายเขาให้ได้ ทำให้บิลล์และกลุ่มเพื่อนต้องเผชิญหน้ากับ ตัวตลก เพนนี่ไวส์ ที่คอยออกตามล่าเด็ก ๆ 

ในยุคที่มีหนังผีผลิตออกสู่ตลาดภาพยนตร์มากมาย แต่มีน้อยเรื่องที่จะทำออกมาได้สมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยม หากนับจาก Conjuring ภาคแรก ก็หาคุณภาพจากหนังสยองขวัญยากมาก เพราะส่วนใหญ่ก็เน้นทำออกมาหลอกคนดูให้กลัวอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้สนใจในส่วนของเรื่องราวหรือบทหนังเท่าไหร่ บางเรื่องหนักไปทางซีจีผีหรือแต่งหน้าเละ ๆ หรือเน้นออกมาตุ้งแช่ทำให้คนดูตกใจอย่างไร้ศิลปะ ซึ่งไม่ใช่กับ It เวอร์ชั่นนี้ครับ

เพราะ It เป็นหนังสยองขวัญที่มีความเป็นหนังแนวก้าวผ่านวัย (คัมมิ่งออฟเอจ) ที่อัดแน่นไปด้วยฉากโหด ๆ บรรยากาศหลอน ๆ จัดเต็มใส่คนดูแบบ non stop ตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ซึ่งนอกจากตัวร้ายของเรื่องอย่างเพนนี่ไวส์ ตัวละครกลุ่มเด็ก แต่ละคนก็มีมิติ มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแต่ละคน ซึ่งเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแต่ละคน ก็มาผสมรวมกันให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังสยองขวัญทั่วไป เพราะความกลัวของแต่ละคนก็ถูกตีความออกมาไม่เหมือนกันด้วย It จึงไม่ได้มีแค่รสชาติของความกลัวอย่างเดียว แต่ก็มีรสชาติอื่น ๆ มาแทรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้หนังเรื่องนี้กลมกล่อม ดูแล้วทั้งกลัว ทั้งสนุก และอิ่มเอมในเวลาเดียวกัน 

และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ด้านงานสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่น cgi วิชวลต่าง ๆ รวมไปถึงเมคอัพ ก็ทำให้ It ออกมาโหดใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นหนังสือมาก และทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ เพราะทำได้ดีทั้งในแง่ของความเป็นหนังสยองขวัญ และครบถ้วนในองค์ประกอบของภาพยนตร์ แถมยังชวนขบคิดถึงความหมายของตัวละครเพนนี่ไวส์อีกด้วย ใครที่ชอบดูหนังผีหรือหนังสยองขวัญห้ามพลาดครับ! เพราะเรื่องนี้ต้องบอกว่า โคตรหลอน! โคตรน่ากลัว! ดูจบแล้วระแวง และยังทำให้กลัวหรือเกลียดตัวตลกไปเลย 

เป็นหนังสยองขวัญอีกเรื่องที่ขึ้นแท่นคลาสสิก

ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง และหนังที่วิชวล/ซาวน์ดี ชวนหลอนขนาดนี้ห้ามพลาดชมในระบบ IMAX นะครับ รับรองว่าหลอนกว่าเดิม ตกใจกว่าเดิม หลายเท่าแน่นอน 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.3
8 กันยายน 2560 11:23:14

American Made 
31 August 2017 | กำกับ Doug Liman

 

หนังชีวประวัติสุดโลดโผนของ แบรี่ ซีล (ทอม ครูซ) นักบินมากฝีมือสุดห่าม ที่ต้องการผจัญภัยมากกว่าชีวิตน่าเบื่อ จับพลัดจับผลูไปลงเอยทำงานให้กับ CIA แต่ทว่าการทำงานเพื่อชาตินั้นลำพังไม่อาจพอยาไส้เมียและลูกได้ เขาเลยรับจ๊อบอื่นไปด้วยในตัว นั่นคือการลักลอบขนยาเสพติด ทำเงินได้ถึง 500,000 เหรียญต่อเที่ยว หลบสายตาของตำรวจไปพร้อมกับทำภารกิจลับ เป็นหนังไสตล์ค้าขายยาเสพติด ที่ขึ้นสุดลงสุด มีช่วงเวลาตั้งต้น ช่วงเวลาสุดรวย และช่วงเวลาที่ตกต่ำกระแทกพื้น ท่ามกลางบรรยากาศสงครามเย็นที่คุกรุ่นอยู่รอบๆตัว และเนื่องจากทำจากเรื่องจริง มันเลยมีกลิ่นอายประวัติศาสตร์ และการจิกกัดอเมริกันตลอดเวลา

 

การเล่าเรื่องของ American Made เรียกได้ว่าโคตรมันส์ เนื้อเรื่องสมบูรณ์ แต่ละองค์มีลูกล่อลูกชนครบ มีจังหวะบิวท์อารมณ์ จังหวะสานต่อ มุกตลกร้ายกาจ ก่อนจะหักมุมใส่คนดู ไม่ใช่แค่ทีเดียว แต่เป็นทั้งเรื่อง แล้วค่อย ๆ ไต่อันดับความพีคไปตามเส้นแห่งความบ้าคลั่งของ แบรี่ ซีล ที่ต้องเผชิญทั้งพาร์โบว์ เอสโคบาร์เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดัง ที่ปรากฏในหนังเรื่องอื่นหลาย ๆ เรื่อง การบินที่แทบเป็นไปไม่ได้ CIA ผู้ก่อการร้ายในนิคารากัว ตำรวจจากทุกแผนก เงินจำนวนมหาศาล และแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง แม้หนังจะไม่มีฉากแอคชั่นเลย แต่การตัดต่อ การเล่าเรื่องนี่สนุก ไม่มีอืดแม้แต่นิดเดียว หนังไปต่อเสมอ ไปต่อแบบสุดมันส์

 

การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่าง ทอม ครูซ กับ ผู้กำกับ  Doug Liman จาก Edge of Tomorow นั้นเนียนและสมบูรณ์ ทอม ครูซ สามารถแบกหนังได้ทั้งเรื่อง การแสดงของเขานอกจากขับเคี่ยวความเป็น แบรี่ ซีล ออกมาบ้า ๆ ห่าม ๆ แล้ว ยังมีความเป็นมนุษย์ผิดชอบชั่วดีอยู่ในตัวเอง เราจะค่อย ๆ เรียนรู้อย่างช้า ๆ ว่าชีวิตของเขา แม้จะทุลักทุเล แต่ก็งดงามในแบบของมันเอง เพราะที่สุดแล้ว "เขาก็ได้ผจญภัย" อย่างแท้จริง

 

ใต้บรรทัดของหนังมีการจิกกัดการเมืองอเมริกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะแนวคิดผลประโยชน์ร่วม ทำให้ แบรี่ ซีล เอาตัวรอดมาได้บ่อย ๆ ด้วยลูกฟลุ๊คบ้าง เรื่องผิดกฏหมายบ้าง รวมไปถึงการพูดถึงนักการเมืองอีกคนที่มารับช่วงต่อจากแรเกน ก็เป็นไปตามชื่อหนัง ทุกความขัดแย้ง ทุกปัญหายาเสพติด ทุกปัญหาก่อการร้าย ดูเหมือนว่าหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ นี่แหละเป็นต้นเหตุ เป็นสิ่งที่อเมริกาสร้างมากับมือ ...เช่นเดียวกับตาลีบันในอนาคต...

 

หนังอาจทำให้ แบรี่ ซีล ดูเป็นคนดีไปบ้าง และมีครอบครัวที่ค่อนข้างโอเคในระดับหนึ่ง แต่โดยรวมแล้ว American Made ทำได้สนุกมาก ผมชอบหนังเรื่องนี้ เทียบได้กับหนังการเมืองสมัยสงครามเย็น เอาไว้ข้าง ๆ  Lord of War (2005) และ Charlie Wilson's War (2007) แบบต่อเนื่องกันได้เลยล่ะ

 

สนุกดี ถ้าชอบหนังไสตล์กล้องแฮนด์เฮล เล่าเรื่องด้วยคำพูดเยอะ ๆ มีตลกร้ายจิกกัดมนุษย์ สงครามเย็น ยาเสพติด และความบ้อบอต่อความรวยล่ะก็ แนะนำให้ดูในโรงเลย

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
8.8
7 กันยายน 2560 17:41:52



นี่คือหนึ่งในหนังที่น่าทึ่ง โดยไม่ได้อาศัยทุนเงินสร้างเอฟเฟกต์ตระการตา หรือเป็นหนังศิลปะชั้นครูที่มีสุนทรียะวิจิตรเลิศล้ำอะไรเทือกนั้น แต่คือการเลือกจับประเด็นที่น่าสนใจและขยายก่อร่างสร้างเรื่อง จากรายละเอียดที่มีพื้นฐานจากเรื่องจริงได้อย่างแพรวพราวมีชั้นเชิง Doug Liman ผู้กำกับของเรื่องมีสไตล์การเล่าเรื่องเฉพาะตัวที่แม้จะไม่ใช่ผู้กำกับที่มีสไตล์จัดจ้านอะไรมากมาย แต่จุดเด่นคือจังหวะเล่าเรื่องที่กระชับฉับไว ไม่แอ๊คอาร์ต หรือไม่บิวท์ด้วยภาษาภาพยนตร์ที่เห็นกันมากจนเฝือ

หนังเริ่มเรื่องด้วย Barry Seal นักบินพาณิชย์มือดี ผู้รักจะมีชีวิตผาดโผนมากกว่างานนักบินน่าเบื่อ จนไปตกปากรับคำทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ซีไอเอ รับภารกิจลับระดับประเทศ จนนำชีวิตของเขาและเราซึ่งเป็นผู้ชมไปสู่การผจญภัยที่คาดไม่ถึง และบ้าบอคอแตกอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือหนังที่ว่าด้วยความตลกร้ายของประวัติศาสตร์ระดับโลกที่เกี่ยวพันกับชะตาชีวิตนักบินธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถูกถ่ายทอดเรื่องราวออกมาสู่จอภาพยนตร์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังสงครามระดับโลก การขนย้ายอาวุธและฝึกทหารเถื่อน ไปจนถึงกิจการของเจ้าพ่อยาเสพติดในตำนาน

อีกสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ ในส่วนของบทภาพยนตร์ที่สร้างเรื่องผ่านรายละเอียดและเกร็ดความจริงได้อย่างมีสีสัน และความที่เรื่องสร้างมาจากความจริง ทำให้วิธีคิดบทแตกต่างจากแพทเทิร์นบทหนังเล่าเรื่องทั่วไป ทำให้แม้เราจะคาดเดาภาพรวมทั้งหมดของหนังออก แต่ในรายละเอียดซีนรายทางจะเต็มไปด้วยเรื่องราวเหนือจินตนาการ และมีเซอร์ไพรซ์ให้ได้อ้าปากค้างตลอดทั้งเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
9.1
6 กันยายน 2560 13:31:52

Baby Driver - จี้ [เบ] บี้ ปล้น

112 min | Action/Music | Directed by Edgar Wright 

นี่คือภาพยนตร์แอ็คชั่นยอดเยี่ยมและดีที่สุดในปีนี้

หลังจากแยกทางกับมาร์เวลในโปรเจ็ค Ant-man ไป เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับอินดี้สุดเท่ก็หันมาทำโปรเจ็คแอ็คชั่น ขับรถ ไล่ล่าที่มีคอนเซปต์โดยการดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องด้วยเสียงเพลง Baby Driver เป็นเรื่องราวของ เบบี้ คนขับรถสุดเทพ ที่คอยขับรถพาแก๊งอาชญากรหนีจากการก่อเหตุปล้นจี้ตามที่ต่าง ๆ โดยเบบี้มักจะฟังเพลงตลอดเวลา นอกจากความชอบ ก็ยังฟังเพื่อกลบเสียงหวี่ที่ดังรบกวนในหัวในหูของเขานับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุในวัยเด็ก แม้ว่าจะไม่เต็มใจนัก แต่เบบี้ก็ต้องทำงานนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เจอกับสาวเสิร์ฟแสนสวย เดโบร่า ทำให้เบบี้อยากจะถอนตัวออกจากวงการนี้ แต่เรื่องราวมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดเลย 

หนังเรื่องนี้มีควา่มน่าสนใจตั้งแต่คอนเซปต์ที่ใช้ในการเล่าเรื่องแล้ว และพอได้มาดูจริง ๆ ก็พบว่ามันสุดยอดมากครับ เอาแค่ในแง่มุมของความเป็นหนังแอ็คชั่น ดูเอามันส์ ดูเอาสนุกเฉย ๆ หนังมันสนุกมาก ด้วยการดีไซน์ฉากไล่ล่า และลีลาการขับรถของเบบี้ ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เท่ และไม่ดูเวอร์วังจนเกิดเหตุ อีกทั้งบทหนังและการดำเนินเรื่องก็ยังทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่จำเจ ซ้ำซาก ผสมกับหนังเรื่องนี้อุดมไปด้วยนักแสดงเก๋า ๆ จี๊ด ๆ ไล่มาตั้งแต่ คู่พระนาง แอนเซล เอลก็อต สลัดคราบนักแสดงหนังวัยรุ่นทั่วไปมารับบทเบบี้ได้ดี และพริ้วมาก ลิลลี่ เจมส์ นางเอกของเรื่องก็เป็นเหมือนของหวานท่ามกลางรสชาติอาหารที่ฉูดฉาด เพราะเธอสวย และสดใสได้ใจเหลือเกิน ไหนจะ เควิน สเปซี่, จอน แฮมม์ และเจมี่ ฟ็อกซ์ ตัวจี๊ดของเรื่องที่ทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยคาแร็คเตอร์แปลก ๆ ที่โดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น

และที่ผมชอบที่สุดในเรื่องเลยนั่นคือ การตัดต่อที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จังหวะดี สอดคล้องและรับกับเพลงประกอบที่มีมากมายหลายสิบเพลง ชูให้หนังเรื่องนี้มีจังหวะการเล่าเรื่องที่เร้าใจและสนุกยิ่งขึ้น ผมไม่รู้ว่าผมพูดคำว่าสนุกไปแล้วกี่รอบ แต่หนังเรื่องนี้มันสนุกมากจริง ๆ นะครับ และแน่นอนว่าหากคุณเป็นคนเสพย์ภาพยนตร์ ดนตรี และคัลเจอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะยุคเก่า ๆ คุณจะรักหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นจุดขายของผู้กำกับมากอยู่แล้ว ในการเอาขนบของตระกูลหนังต่าง ๆ มาบิด มายั่วล้อ เรื่องนี้ก็เช่นกัน ครบถ้วนในส่วนของลายเซ็นผู้กำกับเลย

" ไม่อยากให้พลาดอย่างยิ่ง "

เพราะมันครบถ้วนในแง่ของความบันเทิง และในแง่ของภาพยนตร์ เพลงประกอบเพราะ นักแสดงดี เป็นหนังที่ดีมาก ๆอีกเรื่อง ไม่มีเรื่องให้ติ และไม่มีเหตุผลให้พลาดชมอย่างยิ่ง และจะมันส์ยิ่งขึ้นถ้าได้ชมในระบบ 4Dx ต้องลองครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
10
ดนตรีประกอบ
10
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
9.5
คะแนนเฉลี่ย
9.7
3 กันยายน 2560 17:09:06

The Hitman's Bodyguard แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด

24 August 2017 | กำกับ Patrick Hughes 

 

ฮิตแมนบอดี้การ์ด คือการเดินเรื่องระหว่างสุดขั้วความคิดสองสาย ได้แก่ ไมเคิล ไบรซ์ (ไรอัน เรโนลด์) บอดี้การ์ดฝีมือระดับตองเอตัวแสบ ผู้เต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล กับนักฆ่าอึดถึกเทพนาม ดาเรียส คินเคด (แซมมัว เอล แจคสัน) ที่ใช้ชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย ความบ้าบอ และดูเหมือนจะไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง 

 

โดยเรื่องเกิดเพราะนักฆ่านามคินเคดนั้น เป็นพยานรู้เห็นเพียงหนึ่งเดียวของเผด็จการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ ซึ่งบอดี้การ์ดไบรซ์ คู่กัดระหว่างสายอาชีพจะต้องคุ้มกันเขาในฐานะพยานปากเดียว เพื่อไปให้ปากคำภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับการล้มล้างเผด็จการตัวร้ายของเรื่อง  หนังเรื่องนี้กำกับโดย แพทริค ฮัคเชส ซึ่งเคยทำ The Expendables 3 ไว้ในปี 2014 เป็นหนังตระกูลแอ็คชั่น ตลกเสียดสี เน้นเท่ไว้ก่อน โดยความเท่ของมันนี่แหละคือตัวชูโรงความฮา โดยมีลูกตลกแบบอเมริกาเป็นตัวยืนและเชื่อมซีน ส่วนใหญ่เป็นตลกหยาบคายที่การใช้คำพูดเป็นหลัก คิดมาจากไอเดียที่เอานักแสดงที่ชอบเล่นนอกบทระหว่างไรอัน กับแซมมัว เอล แจคสัน มาฉะกัน จึงเพิ่มดีกรีจิกกัด หยาบคาย และบ้าบอเข้าไปเยอะมาก ทำเอานึกถึงหนังเรื่อง RED (2010,) แต่ไปไม่ถึงความเท่ขนาดนั้น สำหรับผมแล้วมันเพียงพอที่จะทำให้บันเทิง แต่อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้มันเป็นหนังตลกที่ดี ผมจัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังบันเทิงเกรดบี ที่ถ้าจะต้องดูสนุกล่ะก็ต้องยอมให้ตรรกะบางประการพังไปบ้าง

 

นอกจากขาดความใหม่ในฐานะของหนังแอ็คชั่นแถวหน้า ฮิตแมนบอดี้การ์ดยังมีความเก่ากึกที่ทำให้นึกถึงรุ่นเดอะอย่าง Lethal weapon (1987), Bad boy (1995) ที่เน้นการขับเคี่ยวระหว่างตัวละครสุดขั้วสองตัว ซึ่งในที่นี้คือบอดี้การ์ดที่มีหน้าที่ “ปกป้อง” ในขณะที่อีกฟากก็จะเป็นมือปืนที่ต้อง “ฆ่า” แต่ก็ไม่ได้สนใจแนวคิดตรงข้ามนี้มากนั้น ฉะนั้นสำหรับเราแล้วดูเหมือนหนังเรื่องนี้จะเน้นสบาย ๆ ประมาณว่าสร้างเอามันส์ และดูเอามันส์มากกว่า จริง ๆ เราจะต้องได้เห็นตัวละครสองตัวจะค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปช้า ๆ เพื่อเห็นความดีของแต่ล่ะอีกฝ่าย และก็จะจัดการความขัดแย้งของตัวเองไปพร้อม ๆ กับคลี่คลายเหตุการณ์ปกป้องโลกเบื้องหน้า ทั้งสองฝ่ายจะได้เห็นมุมมองใหม่ของชีวิต ผ่านการเรียนรู้จากฟากตรงข้าม แบบหนังแอ็คชั่นสองขั้วชอบทำ

 

แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีเวลาให้กับตัวละครมากมายนักหรอก ความขัดแย้งเลยไม่ซับซ้อน เชิงเดี่ยว และเกี่ยวกับความรักของ ไมเคิล ไบรซ์ ที่เฉาตายไปเพราะตรรกะอันมากมายของเจ้าตัวเท่านั้น ผมเลยเสียดายการปะทะกันอันลุ่มลึกของตรระกะและความไร้ตรรกะ หรืออุดมคติ  “คนดี” กับ “คนปกติ” ที่มีให้เห็นซ่อนอยู่ในบท แต่ไม่ได้ถูกขับเคี่ยวออกมา บ่อยครั้งกลายเป็นความพยายามทำให้คินเคดเป็นคนดีไปเสียชิบ เราจะได้เห็นความรักที่สมบูรณ์แบบของคินเคด ได้เห็นความเป็นมาของเขา ผู้ที่เชื่อเสียเหลือเกินว่าอารมณ์ การทดลอง เป็นสิ่งที่ดี และการยอดเยี่ยมกว่าความน่าเบื่อในชีวิต (ที่ไบรซ์ชอบพูด) ก็คือสนุกกับมัน แม้ชีวิตจะเส็งเคร็งแค่ไหนก็ตาม ในขณะที่เราจะได้เห็นไบรซ์ที่พยายามทำทุกอย่างให้เพอร์เฟ็ค แต่ก็พังอยู่ตลอดเวลา ไบรซ์จะค่อย ๆ เห็นโลกใหม่ที่คินเคดมอบให้ และคินเคดก็จะให้ประโยชน์ของตรรกะที่คอยช่วยทำให้เขารอดชีวิต จนกลายเป็นความสัมพันธ์ประหลาด เป็นมิตรภาพที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากบทมันแบนราบ ให้ความสำคัญกับอย่างอื่น ตรงนี้เลยไม่ได้อินเท่าไหร่นัก

 

นอกเหนือจากเนื้อเรื่องกลาง ๆ ที่เดินเอื่อย ๆ ส่วนที่ขายของหนังเรื่องนี้คือฉากแอ็คชั่น ฉากแอ็คชั่นมันทะลุดุเดือดพอควร คือถึงจะเป็นการตัดฉากแบบเก่า และใช้เพลงเมทัลแบบการโหมโรมรุ่นเก่าชอบใช้ แต่เข้าถึงอารมณ์ดี เรียกว่าตัดและใช้กันสนุกเลยล่ะ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
3 กันยายน 2560 00:13:10

ส่ม ภัค เสี่ยน (บุษราคัม วงษ์คำเหลา / ไทย / 2017)

ดูรอบ 19.30 ที่มาบุญครองคนเยอะมาก แน่นไปจนถึงแถวหน้าจอเลย บรรยากาศภายในโรงก็ดูคึกครื้น เปิดหนังมาฉากแรกคนก็ช่วยกันขำใหญ่เลย และสักพักก็เพิ่งได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้ พี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ไม่ได้กำกับ แต่ไตเติ้ลเครดิตเป็นชื่อของ เอ็ม-บุษราคัม ลูกสาวของพี่หม่ำที่นั่งแท่นทั้งกำกับ และเล่นเป็นหนึ่งในตัวละครหลักเสียเอง คนดูส่วนใหญ่ก็คงไม่ติดใจอะไร ส่วนตัวเราก็ได้แต่ภาวนาขอให้หนังไม่แย่มากไปกว่านี้ ทั้งคุณภาพโปรดักชั่น เรื่องราว และโดยเฉพาะความตลกซึ่งเป็นส่วนเดียวที่กล้าคาดหวังกับหนังเรื่องนี้ จนกระทั่งดูไปได้สักพักก็พบว่าพล็อตที่เป็นส่วนโรแมนติกดราม่าไม่มีอะไรเลย เชยมาก ๆ ต่อให้ย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อนก็ยังเชย

ส่วนความตลกก็สร้างซิตซีนเปล่าหยอดไปเรื่อย ๆ อี๋บ้าง (มุกอี๋ ๆ นี่คนฮากันดีนัก) แป้กบ้าง ตลกบ้าง (คาแร็กเตอร์ ท่าเดิน การแต่งตัวของตัวละครเฉลิมชัย แย่งซีนเรียกเสียงฮาได้ตามประสา แต่ไม่มีค่ากับเส้นเรื่องใด ๆ) แต่ก็เฉิ่มเชยเสียส่วนใหญ่และความต่อเนื่องก็ไม่ค่อยจะเชื่อมโยงกันแข็งแรง สำหรับมุกบางมุกก็ไม่อยากจะคิดหรือรู้สึกแทนนะ แต่ก็ยังสงสัยมาตลอดว่าตระกูลผีน่ารักที่ใช้สังขารตัวเองมาเป็นมุกให้คนดูตลกนี่ เจ้าตัวเค้าไม่รู้สึกอะไรกันเลยเหรอ

ส่วนที่ชอบอยู่บ้างก็มี คริส-คริสโตเฟอร์ กับ วาว-ภคภรณ์ ที่เล่นเป็น สายใจ ในเรื่องนี้แฮะ ดูเหมือนจะดีได้กว่านี้ แต่บทไม่ได้ส่งให้แสดงความสามารถอะไรเท่าไหร่ คนที่เล่นเป็นพ่อสายใจตอนที่ปะทะอารมณ์กับคริสนี่ก็ระเบิดดราม่าดีเลย ขนาดที่ทำให้คนข้าง ๆ หน้านิ่วคิ้วขมวด น้ำตาคลอเบ้ากอดแขนแฟนไว้แน่นได้เลย แต่ความโรแมนติกของ โตโน่ กับ ไข่มุก ก็เคมีไม่เข้ากันเท่าไหร่ ซึ่งส่วนตัวแล้วก็ขอโทษบทและการกำกับที่หละหลวมซะมากกว่าตัวนักแสดงเอง ส่วน สุนารี ราชสีมา ก็เกือบจะดีแล้ว แต่ติดแกตรงภาษาอีสานที่คนละสำเนียงกับคนอื่น ๆ ในหนังก็เลยสะดุดไปเยอะเลย

รวม ๆ หนังมันมีกลิ่นอุตสาหกรรมในครัวเรือนสูงกว่าหนังพี่หม่ำเรื่องก่อน ๆ ซะอีก นอกจากพ่ออย่างพี่หม่ำและน้องชายแล้ว ก็ยังมี กอล์ฟ-กรวัฒน์ สามีของเอ็มที่เคยผ่านงานแสดงมาบ้างแล้ว มาเล่นหนังที่ตัวเองกำกับ ก็ดูช่วยกันทำมาหากินน่ารักดี ฉากที่โตโน่ป่วนงานแต่งมาดโตโน่มันส่งกับบทกับเพลงก็ตลกดี ชอบเพลงที่มันเศร้าแต่แดกดันแบบชาวบ้าน ๆ ปนทะลึ่ง ๆ ตรง ๆ เข้ากับมู้ดโตโน่ดี แต่ตอนจบนี่ก็นะลูกสาวพี่หม่ำแกเคยดู 'Love Syndromes รักโง่ๆ' มั้ยนะ แล้วโตโน่ก็ไม่ทักอะไรเลยเหรอ ว่ามันเหมือนฉากไคลแม็กซ์ที่ตัวเองเคยเล่นไว้ในรักโง่ๆ
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
4
ดนตรีประกอบ
4.5
ฝีมือนักแสดง
6.5
กราฟฟิก
6
คะแนนเฉลี่ย
4.8
4 ตุลาคม 2560 14:03:56
เรียนคุณ Mo
แอดว่าก็เฮอาปาจิงโกะอ่ะ ดูเอาขำๆ ไม่เครียด
GUEST
Mo
4 ตุลาคม 2560 11:43:49
สนุกไหม อยากดู
8 กันยายน 2560 10:06:40
เรียนคุณ ANCHALEE KHAMHOMWAN
ก่อนอื่นแอดต้องขอเรียนอีกครั้งครับ ว่าเว็บไซต์ของเราเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการให้บริการเช็ครอบหนังกับทาง SF และ Major เท่านั้น แอดมินไม่สามารถระบุวันออกที่ชัดเจนได้ครับ เพราะการออกโรงนั้นเป็นในส่วนของโรงภาพยนตร์เป็นคนกำหนดวันออกครับ และทางโรงภาพยนตร์ไม่ได้มีการแจ้งวันออกครับ ส่วนใหญ่จะออกตามรอบที่มีหนังเข้าเยอะๆ ถ้าหนังฟอร์มก็จะอยู่นานประมาณเดือนนึง - เดือนครึ่งครับ ^^
2 กันยายน 2560 22:25:13

แก๊งแฝดตัวแม่สุดจี๊ด ระห่ำจัดเต็ม
 

เด็กเดินตั๋วอยากดู คริสเตียน ดันท์ และเอล แฟนนิ่ง ฟรุ้งฟริ้งในหนัง Beguiled ที่โซเฟีย คอปโปล่ากำกับการแสดง (เด็กเดินตั๋วประทับใจแมรี่ แองตัวเนท ที่โซเฟียกำกับมาก ๆ) แต่หารอบแถวบ้านไม่ได้เล๊ยยยย (บ้านนอกจัด) เลยยืนงง ๆ คิดว่าดูอะไรดีนะอยู่หน้าบ็อกซ์ออฟฟิศ เด็กเดินตั๋วไปสะดุดโปสเตอร์เรื่อง 7 เป็น 7 ตาย (What Happen With Monday) เข้าน่าสนใจดี ไม่เคยดูเทลเลอร์อะไรมาก่อนเลย แต่เด็กเดินตั๋วเกลียดวันจันทร์สุด ๆ เลย ก็เลยเข้าเค้าไปดูซะเลย

“แฝดนรก โหดสะใจแท้...แม่เอ๊ย!!!”

นี่คือความรู้สึกของเด็กเดินตั๋วหลังจากดูเสร็จ นักแสดงนำก็คือเจ๊คนที่เล่นเรื่องโพรมีธีอุสเป็นดอกเตอร์อลิซาเบธ ชอว์ และแสดงนำ The Girl With Dragon Tattoo แต่คราวนี้เจ๊ไม่ได้เล่นคนเดียว เจ๊พาแฝด ๆ มาเล่นด้วยอีกหกคน แต่ละคนก็มีคาแรกเตอร์คนละแบบ แต่แสบจี๊ดทุกตัวเลย

หนังก็อารมณ์แอ็คชั่น ดูเอามันนะ มีการเซ็ทอัพโลกอนาคตมาพร้อมกติกาบางอย่างในหนัง คล้าย ๆ หนังเรื่อง In Time หรือ Hunger Game แนวมีโลกอนาคตลำบาก ๆ นะจ๊ะ แล้วก็มีกฏเกณฑ์นะจ๊ะ และแน่นอนตัวละครของเราต้องมีปัญหากับกฏเหล่านี้ ต่อต้าน และสร้างเรื่องราวใหญ่โตมโหฬารไปซะทุกทีเลย

ฉากแอ็คชั่นมันหยดติ๋ง ไม่เหมือนหนังระเบิดเยอะ ๆ ยิงเยอะ ๆ เป็นแนวลูกเล่น เทคนิค และเรื่องราวเสียมากกว่า มีความเดือด โหดร้ายอยู่หลายฉาก ดูได้เพลิน ๆ ไม่มีง่วงหงาวหาวนอนแน่นอน เด็กเดินตั๋วขี้เซาคนนี้รับประกัน

งานสร้างค่อนข้างดูทุนต่ำ แต่เป็นการสร้างที่ทำได้ดีในทุนต่ำเลยล่ะ อารมณ์จะประมาณ In Time ก็ถือว่าไม่แย่อะไร แต่ก็ไม่ว้าวนัก ไม่อลังการมาก ก็กลาง ๆ 

บันเทิง มันหยดติ๋งแน่นอน เด็กเดินตั๋วแนะนำให้ไปดู ถ้าอยากหาหนังแอ็คชั่นสนุก ๆ ดูช่วงนี้ เรื่องนี้รับประกัน ไว้ใจได้เลย

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
8.5
คะแนนเฉลี่ย
7.6
31 สิงหาคม 2560 20:23:59

Inhumans - Episode 1 - 2 in IMAX

74 min | TV-Series/Action | Directed by Scott Buck 

ซีรีส์ที่ฉายทางโทรทัศน์ช่อง abc จาก marvel และเป็นส่วนหนึ่งใน mcu โดยที่ 2 ตอนแรกถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX และฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX แบบรวดเดียวเลย อินฮิวแมน เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่มีพลังพิเศษ เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีมาอย่างยาวนานแต่ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนบนดวงจันทร์ เพื่อป้องกันการรุกรานและโจมตีจากมนุษย์ โดยดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่มีชื่อว่าอัททีแลน ปกครองโดยราชวงศ์นำโดย ราชา แบล็คโบลท์ และราชินีอย่าง เมดูซ่า อยู่มาวันนึงบัลลังก์ของราชวงศ์ก็ถูกแย่งชิงและยึดครองโดยแม็กซิมัส น้องชายของแบล็คโบลท์ผู้ไม่เห็นด้วยกับการอยู่อย่างหลบซ่อนบนดวงจันทร์ ทำให้เหล่าราชวงศ์อินฮิวแมนต่างก็ต้องหนีตายมาบนโลกเพื่อเอาชีวิตรอดและวางแผนหยุดยั้งแผนการของแม็กซิมัส 

ต้องชื่นชมก่อนว่าการถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ของซีรีส์เรื่องนี้ให้สเกลที่เต็มอิ่มมาก ได้เห็นซีนอัททีแลนเต็มตาสุด ๆ และนี่คือข้อดีที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะภาพรวมจากที่ได้ชมสองตอนแรกของอินฮิวแมน ถือว่าเปิดตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่ ด้วยการเล่าเรื่องที่เข้าขั้นวิกฤตเลยก็ว่าได้ หากไม่เคยอ่านคอมิกส์มาก่อนแทบจะไม่เก็ทและไม่อินกับอะไรก็ตามที่ซีรีส์เสนอเลย แล้วหลาย ๆ ช่วงก็น่าเบื่อมากด้วย 

แม้ว่าตัวละครหลาย ๆ ตัวในเรื่องจะน่าสนใจมาก อย่าง แบล็คโบลท์ และล็อคจอว์หมาเทเลพอร์ต แต่การทำหน้าที่ปูพื้นฐาน ปูเรื่องของสองตอนแรกมันไม่ได้นำพาให้ผู้ชมอยากดูต่อเลยครับ เพราะหนังให้เราดูแค่ที่มา ความสัมพันธ์ของตัวละคร รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างหละหลวม และไปเน้นเทน้ำหนักที่การไล่ล่า หรือแผนการของแม็กซิมัสมากกว่า

หากคุณไม่ใช่แฟนมาร์เวล และอินฮิวแมน ไม่ได้ใคร่อยากสนใจที่จะติดตามซีรีส์นี้อยู่แล้วก็อาจจะปล่อยผ่านไปได้ครับ แต่ถ้าคุณต้องการที่จะชมอยู่แล้ว การไปดูสองตอนแรกของซีรีส์นี้ในระบบ IMAX ก็เป็นเรื่องที่ดี (อย่างน้อยมันก็ดึงดูดให้ดูจนจบตอนกว่าดูในทีวีแน่นอนครับ)

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
4
คะแนนเฉลี่ย
5.6
31 สิงหาคม 2560 20:06:10

American Made 

115 min | Biography/Comedy | Directed by Doug Liman 

ปีก่อนมี The Infiltrator ที่เดือดระอุแต่สุขุม ปีนี้มี American Made ที่เดือดแต่มันส์และสดกว่า แต่ก็พูดถึงเรื่องยาเสพติดและพาโบล เอสโคบาร์เหมือนกัน โดยได้ ดั๊ก ไลแมน ผกก.มือเทพที่พึ่งพีคกันไปใน Edge of Tomorrow ซึ่งรอบนี้เขากลับมาพร้อมกับทอม ครูซ อีกครั้ง ในบทบาทของ แบร์รี่ ซีล นักบินที่จับพลัดจับผลูไปทำงานให้กับซีไอเอ แต่การทำเพื่อชาติก็ไม่ได้ช่วยให้ปากท้องอิ่ม ซีลจึงเข้าไปพัวพันกับการขนยาเสพติด และเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค พาโบล เอสโคบาร์ 

ต้องบอกเลยครับว่าหนังเล่าเรื่องได้สนุกมาก แม้ว่าเราจะเคยดูหนังเกี่ยวกับเอสโคบาร์ไปเยอะมาก แต่ก็ยังมีหนังดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมาอีกเรื่อย ๆ เพราะยุคนั้นมันเป็นยุคของเขาเลย และแน่นอนว่ามันมีบุคคลหรือตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้เต็มไปหมด และแต่ละคนก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งนั้น แบร์รี่ ซีลก็เช่นกัน หนังมันสนุก ตลก และเพลิดเพลิน ผาดโผนมาก ไม่ตึงเครียดเหมือนเรื่องอื่น ๆ เลย 

ไม่มีช่วงไหนในเรื่องที่น่าเบื่อเลยครับ ไม่ต้องกังวล เพราะตั้งแต่โลโก้ยูนิเวอร์แซลขึ้น หนังก็จัดเต็ม เล่าเรื่องไว ตัดต่อดี กระชับ ตรงจุดนี้ก็เลยเสริมให้หนังมันดูเพลินมาก และสนุกมากด้วย แถมบังเอิญได้ไปดูในระบบ IMAX ยิ่งเข้าท่ามากเลย และทำให้ American Made เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมชอบมากในปีนี้ 

ทอม ครูซ สลัดคราบสายลับ และบทบาทเดิม ๆ ของเขาไปได้อย่างแนบเนียน ถึงจะดูทอม ครู๊ซซซซ ทอม ครูซอยู่ก็เถอะ แต่เรื่องนี้พี่แกเอาอยู่เลยนะ American Made จึงเป็นหนังที่ย่อยง่าย ดูเพลิน ดูสนุกมากจริง ๆ แนะนำเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าใครชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ยาเสพติดในอเมริกากลาง ยุคเอสโคบาร์นี่ยิ่งห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งเลยครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
8
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.9
25 สิงหาคม 2560 12:39:45

Ghost House - มันอยู่ในศาล

89 min | Horror | Directed by Rich Ragsdale 

"นี่หนังผีหรือหนังตลกกันแน่"

เรื่องราวของคู่รักอเมริกันที่เดินทางมาเที่ยวไทย และบังเอิญไปเจออาถรรพ์ของศาลพระภูมิเก่าเข้า ทำให้พวกเขาต้องเจอวิญญาณเฮี้ยนตามหลอกตามหลอน จนต้องหาทางออกเพื่อให้หลุดพ้นจากการตามล่าจากวิญญาณร้ายตนนี้ 

โหยตอนแรกที่ได้เห็นตัวอย่างอะไรต่าง ๆ ยอมรับว่ามันค่อนข้างน่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่พอได้มาชมแล้ว อุทานเลยว่านี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย! อย่างแรกเลยที่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นผีญี่ปุ่นด้วย มันมีนัยยะทางการเมืองอะไรแอบแฝงหรือเปล่ากับการที่ "วาตาเบ้" ผีสาวญี่ปุ่นที่สิงสู่ในศาลไทย นอกจากนี้ก็ไม่รู้จะอธิบายอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลยครับ ปกติผมเป็นคนกลัวผีมาก แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างบรรยากาศให้เรารู้สึกกลัวได้เลย ทำได้แค่ตกใจจากการจัมป์สแกร์ของหนังมากกว่า ซึ่งก็ทำได้แย่ และไร้รสนิยม เหมือนกับหนังผีไทยเรื่องนึงที่ผมเคยได้ดูนานแล้วอย่างฮาชิมะโปรเจคเลยทีเดียว เพราะการสร้างบรรยากาศในเรื่องก็ดูปลอมมาก แถมยังเหลือเชื่อมากที่หนังเนรมิตรกรุงเทพฯ ให้ดูเก่าแก่ โบราณ และดูไม่เจริญได้ขนาดนั้น มันคงเป็นมุมมองของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะฟากตะวันตกที่มองประเทศไทยเป็นอย่างนี้จริง ๆ ซึ่งพอเราดูก็จะรู้สึกว่าแม่งตลกเป็นบ้าเลย 

"หนังเรื่องนี้ไม่มีความเมคเซนส์อะไรทั้งสิ้นเลยครับ" ดำเนินเรื่องไปอย่างไร้สติ ไร้ทิศทาง ที่จริงมันไร้สติตั้งแต่ตัวละครนางเอกแล้ว ฉะนั้นสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกนำพาไปเจอ ก็ล้วนแล้วแต่ไร้ตรรกะ และน่าตลกสุด ๆ ซึ่งพอถึงฉากจบนั่นคือความตลกแบบที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ในหนังเรื่องนึงเลยทีเดียว แล้วผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ หลังจากดูไปครึ่งเรื่องก็แทบจะไม่คาดหวังอะไรกันแล้ว สิ่งเดียวที่ขอคือเพียงแค่ต้องการที่จะรู้จุดประสงค์ และเหตุผลของผีมากว่าทำไปทำไม เพื่ออะไร ซึ่งพอเฉลยออกมาแล้ว ก็ตลกจนหนังเรื่องนี้ผันตัวเองจากหนังสยองขวัญเป็น scary movie ไปเลยในท้ายที่สุด 

ด้านงานสร้างก็คงไม่ต้องพูดถึง มันบีมากอยู่แล้ว ทั้งโปรดักชั่น การตัดต่อ และการดีไซน์ฉากที่กล่าวไปข้างต้น กรุงเทพฯ นั้นดูลึกลับและเต็มไปด้วยหมอกควันตลอดเวลา ซึ่งไม่เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนั้นทำไม ซีนที่ไปต่างจังหวัดก็ยิ่งดูลึกลับและลับแลยิ่งไปใหญ่ จนเริ่มสงสัยว่าในเรื่องเล่าในยุค 2017 หรือ 1957 กันแน่ งงมากจริง ๆ แถมเพลงประกอบก็ยังตลกมากไปอีก

แม้ว่าหนังจะเข้ามาสักพักแล้ว แต่ก็อาจจะมีคนที่ยังไม่ได้ดู ถ้าคุณไม่อยากรู้สึกเสียดายตังค์แนะนำให้ข้ามโปรแกรมนี้ไปแบบไม่ต้องคิดเลยจะดีที่สุดครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
3
ดนตรีประกอบ
1
ฝีมือนักแสดง
3
กราฟฟิก
5
คะแนนเฉลี่ย
3
25 สิงหาคม 2560 12:20:25

The Hitman's Bodyguard - แสบ ซ่าส์ แบบว่าบอดี้การ์ด

118 min | Action/Comedy | Directed by Patrick Hughes 

ผู้กำกับ Expandeble 3 กลับมารอบนี้ทำหนังน่าสนใจกว่าที่คิด หยิบไรอัน เรโนลด์มารับบทเป็นบอดี้การ์ดมืออาชีพ ที่ได้รับงานให้คุ้มครองนักฆ่ามือฉมังที่เป็นพยานสำคัญให้กับคดีใหญ่ รับบทโดย แซมมวล แอล แจ็คสัน โดยทั้งสองต้องฝ่ากระสุนจากคนที่ตามไล่ล่าไล่ฆ่าพยานปากเอกรายนี้ เพื่อไม่ให้สามารถเดินทางมาถึงศาลได้ ความมันส์จึงบังเกิด

ก่อนไปชมผมคาดหวังมากว่าหนังมันจะต้องตลกในเบอร์ที่ขำขี้แตกขี้แตน แต่พอได้มาดูจริง ๆ ก็ผิดหวังนิดหน่อย ในช่วงแรกอาจจะขำในความน่าตายและพูดมากของไรอัน รวมไปถึงความหยาบคายของแซมมวล แอล แต่หลังจากนั้นมุกที่ถาโถมมาส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นมุกซ้ำ ๆ พอเล่นถี่เข้ามันก็ค่อนข้างจืดเหมือนกันในระดับนึง ภาพรวมมันจึงไม่ใช่หนังที่ฮามากมายอะไรอย่างที่ผมคิดเลย แต่ก็ยังดีที่มันมีฉากแอ็คชั่นมาเรื่อย ๆ ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ แต่ท้ายเรื่องนี่หนังยกระดับจากหนังไล่ล่ากลายเป็น หนังวินาศสันตะโร เล่นใหญ่เล่นโตกันเป็นหนังไมเคิลเบย์เลยทีเดียว 

แต่ที่ตลกมากคือ แม้ว่าสองนักแสดงนำจะพยายามประโคมมุกตลกใส่เราขนาดไหน ก็ไม่อาจต้านทานการขโมยซีนจาก ซัลม่า ฮาเย็ค ได้เลย มาน้อยแต่เด่นมากจริง และถ้ามาพูดถึงในด้านของงานสร้าง มีหลายต่อหลายฉากที่ไม่รู้จงใจหรือเปล่า แต่หนังค่อนข้างทำมาเกรดบีประมาณนึง คือการตัดต่อก็ไม่ได้เด่นมาก แต่เรื่องของซีจีต่าง ๆ ไม่เนียนและดูตลกอย่างเห็นได้ชัด ตรงนี้ก็แอบน่าขัดใจไม่น้อยในตอนดู

โดยรวมแล้วผิดหวังเหมือนกัน อาจจะเพราะเราคาดหวังไว้มาก เพราะตัวอย่างตัดดีมาก แล้วโปสเตอร์ก็ดึงดูดใจมากเลยทีเดียว แต่หนังไม่ได้กัด และไม่ได้ฮาอย่างที่เราคาดไว้เลย ไม่มีอะไรอย่างที่หวังไว้สักอย่าง เป็นหนังแอ็คชั่น คอเมดี้ธรรมดา ๆ เรื่องนึงเท่านั้น น่าเสียดายมากเหมือนกัน แต่ถ้าใครไม่คิดอะไรมาก หนังก็พอที่จะให้ความบันเทิงแบบหนังป๊อปคอร์นได้ดีในระดับนึง แค่อย่าไปคาดหวังในเนื้อเรื่องอะไรมากมายเท่านั้นเองครับ

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6.5
ดนตรีประกอบ
7.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.7
25 สิงหาคม 2560 12:03:20

What Happened to Monday - 7 เป็น 7 ตาย

123 min | Sci-fi/Thriller | Directed by Tommy Wirkola 

หนังไซไฟเรื่องนี้มีความน่าสนใจในเรื่องราวของพลอตเรื่อง โดยว่าด้วยเรื่องของโลกอนาคตอันใกล้ที่ทรัพยากรใกล้จะหมดไป ในขณะที่ประชากรมนุษย์ล้นโลก รัฐบาลเลยออกกฎหมายให้แต่ละครอบครัวมีลูกได้แค่คนเดียวเท่านั้น แต่ครอบครัวของตัวเอกเราเนี่ย ดันมีลูกเป็นผู้หญิงแฝด 7 หน้าเหมือนกันเด๊ะ! ทำให้พวกเธอต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนด้วยการเป็นคนแค่คนเดียว แต่ผลัดกันออกตามวัน เพราะพวกเธอถูกตั้งชื่อตามวันและตามลำดับที่เกิด แต่แล้ววันนึงพี่สาวคนโตสุดวันจันทร์หายตัวไป ทำให้สาว ๆ ที่เหลืออยู่ต้องออกตามหา รวมถึงเอาชีวิตรอดจากการไล่ล่า

ตอนแรกไม่คาดหวังเลยครับ แต่พอดูจบแล้วค้นพบว่าหนังสนุกกว่าที่คิดไว้มาก ลุ้นใช้ได้เลย ทำให้เราเอาใจช่วยสาว ๆ ในเรื่องมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะการแสดงของ นูมิ ราเพซ ที่แสดงถึง 7 บทบาทได้อย่างดีทำให้เราอินไปกับหนังเลย หนังเล่าสลับระหว่างอดีตสมัยแฝด 7 เด็ก ๆ กับปัจจุบัน ทำได้ดีและเป็นการค่อย ๆ คลายปมประเด็นต่าง ๆ ให้กับคนดูที่ละนิด ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าหนังมันน่าติดตามมากเลย 

แถมนี่ไม่ใช่ไซไฟพลอตล้ำดาดดื่น หนังยังพูดถึงประเด็นหนัก ๆ ในหลายประเด็นอยู่ครับ ทั้งการเมือง ทั้งประเด็นประชากรล้นโลก ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงในโลกยุคปัจจุบันของเรา ภาพรวมของหนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่สนุกมาก ดูไม่คิดอะไรหนังก็มีแอ็คชั่น มีการหักมุม และไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย แม้ว่าช่วงท้าย ๆ จะดรอปลงบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมของหนังเท่าไหร่นัก ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่น่าสนใจมาก นอกจากจะมันแล้วก็ยังมีประเด็นให้ชวนคิดไม่น้อยเลยทีเดียวครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7.5
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
7.5
กราฟฟิก
7.5
คะแนนเฉลี่ย
7.4
24 สิงหาคม 2560 11:23:05



ฉากหลังของภูมิประเทศที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลัง การจำลองชีวิตของญี่ปุ่นยุคสมัยเอโดะ ว่าด้วยเรื่องราวการทดสอบศรัทธาอย่างหนักหนาสาหัสของพระผู้เผยแพร่ศาสนาชาวโปรตุเกส ที่ต้องถูกทดสอบศรัทธาครั้งสำคัญของชีวิต เมื่อพวกเขาได้เยื้องเท้าก้าวเข้าไปเผยแพร่ศาสนาในดินแดนที่บททดสอบแสนสาหัสนั้น จะเขย่าแก่นศรัทธาที่ยึดติดมาทั้งชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

หนังตั้งคำถามถึงประเด็นความศรัทธาทางศาสนาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะแก่นหลักของศาสนาคริสต์ ว่าด้วยศรัทธาที่ถูกทดสอบด้วยความเจ็บปวด ทรมาน ทั้งในทางร่างกาย และจิตใจอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เมื่อเหล่าผู้ปกครองเมืองในญี่ปุ่นต้องการจะขุดรากถอนความเป็นอื่นที่มาจากต่างด้าวต่างแดนออกไปจากผืนแผ่นดินของตนให้สิ้นซาก พระเผยแพร่ศาสนาชาวคริสต์จึงแบกรับการทดสอบศรัทธาที่มากกว่าความตายหรือชีวิต เมื่อเจตจำนงของคณะผู้ปกครองเมืองญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการเพียงแค่เอาชีวิตของพวกเขาเพื่อยุติการเผยแพร่ศาสนา แต่คือการทดสอบศรัทธาด้วยทัณฑ์ทรมานโหดเหี้ยม จนพระเหล่านั้นยอมจำนนและละทิ้งศรัทธาของตน กระทั่งประณามหยามเหยียดความเชื่อที่ยึดถือมาทั้งชีวิต เมื่อสิ่งที่โหดร้ายที่สุดหาใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่คือจิตวิญญาณที่ทุรนทุรายเพราะ "ความเงียบ" และนั่นคือการที่ผู้ครองเมืองญี่ปุ่นจะสามารถล้างบ้างความเชื่อจากต่างถิ่นออกไปได้อย่างหมดจดแท้จริง

ตลอดทั้งเรื่องหนังอาจจะพูดถึงประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในปัจจุบันร่วมสมัยมากนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความปราณีตพิถีพิถันทุกภาคส่วนของหนังแสดงออกมาอย่างหนักแน่น เข้มข้น เล่นกับอารมณ์และฉุกกระตุกความคิดของผู้ชมได้อย่างอยู่หมัดตลอดเวลา นี่คือความแยบยลที่เราคาดหวังได้เสมอจากผู้กำกับชั้นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในฮอลลีวู้ดอย่างมาร์ติน สกอเซซี่

และถึงแม้ว่าหนังจะโฟกัสเรื่องราวเฉพาะเจาะจงอย่างการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในยุคสมัยเอโดะ แต่เรื่องราวของความขัดแย้งทางความเชื่อ ความศรัทธาที่มีผลอีกด้านคือความรุนแรงที่เข่นฆ่าจิตวิญญาณของฝ่ายที่แตกต่าง ก็เป็นสิ่งที่สามารถตั้งคำถามให้กับเราได้เช่นกันว่า การยึดติดกับความเชื่อมั่นหรือความศรัทธาอะไรบางอย่างโดยไม่เคยย้อนมองผลอีกด้าน ไม่เคยตั้งคำถามหรือสร้างภูมิความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์เลยนั้น มีความเปราะบางที่รุนแรงเพียงใด

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9
ฝีมือนักแสดง
9.5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
9.1
24 สิงหาคม 2560 09:51:31

The Hitman's Bodyguard

เข้าฉาย "24 สิงหาคม 2560"
ผู้กำกับ "Patrick Hughes"
นักแสดง "Ryan Reynolds, Samuel L. Jackson, Gary Oldman, Salma Hayek, Elodie Yung, Joaquim De Almeida, Kirsty Mitchell และ Richard E. Grant."

แนว "แอ็คชั่น คอมเมดี้"

"สนุก ตลก จะเอาฮาไปไหน"

"อารมณ์เหมือน ดูหนังต่อสู้กับหนังตลกในเวลาเดียวกันเลยที่เดียว"

ชอบฉากต่อสู้หลาย ๆ ฉาก มุมมองกล้องถือว่าดีมาก ลงรายละเอียดได้ดีเลย 
หนังเรื่องนี้เน้นสนุกครับ อย่าไปเครียดกับเนื้อหามาก เอาสนุกหนังมันจะดีมาก ๆ เพราะนักแสดงเล่นได้สมบทบาทอยู่แล้วกับการเล่นมุกที่ฝรั่งชอบเล่นใส่เข้าไปในหนังถือว่าดีมาก ๆ
พูดถึงมุกที่เล่นไม่ใช่แค่ คำพูดจิกกัดเบา ๆ แต่สีหน้า-ท่าทาง การกระทำสองอย่างในเวลาเดียว ก็ทำได้ดีเลย


TheHitman'sBodyguard.  #movietwit

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
8.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
5
คะแนนเฉลี่ย
7.1
23 สิงหาคม 2560 17:48:57

GHOST HOUSE มันอยู่ในศาล

อะไรที่มันอยู่ในศาลนั้นเหรอ ติดตามได้
เรื่องเล่าคร่าว ๆ ไม่สิเรื่องราวต้น ๆ เรื่องจะดีกว่ามันมีอยู่ว่า
ฝรั่งสองคนเข้ามาเที่ยวในไทย ช ชื่อจิม ญ ชื่อจูลี่ จูลี่ชอบศาลเจ้าที่ของไทย ไปไหนก็ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วพวกเขาทั้งสองก็ได้ไปเจอ ฝรั่งชาย 2 คน นามสมมุติ C กับ D พวกเขาทั้งสองพักที่โรงแรมเดียวกัน เขาสองคนชวนตีสนิทและไปเที่ยว กิน เดินเที่ยวรอบ ๆ กรุงเทพฯ ตอนกลางคืน แล้วพวกเขาก็เห็นว่า จูลี่ คนนั้นสนใจเกี่ยวกับศาล เขาก็ได้พาไปเจอศาล ผชทั้งสองเขาพาจิมกับจูลี่ไปทำอะไรกัน? ทำไมจูลี่ถึงได้เจอกับเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน แล้วผญผมขาว ที่เห็นในตัวอย่างนั้นเป็นใคร? ติดตามกันได้ครับ ทุกโรงภาพยนตร์

ภาพรวมมันก็ดูแปลก ๆ เหมือนผีในเรื่องจะเอาผีญี่ปุ่นมาผสมไทย แต่นั้นและฮ่ะคนต่างชาติเอาวัฒนธรรมไทยมาเกี่ยวข้องด้วยแล้วเหลาได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วฮ่ะ

#ไปหลอนกันกับหนังผี #movietwit#GHOSTHOUSE #มันอยู่ในศาล

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
3
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
5.6
23 สิงหาคม 2560 16:41:31

Ghost House (Rich Ragsdale / USA / 2017)

น่าสนใจเสมอเมื่อได้เห็นหนังต่างชาติเล่าเรื่องภายในไทย และที่ผ่านมามันก็มีทั้งแย่ พอรับได้ และดีงามน่าสนใจไปเลยก็มี (หมวดหลังนี่มักจะเป็นหนังที่คนทำมีประเด็นจริงจังส่วนตัวที่จะเล่า ไม่ใช่หนังที่พยายามอยู่ในตลาดกระแสหลัก) และโดยเฉพาะหนังผีที่มักจะหยิบเอาความเชื่อเรื่องผีสาง และศาสนามาเล่าก็มีให้เห็นเรื่อย ๆ ส่วนตัวแล้วสำหรับ Ghost House อยู่ในหมวดที่ยังพอรับได้ (ส่วนหนึ่งคงเพราะเคยดูหนังแย่ ๆ เทือกนี้มาไม่น้อย จนบางทีมันก็กลายเป็นความบันเทิงไปอีกรูปแบบหนึ่ง) ถึงแม้ว่าความสมบูรณ์ของหนังจะยังพร่องไปเยอะมาก ทั้งในแง่ของโปรดักชั่นที่ดูไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดบางภาพบางซีนเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะช็อตเปิดสถานที่ต่าง ๆ ทั้งหลาย อย่างช็อตบรรยากาศกรุงเทพฯ และช็อตสนามบินที่ดูคุณภาพช็อตเบลอมัว ๆ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ๆ แต่ความบันเทิงความน่ากลัวตุ้งแช่ก็ยังพอดูได้ไปเรื่อย ๆ และยังมีความน่าสนใจให้พอติดตามได้อยู่บ้าง ทั้งในมุมของการมองสังคมไทย และการสร้างผสานความเชื่อระหว่างผีฝรั่งและหยิบยืมผีเอเชียอย่างญี่ปุ่น มารวมกันให้อยู่ในผีตัวเดียวที่อยู่ในบริบท และบรรยากาศแบบไทย ๆ

ความแปลกประหลาดมักจะพบได้เสมอในหนังต่างชาติที่เบสโลเคชั่นหลักในไทย โดยเฉพาะหนังฝรั่งที่เป็นหนังผีหรือหนังเกี่ยวกับไสยศาสตร์และความเชื่อเหนือธรรมชาติ ซึ่งความพิกลเหล่านี้ก็มักจะทำให้หนังบันเทิงได้ไม่ยากเช่นกัน แต่หลายครั้งหลายคราวหนังจำพวกนี้ ก็มักขาดความสมเหตุสมผลที่จะทำให้เรื่องราวไหลลื่นหรืออินตามได้ ทำให้หนังที่พยายามยำของสุดมือสุดตีนเพื่อให้หนังสนุก มันทั้งล้น ทั้งเลอะเทอะ ออกทะเลจนกู่ไม่กลับได้ง่าย ๆ แต่กับ Ghost House ไม่ได้จับฉ่ายหรือไม่สนใจเรื่องราวขนาดนั้น คนทำยังรู้ว่ากำลังเล่าเรื่องอะไรอยู่ แล้วก็นำพาหนังไปถึงปลายทางได้อย่างมีสติสัมปชัญญะพอสมควร ถึงแม้เส้นเรื่องมันจะเดาได้แบบเราไม่ต้องพยายามเดาก็รู้ หลาย ๆ อย่างโดยเฉพาะการตัดสินใจทำอะไรบางอย่างของตัวละครหลัก ก็ไม่ได้ถูกชักนำให้น่าเชื่อถือ และการปูทางบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่นเหรียญตก เพื่อเชื่อมโยงตบกลับให้บทมันกลมขึ้นในตอนท้าย ก็ชัดเจนไปเสียหมด อีกทั้งยังไม่มีประเด็นตึงเครียดอะไรที่ถูกชูให้น่าสนใจ อย่างเช่น ฉากที่พระเอกต้องไปหลอกให้คนอื่นมาแทนที่แฟนของตัวเอง ที่ถูกผีคุกคามเอาชีวิต ที่น่าจะขยี้ให้กลายเป็นซีนลุ้นระทึก หรือกระอักกระอ่วนทางอารมณ์ให้น่าติดตามได้มากกว่านี้ก็ตาม ดูเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการปรับเปลี่ยนไปตามร่องอารมณ์บนความเป็นมนุษย์ให้ไหลลื่นนัก หนังทั้งเรื่องจึงต้องรอแค่ซีนนางเอกหลอนแล้วผีโผล่มาหลอกเท่านั้น คนดูถึงจะตกอกตกใจ ซึ่งก็ยังดีที่นักแสดงที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักนำพาซีนเหล่านี้ให้ระทึก และน่าสงสาร ให้มุมคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวและถูกกระทำได้ถึงอารมณ์ตัวละครที่ควรจะเป็นอยู่ ซึ่งก็คงทำให้คนดูรู้สึกลดความเสียดายค่าตั๋วไปได้บ้าง

ในส่วนของมุมมองคนทำยังมองภาพความเป็นไทยแค่ฉาบฉวย เห็นได้ชัด ๆ จากซีนที่อยู่ ๆ นางเอกก็เห็นภาพหลอนเป็นควานช้างขี่ช้างมาจากป่าทึบ ๆ ด้านหลัง แต่สุดท้ายแล้วภาพนั้นก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับเรื่องราวแต่อย่างใด นอกจากจะเป็นภาพช่วยบอกว่านี่ช้างนะ คือประเทศไทยนะ เช่นเดียวกับการเลือกเพลงไทยกลิ่นไทยเดิม หรือลูกทุ่งมาวาง แต่ถึงอย่างนั้นการให้ฉากหลังของเรื่องราวแทบทั้งหมดเป็นถิ่นอโคจร ก็พรีเซนต์ออกมาได้น่าสนใจดี ถึงจะเห็นร่องรอยของการเซตขึ้นมาให้รู้สึกไม่ค่อยสมจริงอยู่บ้าง รวมไปถึงแลนด์สเคปอย่างทะเลสาบในตอนท้ายที่ถ่ายออกมาได้โดดเด้งสวยงามกว่าสถานที่อื่น ๆ ส่วนหมอผีในซีนไคลแม็กซ์ที่สปีคอิงลิชได้ไม่ด้อยไปกว่าลิสซึนนิ่งจับใจความได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของคนอาเซียนที่เห็นความสำคัญของภาษาโลกที่ 1 ซึ่งช่วยยกระดับอาชีพได้ดีจริง ๆ ลูกค้าต่างชาติน่าจะเยอะ แซว ๆ ๆ สุดท้ายคือชอบที่เอาผีคนญี่ปุ่นมาอยู่ในบริบทแบบไทย ๆ และสิงอยู่ในวัตถุแบบไทย ๆ มันน่าสนใจดี แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ใช้ส่วนนี้เป็นเงื่อนไขอะไร และกลายเป็นส่วนประกอบที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย
 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6
การดำเนินเรื่อง
6
ดนตรีประกอบ
6.5
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
6.5
คะแนนเฉลี่ย
6.4
22 สิงหาคม 2560 16:10:54

รีวิว Gintama

--ไม่มีสปอยเนื้อเรื่องนะครับ--

โรงแถวบ้านเป็นพากย์ไทยหมดเลย แต่ก็คิดว่าพันธมิตรพากย์คงตลกแหละ เลยไปดู ก็ตลกจริง ๆ นะ แต่เสียง Sound ของหนังเบามากกกก!!! จนรู้สึกไม่สนุกเลย โดยเฉพาะตอนท้ายของเรื่อง สู้กัน เสียงควรตู้มต้าม! แต่ปรากฏว่าเสียงเบามากจนไม่เร้าใจอะไรทั้งนั้น (ไม่รู้ว่าเป็นที่โรง หรือเป็นที่ตัวหนัง)

ย้อนหลังไปหลายปี เราเคยอ่านการ์ตูนกินทามะ อ่านได้เจ็ดเล่มต้องยอมแพ้ เพราะมุกมันแป๊กมาก ๆ ไม่ค่อยตลก หลายปีผ่านไปการ์ตูนเรื่องนี้ก็ไม่จบสักที จนมีหนังที่คนแสดงออกมา เราก็เอ... หรือเราอ่านน้อยไป เล่มหลัง ๆ มันอาจจะสนุกก็ได้ เลยตัดสินใจมาดูหนังเรื่องนี้ 

ปรากฏว่ามุกก็แป๊กจริง ๆ ถามว่าฮามั้ย เราก็พอจะฮานะ แต่มันไม่สุดอะ เนื้อเรื่องก็มีเส้นทางของหนัง แต่ตอนจบก็คลายปมไม่หมด เลยแอบหงุดหงิดเล็กน้อย แถมยังมีเรื่อง sound ที่เบาด้วย เลยดูด้วนความเซง ๆ

ว่ามาเยอะ ก็ชมบ้างว่าตัวพระเอก กินโทกินี่แสดงได้เหมือนการ์ตูนพอสมควรเลย ชอบตัวนี้มาก (แต่ตัวอื่นแย่อะ)

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนเรื่องนี้ก็แนะนำนะครับ :)) 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5.5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
1
ฝีมือนักแสดง
5
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
4.9
21 สิงหาคม 2560 19:16:08

จัดชุดใหญ่ให้น้องเบลล์

เด็กเดินตั๋วเป็นคนกลัวผีจริงและผีปลอม แต่ชอบดูหนังผีมากกกกก หลังจากที่เคยดู Conjuring ทั้งสองภาคมาแล้ว และไม่เคยดู Anabelle ภาคแรก แต่เห็นกระแสภาคนี้มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ แต่มีคนแนะนำให้เด็กเดินตั๋วดู ไม่รอช้า...​ตีตั๋วไปดูเลย

ด้วยความคาดหวังจากที่ชอบ Light Out มาก จึงคาดหวังการจัดเต็ม จัดหนักตั้งแต่ต้นจากน้องเบลล์ แต่น้องเบลล์ไม่ทำแบบนั้น น้องเบลล์ร้ายลึก น้องเบลล์ค่อย ๆ ปูเรื่องราวดำดิ่งไปกับความสยอง หวิวท้อง ส่วนเรื่องราวก็ทั่ว ๆ ไปนะ ไม่ได้แปลกใหม่อะไรสำหรับเด็กเดินตั๋ว มีตัวละครอ่อนแอ และเซ็ตอุปกรณ์ประกอบการหลอกหลอนมาให้คาดเดาได้พอเลา ๆ เรื่องราวดำเนินไปผ่านการหลอกทั้งแบบตุ้งแช่ และแบบค่อย ๆ หลอน หลังจากนั้นก็มาเป็นคอมโบ้ไปจนจบเรื่องเลยจ้า

นับว่าน้องเบลล์มีความปราณี ไม่ได้โหดร้ายสยองขวัญสั่นประสาทแบบ Conjuring นะ แต่น้องก็หลอนอยู่ จะผิดหวังหน่อย ๆ เพราะเห็นหน้าตาน้องก็ออกจะน่ารัก ก็คิดว่าน้องจะจัดเต็มให้พี่ น้องใจดี คืนนี้พี่ฝันดีแน่นอน

- เด็กเดินตั๋ว -

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
6.5
การดำเนินเรื่อง
8
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8.5
กราฟฟิก
9
คะแนนเฉลี่ย
7.8
21 สิงหาคม 2560 12:59:13

Silence - ศรัทธาไม่เงียบ 

161 min | Drama | Directed by Martin Scorsese

อีกหนึ่งผลงานยอดเยี่ยม จาก สุดยอดผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่

อีก 1 ภาพยนตร์ที่รอคอยมาอย่างยาวนานครับ เนื่องจากหนังเรื่องนี้มีโปรแกรมเข้าฉายตั้งแต่ช่วงเทศกาลรางวัล แต่เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (แทบจะถูกลืมโดยออสการ์ไปเลย) ทำให้หลุดโปรแกรมฉายไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีเป็นอย่างมากที่เราได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนต์ เพราะยิ่งหลังจากที่ผมได้ดูแล้ว ต้องบอกเลยว่าเราโชคดีมากจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสได้ชม เพราะมันยอดเยี่ยมมาก โดยหนังดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกัน ซึ่งว่าด้วยเรื่องราว บาทหลวง คาทอลิก ชาวโปรตุกีส 2 คนเดินทางมายังญี่ปุ่นเพื่อสืบข่าวคราวของอาจารย์ของพวกเขาที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศญี่ปุ่นก่อนหน้านี้และหายไป ซึ่งทั้งสองต้องเผชิญกับความโหดร้ายอันเกิดจากการไม่ยอมรับศาสนาอื่นของคนญี่ปุ่น 

หลังจากได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานักต่อนัก ว่าหนังเรื่องนี้ทั้งยาว และ มีกราฟความรู้สึกค่อนข้างเรียบ ๆ เรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ซึ่งจากสององค์ประกอบนี้จัดว่าหากมีในหนังเรื่องนึง จะเป็นการยากและทรมานต่อการรับชมมาก แต่พอได้ชมจริง ๆ หนังมีความรู้สึกเหล่านั้นจริงครับ แต่ไม่น่าเบื่อและไม่รู้สึกทรมานอย่างที่คิด และเอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ได้บีบเค้นอารมณ์ให้รู้สึกหดหู่มากขนาดนั้น เพราะชั้นแรกของหนังมันว่าด้วยเรื่องราวของบาทหลวงที่ต้องมาเจอกับบททดสอบจากพระเจ้า เจอความโหดร้ายจนถึงกับตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตนทำและตนเป็น คลางแคลงใจในความเชื่อของตน แต่หนังก็พูดถึงอีกเรื่องนั่นคือเรื่องราวของความคิดเห็นที่ต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในทุกชนชั้น ทุกสังคม ซึ่งตัวผกก. ก็วาง จุดตรงนี้ให้หนังมีข้อขบคิด มีตลกร้าย ทำให้มันไม่น่าเบื่อเลย น่าติดตามและชวนคิดตามหนังในหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งทำได้ดีมาก 

นอกจากนี้ งานคราฟต์ในหนังเรื่องนี้ยังยอดเยี่ยมมาก เปี่ยมไปด้วยคุณภาพในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาพ วิชวล ต่าง ๆ มีหลายต่อหลายซีนที่เราได้เห็นถึงความสวยงามของยุคสมัย และ ความโหดร้าย ความดิบเถื่อน หรือความไม่เป็นศิวิไลซ์ของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ เสียงประกอบ การตัดต่อ และอื่น ๆ ละเอียด และละเมียดมาก 

ผมมักหลงใหลในภาพยนตร์ที่ให้มากกว่าความบันเทิงดาดดื่น หนังเรื่องนี้มอบแนวคิด หรือชวนถกประเด็น และชวนคิดมากมาย แถมยังมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์และการเมือง ซึ่งมันเป็นความงดงามของศิลปะภาพยนตร์อย่างแท้จริง Silence จึงเป็นอีก 1 ภาพยนตร์จาก มาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่ยอดเยี่ยมมาก ถึงแม้ว่ามันจะไม่หวือหวา ฮือฮา เหมือนงานหลายต่อหลายเรื่องของเขา (อย่างเช่น หมาป่าแห่งวอลสตรีท hugo หรือ shuttle island) ก็ตาม อ้อ..ผมเกือบลืมไปหนังเรื่องนี้อุดมไปด้วยการแสดงจากหนังแสดงชั้นยอดหลายต่อหลายคน ที่โดดเด่นที่สุดคือ Andrew Garfield ตัวนำของเรื่อง ซึ่งแสดงได้ดี คู่ควรแก่การเข้าชิงออสการ์มาก และดาราญี่ปุ่นอย่าง Issei Ogata ที่รับบทเป็นเจ้าเมือง หรือ Yosuke Kubozuka ที่รับบทเป็นคิชิจิโร่ เรื่องนี้จึงเป็นหนังที่ผมแนะนำให้ทุกท่านหาโอกาสไปชมเป็นอย่างยิ่งเลยครับ 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
10
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
9.5
ฝีมือนักแสดง
10
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.8
18 สิงหาคม 2560 17:22:51

Gintama - กินทามะ ซามูไร เพี้ยนสารพัด

131 min | Action/Comedy | Directed by Yuichi Fukuda 

ผมเป็นแฟนหนังสือการ์ตูนกินทามะมาหลายปีมาก และไม่อยากเชื่อเลยว่าวันนึงมันจะถูกหยิบมาสร้างเป็นหนังได้ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันเลยว่า หนังคนแสดงที่สร้างจากการ์ตูนญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่พังพาบทั้งสิ้น แต่เรื่องนี้กลับทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวครับ โดยกินทามะเป็นเรื่องราวของร้านรับจ้างสารพัด อันประกอบไปด้วย ซากาตะ กินโทกิ อดีตซามูไรผู้เคยรบเพื่อปกป้องประเทศ ผู้ช่วย ชินปาจิ เจ้าแว่นที่ไม่สำคัญอะไร กับ อิสาวบ้าพลัง อย่างคางุระ ที่เป็นต่างดาว ซึ่งยุคสมัยในเรื่องก็เป็นยุคเอโดะ ที่ถูกรุกรานโดยมนุษย์ต่างดาว 

ไม่ผิดหวังเลยครับสำหรับแฟนการ์ตูน เพราะตัวหนังทำออกมาได้เป๊ะมาก ทั้งการจำลองเอโดะแบบในการ์ตูน รวมไปถึงชาวสวรรค์หลากหลายชนิดในเรื่อง แม้ว่ามันจะดูเกรดบีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด แถมตัวละครหลักในเรื่องก็ยังเก็บรายละเอียดของตัวละครได้ดีมาก ฟีลเหมือนดูอนิเมะอยู่ เพียงแต่ว่ามันสมจริงขึ้นมากเท่านั้นเอง ชุน โอกูริ ที่เราเคยเห็นหน้าเห็นตากับหนังที่สร้างจากการ์ตูนหลายต่อหลายเรื่อง อย่าง อีกา หรือ ลูแปง เรื่องนี้ทำได้ดีเลย คือถอดความกวนตีน ความบ้า และปัญญาอ่อนของคุณกินออกมาได้เป๊ะ ตรงนี้สำคัญมากเลยครับ เพราะเสน่ห์ของการ์ตูนชุดนี้มันคือความเกรียนแตกของ ซากาตะ กินโทกิ และความพิลึกกึกกือของคนรอบข้าง แล้วด้วยทั้งหมดนี้เองก็ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาเพลิดเพลิน และตลกมากกกกกกก มันจะเอาฮากันไปถึงไหน 

ในหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องแบบคล้ายกับมูฟวี่ หรือ ในมังงะช่วง เบนิซากุระ หากใครเคยดูคงจะจำกันได้ เรียกได้ว่าถอดมาแบบเป๊ะ ๆ ไม่ต้องคาดเดากันเลยสำหรับคนที่เคยดูการ์ตูนมาแล้ว แม้ว่าจะมีบางช่วงเนือย ๆ บ้าง อาจจะเพราะการตัดต่อไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าหากคุณเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้ ลองไปดูให้หายคิดถึงกันได้ ฮาเหมือนกัน และไม่น่าจะผิดหวังอย่างแน่นอน  

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7
ดนตรีประกอบ
7
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
7.2
18 สิงหาคม 2560 15:29:53

The Dark Tower อีกหนึ่งความน่าผิดหวังจากปลายปากกา สตีเฟ่น คิง

สตีเฟ่น คิง ถือเป็นเจ้าของผลงานนิยายแนวสยองขวัญ ระทึกขวัญหลาย ๆ เรื่อง ที่ถูกหยิบเอามาทำเป็นภาพยนตร์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Carrie, Salem's Lot, It, 1408, The Mist และอีกมากมาย ซึ่งในยุคหลัง ๆ ช่วงที่ฮอลลีวูดเน้นทำภาพยนตร์ภาคต่อ รีเมคจากผลงานสุดคลาสสิก
ผลงานของลุงสตีเฟ่น คิง ก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่เป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็น Carrie 2013 ซึ่งอันนี้โดยรวมยังโอเคให้ความบันเทิงได้ แต่ถ้าเน้นความสยองแบบเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นยังเทียบไม่ได้ จนมาถึงปีนี้เป็นคราวของ The Dark Tower และ it ที่เป็นการรีเมคอีกครั้งของฮอลีวูด (ในส่วนของ It นั้นจะกลับมาเขียนอีกทีเมื่อหนังฉายนะครับ)

The Dark Tower เป็นหนังซื้อที่สตีเฟ่น คิงเขียนและได้รับความนิยมจนมีภาคต่อหลายเล่มมากเลยก็ว่าได้ เป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างมากเมื่อถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ พร้อมกับดาราชั้นนำของยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น อิดริส เอลบา และ แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ (ที่รายหลังนี้ตัดสินใจเล่น The Dark Tower ทันทีที่เห็นบทภาพยนตร์ และปฏิเสธที่จะรับบท อีโก้ พ่อของสตาร์ลอร์ดใน Guardians of the Galaxy Vol.2 ทิ้งไปง่าย ๆ เลยก็ว่าได้)

ส่วนตัวผมตื่นเต้นที่จะได้ดูผลงานจากปลายปากกาของลุงสตีเฟ่นคิงอีกครั้ง แต่แล้วหลังจากได้ชมจบ ต้องบอกเลยว่า ถ้าไม่มีคำโปรยว่าดัดแปลงจากผลงานสตีเฟ่น คิง หนังมันจะดูดีขึ้นมาอีกระดับเลยทีเดียว แต่เมื่อเป็นการจั่วหัวว่าดัดแปลงจากผลงานของลุงสตีเฟ่นแล้ว ทำไมตัวหนังมันถึงง่ายและธรรมดาถึงเพียงนี้!

เรื่องราวว่าด้วยจักรวาลถือกำเนิด และมีการแบ่งมิติหลายมิติ โดยที่มีหอคอยดำเป็นแกนกลางเพื่อรักษาสมดุลของแต่ละมิติ ไม่ให้ปีศาจจากมิติมืดเข้ากลืนกลินสิ่งมีชีวิตจากโลกต่าง ๆ ได้ ยอมรับว่าพลอตคร่าว ๆ และช่วงต้นเรื่องนั้นมีความน่าสนใจและทำฉากออกมาดีมาก น่าติดตาม แต่จนแล้วจนรอด เมื่อเด็กหนุ่มผู้ถูกเลือกให้มีพลังพิเศษ ที่สามารถทำลายหอคอยลงได้ ได้ถูกส่งไปยังมิติอื่น ตอนนั้นเองตัวหนังก็กลายเป็นหนังวิ่ง ๆ หนี ๆ ไล่ล่า ๆ แล้วก็วนลูปไปมาจนทั้งเรื่อง เหมือนการย่ำอยู่กับที่ พร้อมฉายฉากการที่ตัวร้ายพยายามที่จะทำลายหอคอยลงไปให้ได้ ทุก ๆ 10-15 นาทีของเรื่องนั้น ทำให้ฉากที่เคยชอบช่วงต้นเรื่องกลายเป็นรำคาญ และคิดว่าเมื่อไหร่หนังมันจะจบซะที 

อีกใจนึงของผม ก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพร์สให้ตื่นเต้นช่วงท้ายอีกมั้ย เพราะเป็นสไตล์การเขียนของลุงสตีเฟ่นอยู่แล้ว ที่ชอบน็อคคนอ่าน หรือคนดูตอนจบแบบที่เคยทำ คนดูเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยกมาแล้ว หลังจากดู The mist จบ แต่สำหรับ The Dark Tower นั้นไม่มีอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ที่ทำให้เราประทับใจกับช่วงที่ควรจะเป็นฉากที่พีคสุด เป็นไฮไลท์ของเรื่องได้ และไม่แปลกใจเลยที่คะแนนรีวิวจากเมืองนอกต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ส่วนตัวถ้าให้ผมแนะนำหนังให้คนอื่น ๆ ไปดูช่วงนี้ ผมขอแนะนำให้ไปชม Cars 3 หรือไม่ก็ Annabelle 2 จะดีซะกว่าอีกครับ 

สรุปแล้วเป็นผลงานที่น่าผิดหวังอีกเรื่อง ที่เอาผลงานของ สตีเฟ่น คิง มาย่ำยีไม่เหลือชิ้นดีใด ๆ แอบกังวลเรื่อง it เวอร์ชั่นรีเมคที่จะฉายเดือนหน้า ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไปได้ดีกว่า The Dark Tower หรือไม่นะครับ ส่วนตัวผมให้เรื่องนี้ 6/10 ก็พอแล้ว

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
5
การดำเนินเรื่อง
5
ดนตรีประกอบ
6
ฝีมือนักแสดง
7
กราฟฟิก
7
คะแนนเฉลี่ย
6
12 สิงหาคม 2560 23:04:58

อย่าได้มองข้าม CARS 3 ไป 
รีวิวอนิเมชั่น CARS 3 จัดเต็มฉบับเด็กเดินตั๋ว [ไม่สปอยล์]

 

เด็กเดินตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้แบบไม่ได้เตรียมใจ เตรียมความพร้อมใด ๆ และไม่ได้คาดหวังจะได้อะไรจากอนิเมชั่นเรื่องนี้ นอกจากความสนุกบันเทิง คลายเครียด แต่ด้วยความเป็น Walts Disney Pixar มักจะทำให้เราได้อะไรกลับไปจากการชมภาพยนตร์ด้วยเสมอ ทั้งคุณภาพการผลิต ความมีสุนทรีย์เพลิดเพลินกับองค์ประกอบภาพยนตร์ และสิ่งสำคัญที่ได้กลับไปจากการตีตั๋วดูหนังยี่ห้อ “Pixar” คือ “แรงบันดาลใจชั้นยอด” 

ด้วยความที่ช่วงนี้เด็กเดินตั๋วงานยุ่งและเครียดมาก (ถึงมาดูการ์ตูนไง) อารมณ์ที่มักจะตามมาคือ “ท้อแท้” และ “เหนื่อยล้า”​ ทันทีที่หนังฉาย ฉากแรกก็ปูเรื่องและเข้าเรื่องเลยอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กเดินตั๋วเชื่อมโยงกับอารมณ์ความท้อแท้ เหนื่อยล้าจากชีวิตเด็กเดินตั๋วทันทีเลย ด้วยเรื่องของรถแข่งจะต้องมีแพ้ มีชนะ มีท้อแท้ มีฮึกเหิม เป็นธรรมชาติของหนังแนวนี้อยู่แล้ว แต่ Cars 3 ได้เล่นถึงประเด็นใหม่ ๆ ที่ให้แง่คิดอะไรดี ๆ และเสริมแรง เสริมกำลังใจได้อีกเยอะมาก ๆ

ในด้านของคุณภาพงานโปรดักชั่น ก็แทบไม่ต้องคาดเดาหรือลุ้นอะไรเลย ยี่ห้อ Pixar นี้ไว้ใจได้เสมอสำหรับมาตรฐานอนิเมชั่นของเด็กเดินตั๋ว เรื่อง Cars 3 ก็เช่นกัน มีภาพที่สมจริง ฉากสวยงามมาก อย่างกับยกกองออกไปถ่ายกันจริง ๆ เลย ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คืออนิเมชั่น ดูแต่ฉากแทบแยกไม่ออกเลยว่านี่คือของจริงหรือกราฟิก หมอกเอย ละอองน้ำเอย ฝุ่นเอย จะเนียบไปไหน แค่ไปนั่งดูรายละเอียดพวกนี้เด็กเดินตั๋วก็ว่าคุ้มแล้วจริง ๆ นี่ยังไม่นับคาแรกเตอร์ที่ถ่ายทอดอารมณ์ และมีความเหนือไปอีกขั้นของการออกแบบคาแรกเตอร์อนิเมชั่นจริง ๆ ถ่ายทอดอารมณ์ได้จนเรานึกออกเลยว่า เจ้ารถพวกนี้ถ้าเป็นคนจะหน้าตาเป็นอย่างไร บุคลิกเป็นอย่างไร แล้วเพลงก็ดีงาม มีกลิ่นอายหนังโบราณหรือหนังรถสักเรื่องแน่ ๆ ได้กลิ่นเพลงออร์เครสตร้าแบบหนังยุค 70 ผสมผสานยุคนี้ เป็นอะไรที่โดดเด้งจนต้องตั้งข้อสังเกตกันเลย ออกแบบแต่ละช็อต แต่ละแอ็คชั่น แต่ละมุมกล้องได้ไร้ที่ติมาก ๆ ดูแล้วก็ยังคงความตื่นเต้นเร้าใจได้ไม่ต่างจากหนังรถแบบ Fast & Furious หรือ Rush เลย

เท่าที่สาธยายมา ได้อะไรเยอะ อย่ามองว่าเป็นแค่การ์ตูนเลย ไปดูเหอะ แนะนำจริง ๆ คุ้มกว่าที่คาดหวังไว้แน่ ๆ...
 

เด็กเดินตั๋ว - 


 

สรุปผลวิจารณ์หนัง

บทหนัง
9.5
การดำเนินเรื่อง
9.5
ดนตรีประกอบ
8.5
ฝีมือนักแสดง
9
กราฟฟิก
10
คะแนนเฉลี่ย
9.3

ความคิดเห็น (0)

วันนี้ 04:43:09
สุดยอด
GUEST
NP2016
20 ตุลาคม 2560 01:51:14
ในภูเก็ตมีที่ไหนฉายมั้งคะ?
20 ตุลาคม 2560 10:05:42
เรียนคุณ NP2016
ในภูเก็ตไม่มีเข้าฉายเลยครับ
GUEST
เรยเยย
14 ตุลาคม 2560 11:54:01
ห่วยมาก เสียดายตั่วนังฟรี เอาคืนมา หลับคาโรงนัง ดูได้ 20นาที เดินออก เบาๆๆจ้า เสียดายตังไม่นุกเรย
14 ตุลาคม 2560 02:38:21
 
มันมีเพือไรคับอยากลองดู
13 ตุลาคม 2560 22:47:03
 
หนังดีโครต โครตมัน สุดยอดเลยเรื่องนี้ ไม่เสียดายตังเลย
ปลื้ม
GUEST
โบวี่
14 ตุลาคม 2560 11:51:05
สุดยอด มากสนุกมากไม่เสียดาย ที่ได้เข้าโรงนังในรอบ6ปี เรื่องนี้สุดยอดดดดดด ไม่เสียดายตัง
13 ตุลาคม 2560 17:58:57
ในตัวเมืองโคราช มีหนังเรื่องวิคตอเรียเข้าฉายที่ไหนบ้างคะ
16 ตุลาคม 2560 10:07:33
เรียนคุณ Sopa Wuttiya
เท่าที่แอดเช็คที่โคราชไม่มีเข้าฉายครับ

ข่าวภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวหนัง ทั้งหมด